วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การเตรียมความพร้อมของลูกก่อนเรียนชั้นประถมหนึ่ง


ภาพจากอินเตอร์เนต

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันไปประชุมที่โรงเรียนลูก เกี่ยวกับการเรียนต่อในชั้นอนุบาล ๓ ซึ่งมีความแตกต่างกับการเรียนชั้นอนุบาล ๑ และ ๒ ค่ะ เพราะจุดประสงค์ของการเรียนชั้นอนุบาล ๓ นั้น คือ การเตรียมความพร้อมของเด็ก ให้พร้อมรับมือกับการเรียน แบบที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ในชั้น ประถมหนึ่ง เป็นต้นไป

ดังนั้นเป้าหมายในชั้นอนุบาลสาม คือ การฝึกทักษะเด็กในทุกๆด้าน เช่น

- การสื่อสาร เด็กต้องสามารถได้เข้าใจ สามารถฟังและจับใจความได้ เพราะทักษะการฟังและจับใจความให้เข้าใจ จะใช้ในการฟังคำอธิบายบทเรียนของคุณครูในชั้นเรียน ฟังแล้วสามารถตอบคำถามได้ สามารถปฎิบัติตามที่คุณครูสั่งการบ้านได้ครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง

ทักษะการเขียน คือ ต้องสามารถเขียนประโยคง่ายๆได้ เขียนได้ถูกต้อง สะกดได้ถูกต้อง เพื่อใช้ในการจดการบ้าน จดบันทึกที่คุณครูสอนในชั้นเรียน และการตอบการบ้าน การทำข้อสอบ

ทักษะการอ่าน คือ เด็กๆต้องสามารถอ่านและจับใจความได้ ว่าในหนัังสือ นั้นพูดอะไร ใครทำ อะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อใช้ในการเข้าใจหนังสือเรียน หรือ สิ่งที่จดมา อ่านแล้วเข้าใจปฎิบัติได้ และยังต้องฝึกอ่านออกเสียง ให้ชัดเจน เพราะหากออกเสียงไม่ชัด เวลาฟังครูพูด แล้วจด ก็จดผิดจดถูก เพราะสะกดไม่ถูก

ทักษะการพูด คือ สามารถสื่อสารสิ่งที่คิด สิ่งที่ต้องการออกมาได้ ให้คุณครู และผู้อื่นเข้าใจ เพราะหากพูดไม่เป็น ไม่สามารถสื่อสารในสิ่งที่คิดให้คนอื่นเข้าใจได้ ก็ยากจะประเมินว่าเด็กเข้าใจบทเีรียนมากน้อยเพียงใด

- ทักษะด้านคณิต เท่าที่จำได้ แต่ไม่ครบนะคะ คือ เด็กๆจะต้องเรียนรู้เรื่อง

ระบบเงินตรา ว่ามีเหรียญกี่บาท มีธนบัตรอะไรบ้าง ระบบการซื้อขายพีื้นฐาน ทอนเงิน
เรื่องของเวลา สามารถดูนาฬิกาเป็นบอกเวลาได้
เข้าใจเรื่องระยะทาง ใกล้ ไกล และมาตรวัดแบบง่ายๆ รวมทั้งการวัดด้วยไม้บรรทัด
เข้าใจเรื่องน้ำหนัก หนัก เบา และมาตรวัดน้ำหนัก แบบง่ายๆ รวมทั้งเรื่องการชั่งนำ้หนัก
เข้าใจเรื่องรูปทรง สองมิติ สามมิติ เช่น วงกลม ทรงกลม สามเหลี่ยม ปิรามิต และสี่เหลี่ยมแบบต่างๆ หลายเหลี่ยม เป็นต้น และสามารถเชื่อมโยงกับของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หน้าต่างเป็นรูปทรงอะไร นาฬิกาทรงแบบนั้น แบบนี้

- ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เท่าที่จำได้ ก็เช่น การเชื่อมโยงกับธรรมชาติืรอบๆตัว เช่น วงจรชีวิตของมดและแมลง เรื่องใบไม้ เรื่องนำ้ หรือ ฝน อะไรแบบนี้ ซึ่งเท่าที่สังเกตจะรู้สึกว่า เป็นการฝึกวิธีเรียนรู้จากการสังเกต สิ่งรอบตัว ทำให้เกิดกระบวนการคิด และเข้าใจ และจดจำ

- ทักษะด้านสังคม เท่าที่สังเกต คือ ในวัยอนุบาลหนึ่งและสอง ก็อาจจะเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง อวัยวะ แล้วมาที่คนในครอบครัว สัตว์เลี้ยง แต่ในอนุบาลสาม จะเริ่มเชื่อมโยงออกมาที่โรงเรียน คนในสังคม เช่น ใครทำอาชีพ อะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง แบบง่ายๆ ทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องโครงสร้างสังคม แบบง่ายๆ ว่า ในครอบครัว มีญาติพี่น้อง ในสังคมรอบๆ มีเพื่อนบ้าน ทำหน้าที่ต่างๆ

-ทักษะด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ก็มักจะผ่านด้านงานศิลปะ ที่ให้เด็กๆคิดเอง และถ่ายทอดออกมาด้วยการวาด และอาจจะมีการฝึกทำแผนภูมิ เพื่อเชื่อมโยงความคิด

5 ความคิดเห็น:

มนแชง กล่าวว่า...

หากเพื่อนๆสังเกตจากกระทู้เก่าๆหลายกระทู้ ของคุณppt ของ พ่อธีร์ หรือ ของเพื่อนๆหลายๆท่าน ที่มักจะเอาการบ้านของเด็กประถมหนึ่ง ประถมสองมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง จะเห็นว่า การเรียนของเด็กประถมหนึ่งนั้น ไม่ได้ง่ายเลย

วันนี้ก็เลยมีคำถามที่ได้มาจากการ เรียน(รู้)วิชาสังคม ตามสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นที่ 1 / 2

คำถามมีอยู่ว่า


"ข้าวสาร 1 ถังหนักกี่กิโลกรัม"


สำหรับคำตอบ ขอเป็นน้ำหนักกิโลกรับและเหตุผลว่าทำไมจึงได้น้ำหนักเท่านั้น

ขอเน้นนะครับว่าใช้ตามสาระการเรียนรู้วิชาสังคม ระดับประถมเป็นหลัก


จากคำถามแบบนี้ เพื่อนๆคงพอจะจินตนการได้ ว่า เด็กๆ ต้องเรียนใน สปีดระดับใด ที่จะเข้าใจบทเรียนแบบนี้ได้

มนแชง กล่าวว่า...

ทางโรงเรียนของลูกที่เวียดนาม ตั้งใจเชิญพ่อแม่มาคุยเรื่องนี้ โดยเฉพาะ เพราะการเรียนนับตั้งแต่ประถมหนึ่งไปนี่ ไม่หมูเลย ดังนั้น ทางโรงเรียนจึงขอร้อง ขอความร่วมมือจากพ่อแม่ เพราะโหมดการเรียนการสอนในชั้นอนุบาล ๓ ของลูก จะสปีดเร็วขึ้นอีกเท่าตัว เพราะเมื่อประถมหนึ่งลูกจะได้รับมือกับการเรียนที่เร็วและหนักได้อีกสองเท่า

สิ่งที่ทางโรงเรียนแนะนำคือ

- ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๓ เด็กๆจะสามารถยืมหนังสือที่ชอบกลับบ้านได้ พ่อแม่ต้องอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน แล้วถามคำถามลูก เพื่อฝึกทักษะการฟัง จับใจความ และให้ฝึกให้ลูกอ่านออกเสียงทุกวัน

- จะมีการบ้านให้ลูกทำวันละเล็กละน้อย ให้พ่อแม่ควบคุมดูแลให้ลูกทำการบ้านด้วยตนเอง

- ฝึกลูกเรียนและทำแบบฝึกหัดใน อีเลินนิ่งของโรงเรียน เพราะในการเรียนชั้นประถม จะใช้อีเลินนิ่งมากขึ้น

- ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองและครู ให้ติดตามพัฒนาของเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ของการเรียนรู้แต่ละทักษะที่กำหนดไว้ ให้มากที่สุด เช่นหากลูกยังไม่เข้าใจเรื่องนาฬิกา หรือ เรื่องเงิน ก็ต้องฝึกเพื่มบ่อยๆที่บ้าน

เป็นต้น

มนแชง กล่าวว่า...

เท่าที่ดิฉันอ่านดูจากหลายๆกระทู้ รวมทั้งกระทู้นี้ สังเกตว่า เพื่อนๆส่วนมาก จะให้ความสำคัญกับวิธีการมากเกินไป

ภาษาไทยน้องเรียน ผสมคำกับสระต่าง ๆ สะกดตรงตามแม่กง กน กม อะไรประมาณนี้ คณิดศาสตร์ บวกลบเลข 2 หลัก เขียนเรียงเลขจาก มากไปน้อย น้อยไปมาก 1- 100 เขียนคำอ่านประมาณนี้ค่ะ ภาษาอังกฤษ ท่องศัพย์ ง่ายๆ เกี่ยวกับ สัตว์ สิ่งของ ต่างๆใกล้ตัว ฝึกถาม ชื่อ ถามนี่ อะไร นั่นอะไร สนทนาง่ายสั้นๆ ประมาณนี้


วิธีการที่สอนเด็กในเรื่องเหล่านี้ มีหลายวิธี เช่น จะใช้ตารางร้อยช่องก็ได้ ใช้เกม มาฝึกเด็กเรืองการเรียงตัวเลขก็ได้ แบบมอนเตสเซอรี่ การเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องสัตว์ ก็มีหลายวิธีเช่นกัน ไม่มีวิธีไหน ถูกหรือผิด ขอให้เด็กชอบ สนุกและทำได้ก็โอเค

แต่ที่สำคัญคือ เราต้องเข้าใจหลักการว่า เรียนเพื่ออะไร จุดประสงค์เพื่ออะไร เพื่อพัฒนาทักษะอะไรบ้าง มิฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องให้เด็กท่องจำ อย่างเดียว ทักษะอื่นไม่ได้พัฒนาแบบองค์รวมก็ไม่เวิร์ค ผลที่เกิดขึ้น คือ เด็กประถมจำนวนมาก ปรับตัวกับการเรียนชั้นประถมหนึ่งไม่ได้ โดนทำโทษ โดนตำหนิ โดนยัดเยียดเรื่องการเรียนแบบเร่งรีบ ทำให้เกลียดกลัวการเรียนไปเลย

แต่หากเราเตรียมตัวลูกให้มากที่สุด ลูกจะแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับการเรียนแบบเร่งด่วนในชั้นประถมได้ และสนุกกับการเรียน

มนแชง กล่าวว่า...

สำหรับดิฉัน สิ่งที่ดิฉันเตรียมความพร้อมน้องแชง ลูกคนโตในวัยนี้ คือ ดิฉันจัดเวลาหลังเลิกเรียน กลับบ้านอาบน้ำ ทานข้าว ดิฉันจะหาแบบฝึกหัดให้ลูกทำทุกวัน คณิต อังกฤษ เขียนอักษร วาดรูป ระบายสี และ อ่านนิทานที่ชอบ โดยกำหนดให้ทำประมาณวันละ ๑ ชม. เป็นอย่างน้อย แต่หากเขาสนุก็ทำต่อไป อีกครึ่งชม. เพื่อเป็นการฝึกนิสัยเรื่องการทำการบ้านและทบทวนบทเรียน

ลูกไม่ได้ทำถูกหรือดีตลอด แต่ดิฉันก็ไม่เคี่ยวเข็ญ เข้มงวดเรื่องทำถูกต้องหรือไม่ แค่ตรวจแก้ไปด้วย เพราะจุดประสงค์แค่ฝึกวินัย

เทอมหน้าลูกเรียนอนุบาลสาม จึงจะค่อยมาเน้นเรื่องจับใจความ ทักษะการฟัง การอ่าน ตอนนี้ก็ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกเรื่องตัวสะกดไปก่อน

มนแชง กล่าวว่า...

ตอนนี้ก็เริ่มหาหนังสือเกี่ยวกับพวกวิทยาศาสตร์ สัตว์ หรือ พวกความรู้รอบตัวมาบ้าง เพื่อฝึกอ่านจับใจความในเทอมหน้า และเป็นการปลูกฝังเรื่องการอ่าน การค้นคว้าไปในตัว การจัดหาหนังสือนี่ ดิฉันชอยค่ะ แพงก็ซื้อ เพราะต้องซื้อเล่มที่รูปสวย เด็กชอบ หากเป็นปกแข็งยิ่งดี เพราะเขาต้องจับบ่อย อ่านบ่อย

นิทาน เดี๋ยวนี้ก็หาพวก Magic School Bus เพราะลูกชอบ อ่านไป ฝึกจับใจความไป เรียนรู้เรื่องการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ไปด้วย และซื้อดีวีดี Magic School Bus ให้ฝึกฟังจับใจความ พอจบก็ถามว่าเกี่ยวกับอะไร อะไรเป็นอะไร ให้เขาเล่า เพื่อทดสอบความเข้าใจ

มีหลายวิธีค่ะ ดิฉันก็ค่อยๆดู ค่อยๆคิดว่า อะไรที่จะฝึกเรื่องอะไรได้บ้าง แม้แต่เกม ก็จะไปหาพวกเกมเศรษฐี หรือให้เล่นขายของ จะได้หัดเรื่องการซื้อขาย หัดเรื่องหน่วยการเงิน

ลองนำไปศึกษาดูนะคะ หากอะไรใช้ได้ ก็ลองเอาไปใช้ น้องจะได้พร้อมที่จะรับมือกับการเรียนในชั้นประถมหนึ่งค่ะ โรงเรียนจะสอนอะไรแค่ไหน อย่าไปกังวลมาก เรามาปรับเอาที่บ้านก็ได้ค่ะ