วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของโฮมสคูล

ดิฉันลองมานั่งคิดดู จากการศึกษาเรื่องโฮมสคูล ในหลายๆแหล่ง จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นโฮมสคูลของระบบใด เช่น วอลดอร์ฟ มอนเตสเซอรี่ Project Approach หรือ วิถีพุทธ และอื่นๆ ถึงแม้จะใช้คำพูดไม่เหมือนกัน แต่ก็มีแนวคิดล้ายๆกัน คือการจัดกิจกรรม เพือกระตุ้นการเรียนรู้ให้เด็กในด้านต่างๆ ครบทุกด้าน 5 Q แม้กิจกรรมอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีส่วนคล้ายกัน ดูเผินๆ ปัจจัยความสำเร็จของโฮมสคูลคือ การจัดกิจกรรมให้เหมาะกับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน

แต่ความจริงแล้ว ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการเรียนแบบโฮมสคูล ไม่ใช่กิจกรรม ไม่ใช่ตัวเด็ก แต่คือตัวของพ่อแม่เอง เด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ไม่ต่างกัน ในช่วง 3 ขวบปีแรกนั้น เด็กเรียนรู้ตลอดเวลา เรียนรู้ทุกอย่าง เหมือนฟองนำ้ แม้ว่า ในวัยแบเบาะ จน หนึ่งขวบ ก่อนที่เขาจะพูดได้ หลายๆครั้ง สีหน้าและแววตาจะยังไม่ตอบสนอง ดูเลื่อนลอย ไม่มีปฎิกิริยา ไม่แสดงความสนใจ หลายๆครั้ง เขาคลานหนี หรือร้องไห้ไม่ยอม แต่แท้ที่จริง เขาเรียนรู้ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลา เขาก็เผยออกมาเอง จนเราเองก็งง และอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

(ไปต่อที่ความเห็น)

4 ความคิดเห็น:

มนแชง กล่าวว่า...

ดิฉันสังเกตจากลูกสองคน ตอนที่ดิฉันพาน้องแชงไปเรียน Baby Sign ที่ Gymboree เขาไม่สนใจจะเรียนเลย คลานหนีตลอด และตอนที่ดิฉันร้องเพลง ทำ Sign ให้ลูกดูที่บ้าน เขาก็ไม่สนใจ แต่ดิฉันก็ทำไปเรื่อยๆ บ่อยๆ เมื่อเขาโตมาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ดิฉันไม่ได้ให้ลูกฟังเพลงนี้อีกเลย เมื่อมาเวียดนามจึงเปิดให้ฟังอีกครั้ง แต่ปรากฏว่า เขาทำท่าได้ ไม่ผิดเพี๊ยน และยังขอฟังเป็นประจำทุกวัน ขาดไม่ได้ เวลาเปิดเพลง เขาจะมีความสุขมากๆ ยังมีอีกหลายๆกรณี ที่ดิฉันสังเกตว่าลูกจำได้มากมาย แม้เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นในวัยที่เขามีอายุเพียงเดือนเดียว เหลือเชื่อมาก สมองเด็ก ดังนั้นดิฉันจึงเชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้มากมาย เพียงแต่แต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้ ไม่เหมือนกัน ตามนิสัยและจริตของแต่ละคน หากเราเห็นจริตของลูกและหาวิธีที่เหมาะสม เด็กทุกคนย่อมเป็นอัจฉริยะ ผู้เพียบพร้อมได้ มีครบ 5 Q

มนแชง กล่าวว่า...

ดิฉันเชื่อว่าปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการศึกษาแบบโอมสคูล คือตัวของพ่อและแม่เอง ที่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง หากพ่อแม่ไม่ชอบร้องเพลง ก็จะไม่ค่อยร้องเพลงให้ลูกฟัง และำไม่สอนลูกร้องเพลง เด็กก็จะร้องเพลงไม่เก่ง พ่อแม่ที่ไม่เล่นกีฬา แม้จะซื้อเครื่องกีฬามามากมาย แต่ก็จะไม่ชวนลูกเล่น ไม่สอนลูกเล่น เด็กน้อยรายที่มาจากครอบครัวแบบนี้ที่จะชื่นชอบกีฬา

ดังนั้นการที่จะสร้างเด็กให้มีคุณภาพครบ 5 ด้าน และศึกษาแบบโอมสคูลให้ได้ผล พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้ลูก เช่นตัวดิฉันเอง ดิฉันต้องหักเหชีวิตตัวเองแบบ 180 องศา เพราะชีวิตที่เคยใช้มาแต่เดิมนั้น ไม่เหมาะกับลูก ไม่อยากให้ลูกเป็นแบบเรา คือ ติดหรู อยู่สบาย จับจรด ขี้หงุดหงิด ดิฉันเป็นคนไม่มีงานอดิเรก ไม่ชอบเล่นกีฬา ไม่ชอบอยู่ที่ร้อน ต้องอยู่ห้องแอร์เย็นๆ ซึ่งชีวิตคนเราต่อไปนั้นไม่แน่นอน เวลาลำบากหน่อย ต้องช่วยตัวเอง ดิฉันจะบ่นเป็นวรรคเป็นเวร มันทุกข์ทรมารมากๆเลย อยู่แบบธรรมดาไม่ได้ เวลาไปกินข้าว ไปต่างจังหวัด โรงแรมไม่ห้่าหกดาว ก็รู้สึกหงุดหงิด ทำให้ไปเที่ยวต่างจังหวัดได้ไม่กี่ที่ แถมค่าใช้จ่ายบานตะเกียง

แต่โชคดี มีสามีที่ตรงกันข้ามกับดิฉันแทบทุกอย่าง เรียนเ่ก่ง เก่งคณิต ติดดิน ชอบเล่นกีฬา ออกกำลัีงกาย รักธรรมชาติ และโชคดีที่ดิฉันก็รักเขามาก ทำให้ยอมปรับตัวมาใช้ชีวิตร่วมกับเขาได้ พอมีลูกนี่ยิ่งหนัก ดิฉันไม่ชอบเล่นกีฬา ก็ต้องมาตีแบ็ตกะสามีทุกอาทิตย์ ให้ลูกดู เพื่อปลูกฝังการชอบกีฬา ขี้เีกียจว่ายนำ้ กลัวจม ก็ต้องพาลูกมาว่าย ว่ายในสระเด็กเป็นเพื่อนลูกด้วย กลัวเหงื่อกลัวแดด ก็ต้องพาลูกไปเดินสวนสาธารณะ แทบทุกวัน ทำการฝีมือไม่เป็น ตอนเรียนยังต้องจ้างคนทำ ก็ต้องหัดมาทำให้ลูกดู เล่นเอาโรคไมเกรนกำเริบ

แต่ต้องทำค่ะ เพราะสังเกตว่า อะไรที่เราไม่ทำ ต่อให้เราเชียร์อย่างไร หรือบอกลูกให้ทำกับสามี เขาก็ไม่ยอม ต้องเราเล่นพร้อมหน้ากัน ถึงจะสนุก เนี่ยต้องมาหัดโกะ อีก ตาราง 100 ช่องยังเรียนไม่จบเลย อ่านที่พ่อธีร์ เขียนสองเรื่องนี้ต้องค่อยๆอ่าน ค่อยๆทำความเข้าใจ ไม่ง่ายเลย ถอดใจไปหลายครั้งเหมือนกัน ถอยไปตั้งหลัก แล้วกลับมาใหม่ เพื่อปลูกฝังให้ลูกนะคะ

มนแชง กล่าวว่า...

อีกเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันกล่าวว่า พ่อแม่คือปัจจัยของความสำเร็จของการศึกษาแบบนี้ คือ พ่อแม่ต้องมีวินัย และรักษาคำพูด ความตั้งใจในการทำโฮมสคูล ต้องมีความรับผิดชอบต่อแผนการศึกษาที่วางไว้ เพราะหากใจอ่อน หรือไม่มีวินัย ปล่อยลูกตามสบาย สอนมั่งหยุดมั่ง แผนที่ทำไว้ก็จะไม่เป็นจริง และคลาดเคลื่อนตามความไร้วินัยของเราเอง

ตอนสมัยที่เรียนหลักสูตรของแลนด์มาร์กฟอรั่ม มีการพูดถึงสถิติ คนทั่วไป โดยเฉพาะคนฝรั่ง มักชอบวางแผนไว้ล่วงหน้า ตั้งเป้าหมายไว้ ว่า ปีหน้า แผนงานจะทำอะไร ต้องบรรลุจุดประสงค์อะไรบ้าง และจากแผนงานรายปี ก็จะแยกย่อยเป็นแผน 3 เดือน แผนงานหนึ่งเดิอน และลงลึกเป็นระดับปฎิบัติรายวัน ซึ่งแผนทั้งหมด เปรียบเสมือนภาพจิ๊กซอ ที่ทำให้ภาพใหญ่สำเร็จตามเป้าหมาย

แต่ในความเป็นจริง คนเราจะทำผิดเป้าหมายไป เฉลี่ยกว่า 70% จะเพี๊ยนไปจากแผน เพราะความไม่มีวินัย การไม่รักษาคำพูด (integrity) วันนี้แผนคลาดเคลื่อนไป 20% พรุ่งนี้ก็พลาดอีก 30% รวมไปรวมมา ทำให้ชีวิตคนเราไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ดังนั้นหากเราพูดว่า "เราจะรวยมีกำไร" เราก็จะไม่มีหรือ ไม่ตามแผน เพราะการกระทำของเราเอง ทำให้วาจาไม่ศักดิ์สิทธ์

มนแชง กล่าวว่า...

ดังนั้น ในความคิดเห็นของดิฉัน สิ่งที่พ่อแม่ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจทำโฮมสคูล หรือนำพาลูกเรียนแบบ โฮมสคูล คือ

- คุณพร้อมแค่ไหนที่จะรักษาสัจจะวาจาของคุณ รับผิดชอบกับตารางเวลา และหลักสูตรที่คุณกำหนดไว้ให้ลูก

- คุณพร้อมแค่ไหนที่จะปรับพฤติกรรมส่วนตัว เืพื่อให้เป็นแม่แบบที่ดีของลูก

- คุณมีเวลามากแค่ไหน ที่จะศึกษาไปพร้อมกับลูกในทุกๆด้าน คือคุณต้องศึกษาก่อน ทำความเข้าใจ จัดอุปกรณ์ และ ทำกิจกรรมกับลูก

- ความสามารถในการเรียนรู้ และการถ่ายทอดของคุณ มีความพร้อมหรือไม่ที่จะเป็นครูฝึกให้ลูก หากคุณเป็นคนขี้หงุดหงิด หรือใจร้อน ก็อาจจะไม่เหมาะ

- คุณพร้อมแค่ไหนที่จะปล่อยวาง ให้ลูกฝึกฝน ทำอะไรด้วยตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาด เจ็บตัว
ยอมให้เลอะฝุ่น เลอะดิน และยอมรับที่บ้านอาจจะมีสกปรกเลอะเทะได้

หากข้อใดข้อหนึ่งใน 4 คำถามนี้ เราทำไม่ได้ ก็อาจจะต้องหาวิธีอื่นด้วย เพราะในฐานะครูของลูก เรายังมีศักยภาพไม่พอค่ะ ซึ่งหากดื้อดึงสอนไป อาจจะเป็นการทำลายอนาคตและโอกาสทางการศึกษาของลูกมากกว่า