วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

เรื่องของเทคนิคการเรียนเก่ง (4)

มาต่อเรื่องเทคนิคการเรียนเก่ง ที่เขียนไว้ในเวบบอร์ด ห้องเรียนของลูก ต่อนะคะ

12 ความคิดเห็น:

มนแชง กล่าวว่า...

อ่านชีวิตของคนที่โดนปรามาสแล้วนึกถึงไมเคิล เฟลปส์เลยค่ะ
วันก่อนอ่านในมติชน ชีวิตวัยเด็กเค้าแย่มาก
เค้าเป็นเด็กสมาธิสั้น
พ่อแม่ก็ทะเลาะกันรุนแรงทุกวัน
จนเค้าวบก็หย่ากัน
คุณครู (ถ้าจำไม่ผิดอนุบาล) ก็ว่าเค้าว่าคนอย่างเธอไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตหรอก
เค้ามีพี่สาวสองคน
สำหรับสามพี่น้องนั้น หลุมหลบภัยที่เดียวของพวกเค้าคือ สระว่ายน้ำ

พี่สาวคนโตเค้าว่ายเก่งมาก เคยไปแข่งตัวแทนประเทศ
เค้าเลยเดินตามรอยพี่เค้า
เข้าแข่งเป็นตัวแทนทีมชาติตอนอายุ 10 ขวบแต่ไม่ติด
พอ 14 ก็ติดทีมชาติโอลิมปีกที่ซิดนี่ย์ แต่ไม่ได้เหรียญ
จน 15 สามารถเป็นที่ 1 ของโลกได้ด้วยท่าผีเสื้อ
วันนั้นเค้ากลับไปที่บ้าน ที่บ้านตกแต่งธงชาติประดับประดาฉลองเค้า
เค้าดีใจมาก
แต่โค้ชเค้ามาดึงธงออก แล้วพูดว่าดีใจอะไร นี่แค่เริ่มต้น ต่อไปนี่ชนะทุกครั้งจะมานั่งแต่งทุกครั้งไม่ไหวหรอกนะ
ทำให้เค้าคิดว่าจริงสิ ไม่ควรดีใจกับความสำเร็จแค่นี้ คสรจะมองไปข้างหน้าดีกว่า
ว่าแล้วตำนานอันยิ่งใหญ่ก็เริ่มขี้น

ปัจจัยที่ทำให้เค้าสำเร็จสิ่งแรกเลย คือ พี่สาว
ที่ทำให้เค้าคืดว่าเค้าก็ทำได้
ปัจจัยที่ 2 คือโค้ช
ที่เปิดมุมมองชีวิตให้เค้า

การคิดว่าตัวเองก็ทำได้นี่สำคัญจริงๆค่ะ

มนแชง กล่าวว่า...

หากคุณ Martmew เห็นเรื่องราวที่ดิฉันได้เขียนไว้ในกระทู้ของคุณ คุณจะเห็นอะไรบางอย่าง การความเชื่อมั่นให้ตัวเอง เป็นปัจจับที่สำคัญสำหรับความสำเร็จและความสุขของคนเรา เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่คนจำนวนมาก ต้องอาศัยความชื่นชม การเห็นด้วย ของคนอื่นมาเป็นกำลังใจให้ตัวเอง หากมีคนบอกว่า เราไม่ดี เราเลว หรือ แสดงความไม่เห็นด้วย เห็นต่าง ขัดแย้ง เราจะตีความไปโดยอัตโนมัติ ว่า คนอื่นเห็นเราไม่ดีพอ เห็นว่าเราโง่ เราเลว เป็นต้น ความสุขความทุกข์ ความสำเร็จ และความล้มเหลว ของมนุษย์เรา จึงมักจะขึ้นอยู่กับว่า คนอื่นมองเราเป็นเช่นไร

เมื่อเราล้มเหลว เราไม่เคยโทษการกระทำของเราเองเลย เราไม่เคยต้องรับผิดชอบกับตัวเองเลย ว่า เรานั้นแหละคือต้นเหตุของความสำเร็จและล้มเหลวในชีวิตของตัวเอง พอได้ดิบได้ดี ก็มักจะบอกว่า เป็นเพราะกำลังใจที่ได้จากคนรอบข้าง ทำให้เรามีวันนี้ พอล้มเหลวก็โทษโชคชะตา ที่ทำให้เราเกิดมาโชคร้าย เป็นคนไม่ดี เป็นคนไม่มีโอกาส ไม่มีคนให้กำลังใจ ถูกคนประนามหยามเหยียด ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเข้าใจ หากคนเรา เอาชีวิตอนาคตของตนเอง ไปขึ้นอยู่กับความเห็น คำพูดของผู้อื่นตลอด ชีวิตก็จะขึ้นๆลงๆตลอดไป มีทั้งสุขทั้งทุกข์ สุขๆดิบๆไปตลอด เพราะอารมณ์ของคนพูด ไม่แน่ไม่นอน

มนแชง กล่าวว่า...

หากเราเปลี่ยนวิธีใหม่ เรามารับผิดชอบกับตัวเอง และเชื่อว่าคุณเป็นต้นเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราจะเห็นเอง อย่างที่ดิฉันเคยบอกไว้ ว่า เมื่อคุณทำอะไรก็แล้วแต่ เพื่อลูก เพื่อสังคม เืพื่อคนอื่น แม้แต่เพียงเล็กน้อย เช่น คุณชื่นชมคนอื่น คุณให้กำลังใจคนอื่น คุณให้คำแนะนำคนอื่น คุณทำให้คนอื่นหัวเราะ ทำให้เขามีความสุข คลายทุกข์ หรือแบ่งเบาภาระให้ใคร ก็ตาม คุณก็ควรที่จะหายใจลึกๆ แล้วชื่นชมตัวเอง ว่าคุณเป็นคนมีค่า คุณเป็นคนมีประโยชน์แก่คนอื่น คุณก็จะรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของคุณเอง ความสามารถของคุณ สิ่งเหล่านี้จะเพืิ่มพลังของคุณให้มหาศาล เป็นกำลังใจที่สำคัญ ทำให้คุณไม่หวั่นไหวกับความยากลำบาก และอุปสรรคทั้งปวง

และเมื่อคุณทำความดี หรือ ทำอะำไรประสบความสำเร็จ แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น คุณตั้งใจจะทำอะไร เสร็จกี่โมง แล้วคุณทำได้ตามแผน ก็ให้ชื่นชมในความมีวินัย ความอดทนมานะของคุณ ทำให้คุณสามารถรักษาคำพูดที่คุณได้ให้ไว้กับตัวเอง และผู้อื่น สิ่งนี้ก็ทำให้คุณมุ่งมั่น และพยายามที่จะรักษาสัญญา รักษาคำพูดของคุณเอง ทุกๆครั้งไป ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด

เพื่อนๆลองคิดดูสิคะ หากคุณเป็นคนรักษาคำพูด รักษาเวลา ตามคำมั่นสัญญา แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ก็เหมือนกับคุณมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ คุณคำไหน ก็คำนั้น คุณจะเหมือนได้พรวิเศษ ที่ไ้ด้วาจาศักดิ์สิทธ์ คุณบอกว่า คุณรวย คุณเก่ง คุณก็จะเป็นเช่นนั้น คุณบอกว่าลูกคุณเก่ง มีความสามารถ ลูกก็จะเป็นเช่นนั้น เรียกว่า พูดคำว่า "ดอกไม้" ดอกไม้ก็จะหลุดออกมาจากปากเลยล่ะ

แล้วทุกอย่างจะไม่สมปรารถนาได้ไงกัน!!!

มนแชง กล่าวว่า...

สรุปแล้ว มาสร้างกำลังใจให้ตัวเองดีกว่า อย่าให้มันขึ้นอยู่กับคำพูด ความเห็นของคนอื่น หรือสังคมรอบข้างเลย เมื่อใดที่ไม่มีดอกไม้ ของขวัญ หรือการประดับประดา เฉลิมฉลอง เราก็ทำได้เองในใจของเรา ต้องการพลัง เมื่อใด ก็สร้างเอง ดีกว่าเยอะไม๊

ดิฉันเห็นด้วย ว่า ปัจจัยสำเร็จของเขาในระยะต้น อาจจะเป็นพี่สาว หรือโค๊ช ของเขา
แต่สุดท้ายสิ่งที่เป็นปัจจัยที่แท้จริง คือทัศนคติและความมุ่งมั่นในเป้าหมายของเขาต่างหาก
เขาไม่ต้องการเป็นผู้แพ้ ไม่ต้องการเป็นคนไม่เอาไหน เขาต้องการหลุดจากคำปรามาสนั้น
ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะหลุดออกมา

แต่หากเขาไม่รู้ว่า ปัจจัยที่ทำให้เขาสำเร็จ คือตัวของเขาเอง เขาก็จะมีผลงานที่ขึ้นๆลง ต้องรอให้ล้มเหลวก่อน จึงจะเก่ง จะชนะ เขาก็จะเป็นแบบนี้เรื่อยๆไป

หากเขารู้วิธีให้กำลังใจตัวเอง และสร้างพลังขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัวเอง เขาจะไม่มีชีวิตที่ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวล้มเหลว เดี๋ยวรุ่งเรือง เขาจะรักษาระดับความสุขและความสำเร็จของตัวเองได้ เสมอต้น เสมอปลายค่ะ แรงดี ไม่มีตก

ใครมีลูก หรือ มีลูกน้อง หรือแม้แต่ตัวเองก็ตาม ที่มีชะตาชีวิตขึ้นๆลงๆ ลองมองดูสิคะ หาดีๆ แล้วจะเจอ ว่าที่ดิฉันเล่านี่ ตรงไม๊ ดิฉันเจอมากะตัวเอง เกือบ 40 ปีนะเนี่ย

มนแชง กล่าวว่า...

อ้างอิงจาก:
พื้นฐานสำคัญของการอ่านเร็วก้อคือ การบริหารสายตา กล้ามเนื้อตา ถ้ามีปัญหาสายตา การอ่านเร็วคงลำบาก

ด้วยเหตุนี้ ลูกสาวไม่มีโอกาสดูทีวีแบบเรื่อยเปื่อยคะ


อ้างอิงจาก:
จาก ความเห็นของคุณ babyploy ทำให้ดิฉัน มานึกถึงเทคนิคการบริหารสายตา ที่พ่อธีร์ เขียนไว้ในเวบบล็อคของท่านเมื่อประมาณเดือนก่อน ไปหามาแปะ เผื่อใครสนใจ


ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลูกอ่านได้ หรือกำลังอ่านได้นะครับ ให้อ่านออกเสียงไปก่อน แต่เราจะมาเตียมพร้อมกันก่อน นั่นคือ การฝึก กำลังกล้ามเนื้อ ของประสาท ตา

ในหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นกำลังสมอง ของหลวงวิจืตร หนังสือเล่มข้างล่าง ในบทความตอนก่อน หรือไม่ว่าจะเป็น Speed Reading จะฝึกประสาทตาก่อน ครับ

วิธีการไม่ยากครับ

เอาดินสอ หรือ ชูขึ้นที่ข้างหน้าเขา หรืออะไรก็ได้ แล้วให้ลากให้สุด ด้นซ้าย ให้เขามองตาม ทางขวาให้เขามองตาม บน ล่าง บนซ้านบนขวา ทั้งหมด 8 ทิศนะครับ

ในตอนแรกแรก ทำแบบนี้วันละ 10 รอบ แล้วเราก็ดูการเคลื่อนไหวของสายตาของเขา

ตอนแรกแรก เขาจะเหนื่อยตา เพราะมันหนัก แต่ทำไปบ่อยๆ จะดีขึ้น

การทำเช่นนี้ จะทำให้ตามีความแข็งแรงขึ้น

แล้ว เราจะฝึกจนให้ได้ 50 เที่ยวเลยนะครับ ไม่ยากใช่ไหมครับ

แต่ใช้เวลาแน่แน่ กว่าที่กล้ามเนื้อตาจะแข็งแรง จริงไหมครับ



Don t turn your head turn your eyes

The eyes should do the walking

Your Head is heavier than your eyes

Your eyes are built round and slipperly so that they will turn more easily

ในหนังสือกำลังสมอง ของหลวงวิจิตร จะเป็นภาพ ลักษณะนี้นะครับ

ก็พิมพ์ A5 หรือ A4 พับครึ่ง

ลองไปทำกันดูนะครับ

มนแชง กล่าวว่า...

อันนี้ เป็นข้อมูลของปิยะมิตร เอามาฝากเรื่องเรียนเก่ง

สามอย่างที่ว่ามา ดิฉันเน้นมากสำหรับลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง

อาหารกาย สมอง ใจ

ขอพูกถึงแต่อาหารสมองคะ ลูกสาวได้รับกรดไขมันที่จำเป็น DHA ตั้งแต่อยุ่ในท้อง แม่ทาน ปลาน้ำทะเลลึก และแบบเสริม คลอดมากินแต่นมแม่ถึงขวบครึ่ง ต่อด้วยปลา และเสริมแคปซูล
ขอย้ำว่า ศึกษาเรื่องขนาดที่เหมาะสมแล้ว

ขอดีคือลูกสาวค่อนข้างเป็นเด็กพัฒนาการดีมาก ความจำ สายตาเป็นเลิศ ต้องใช้คำนี้คะ ไม่ได้ยอลูกคะ ทั้งหมดยังให้เครดิตของการให้อาหารที่ถูกต้องแก่สมอง พอๆกับการดูแล สอนโดยแม่

มนแชง กล่าวว่า...

น้ำ

เรื่องจิบบ่อยๆ ได้ปริมาณที่เหมาะ ทำตั้งแต่หลัง หกเดือนคะ หกดือนแรกได้แต่นมแม่อย่างเดียวจริงๆ

แต่น้ำที่ว่าต้องเป็นที่อุณหภูมิห้องเท่านั้น น้องพลอยถูกฝึก ห้ า ม ดื่ ม น้ำ เ ย็ น
และ ห้ า ม ดื่ ม น้ำ ร ะ ห ว่ า ง ท า น อ า ห า ร

ตอนนี้ไปเรียนร่วมที่ดรงเรียนสองวัน ดิฉันไปนั่งเฝ้า สี่ชั่วโมงรวมมื้ออาหารเที่ยง
คอยเอาน้ำให้ลูกดื่ม คนอื่นมองดูเหมือนว่าเพี้ยนคะ

แต่เด็กเล็กมักลืมดื่มน้ำ มารุ้สึกหิวน้ำก้อสายไปแล้วคะ ถ้าร่างกายรุ้สึกหิวน้ำ หมายถึงว่าขณะนั้นสมองของคุณขาดน้ำแล้วคะ ร่างกายบอกช้ากว่าจริงคะ

เท่าที่สังเกตุเด็กที่โรงเรียนโดยเฉพาะเด็กเล็กน่าจะได้รับน้ำ ไม่เพียงพอต่อสมองคะ

นอกจากนี้ได้รับน้ำน้อยส่งผลต่อการติดเชื้อด้วยคะ
เด็กเล็กที่โรงเรียนเลยป่วยง่ายคะ

ให้น้องพลอยทานน้ำที่ 500-1000 ml ต่อวัน น้ำหนักเกือบ 15 โลคะ ไม่รวมน้ำที่ได้จากอาหารอื่นคะ

มนแชง กล่าวว่า...

อากาศ

สมองของคนเราจำเป้นต้องได้รับ ออกซิเจนให้เพียงพอ ปริมาณเท่าไหร่ต่อวันไม่ทราบคะ
เกณฑ์ที่วัดคือ เลี่ยงสถานที่อากาศเสียคะ

เริ่มจากที่บ้าน ดิฉันอยุ่แถว บางพลัด อากาศถือว่าใช้ได้ที่บ้านต้องเข้าซอยคดเคี้ยว สามกิโล ที่ไม่เคยบ่นและย้ายไปไหน นอกจากแวบไปอาศัยที่สิงคโปร์พักใหญ่

ทำ home school เวลาส่วนใหญ่คืออยู่บ้าน ก้อสบายไป แต่พอจะหาโรงเรียนร่วม ปวดหัวจริงๆคะ เพราะแม่เรื่องมากอย่างดิฉันให้ความสำคัญเรื่่องที่ตั้งของโรงเรียน พอๆกับคุณภาพโรงเรียน

ส่วนตัวเรียนแต่ในเมืองอากาศเน่า แต่ไม่มากนักหากเทียบกับปัจจุบัน

น้องพลอย วางไว้เลยว่าเล็กๆ 0-12 ไม่ให้เรียนในเมือง แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนดังแค่ไหน
ยิ่งแถวถิ่นเก่าดิฉัน สยามสแควร์ คงต้องบ๊ายบายคะ ก้อตรงนั้นปัจจุบัน เป็นที่ๆ อากาศมีมลภาวะสูงสุดแห่งหนึ่งเลย กลัวสมองเค้าจะแย่ก่อนวัยอันควรคะ

มนแชง กล่าวว่า...

อากาศ
อีกเรื่องที่ทำให้เด็กได้รับ O2 ไม่พอคือ ภูมิแพ้
เด็กพวกนี้ รวมทั้งตัวดิฉันเวลาอากาศกำเริบ หายใจไม่ค่อยได้ตอนนอน นอนเท่าไหร่ก้อยังวาง ก้อไม่ได้ออกซิเจนพอ เลยต้องหาวเอา O2 บ่อยๆ

วิธีแก้คือต้อรักษาภูมิแพ้ให้หายโดยไม่ใช้ยา ใช้วิตามิน ปรับอาหารและออกกำลัง

อีกทางคือ ตอนกลางวันให้หัดหาว กว้างๆ เพื่อรับออกวิเจน แอบทำไม่ให้ใครเห็น เพื่อความสุขทางสายตาคนรอบข้างนะคะ

อีกเทคนิคคือ
การหายใจทีละข้าง ใช้นิ้วกดจมูกข้างหนึ่ง เช่นกดข้างว้ายไว้แล้วหายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆโดยข้างขวา 10 ที เสร็จแล้วสลับข้างกัน วันหนึ่งทำได้บ่อยๆเลยคะ วิธีนีีจะช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนดีขึ้นคะ

มนแชง กล่าวว่า...

เรื่องการหายใจทีละข้างมาจากการที่คนส่วนใหญ่เรามีความถนัดของสมองไม่เท่ากัน
ทำให้จมูกสองข้างทำการหายใจได้ไม่ดีเท่ากันคะ

ก้อคล้ายๆมือน่ะคะ

มนแชง กล่าวว่า...

ในหนังสือ "โยคะ เพื่อพลังกายและพลังจิต" ของอาจารย์สุนีย์ ยุวจิตติ ท่านได้กล่าวไว้ในหน้าที่ 70 ว่า

อ้างอิงจาก:
เมื่อ ใดที่รูจมูกซ้ายทำงานหรือมีการหายใจเข้า-หายใจออกคล่องกว่ารูจมูกขวา บุคคลผู้นั้นกำลังใช้ความคิดเพื่มขึ้น และเมื่อรูจมูกขวาทำงาน มีการหายใจคล่องกว่ารูจมูกซ้าย เมื่อนั้นร่างกายกำลังสร้างพลังงานเพื่อสุขภาพกายเพิ่มขึ้น

เพราะเหตุว่า ลมหายใจของคนเรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุก 1 ชม. กับ 55 นาที หมายถึงว่ารูจมูกข้างใดข้างหนึ่งทำงานได้เต็มที่คือโล่งมีลมหายใจเข้า-ออก ได้สะดวก เป็นเวลา 1 ชั่วโมงกับ 55 นาที รูจมูกทั้งสองข้างจะสลับกันหายใจคล่องเช่นนี้ไปเรื่อยๆในคนปกติที่มีสุขภาพ แข็งแรง


ยังมีเรื่องปราณยาม อีกมากพอควรในหนังสือของอาจารย์สุนีย์ที่น่าสนใจ รวมทั้งการบริหารลมหายใจ เพื่อรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพ ใครสนใจก็ไปหาอ่านนะคะ ไม่อยากเขียนยาว กลัวออกนอกประเด็นไปไกล หาทางกลับบ้านไม่ถูก

มนแชง กล่าวว่า...

ธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา เป็นธุรกิจที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง สืบเนื่องมาจากความการแข่งขันในโลกในปัจจุบัน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองพยายามหาสิ่งดี ให้ลูกได้เรียนรู้ก่อนออกมาเผชิญกับโลกภายนอกเพียงลำพัง และ Camp อดัมคู แคมป์การเรียนรู้แนวใหม่ ที่เกิดจากความคิดของ อดัม คู หนุ่มสิงคโปร์ในวัย 26 ปี

อดัม คู เจ้าของ แคมป์อัจฉริยะแห่งนี้
อดัม คู ประสบความสำเร็จกับการเขียนหนังสือ ‘I Am Gifted, So Are You…! ซึ่งปัจจุบัน นอกจากหนังสือเล่มนี้ ได้รับการแปลไปแล้วกว่า 5 ภาษา และยังกลายเป็นตำราเรียนที่โรงเรียนในสิงคโปร์ใช้แพร่หลายมากที่สุดเล่ม หนึ่ง

อดัม คู เล่าว่า หลังจากความสำเร็จจากหนังสือในวันนั้น ทำให้เขาต่อยอดด้วยการคิดค้นและพัฒนาความเป็นเลิศด้านสมองด้วยการสร้าง โปรแกรม Am Gifted, So Are You…! ที่เน้นการเพิ่มแรงบันดาลใจ พร้อมกับดึงศักยภาพการเรียนรู้และความสามารถในการแข่งขันออกมาเพื่อให้เด็ก สามารถประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและในชีวิตผ่าน Camp อดัมคู ซึ่งได้ทำมาแล้วกว่า 6 ปี โดยวันนี้มีผู้เรียนจากแนวคิดดังกล่าวไปแล้วกว่า 2 แสนคน

โดยโปรแกรม "I Am Gifted, So Are You!" ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ด้าน ดังนี้ 1.ความเป็นเลิศส่วนบุคคล (Personal Mastery)2.ความเป็นเลิศทางวิชาการ (Learning Mastery)นักเรียนส่วนใหญ่เรียนไม่ได้เกรดดีๆเพียงเพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่มี โอกาสได้เรียนรู้ เทคนิควิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพ 3.ความเป็นเลิศ ในด้านความสัมพันธ์ในครอบครับ (Family Mastery)

อาจารย์ออกท่าทางสอนเด็กเพื่อให้เรียนอย่างสุนกสนาน
ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะมาเปิด Camp สร้างอัจฉริยะ อดัม คู บอกว่า เขาเคยล้มเหลวด้านการเรียนจนถูกไล่ออกตอน ป.3 แต่เมื่อได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคบางอย่างก็พบว่าสิ่งนั้นทำให้สามารถประสบ ความสำเร็จ จนเขากลายเป็นเด็กที่เรียนดีขึ้นมาอย่างน่าแปลกใจ

" ผมว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ ถ้าได้มีการเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง มีแรงจูงใจก็จะสามารถพัฒนาเป็นคนที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จในทุกด้าน ของชีวิตได้ ซึ่งนี้คือสิ่งที่ผมค้นพบด้วยตัวของผมเองอย่าง วิธี Super Memory หรือ การจำศัพท์ยากๆ 30 คำ ภายใน 3 นาที หรือเทคนิค 10 Steps Study Formula ที่จะทำให้ลูกๆ คุณสนใจและสนุกกับการเรียนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งที่ผมมายืน ณ จุดนี้ได้ ประสบความสำเร็จได้ถึงทุกวันนี้และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมเปิด Camp อดัม คู”




กิจกรรมภายนอกช่วยสุขภาพแข็งแรงและสามัคคี
ก่อนหน้าที่อดัมคู จะมาเปิด Camp อดัมคูในประเทศไทย ได้เห็นเด็กไทยบินไปเรียนที่นั่นเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงมานั่งคิดว่าทำไมเราไม่ลองมาเปิดตลาดในประเทศไทยเลย เพราะคนในประเทศไทยชอบเรียนรู้กระตือรือร้นไม่แพ้ประเทศอื่นๆ

สำหรับแนวคิดของการเข้า Camp อดัม คู จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ แรงบันดาลใจกระตุ้นทักษะในการเรียน ซึ่งเน้นที่ความเชื่อของคนที่มาเข้า Camp โดยจะเพิ่มทักษะความสามารถในการจดจำ ซึ่งจะมีแนวทางการสอนให้เยาวชนมีเทคนิคในการจดจำ การจดบันทึก

โดยแนวคิดนี้จะดึงศักยภาพจากสมองทั้ง 2 ซีกมาใช้ครับ พร้อมปรับแนวคิดกับปรัชญาที่ว่า การเรียนไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จที่สุดที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต การตั้งเป้าหมายในชีวิต ซึ่งเป็นการสร้างแรงกระตุ้นในเป้าหมายสำหรับตัวเองในอนาคต คือ มาจากความเชื่อ แรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ

ซึ่งเยาวชนที่เข้า Camp เราต้องเชื่อว่า สิ่งต่างๆ สามารถทำได้ เด็กทุกคนสามารถเป็นอัจฉริยะได้ การสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัว ซึ่งครอบครัวจะเป็นส่วนหลักที่สร้างแรงกระตุ้นได้ กับความรักที่พ่อ แม่พึ่งมีต่อลูก ดังนั้นเด็กๆ จะรับถึงความรู้สึกของความรักที่ครอบครัวมีให้ และทำให้สำนึกถึงการประพฤติตนให้เป็นที่ภูมิใจต่อครอบครัว

อาจารย์ 1 คนต่อเด็ก 10 คน
อดัม คู เล่าว่า ใน ระหว่างการเข้าแคมป์ทั้งหมด 5 วัน นั้น เป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ ซึ่งในแคมป์เด็กๆ จะทำกิจกรรมร่วมกันต่อเนื่องเพื่อเรียนรู้ทักษะใน 3 ด้าน คือ ทักษะการเรียน ทักษะชีวิต และทักษะการสื่อสารกับคนรอบข้างผ่าน เครื่องมือต่างๆ เทคนิคต่างๆ เช่น การกระตุ้นความรู้สึก ทักษะการอ่านเร็ว (Speed reading) แผนที่ความคิดที่ช่วยเรื่องความจำ (Mindmap) และวิทยาศาสตร์ทางจิตสมัยใหม่ที่เรียกว่า NLP (Neuro linguistic Programing) ทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดว่าผู้ปกครองต้องการให้เด็กเป็น อย่างไร จะใช้เทคนิคอะไรมาเสริม

โดยหลักสูตรนี้ เหมาะกับเด็กที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ หรือเด็กที่เรียนในโรงเรียนสองภาษา แต่คนไม่เก่งภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องกลัว เพราะสำหรับที่ประเทศไทยนั้นเราจะมีทีมงานที่ผ่านการอบรมและสามารถทำการสื่อ สารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเด็ก (ผู้เรียน 10 คน ต่อ โค้ช 1 คน) มาเป็นผู้ฝึกอบรมเด็กๆ ซึ่ง แต่ละคลาสเราก็จะจำกัดคนที่เข้าเรียน 40 คนต่อ 1 Camp และหลังจากอบรมทุก 3 เดือนจะมีการติดตามผล ถ้าเด็กคนไหนอยากเข้าร่วมในแคมป์อีกก็สามารถร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจน กว่าเด็กจะประสบความสำเร็จ

ฝึกเด็กๆรวมกลุ่มกันแสดงคิด
กลุ่มเป้าหมายเด็กที่อายุตั้งแต่ 10-16 ปี ที่ตั้งแคมป์ อดัม คู ในประเทศไทยอยู่ที่อาคาร ศศปาฐศาลา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

***โทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2636-3211-4***