วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

เรื่องของเทคนิคการเรียนเก่ง (8)

นี่เป็นบทสุดท้ายของเรื่องนี้แล้วค่ะ

12 ความคิดเห็น:

มนแชง กล่าวว่า...

มาเล่าเรื่องหนังสือ กำลังความคิด ของหลวงวิจิตรวาทการ ต่อดีกว่า อีกไม่กี่ประเด็นก็จะจบแล้ว

ทักษะที่หลวงวิจิตรฯ ท่านเล่าว่า เราควรฝึกฝนเป็นประจำ เพื่อเพื่มพูนกำลังความคิด ยังมีอีกหลายอย่าง เช่น การสังเกต การเปรียบเทียบ และสุดท้ายคือ การถ่ายทอดความรู้

ดิฉันอยากจะขยายความเรื่องการถ่ายทอดความรู้ สักหน่อย เพราะมันคือสิ่งที่ดิฉันทำในตอนนี้ ดิฉันได้อ่านเรื่องราวในเวบ หลายๆกระทู้ ทราบว่า มีพ่อแม่บางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีลูกเรียนเก่ง มีหลายๆคน ไม่ต้องการให้ลูกได้เรียนกับห้องที่มีเด็กด้อยกว่า เพราะ กลัวถูกถ่วงให้เรียนช้า อีกทั้งไม่ค่อยพอใจให้ลูกได้ช่วยเหลือเพื่อนๆที่เรียนด้อยกว่า เพราะคิดว่าเป็นการเสียเวลา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

การถ่ายทอดความรู้นั้น ถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เปํนทักษะที่ไม่ได้ใช้เฉพาะคนจะเป็นครู อาจารย์เท่านั้น แต่ใช้ทั้งการเป็นหัวหน้างาน ที่ต้องสอนงานลูกน้อง การเป็นพ่อแม่ ที่ต้องสอนลูก หรือ การที่เราจะค้าขาย หลายๆครั้ง เราก็ต้องสอนลูกค้า หรือ เราต้องสอนคนขายด้วย การที่จะเป็นคนสอน มีทักษะ การสื่อสารที่ดี ก็ต้องได้รับการฝึกฝนในการถ่ายทอดความรู้ ดังนั้น การที่เปิดโอกาสให้ลูกของเรา ได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันเพื่อนๆ น้องๆ ถือว่า เป็นโอกาสที่ลูกจะได้ฝึกฝนทักษะอันสำคัญนี้

มนแชง กล่าวว่า...

จากที่ดิฉันประสบกับตัวเอง การที่เราจะสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้ เราต้องมีความเข้าใจในประเด็นที่ขะถ่ายทอดอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เพียง "รู้" เฉยๆ แต่ต้องเข้าใจในประเด็นของมันด้วย มิฉะนั้นก็ไม่สามารถเขียนหรือ อธืบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ อีกทั้ง การถ่ายทอดความรู้ คือการ "ตอกหัวหมุด" แห่งภูมิความรู้นั้น ให้แน่นหนาในความจำ และในใจของผู้ที่ถ่ายทอดออกมา

ดังนั้น การที่จะให้กำลังใจลูก และส่งเสริมลูกให้เือื้อเฟื้อต่อเพืื่อนๆ หรือน้องๆ ด้วยการถ่ายทอดความรู้ หรือ ติวเพื่อนๆ เป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นสิ่งที่ส่งเสริมศักยภาพให้ลูก มากกว่า การถ่วงลูกให้เรียนช้า แบบที่เข้าใจกันผิดๆตอนนี้

มนแชง กล่าวว่า...

ในการถ่ายทอดความรู้นั้น หากจะแยกออกมาแล้ว ทักษะนี้ ก่อให้เกิดการพัฒนาทักษะหลายๆด้านพร้อมๆกัน คือ ทักษะการอ่าน การจับประเด็น การสังเกต แยกแยะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และทำให้เกิดการสรรหาคำอธิบาย คำบรรยาย และเทคนิคการจำ ตลอดจน ทักษะการถ่ายทอดความรู้ การบรรยายออกมา เพื่อให้คนฟังเข้าใจ หากพ่อแม่หมั่นสอนลูกให้ทำแบบนี้ จะช่วยฝึกทักษะลูกหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน

เพื่อนชาวเวียดนามของดิฉันท่านหนึ่ง มีเทคนิคการสอนลูกที่ดี เขาจะให้ลูกมาเล่นสอนหนังสือทุกวัน โดยที่เขา และลูกชายคนเล็กจะเล่นเป็นนักเรียน และฟังลูกคนโตอธิบาย บทเรียนวิชาต่างๆ ในฐานะครู ทำให้ลูกคนโต ต้องศึกษาบทเรียน จนเข้าใจและถ่ายทอดได้ ในรูปแบบการพูด และการเขียนบนกระดาน และเขาใช้วิธ๊นี้ในการ ตรวจสอบว่าลูกอ่านรู้เรื่อง เรียนรู้เรื่องหรือไม่

มนแชง กล่าวว่า...

ก่อนถึงบทสรุปของกระทู้นี้ หลายวันนี้ ระหว่างที่ดิฉันเข้าเวบไม่ได้ ดิฉันได้ใช้เวลาในการเตรียมการสอน ของวิชาที่ดิฉันกำลังจะสอนในมหาวิทยาลัยในฮานอย ซึ่งดิฉันได้ลองใช้เทคนิคการทำ Mind mapping มาใช้ในการเตรียมการเรียนการสอน และเตรียมสื่อการสอน ซึ่งดีมากๆค่ะ Work มาก

ดิฉันได้ทดลองใช้ โปรแกรมสร้าง Mind map ที่เป็น ฟรี Download มาลองใช้งานดู ปรากฎว่า ดิฉันสามารถสรุป หนังสือ จำนวน กว่า 200 หน้า ซึ่งมีกว่า 100 หัวข้อ ใน Mindmap หน้าเดียว เหลือเชื่อจริง
ใครสนใจ ไปลองใช้ดูได้

http://www.thebrain.com/?gclid=CKD8_Pr4xJUCFQ5SegodaSI-jA#-47

หากเพื่อนๆมีลูกเล็ก ก็ลองไปใช้ดูก่อน จะได้เข้าใจแล้วมาสอนลูกได้
ส่วนเพื่อนๆที่มีลูกโต ก็ลองแนะให้ลูก Download มาย่อบทเรียน แต่ละวิชาก็จะดีไม่น้อยค่ะ

ขอแนะนำเลยล่ะ

มนแชง กล่าวว่า...

ดิฉันอยากสรุปเรื่องของเทคนิคการเรียนเก่ง ว่า

เท่าที่ประมาลดูจากกระศึกษาหลายๆเล่ม เรื่องของการเรียนเก่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าประทานมาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถฝึกปรือ และพัฒนาให้ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนได้

พ่อแม่และคนใกล้ชิด สามารถ และมีส่วนในการพัฒนากำลังสมองและสติปัญญาของลูก ด้วยการให้กำลังใจ ความเชื่อมั่น และการอบรมบ่มเพาะที่สามารถพัฒนาทักษะต่างๆของลูกได้ หรือแม้แต่ลูกที่โตเลยอนุบาล ก็ไม่สายค่ะ ที่จะพัฒนากำลังสมองให้ลูก ด้วยการสอนมรรยาท สอนศีลธรรม สอนลูกให้รู้จักแยกแยะ ถูกผิด สอนให้รู้จักคิด ในเชิงลึก วิเคราะห์เหตุและผล และมองดูทางเลือก ประเมืินทางเลือกต่างๆ สร้างจินตนาการ และอื่นๆ ดังที่ดิฉันได้สรุปไว้ในเรื่องกำลังความคิด

อนุบาล ไม่สายแน่นอนที่จะพัฒนาลูก

มนแชง กล่าวว่า...

และบทบาท การกระำทำ คำพูด และความเชื่อของพ่อแม่ ที่มีต่อลูกนั้น มีผลโดยตรงต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของชีวิตของลูก เพราะพ่อแม่คือกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้ลูกมองเห็นตัวเขาเอง หากพ่อแม่ เห็นลูกเป็นคนเก่ง เชื่อมั่นในความรับผืดชอบของลูก ว่าเขาจะทำได้และไม่ล้มเหลว การกระทำ คำพูด สีหน้า แววตาของพ่อแม่ ก็จะส่องให้ลูกเชื่อว่า เขาเป็นเช่นนั้น ซึ่งจะส่งผลต่อความคิด การกระทำ และคำพูดของเขาด้วย การที่เขาจะนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จหรือความหายนะ ก็อยู่ที่การกระทำของพ่อแม่โดยตรงค่ะ

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากเน้น คือ ความสำเร็จ หรือล้มเหลวในชีวิตของคนเรา ในทุกๆด้าน ก็เกิดจากการกระทำของเราเอง เราคือต้นเหตุของทุกๆปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวืตของตัวเอง หากทุกๆคนสามารถยอมรับ และรับผิดชอบกับผลดี ผลเสียของการกระทำของตัวเอง เลิกโทษพ่อแม่ เลิกโทษโชคชะตา และหันมาสำรวจการกระทำของตัวเอง และแก้ไข ก็จะสามารถพลิกวิกฤต เป็นโอกาสได้

มนแชง กล่าวว่า...

คนที่พ่ายแพ้ล้มเหลว และคนที่ประสบความสำเร็จ แตกต่างกัน ที่

คนที่พ่ายแพ้ ล้มเหลว คือ คนที่เมื่อล้มเหลวแล้ว ไม่กล้ายืนขึ้นมาใหม่ เฝ้าแต่แบกความล้มเหลวไว้ไม่ปล่อยวาง โทษโชคชะตา โทษคนอื่น ว่าเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว แต่ไม่เคยโทษตัวเอง ไม่ยอมรับว่า การกระทำบางอย่างของตนที่ผิดพลาดนั้น คือต้นเหตุของความล้มเหลว

คนที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ล้มเหลวและยอมรับความล้มเหลว และยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดของตัวเอง ที่ทำให้เกิดความล้มเหลว กลับมาพิจารณาหาสาเหตุ และแก้ไขใหม่ สู้ใหม่ ไม่ท้อถอย

มนแชง กล่าวว่า...

ขอปิดท้ายกระทู้ ด้วยบทเด็ดๆ จากหนังสือ The Secret ของ Rhonda Byrne

อ้างอิงจาก:
" คุณคือศิลปินผู้ออกแบบชะตาชีวิตตนเอง คุณคือนักประพันธ์ผู้เขียนเรื่องราวลงไป ปากกาอยู่ในมือคุณแล้ว และผลงานของคุณจะเป็นสิ่งใดก็ตามที่คุณเลือกเอง"

ลิซา นิโคลล์

มนแชง กล่าวว่า...

"แล้วคุณก็จะนำตัวเองไปสู่อิสรภาพ หลุดพ้นจากระเบียบกฎเกณฑ์ที่คุณถูกปลูกฝังมา จากข้อกำหนดทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางสังคมเพื่อพิสูจน์ให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียทีว่า พลังอำนาจในตัวคุณนั้นยิ่งใหญ่ กว่าพลังอำนาจภายนอกทั้งปวงในโลกนี้"

ไมเคิล เบอร์นาร์ด เบควิช

มนแชง กล่าวว่า...

"ไม่ว่าคุณจะคิดว่า คุณทำได้ หรือ คิดว่า คุณทำไม่ได้ คุณก็คิดถูกทั้งนั้น"

เฮนรี่ ฟอร์ด


"คุณคิดว่าคุณทำได้หรือเปล่า ด้วยความรู้นี้ คุณทำอะไรทุกอย่างที่คุณต้องการได้ แต่ก่อนคุณอาจประเมืนความฉลาดปราดเปรื่องของตัวเองตำ่เกินไป แต่เดี๋ยวนี้คุณรู้แล้วว่า ตัวคุณนั่นแหละคือดวงจิตสูงสุด และคุณดึงเอาทุกสิ่งที่คุณต้องการมาจากจิตสูงสุดหนึ่งเดียวนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์คิดค้น แรงบันดาลใจ การหาคำตอบหรือสิ่งใดก็ตาม คุณทำอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ คุณคือยอดอัจฉริยะเหนือคำบรรยาย เพราะฉะนั้นจงเริ่มบอกตัวเองอย่างนี้ และเริ่มรู้ตัวว่า ที่แท้แล้ว คุณคือใคร"

มนแชง กล่าวว่า...

สวัสดีค่ะ และขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตาม

หวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่ท่านได้บ้างนะคะ และเลือกใช้ให้เหมาะกับครอบครัว สำหรับดิฉัน ก็คงไม่ได้ใช้ทั้งหมด แต่ศึกษาไว้เป็นแนวทาง จะได้ไม่หลงทางไป เพราะข้อมูลเดี๋ยวนี้มีมาก ต้องเลือกอ่าน เลือกใช้ และพิจารณาเหมือนกัน

ขอให้ลูกๆหลานๆทุกคน แข็งแรง และเติบโตเป็นประชากรคุณภาพของชาตินะคะ

★adair★ กล่าวว่า...

''ขอปิดท้ายกระทู้ ด้วยบทเด็ดๆ จากหนังสือ The Secret ของ Rhonda Byrne

อ้างอิงจาก:
" คุณคือศิลปินผู้ออกแบบชะตาชีวิตตนเอง คุณคือนักประพันธ์ผู้เขียนเรื่องราวลงไป ปากกาอยู่ในมือคุณแล้ว และผลงานของคุณจะเป็นสิ่งใดก็ตามที่คุณเลือกเอง"


เด็ด จริงๆๆๆ คร่าาาาาาาาาาาา