วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

ตกผลึก...จากสัมมนา เคล็ด (ไม่)ลับลงทุนอย่างไรให้ได้ 100 ล้าน (5)


เขียนมาถึงประเด็นนี้ เพื่อนๆคงพอมองเห็นว่า เงินออมเพื่ออนาคตของเพื่อนๆ ผปค.ทั้งหลายนั้น กระเด็นกระดอนไปทางไหนบ้าง  และเชื่อว่า ยังมีตกหล่นอีกมากมายนะคะ ลองเอาไม้กวาดๆๆดู ตามซอกหลืบของชีวิต    คราวนี้ ดิฉันจะลงรายละเอียดเรื่องของการออมการลงทุนที่เราจะสามารถสร้างผลต่างให้กับชีวิตของเรา   ชีวิตของเราจะเป็นเช่นใรในอนาคต อยู่ที่เราเลือก!!

การที่คนเราจะประสบความสำเร็จทางการเงินมากหรือน้อยเพียงใด  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ หรือ ระดับความรู้ หรือ แม้แต่การเกิดมาร่ำรวยหรือยากจนเพียงใด  ในอดีตนั้นเรามีผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินมากมาย เกิดมายากจน เป็นคนจีนเสื่อผืนหมอนใบ ทำงานจับกังก็มี แต่มีความอดทน มานะอุตสาหะ อดออม เก็บเล็กประสบน้อย  และมีวิสัยทัศน์ในการลงทุน  เมื่อจังหวะดี สิ่งที่ลงทุนไว้เล็กๆน้อย งอกเงยให้ผลตอบแทนมากมาย ก็มีมากมายหลายตัวอย่างให้เห็น  



จากรูปที่โหลดให้ชมกัน คือ ตารางที่แสดงให้เห็นว่า คนที่รวยๆกันทั่วโลก รวมทั้งในเมืองไทยนั้น จะมีเทคนิคการลงทุนที่หลากหลาย ไม่ได้ใส่ไข่ทั้งหมดลงในตะกร้าใบเดียว  แต่จะเก็บไว้ในหลายๆรูปแบบ ลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และไม่ได้แห่ตามคนอื่น แต่จะลงทุนในจังหวะที่ดี คือ ต้นทุนเหมาะสม    โดยจะซื้อทั้งที่ดินและอสังหาริมทรัพย์  เก็บออมในรูปของเงินฝาก  เก็บออมในรูปของหุ้นและกองทุนต่างๆ  และการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่นเครื่องเพชร  ของโบราณ รูปภาพงานศิลปะ ไวน์ นาฬิกาดีๆ และอื่นๆ   

และหากดูจะเห็นว่า สัดส่วนของการลงทุนในแต่ละปี จะมีการเปลี่ยนแปลง  ในบางปี จะมีการลงทุนในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์เยอะ ในบางปีจะออมในรูปเงินฝากมากหน่อย  แปลว่า สัดส่วนการลงทุนนั้น ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนตลอดเวลา แล้วแต่สถานการณ์ ความเสี่ยง ปัจจัยภายนอกที่มากระทบ  ดังที่แสดงไว้ในรูปที่สอง

ส่วนในรูปที่สามนั้น แสดงถึงรูปแบบการลงทุนที่เราควรปรับเปลี่ยนในสถานการณ์ต่างๆ  เช่นในยามที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว  การลงทุนในหุ้น จะเป็นโอกาสที่ทำให้เงินงอกเงย  เพราะให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว มีความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจจะประสบปัญหา  ก็จะมีการโยกย้ายการลงทุนไปที่พันธบัตรและตราสารหนี้ ที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนต่ำ

ดังนั้นเคล็ด (ไม่)ลับของการลงทุนข้อนึง ก็คือ ต้องมีการลงทุนที่กระจาย ในช่วงจังหวะที่เหมาะสม  เราต้องคอยศึกษาจับตามองปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น และปรับเปลี่ยน โยกย้ายรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและผลตอบแทน  แต่ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร  เราตั้งเป้าหมายจะลงทุนเท่าไหร่  เราต้องรักษาคำพูดของเรา ทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้  ไม่ย่อท้อและต้องมีวินัยทางการเงินค่ะ  

เดี๋ยวมาต่อ

ตกผลึก...จากสัมมนา เคล็ด (ไม่)ลับลงทุนอย่างไรให้ได้ 100 ล้าน (4)


เท่าที่ได้สังเกตพบเห็นจากชีวิตของคนในสังคมในตอนนี้ รวมกับชีวิตที่ผ่านมาในอดีตสิบกว่าปีก่อนของตัวเอง คนสมัยนี้มีปัญหาในการมีเงินเหลิอเก็บค่อนข้างมาก    ไม่ว่าทำงานได้ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น เงินเดือนมากขึ้น แต่ทำอย่างไร เงินเดือนก็ไม่พอใช้   มองไปรอบๆตัวมีแต่สิ่งเร้าใจ   ทั้งไอโฟนรุ่นใหม่  ไอแพ็ด สมาร์ทโฟนสารพัดรุ่น รถหน้าตาน่ารัก  สารพัดโปรโมชั่นของรัฐบาล  บ้านหลังแรก  รถคันแรก ยังโชคดีที่ไม่มีโปรโมชั่น เมีนคนแรกด้วย  จากการรายงานยอดผู้ใช้บริการมือถือโดยนับเฉพาะผู้ให้บริการหลักทั้ง 3 รายใหญ่ของประเทศไทยได้แก่ AIS, dtac และ TrueMove พบว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 นั้นยอดผู้ใช้งานรวมทั้งสิ้น 75.35 ล้านราย ในเมืองไทย มีประชากร จำนวน 60 กว่าล้านคน  แต่ยอดผู้ใช้มือถือ 75 ล้านราย  เฉลี่ยคนนึงมีโทรศัพท์มือถือหลายเครื่องทีเดียว  มานั่งคำนวณค่าใช้จ่ายหลักที่เราต้องใช้จ่ายแค่เรื่องการสื่อสารนี่ เดือนนึงหลายพันบาท

ดิฉันเคยไปเป็นวิทยากรพิเศษในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่ง พบกว่า ทุกปี นักศึกษามีรถยนต์ส่วนตัวใช้มากขึ้นเรื่อยๆ  พ่อแม่จำนวนมากก็ซื้อรถยนต์ให้ลูกใช้ เพือความสะดวกในการเดินทาง  เด็กๆที่เรียนจบออกมาทำงาน สิ่งแรกที่คนทำงานอยากได้ คือ รถยนต์ เพื่อให้สะดวกสบายในการเดินทาง  ดิฉันเคยคำนวณตัวเลขคร่าว กับคุณพ่อ สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราเคยคุยกันว่า การมีรถยนต์คันนึงนั้น มีค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นสูงมาก  ทั้งค่าเสื่อมราคาของรถยนต์  ค่าประกันภัย ค่าซ่อม ต่าน้ำมัน  ค่าของความสะดวกสบายในชีวิต ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นปีนึงๆ เป็นแสนบาท  ยิ่งรถยี่ห้อหรู โดนหักค่าเสื่อมปีหนึ่งๆ หลายแสนบาททีเดียว   สำหรับคนทำงาน ดิฉันเองก็เข้าใจ เพราะอาชีพหรือตำแหน่งหน้าที่การงานบางอย่างนั้น อาจจะต้องใช้รถในการทำงาน  ซึ่งสามารถเบิกค่าน้ำมัน ค่าเดินทางได้  และเป็นการช่วยให้การทำงาน ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่สำหรับการให้ลูกมีรถยนต์ มีมือถือใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกนั้น  เป็นเรื่องที่น่าจะทบทวนให้ดีๆ   เงินจำนวนนี้ รวมเป็นเงิน เฉลี่ยเดือนๆก็เป็นหมื่นกว่าบาทเหมือนกัน    หากมาลงทุนกันในสูตรที่ว่ากันไว้  คือ นำเงินเหล่านี้ไปลงทุนทุกๆเดือน เดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา  5 ปี  เงินจำนวนวนนี้ก็เป็นมีมูลค่าเกือบล้านบาท   ใน 30 ปี ก็จะกลายเป็นเงิน 80 กว่าล้านเช่นกัน  

จะเห็นว่า มีหลายๆวิธีที่เราจะสามารถเริ่มต้นมีเงินออมได้  โดยที่เราไม่ต้องทำงานเพิ่ม เพียงแต่ใช่สติปัญญาในการพิจารณารายจ่ายที่ไม่จำเป็น  ปรับเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิด และการใช้ชีวิตเท่านั้น   เช่น แทนที่จะซื้อรถให้ลูกไปซิ่ง ก็อาจจะพิจารณาซื้อคอนโดใกล้มหาวิทยาลัย หรือในที่ๆเดินทางสะดวก    อาจจะต้องใช้เงินจำนวนใกล้เคียงกัน  แต่ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุน  ราคาสินทรัพย์ มีแต่เพิ่มขึ้น  แต่การซื้อรถยนต์ มีแต่ราคาตก  ซื้อรถวันนี้ ขายพรุ่งนี้ ก็ไม่สามารถขายได้ในราคาที่ซื้อมาได้ เพราะถือว่าเป็นของมือสอง ราคาตกไปเรียบร้อยแล้ว    และการฝึกลูกให้มีความอดทน  ตอนที่ไปเรียนในระดับมัธยม ก็มีความสามารถในการเดินทางด้วยรถเมล์  รถประจำทาง  พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ควรที่จะมีความสามารถในการดูแลตัวเองได้ดีขึ้น   เพราะพอออกไปทำงาน ก็ต้องเจอหนักขึ้นเรื่อยๆ   ต้องฝึกรับผิดชอบกับหน้าที่การงานที่สูงขึ้น  ดังนั้น การฝึกให้ลูกรู้จักสู้ชีวิต  เป็นเรื่องจำเป็นค่ะ

การที่เราจะสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อหาทางเงินทองที่เราทำตกหล่นไว้   ควรเริ่มต้นที่การจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่เรามีในแต่ละวัน แต่ละเดือน  มีหลักๆที่เราต้องจดคือ

1) รายรับ : ทั้งหมดที่เป็นรายรับ ทั้งเงินเดือน ค่าล่วงเวลา รายได้จากค่าเช่า รายได้จากการขายทรัพย์สิน  รายได้อื่นๆ เช่น การคืนภาษี รางวัล มรดก และอื่นๆที่เป็นรายรับ

2) รายจ่ายคงที่ เช่น ค่าเบี้ยประกัน ค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่าบ้าน ต่าเล่าเรียนลูก และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เราต้องจ่ายทุกปี ทุกเดือน 

3) รายจ่ายผันแปร  เช่น  ค่าไอโฟน5  ค่าหมอ ค่ายา ค่าโรงพยาบาลของเรา หรือ พ่อแม่ที่เราดูแล ค่าโน๊ตบุ๊ตตัวใหม่  ต่าแหวนเพชร ค่าทำผม  ค่าโรงแรม ค่าตั๋วเครือ่งบิน   หรือ รายจ่ายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยอาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว   

4)  รายจ่ายเพื่อการออม เช่น การซื้อกองทุนประหยัดภาษี   เบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันชีวิต และ  ประกันสังคม  กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ และอื่นๆ

การจดบันทึกลงมาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียด และตรงไปตรงมา จะเป็นกระจกเงา ให้เราเห็นจุดอ่อนในการใช้จ่ายของเรา   จะเห็นว่า รายจ่ายบางอย่างเป็นรายจ่ายที่ไม่คาดฝัน แต่หลีกเลี่ยงได้ยาก  แต่รายจ่ายบางอย่างเราสามารถเลื่อน หรือ ตัดทอน หรือ บริหารจัดการอย่างอื่นให้มีประสิทธิภาพได้

ตกผลึก...จากสัมมนา เคล็ด (ไม่)ลับลงทุนอย่างไรให้ได้ 100 ล้าน (3)


อ่านมาถึงตอนนี้ พ่อแม่หลายๆคนอาจจะสะท้อนใจ  เพราะตอนที่เลือกโรงเรียนให้ลูก ก็มักจะสอบถาม ดูจากเทรนด์ "เค้าว่ากันว่า...อันนี้ดี  โรงเรียนนั้นดี  เด็กสมัยนี้ต้องรอบด้าน..."   เห็นหลายๆๆๆครอบครัว จัดตารางติว ตารางเรียนพิเศษของลูกแน่นเอี๊ยด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น สุดสัปดาห์เสาร์ อาทิตย์  แถมปิดเทอมด้วย  เฉลี่ยชม.ละ 500 บาท  เรียนกันเดือนนึง 20-30 ชม. ค่าเรียนพิเศษของลูกปีนึง 2 แสนบาท  แม้เด็กจะไม่อยากเรียน ไม่สนุกที่จะเรียน อยากเลิกเรียน แต่พ่อแม่เสียดาย ลงทุนมาแล้วหลายเดือน หลายปี ไม่อยากให้ลูกทิ้งกลางคัน  กัดฟันทั้งผลักทั้งดันลูกไปเรียนให้สำเร็จ    ตอนลูกโต พนักงานหลายคน มีความสามารถทั้งดนตรี กีฬา ทั้งเต้น ทั้งร้อง แต่ทำงานไม่เป็น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ เพราะเวลาตั้งแต่เล็กจนโต  หมดไปกับเรียนทักษะพิเศษสารพัด แต่ไม่เคยได้ฝึกช่วยตัวเอง ไม่มีทักษะการทำงาน ไม่มีทักษะการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์  ไม่อดทน และหลายๆคน ไม่มีทักษะการสื่อสาร พูดไม่เป็น เขียนก็ไม่เก่ง  แม้กระทั่ง จดหมาย อีเมลล์ ก็เขียนถูกๆผิดๆ สื่อสารไม่รู้เรื่อง    เพราะการที่เราคาดหวังจะให้ลูกประสบความสำเร็จ  มีความเพียบพร้อมนั้น มิใช่ว่าต้องใช้เงินในการซื้อความสำเร็จเพียงอย่างเดียว  แต่ต้องอาศัยเวลาของพ่อแม่ในการอบรมบ่มเพาะ เปิดโอกาส ให้เวลาฝึกฝนให้เด็กได้ลงมือทำเอง ช่วยเหลือตนเองและต่อครอบครัว ต่อสังคม รับผิดชอบชีวิตตนเองในชีวิตประจำวัน   แก้ปัญหาด้วยตนเอง

หากเราจัดเวลาให้เด็กได้มีโอกาสอยู่บ้าน ฝึกฝนการทำงานบ้าน ทำกับข้าง  จัดบ้าน ช่วยงานอืนๆ  เราจะสามารถออมเงินปีนึงก็เป็นหลักหมื่น หลักแสนเหมือนกัน  โดยไม่ต้องทำอะไรเลย   เงินจำนวนนี้ นำมาลงทุนเป็นรายเดือนให้ลูก ตามสูตรที่จะให้ต่อไป  คือเดือนละ 10,000  บาท    ในสิ้นปีที่ 5  เงินก้อนนี้ จะมีจำนวน ประมาณ 9 แสนกว่าบาท เกือบล้านทีเดียว    และหากออมต่อไป 10 ปี  15 ปี ออมลักษณะนี้ไป  เงินก้อนนี้ ก็จะมาพอที่เป็นทุนการศึกษาของลูกในระดับสูงในต่างประเทศได้   มีการคำนวณว่า ในปีที่ 30 เงินจำนวนนี้ จะเติบโต เป็นเงินจำนวน 80 กว่าล้านบาท  ลองนึกดูในวัยที่ลูกๆเติบโต  แต่งงาน  เราสามารถให้เช็ตของขวัญ เป็นเงินเริ่มต้นชีวิตของลูก จำนวน 80 ล้านบาท  เป็นเงินออมจากการที่เราไม่หลงไปกับ คำโฆษณาของเหล่าปัญญาพาณิชย์   ลูกคงไม่เสียใจหรอกค่ะ ที่เต้นบัลเล่ต์ไม่เป็น   ร้องเพลงไม่เก่ง  หรือ ไม่ได้เป็นแชมป็เหรียญทองโอลิมปิค   เงิน 80 ล้านในวันนั้น หากลูกบริหารเงินเป็น ก็สามารถทำให้ลูกเป็นอะไรก็ได้  สามารถช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติ หรือ เลือกทำอะไรที่เค้าปรารถนาได้    เด็กที่ได้รับการดูแลอย่างดี  ฝึกมาอย่างดีในการช่วยเหลือตนเองรอบด้านในชีวิตประจำวัน  ช่วยสังคม เป็น Self Leaner เค้าคงไม่เหมือนเด็กทีถูกประคบประหงม เลี้ยงมาอย่างอ่อนเอ  อย่างน้อยๆ เค้าก็ถูกฝึกมาอย่างแข็งแกร่ง และสามารถสู้โลกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งยาชูกำลัง คือ โรงเรียนกวดวิชา

แต่สูตรนี้ก็ไม่ว่ากัน สำหรับผู้ที่คิดว่า วางแผนการเงินได้ลงตัว  เพราะชีวิตคนเรานั้น มีความแตกต่าง ไม่มีใครจำเป็นต้องเอาเยี่ยงอย่างใคร  เพียงแต่ขอให้วางแผนชีวิตให้เหมาะสม อย่าได้เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง  ชีวิตต้องมองยาว  ไม่ใช่มองแต่วันพรุ่งนี้ คิดว่าอีกไม่กี่เดือนโลกก็จะแตกแล้ว  อีกไม่กี่วันน้ำก็จะท่วมแล้ว   ดังนั้น ใช้ชีวิตอย่างรอคอยวันสุดท้าย ทั้งๆที่ชีวิตยังไม่ทันเริ่มต้น  คงไม่ใช่วิธีคิดที่ดี  หากเราเกิดโชคดี มีชีวิตที่ยืนยาวถึง 80-90 ปี  เราคงไม่อยากลงเอย เป็นคนชราอนาถาในบ้านพักคนชรา อย่างน้อย เชื่อว่า เราทุกคนก็ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม  สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น  ไม่เป็นภาระกับผู้อื่น  สามารถช่วยหลือตนเอง และมีพลังพอเพื่อสังคม จนวาระสุดท้าย  ทุกสิ่งที่เราปรารถนา เป็นจริงได้  ก็เมื่อเราวางแผนที่ถูกต้องเหมาะสม  และ ลงมือทำเท่านั้น

ตกผลึก...จากสัมมนา เคล็ด (ไม่)ลับลงทุนอย่างไรให้ได้ 100 ล้าน (2)


เขียนมาถึงจุดนี้  คนๆหลายๆคน อาจจะยิ่งหดหู่ หลายๆคนมองไม่เห็นหนทางว่าจะเก็บเงินได้อย่างไร  หนำซ้ำหนี้สินก็อีรุงตุงนัง  ไม่อยากอ่านต่อไป  เพราะเกรงจะรับสภาพความเป็นจริงของความทุกข์ที่รออยู่ไม่ไหว   แต่อยากให้อดทนเข้มแข็งสักนิด   แม้เรายังไม่มีเงินเก็บเลย เราก็เริ่มต้นได้ค่ะ  แม้มีหนี้ เราก็ต้องเริ่มต้นเก็บ  เริ่มได้ทุกคน และต้องพลิกชีวิตในทันที  ในตอนต่อๆไป จะเล่าให้ฟังแบบคร่าวๆ เริ่มต้นได้  อาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ขั้นเทพ แต่มันทำให้เรามีก้าวต่อไปที่มั่นคงได้

สัจจธรรมอีกเรื่องนึงของชีวิตมนุษย์ นอกจากความชรา ที่กล่าวไปแล้ว  ยังมีเรื่องความเจ็บป่วยของวัยและสังขารที่ร่วงโรย  ตลอดจนสภาพมลภาวะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ บ้างก็รักษาได้  บ้างก็รักษาไม่ได้   ค่ารักษาพยาบาลเดี๋ยวนี้ ก็แพงกว่าสมัยก่อนมาก  การรักษาตัวในโรงพยาบาลดีๆ  ใช้เงินในการรักษาต่อครั้ง เป็นแสน  เข็าโรงพยาบาลไม่กี่วัน หมดเป็นแสน เป็นเรื่องง่ายๆ   4 ปีก่อนในสมัยทีทำงานที่ฮานอย  แค่ค่าน้ำเกลือขวดนึง นอนในคลีนิตต่างชาติแห่งนึง  เสียค่ารักษาพยาบาลไป USD400  หรือ 12,000 บาท   ดังนั้นการที่สมาชิกครอบครัวป่วยขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเรา หรือ ลูก หรือ คนที่เรารัก ป้วย  เราก็ย่อมอยากรักษาให้เต็มที่ ให้เขาพ้นทุกข์ทรมารให้เร็วที่สุด  จะต้องเสียเงินเท่าไหร่เราก็พร้อม   แต่สิ่งนี้ ก็ทำให้เงินสำรองที่เราเตรียมไว้ ร่อยหรออย่างรวดเร็ว และอาจจะไม่พอใช้  ยิ่งคนที่ไม่ได้ตระเตรียมตัวไว้   ต้องพึ่งพาสวัสดิการภาครัฐ  ต้องไปนั่งรอคิวยาวเหยียด รอหมอ รอห้อง  สร้างความเจ็บปวดทรมารให้คนป่วย หลายๆคนก็อาจจะเสียชีวิต พิการ เพราะการรักษาพยาบาลที่ไม่ทันการ  สร้างความสูญเสียให้กับครอบครัว เพียงเพราะเราวางแผนการเงินไม่ดีพอ  สำหรับคนที่แก่ชรา สังขารร่วงโรย ส่วนมากก็จะป่วยกระเสาะกระแสะ  ต้องหาหมอสารพัดโรค  ค่าหมอ ค่ายา มากมาย  เงินที่เก็บสะสมไว้ คิดว่าจะใช้สบายๆท่องเที่ยวในวัยเกษียณ หมดไปกับค่ารักษาพยาบาล   ดังนั้นการเตรียมเงินไว้เผื่อสิ่งที่เป็นสัจจธรรมของชีวิต  แม้เราไม่ปรารถนา แต่ก็สามารถเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน   เราต้องเตรียมพร้อมที่จะบริหารจัดการการเงิน ให้เพียงพอกับเรื่องเหล่านี้  และไม่ให้ปัญหานี้ มีผลกระทบกับเงินก้อนอื่นๆ ที่เราตั้งใจจะสะสมไว้ใช้ในยามเกษียณ

สำหรับคนที่มีลูกหลาน ย่อมรู้ซึ้งถึงความรัก ความห่วงใย มากมายที่มีต่อลูกน้อย   ความรักของพ่อแม่ทำให้เราใฝ่ฝันที่จะเห็นลูกมีอนาคตที่งดงาม  เติบโตอย่างฉลาดสมวัย  มีพัฒนาการที่ดี มีความเก่งกล้าสามารถในทุกๆด้าน และมีคู่ครอง มีการงานที่ดีค่อไป ความปรารถนาของพ่อแม่ไม่มีที่สิ้นสุด   จึงเป็นช่องทางที่เหล่า "ปัญญาพาณิชย์"  ทั้งหลาย หากินกับความรัก และความคาดหวังของพ่อแม่ มีสารพัดคอร์ส สารพัดโรงเรียน   ค่าเล่าเรียนก็ไม่น้อบ   เอาแค่ เรียนปริญญาตรี โท ในต่างประเทศ อาจจะต้องใช้เงิน 10 กว่าล้านต่อคน   แค่ค่าเล่าเรียนในปัจจุบัน  เรียนธรรมดาหากเรียนโรงเรียนเอกชน ก็ปีนึงใกล้ๆแสน ถึงสองแสน    หากเรียนอินเตอร์ ปีนึงก็ใกล้ล้านเหมือนกัน    ไม่รวมค่าเรียนสารพัดพิเศษ เฉลี่ย ชม.ละ 500 บาทในปัจจุบัน  รวมๆแล้ว การมีลูกคนนึง หากเราไม่รู้จักใช้สติระงับความรักให้พอดี  ไม่ต้องเห่อตามชาวบ้าน ตามกระแสมากเกินไป ก็ต้องใช้เงินเป็นล้านเหมือนกัน     แต่หากยิ่งเห่อตามกระแส  เด็กคนนึงต้องใช้เงินเพื่อการศึกษาหลายสิบล้านบาท    แถมดูจากคุณภาพที่เรียนจบออกมาทำงาน ก็ไม่คุ้มค่าเอามากๆ  เด็กบางคน ไม่มีน้ำอดน้ำทน  ไม่มีทักษะการทำงาน ทำงานแล้วยังมาขอเงินพ่อแม่ต่อไป   พ่อแม่หลายๆคน ต้องติดตามใช้หนี้ให้ลูก เพราะลูกไม่มีทักษะการบริหารเงิน และไม่รู้เท่าทันชีวิต ทำให้ติดกับดักความฟุ้งเฟ้อสุดท้ายจึงเห็นคนแก่ชรามากมาย ที่ลูกหลานไปมาดูแล ทั้งๆที่เรียนสูง อาชีพการงานดี  แต่เค้าหมุนเงินไม่ทัน  ใช้เงินไม่เป็น จึงไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ไม่สามารถดูแลพ่อแม่ที่ทะนุถนอมกล่อมเกลี่ยมาแต่เด็กได้     ดังนั้น การวางแผนด้านการเงินเพื่อการศึกษาลูกก็มีความจำเป็นต้องวาง และห้ามนำมาปะปนกับเงินก้อนอื่นๆ เช่น เงินสำหรับการรักษาพยาบาล  เงินสำหรับเกษียณ    หากนำเงินทั้งหมดมารวมกัน โดยไม่แบ่งแยก เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จะพลอยดึงให้ชีวิตส่วนอื่นๆ พังทะลายเป็นโดมิโนไปด้วย

ไว้มาต่อตอนที่สามนะคะ  ยังมีสัจจธรรมชีวิตที่ไม่สวยหรู มาฝากอีก

ตกผลึก...จากสัมมนา เคล็ด (ไม่)ลับลงทุนอย่างไรให้ได้ 100 ล้าน (1)


เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาดีๆ และฟรี รายการหนึ่งคือ เคล็ด (ไม่)ลับลงทุนอย่างไรให้ได้ 100 ล้าน ซึ่งเป็นสัมมนาที่บลจ.กรุงศรี จัดเป็นประจำอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ปกติจะเป็น Workshop การวางแผนด้านการเงินส่วนบุคคล เวลา สองวันเต็ม แต่คราวนี้เป็นฉบับย่อ ครึ่งวัน ซึ่งจัดให้กับผู้ฟังรายการ ปฎิบัติการพลิกชีวิต 101 Money Make Over   ต้องขอบคุณรายการนี้เช่นกัน ที่ขยันจัดกิจกรรมดีๆให้กับเหล่าสมาชิกให้มีทักษะ มีความรู้ด้านการบริหารเงิน ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ  คนจำนวนมากเรียนสูงมาก จบโท จบเอก เป็นดอกเตอร์จากต่างประเทศ  แต่ด้อยเรื่องการบริหารการเงิน  ทำให้แม้ทำงานตำแหน่งหน้าที่การงานสูง   แต่ไม่สามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายได้ดี  แม้หามามากมายเพียงใด  ก็อาจจะไม่เหลือเพียงพอในการใช้จ่ายในบั้นปลายของชีวิต  การเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของเงิน และการบริหารจัดการการเงินของเราเอง ที่เราหามาด้วยน้ำพัก น้ำแรงของเราเอง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ แม้เรียนมาสูง เรียนมาน้อย ก็ต้องทำ เพื่ออนาคตของเรา จะได้ไม่เป็นภาระของใครในบั้นปลายชีวิต

คนจำนวนไม่น้อย กลัวการมีเงิน มองว่า การมีเงินเป็นเรื่องที่ผิดบาป ละโมภ เป็นเรื่องของคนไม่รู้จักพอ  เป็นเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบคนในสังคม  คนจำนวนมาก จึงรีบใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อกำจัดมันออกจากกระเป๋าให้เร็วที่สุด และตะกุยตะกายหาเงินอย่างทุรนทุราย หิวกระหายเงิน เพราะมันขาดมือ  กลายเป็นวงจรอุบาสก์ สร้างความทุกข์ทรมาร เหมือนหนูถีบจักร ไม่สิ้นสุดจนกว่าจะตายจากไป    เมื่อวานนี้ ดิฉันได้มีโอกาสชมภาพยนต์เรื่อง Simple Life  ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนต์ชีวิตที่กินใจ  แสดงสัจจธรรมของชีวิตของมนุษย์  เป็นเรื่องราวของหญิงชราผู้หนึ่ง ในวัยแข็งแรงสดสวยของเธอ เธอได้ทำงานเป็นพี่เลี้ยงแม่นม ดูแลเด็กให้ครอบครัวผู้มีอันจะกิน   แต่เมื่อแก่ชรา เกษียณ  เธอได้รับการปลดระวาง  ครอบครัวนั้นจะย้ายไปต่างประเทศ ไม่คิดจะเอาเธอ ที่เป็นคนชราไปด้วย  เธอจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอย่างคนชราที่ไร้ญาติ   โชคดีที่เด็กที่เธอเลี้ยงเติบโตเป็นหนุ่มที่มีจิตใจงดงามและสำนึกในบุญคุณ คอยหมั่นมาเยี่ยมเยียน ดูแลให้เงินใช้   แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนชราที่ชินกับการทำงาน  ก็เฝ้าหางานอย่างยากลำบาก ได้งานเฝ้าห้องน้ำ   ได้งานทำความสะอาด ทั้งๆที่ร่างกายและสังขารไม่อำนวย   เรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่าย หดหู่ เห็นความรู้สึกนึกคิดที่เงียบเหงา รู้สึกไร้ค่า ของคนชราที่ไม่มีญาติพี่น้อง และไม่มีเงิน ต้องกินอยู่ด้วยสวัสดิการรัฐ และเงินช่วยเหลือของสังคม จนวันตาย

หันมามองชีวิตของคนชรา ที่มีการวางแผนทางการเงินมาอย่างดี ในวัยที่แข็งแรง  แม้เกิดมายากจนเหมือนกัน แต่มีการวางแผนจัดการทางการเงิน ในการสะสมเงินไว้ใช้ในยามชรา  เวลาป่วยก็ไม่ต้องไปรอคิวรพ.รัฐบาล ไม่ต้องใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลอย่างจำกัด  มีเงินเหลือเพียงพอ ในการช่วยเหลือการกุศลส่วนรวม  ทำให้ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระกับใคร ไม่ไร้ค่า  แม้แก่ชราก็มีพลังเต็มเปี่ยมในการเป็นผู้ให้กับผู้อื่น  ช่วยเหลือลูกหลาน ลูกหลานบริวารห้อมล้อมเพราะอยู่ด้วยแล้วสบายใจ มีแต่ความสุข  ชีวิตของคนชราสองกลุ่มช่างแตกต่างกัน คนชราที่ไม่ได้เตรียมเงินสะสมมาเพียงพอ มิใช่เพราะว่าท่านใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยในอดีต  แต่หลายๆคนก็ทุ่มเทให้ลูกหลานเกินพอดี  รักลูกหลานเกินพอดี ทำให้การเงินที่หาได้ในวัยทำงาน หมดไปกับการส่งเสียลูก แล้วหวังว่า เมื่อลูกหลานเติบโต ทำงานประสบความสำเร็จในอาชีพ ก็คงกลับมาดูแลตนในวัยชรา  ซึ่งสถานการณ์โลกและสังคมในปัจจุบัน มันมิได้เป็นเช่นนั้น

ในโลกปัจจุบันนั้น มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องระบบการเงินและเศรษฐกิจหลายอย่าง ในยุคก่อนปี 2000 นั้น การฝากเงินกับธนาคาร ได้รับอัตราผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยที่สูงมาก คือ 10 กว่า - 20%  ในขณะที่มูลค่าที่ดินต่างๆก็มีราคาต่ำ เพราะคนไม่นิยมซื้อ ส่วนในปัจจุบันนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้น ต่ำมาก คือ เหลือ  2-4% เท่านั้น  ซึ่งเมือ่หักกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว คนฝากเงิน ต้องขาดทุนในบางปีด้วยซ้ำไป  เพราะค่าของเงินเล็กลง  



จากตารางนี้ จะแสดงให้เห็นว่า หากเรามีเงิน 10 ล้านในวันนี้ ตั้งไว้เฉยๆ    ในเวลา 5 ปี 10 ปี 20 ปี 30 ปี   ค่าของเงิน 10 ล้าน จะมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ  ยิ่งอัตราเงินเฟ้อสูงเท่าใด   ค่าของเงินก็เล็กลงเท่านั้น  เช่น ในเวลา 5 ปี  หากอัตราเงินเฟ้อ 4%   ค่าของเงิน 1 ล้าน จะมีค่าเหลือเพียง 8.22 ล้าน   ต่อให้เราฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ยมา 3 %  เราก็ไม่สามารถรักษามูลค่าเงินที่ 10 ล้านได้  ดังนั้น การเก็บรักษาเงินไว้ใช้ในระยะยาว  หากไม่มีวิธีการวางแผนการรักษาเงินที่ดีแล้ว   นอกจากเงินจะไม่งอก ไม่โตแล้ว ยังหดค่าทำให้ไม่พอใช้อีกด้วย

เดี๋ยวมาบ่นต่อ เรื่องปัญหาชีวิตอีกมากมายที่รอเราอยู่ และเราจะจัดการกับมันอย่างไรดี  ในตอนต่อไปนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

การปรับพฤติกรรมเด็กบนพื้นฐานการมีสติ


วันนี้ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง "การปรับพฤติกรรมเด็กบนพื้นฐานการมีสติ"  โดย อจ.ดร.วไลลักษณ์ พุ่มพวง ซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ เรื่องการปรับพฤติกรรมของเด็กๆ ที่มีปัญหาหลากหลาย เช่น ซน สมาธิสั้น หรือ เด็กในกลุ่มอาการต่างๆ   กิจกรรมการบรรยายพิเศษนี้ ทางโรงเรียนกท.คริสเตียน ได้จัดร่วมกับกลุ่มผปค.เครือข่ายของโรงเรียนในระดับชั้นประถม  เพื่อให้ความรู้ข้อมูลเรื่องการอบรมดูแลลูก เพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จและมีความสุข เป็นคนดีมีคุณภาพต่อโลกและสังคมต่อไป  เมื่อได้ฟังข้อมูลหลายๆเรื่อง ที่อจ. วไลลักษณ์ ได้แบ่งปันในวันนี้ ก็มีประเด็นต่างๆ ที่เชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆผปค.มากมาย ที่ควรนำมาแบ่งปัน

พ่อแม่ทุกๆคน คงเคยประสบปัญหาหรือ อาจจะกำลังประสบปัญหาด้านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของลูกๆ  อยากไห้ลูกขยัน รับผิดชอบทำการบ้าน ทบทวนหนังสือ  อยากให้ลูกพูดเพราะ อยากให้ลูกเป็นเช่นนั้นเช่นนี้  หรือ อาจจะไม่อยากให้ลูกก้าวร้าว  ไม่อยากให้ลูกขีเกียจ และอื่นๆ  แต่การแก้ปัญหาด้านพฤติกรรมลูกๆนั้น มิใช่เรื่องง่ายๆ หากเราไม่เข้าใจที่มาที่ไปของปัญหา และไม่มีวิธีการที่ถูกต้อง ก็อาจจะยิ่งซ้ำร้าย ปัญหายิ่งบานปลาย หรือก่อปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย  เช่น เราบ่นว่า ตำหนิลูกตลอดเวลา ก็อาจจะทำให้ปัญหาความสัมพันธ์ร้าวฉาน  พูดกันไม่รู้เรื่อง หรือลูกอาจจะน้อยใจ เข้าใจผิด ยิ่งมีปัญหาต่อเนื่อง   ดังนั้น จะแก้ปัญหาพฤติกรรมของลูกได้ ต้องมีเทคนิคค่ะ

ก่อนอื่น พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า คำว่า "พฤติกรรมนั้น" หมายถึง การกระทำที่เห็นชัด สามารถเห็นหรือได้ยินได้ เช่น การตีน้อง การพูดคำหยาบ   แต่หากเป็นความคิด ความรู้สึก เท่านั้น มันไม่ใช่พฤติกรรม เช่น การไม่ชอบอ่านหนังสือ  การไม่ชอบเรียน ดื้อ โมโหร้าย ก้าวร้าว สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ชัด เพราะเป็นการเหมารวมหลายๆครั้ง ไม่ชัดเจน  จึงจะนำมาปรับพฤติกรรมได้ยาก  ดังนั้น  การจะแก้ไขพฤติกรรม ต้องแยกแยะ ปัญหาพฤติกรรมให้ย่อยลง แล้วค่อยๆแก้ทีละจุด  หลักในการปรับพฤติกรรมเด็กนั้น จะมีหลักดังนี้

 1)  มองดู สังเกตพฤติกรรมของเด็ก ทั้งๆจากที่บ้านและที่โรงเรียน แล้วมาแยกว่า มีปัญหากี่พฤติกรรมอะไรบ้าง  
2) ปรับทีละพฤติกรรม
3) ปรับพฤติกรรมที่มีความถี่มาก หรือเห็นชัดก่อน หรือ มีผลกระทบมากก่อน
4) สังเกตว่า เวลาเกิดพฤติกรรมนั้น  มีปัจจัยอะไรบ้าง  น้องมักจะเป็นแบบนั้น ในสถานการณ์ใด เหตุการณ์ใด  อะไรเป็นสิ่งเร้าให้เกิดพฤติกรรมนั้น
5) ตั้งเป้าหมายในการปรับพฤติกรรมไม่เกินความสามารถของเด็ก  ค่อยๆฝึกไปทีละขั้น จากง่ายไปยาก  
6) เลือกเทคนิคต่างๆในการปรับพฤติกรรม ให้เหมาะกับพฤติกรรมและความต้องการของเด็ก

ปัญหาของพฤติกรรมของเด็กนั้น หลักๆ จะมีสาเหตุจาก

- การต่อต้านพ่อแม่  
- เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่
-  เบื่อหน่าย อยู่ในสถานการณ์ที่เค้าไม่ชอบ

ซึ่งเราต้องมองดูสาเหตุของพฤติกรรมที่ไ่ม่ดี หรือมีปัญหาของลูกว่า เกิดจากสาเหตุใด จึงจะแก้ได้ถูกจุด เด็กหลายๆคน แม้มีปัญหาพฤติกรรมที่เหมือนๆกัน หรือคล้ายๆกัน  แต่ส่วนมาสาเหตุ สิ่งเร้าก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ก็ต้องใช้วิธีการที่ไม่เหมือนกัน


โดยปกติ การปรับพฤติกรรมเด็กนั้น จะมีอยู่สองวิธี คือ การสร้างแรงจูงใจให้ทำ เช่นการให้รางวัล  คำชื่นชม   และการลงโทษ  แต่การใช้วิธีใด ก็ต้องเลือกให้เหมาะสม  เช่น

หากเราต้องการให้ลูกเลิก หรือหยุดพฤติกรรมที่ไม่ดี  เช่น  ก้าวร้าว โวยวาย ลักขโมย ทำร้ายคนอื่น ก็ต้องใช้วิธีการลงโทษ  หากลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นออกมา  การลงโทษนั้น ก็มีหลายวิธีและหลายระดับ แต่ต้องทำในทันที ที่น้องทำพฤติกรรมไ่ม่ดี เช่น หากโวยวาย อาละวาด จะต้องไป Time Out    ก็ต้องทำค่ะ

แต่หากเราต้องการให้ลูกทำ พฤติกรรมที่ดีๆ  เช่น ทำการบ้าน อ่านหนังสือ หรือ ขยัน รับผิดชอบ เราก็ต้องใช้วิธีสร้างแรงจูงใจ ให้รางวัล เพื่อ จูงใจให้เค้าทำในสิ่งที่ควรทำ  การให้รางวัล อาจจะเป็นการกอด การชื่นชม หรือ การให้สิ่งของรางวัลเล็กๆน้อยๆ ที่เป็นรางวัลในการทำดีของเด็ก

หากเราใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น จะหยุดพฤติกรรมก้าวร้าวของลูก แต่ใช้วิธีการให้รางวัล  (หากไม่โวยวาย จะให้รางวัล)  เด็กก็จะโวยวายทุกครั้ง  จะหยุดเมื่อะอยากได้รางวัล  ซึ่งกลายเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทำไม่ดียิ่งขึ้น   หรือ พ่อแม่บางท่าน ใช้วิธีตำหนิ ต่อว่าเมื่อลูกไม่ทำตามที่เราต้องการ  เมื่อทำดี ไม่มีชม ไม่มีรางวัล ลูกเล่าอะไร ก็หาเรื่องตำนิ หาข้อติได้ทุกเรื่อง ก็จะสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ และทำให้ลูกไม่อยากพูดคุย หารือกับพ่อแม่ได้

ดังนั้น วิธีการปรับพฤติกรรมลูกให้ได้ผล ต้องควบคู่กับ การสื่อสารที่ชัดเจน  ไม่เพ่งโทษ และมีการตวบคุมอารมณ์ได้เหมาะสม   โดยปกติ เมื่อลูกมีปัญหาด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  พ่อแม่ย่อมผิดหวัง หรือ โกรธ แต่ต้องรู้จักควบคุมอารณ์โกรธนั้น มิให้เกินเลย ถึงขั้นทำร้าย ด่าทอ บ่นไม่หยุด หรือ ตำหนิรุนแรงเกินไป   พ่อแม่ต้องรู้จักควบคุมความโกรธ ปล่อยวางให้อภัยในควาามไม่สมบูรณ์แบบของลูกและของเรา  และเข้าใจเรื่องความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา  และต้องเปิดใจฟังลูก อย่างตั้งใจ และเอาใจใส่  

หากวิเคราะห์ดูแล้ว  เราโกรธลูกเมื่อ

- เมื่อไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง 
- เมื่อเราคอยจ้องจับผิดพฤติกรรมลูก (มองข้ามสิ่งดีๆที่ลูกทำ)
- เมื่อมีความกลัวว่าลูกอาจจะเป็นเด็กที่ไม่ดี แย่กว่าลูกเพื่อน ลูกข้างบ้าน ลูกญาติ  (เมื่อเรายึดติดกับการให้คุณค่าจากภายนอก)
- เมื่อกลัวว่า เราจะมีปัญหาแบบเดิมๆอีก
- เมื่อเรายึดติดกับอะไรหลายอย่างที่ไม่เป็นจริง เป็นอดีต หรือไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เช่น ลูกต้องเก่งกว่าเรา หรือ เก่งเหมือนกเรา
- เมื่อเราขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงสาเหตุของปัญหาของลูก

การมีสติเท่านั้น จะทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ และความคิดของเราเอง และจะทำให้เราสามารถปล่อยวาง ให้อภัยลูก ให้อภัยคนอื่นและตัวเราได้

เมื่อเราระงับอารมณ์ได้แล้ว สิ่งสำคัญอืกสิ่งหนึ่งในการใช่ในการแก้ปัญหาพฤติกรรมลูก คือวิธีการสื่อสาร  ซึ่งควรใช้ I Message คือ การสื่อว่าเรารู้สึกอย่างไร  ในการกระทำของลูก  เช่น  

แม่รู้สึกเสียใจ ที่ได้ยินลูกพูดแบบนี้

แม่ภูมิใจมาก ที่ลูกสามารถทำการบ้านได้เสร็จทันเวลา

แม่ชื่นใจที่ลูกช่วยล้างจาน


แต่ไม่ควรพูดในเชิงเปรียบเทียบเช่น ใครๆก็ทำเป็น ทำไมลูกทำไม่ได้   คนอื่นเค้าเป็นแบบนี้ ทำไมลูกไม่เป็น  หรือ ทำไมลูกไม่เข้าใจ  ทำไมลูกเป้นคนพูดไม่รู้เรื่อง เป็นต้น   

เมื่อลูกมีการทำความดี หรือ ทำให้สิ่งที่ดี หรือปรับพฤติกรรม ลูกควรได้รับรางวัลหรือคำชื่นชม  อย่าสนใจลูกเฉพะาเวลาที่ลูกมีปัญหา หรือ สร้างปัญหา  แต่ควรสนใจ แสดงความใส่ใจ เวลาที่ลูกทำดีๆ   การโอบกอด คำพูดที่ชื่นชมให้กำลังใจ  เป็นพลังที่สำคัญในการปรับพฤติกรรมลูกในด้านบวกค่ะ

สุดท้ายที่คุณหมอเน้น คือ เด็กๆไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เป็นเด็กซน สมาธิสั้น ก้าวร้าว หรือ เด็กออทิสติก ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จด้านการเรียน และอาชีพการงานได้ ขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรมของเด็กให้เป็นที่ยอมรับ และแก้ปัญหาพฤติกรรมด้านลบได้มากน้อยเพียงใด   ปัญหาด้านพฤติกรรมของมนุษย์นั้น เกิดจากาการเรียนรู้ อันเนื่องมาจากสิ่งเร้า เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล  หรือ มาจากเงื่อนไขของผลกรรมที่ทำ (เช่น ทำแบบนี้แล้วได้รับความสนใจ)  หรือ เรียนรู้ผ่านตัวแบบ เช่นเลียนแบบพ่อแม่ เลียนแบบเพื่อน เป็นต้น  ดังนั้น การที่เราพ่อแม่จะปรับพฤติกรรมของลูกได้ ต้องมีสติและควบคุมตัวเอง  เป็นต้นแบบที่ดีงาม และ สามารถที่มาที่ไป ต้นเหตุของปัญหาพฤติกรรมนั้น แก้ปัญหาได้ทุกจุด ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ก็จะช่วยลูกได้ค่ะ

ลงโทษลูกอย่างไร ให้ไม่มีปัญหา


ดิฉันอยากเล่ารายละเอียดปลีกย่อย จากการบรรยายพิเศษเรื่อง "ปรับพฤติกรรมเด็กบนพื้นฐานการมีสติ"  มีคำถามเพื่อนๆผปค.บางท่าน เกี่ยวกับ การใช้วิธีการลงโทษลูกแล้ว ไม่ได้ผลหลายท่าน  และบางท่านอาจจะประสบปัญหาคือ นอกจากจะปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล แล้ว ลูกอาจจะมีปัญหามากกว่าเดิม  หรือ มีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆตามมา  อันมาจากการต่อต้าน หรือ เรียกร้องความสนใจของเด็ก  เช่น

"เรื่องtime out เช่นเวลาที่แกโวยวายหรือเอาแต่ร้องไห้ บางทีก็จะใหไปอยู่อีกห้องหนึ่ง แกจะกลัวคะ เพราะเคยเอาให้ไปอยู่บางครั้งก็แกล้งปิดประตูที่นี้ร้องลั่นเลย นึกว่าเอาไปขัง. พอครั้งหลังเวลาที่ทำผิดสล้วบอกว่าต้องไปห้องนี้จะกลัวไม่กล้า หลังๆไม่ใช้วิธีนี้ อย่างนี้มีผลอะไรกับเขาไหม๊คะพี่หุย ขอคำแนะนำด้วยคะ"

หรือ

" ลูกถูกลงโทษ ด้วยการให้ออกจากห้องเรียน เมื่อ "ป่วน" ในห้อง ผลก็คือลูกชอบมาก เพราะไม่ต้องเรียนวิชาที่ไม่ชอบ จึงป่วนทุกครั้งที่ไม่อยากอยู่ในห้อง"

สิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวอย่างในสองกรณีนี้   คือ การใช้การลงโทษ ที่ไม่ชัดเจน หรือ ผิดวิธีค่ะ  ทำให้การลงโทษนั้นไม่ได้ผล  และเมื่อการลงโทษนั้น ไม่ได้ผล ไม่สามารถหยุดปัญหาพฤติกรรมเด็กได้  ก็ต้องหาวิธีการอื่นในการปรับพฤติกรรมเด็ก   

วิธีการลงโทษเด็กที่มีพฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์  ผปค. ต้องการ "หยุด" พฤติกรรมดังกล่าว  ผปค. ควรใช้วิธีการเป็นขั้น เป็นตอนดังต่อไปนี้

1)  พูดคุย อธิบายให้ชัดเจน  ไม่ใช้อารมณ์ว่า  พฤติกรรมที่ลูกทำนี้(ต้องกำหนดพฤติกรรมให้ชัดๆ ว่า อาละวาด ลงไปดิ้นที่พื้น  หรือ ตีคนอื่น เป็นต้น)  ไม่ดีอย่างไร มีผลเสียอย่างไร  และลูกต้องหยุดพฤติกรรมนี้

2) ทำข้อตกลงกับลูก และ กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจน และทำตามนั้น เช่น   หากเห็นอีก จะเตือน กี่ครั้ง   หากเตือนแล้วลูกไม่หยุด จะมีการตี หรือ จะลงโทษด้วยการตัดเงิน หรือ งดกิจกรรมที่ชอบ หรืออะไร ก็ต้องกำหนดชัดเจน


ในขั้นตอนเหล่านี้ ต้องเรียกมาคุย ด้วยความเมตตา ไม่คุยในขณะที่มีอารมณ์โกรธ และต้องรอความพร้อมของเด็กในการฟัง อย่าพูดในขณะที่เด็กกำลังโกรธ หรือไม่สนใจ  เพราะต้องอาศัยความร่วมมือและยินยอมจากลูกด้วย


เมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ที่พูดคุยไว้  เราก็เตือนลูกตามขั้นตอนที่ตกลงกัน ทันที ไม่มีข้อยกเว้น  และต้องลงโทษ เมื่อลูกไม่ทำตามที่ตกลงกัน จะตีกี่ที ก็ต้องตามนั้น ไม่ตีเบา ไม่ตีแรงเกินไป หรือไม่ตีเกินจำนวนครั้งที่กำหนด  ข้อสำคัญ คือ เราต้องควบคุมอารมณ์ของเราให้ได้  การดุ ตำหนิ หรือ ลงโทษลูก ต้องทำด้วยความรัก และกำจัดอารมณ์ โกรธ ผิดหวัง เสียใจออกไป  และการลงโทษ ควรทำในที่ๆเป็นส่วนตัว  ไม่ทำให้เด็กเสียหน้าค่ะ


ในกรณี Time  out ของฝรั่งนั้น จุดประสงค์ ก็เพื่อให้เด็กได้รู้จักวิธีสงบสติอารมณ์ของตัวเอง  ฝรั่งจึงใช้วิธี Time Out เพื่อพาเด็กออกจากสถานการณ์ หรือสิ่งเร้า ที่ทำให้เด็กแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั้นออกมา   เมื่อเอาเด็กออกมา Time Out แล้ว มิใช่ทิ้งให้เด็กอยู่กับอารมณ์ อาละวาดนั้น ตามลำพัง  ในกรณีเด็กเล็กๆ เราควรโอบกอด และเราต้องไม่โมโห ตำหนิลูก ดูด่าลูกในระหว่างนั้น อ้อมกอดของเรา ทำให้เด็กอารมณ์เย็นลง  สงบได้เร็วขึ้น  ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น  เมื่อเด็กสงบแล้ว จึงพูดคุยด้วยความเมตตาถึงปัญหานั้น  ว่าลูกไม่ควรแสดงกิริยา อารมณ์ออกมาเช่นนั้น  หากทำเช่นนั้นอีก พ่อแม่ก็ต้องให้ลูกออกมาสงบสติอารมณ์แบบนี้ 


ในกรณีเด็กโต  หากเด็กถูกฝึกมาแบบนี้ ก็จะต้องคุยกับเด็กก่อน ว่า เด็กทำไม่ดี หรือแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ไม่เหมาะสม ให้ออกไปสงบอารมณ์  (10 นาที หากอายุ 10 ปี)  แล้วลองพิจารณาดูว่าปัญหาคืออะไร เราควรทำอย่างไร     หากฝึกเช่นนี้เป็นนิสัย เด็กจะรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง  เมื่อรู้สึกเครียด วุ่นวายใจ ก่อนที่จะหุนหันพลันแล่น แสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม หรือ มีพฤติกรรมที่ไม่ดี เค้าก็จะรู้จักวิธี ดึงตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหาชั่วคราว แล้ว เพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหาอีกครั้ง และหากพฤติกรรมของลูกนั้น ก่อความเสียหายถึงผู้อื่น ลูกต้องกลับมาเผชิญสถานการณ์และรับผืดชอบต่อการกระทำนั้น พ่อแม่ ก็ไม่ควรทิ้งให้ลูกต้องมารับผิดชอบ แก้ปัญหาตามลำพัง  ควรให้กำลังใจลูก และอยู่เป็นเพื่อนลูก ร่วมกันฝ่าฟัน แก้ปัญหารับผิดชอบการกระทำที่ผิดพลาดนั้นค่ะ  ลูกจะไม่หวาดกลัว และเติบโตเป็นคนที่รู้ผิดชอบชั่วดี มีความรับผิดชอบด้วยค่ะ อันนี้สำคัญมากๆนะคะ


ขอย้ำอีกครั้ง ว่า พฤติกรรมของเด็กนั้น เกิดขึ้นจากการเรียนรู้จากคนรอบข้าง สิ่งรอบตัว   เรียนรู้จากการตีความการกระทำของคนอื่น  เด็กเล็กๆ ถึงวัยประถม  ยังให้ความสำคัญกับพ่อแม่มากที่สุด  พฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็ก อาจจะมาจาก การที่เด็กต้องการเรียกร้องความสนใจของคนรอบข้าง  หรือ อาจจะมาจากการที่เด็กได้รับการส่งสัญญาณในทางที่ผิด


ดังนั้นในฐานะพ่อแม่ เมื่อเราต้องการให้ลูกมีพฤติกรรมดี ประสบความสำเร็จ เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดี รวมทั้ง ปลูกฝังลูกให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีงาม ไม่มีปัญหาพฤติกรรมให้เด็กได้เลียนแบบ รวมทั้งควบคุมสื่อต่างๆ ที่เป็นแบบอย่างในทางไม่ดีของเด็กด้วย  มีหลายๆครอบครัว พ่อแม่ ติดเกม ติดเนต หรือสิ่งไม่ดีอื่นๆ จะคาดหวังให้ลูกฟังและเป็นตามที่เราพร่ำสอน คงเป็นไปไม่ได้ เพราะลูกจะเป็นแบบที่เค้าเห็นพ่อแม่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทางที่ไม่ดีค่ะ


อีกประการหนึ่ง คือเด็กๆต้องการได้รับความสนใจจากพ่อแม่  การชื่นชม ให้กำลังใจ ให้ความสนใจลูกในยามที่ลูกทำดี เช่น อ่านหนังสือ ทำการบ้าน หรือ รับผิดชอบงานต่างๆ  จะยิ่งส่งเสริมพฤติกรรมในด้านดีให้เด็กๆ   แต่หากพ่อแม่ไม่สนใจพูดคุยกับลูก หรือสนใจคุยกับลูก ก็ต่อเมื่อลูกทำไม่ดี ถูกตำหนิ ทำผิดพลาด  ลูกๆก็จะมีพฤติกรรมที่มีปัญหา เพื่อเรียกร้องความสนใจของพ่อแม่ เหมือนพฤติกรรมของเด็กแว๊นต์ที่ก่อความรำคาญบนท้องถนนก็เช่นกัน  เด็กเหล่านี้ ขาดแรงชื่นชม ไม่มีความสามารถอื่นใดให้คนชื่นชม  เค้ารู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีคนสนใจ จึงหันมาสร้างความเดือดร้อนรำคาญ  ได้รับเสียงก่นด่าสาบแช่ง ก็ยังดีกว่า ไม่มีตัวตน  นี่คือปัญหาของเด็กเหล่านี้  ที่พ่อแม่และคนรอบข้างไม่ใส่ใจ


เรื่องสุดท้ายที่อยากคุยในประเด็นนี้ คือ การส่งสัญญาณในทางที่ผิด  เช่น มีผปค.หลายๆท่าน ติดสินบนเด็ก เช่น หากลูกเลิกอาละวาด แม่จะซื้อขนมให้   หากลูกเลิกซน แม่จะให้เล่นเกม    การติดสินบน ให้รางวัล หากเด็กหยุดพฤติกรรมไม่ดี นั้น ทำให้เด็กคิดว่า ทุกครั้งที่เค้าต้องการเรียกร้องสิ่งใด เค้าต้องทำพฤติกรรมไม่ดีนั้น เป็นการต่อรอง   จึงยิ่งทำให้เค้าทำพฤติกรรมไม่ดีนั้นไม่ยอมหยุดค่ะ

ให้กำลังใจทุกท่านนะคะ ลองพิจารณากันดู

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

20 คุณสมบัติของวัยรุ่นแห่งอาเซียนนั้นเป็นไฉน?/ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์


       วัยรุ่นกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (1) ตอน 20 คุณสมบัติของวัยรุ่นแห่งอาเซียน นั้นเป็นไฉน?
     
       รับมือแบบไหนจะมีโอกาสชนะได้มากกว่ากัน ระหว่าง แบบตั้งรับ กับ แบบเชิงรุก
       คมคิด: คนหยั่งรู้เห็นอันตรายและสร้างกลยุทธ์ ส่วนคนเขลาเดินเรื่อยไปและรับอันตรายนั้น (Adapted from Proverbs 22:3, 2012)
     
       Q: คุณหมอครับ ช่วงนี้มีข่าวปัญหาของเด็กวัยรุ่นบ่อยนะครับ บ้างก็ปัญหาเรื่องมั่วสุมทางเพศ บ้างก็ปัญหาหนีเรียน บ้างก็ปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง เราจะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไรดีครับ
     
       A: คุณหมอยุทธนา...ผมเคยอ่านแนวคิดของต่างประเทศ เขาใช้แนวทางของ Positive Youth Development คือ สร้างวัยรุ่นเชิงบวกขึ้นครับ หมายถึงว่า แทนที่จะแก้ไขปัญหาเชิงตั้งรับ ก็เปลี่ยนเป็นปฏิบัติการเชิงรุกแบบ “สร้างนำซ่อม” อย่างโครงการ To Be Number One ก็เป็นตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้ครับ
     
       ครั้งหนึ่งผมไปพูดเรื่อง “ก้าวสู่โลกชีวิตการทำงาน นักศึกษาต้องเตรียมพร้อมอย่างไร” ผมยกตัวอย่างปัญหาการเปลี่ยนงานบ่อย ของพนักงานใหม่ ทำให้เจ้าของบริษัทหนักใจ เพราะบางแห่งเพิ่งฝึกอบรมพนักงานไปไม่กี่เดือน ยังไม่ทันได้สร้างผลงาน มูลค่าเพิ่มให้บริษัท ก็ลาออกซะแล้ว
     
       ผมจึงย้ำว่าแม้นักศึกษาจะจบด้วยเกรดสูงๆ หรือมีไอคิวดี (IQ) มีเพื่อนฝูงเยอะ หรืออีคิวก็มี (EQ) แต่หากขาดแรงอึด ฮึด สู้ หรือขาดเอคิว (AQ: Adversity Quotient) ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้เลย







เพื่อสร้างให้ครบทั้ง IQ, EQ, AQ ผมขอเสนอว่าวัยรุ่นเชิงบวก ควรจะฝึกฝนพัฒนาตนเองให้มีทักษะชีวิต (Targeting Life Skills) อย่างน้อย 8 หมวดด้วยกัน ได้แก่ หมวดการคิดเป็น หมวดการบริหารตนเองเป็น หมวดการสร้างสัมพันธ์เป็น หมวดการเข้าใจห่วงใยคนอื่นเป็น หมวดการเป็นผู้นำ หมวดการทำงานเป็นทีม หมวดการดูแลชีวิตและสุขภาพ หมวดการมีวินัยรับผิดชอบ เป็นต้น (Adapted from Hendricks, A. Patricia. 1996)


เพื่อพัฒนาวัยรุ่นเชิงบวกให้พร้อมต่อการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผมจึงบูรณาการ คุณลักษณะบุคคลที่พร้อมต่อเรื่องนี้ เข้ากับ ทักษะชีวิต 8 หมวด ออกมาเป็นแบบสำรวจ คนแถวหน้าที่พึงประสงค์ (Desirable Employee Character Check) ลองใช้สำรวจตนเองและวัยรุ่นในความดูแลของท่านได้นะครับ (ดัดแปลงจาก ผ่านพบ ปลั่งประยูร. 2555)
     
       แบบสำรวจคนแถวหน้าที่พึงประสงค์ (Desirable Employee Character Check)
       ช่วงที่ผ่านมา ท่านพบตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง ? (กรุณา √ ข้อที่ตรงกับท่าน)
     
       1.คิดวิเคราะห์แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
       2.ใฝ่รู้ ช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น
       3.มักมีทางออกหลายทางเมื่อเจอปัญหา
       4.มักมีไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ และริเริ่มทำก่อนใคร
       5.มีความใฝ่ฝัน เห็นภาพในอนาคต
       6.เป็นนักปฏิบัติการแบบมุ่งผลลัพธ์
       7.มีความยืดหยุ่นทางความคิด
       8.ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
       9.สามารถพูดคุยหาข้อตกลงที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ
       10.พร้อมรับฟังคำวิพากษ์เตือนสติ
       11.มักแบ่งปันความรู้ & จัดสรรประโยชน์ที่ได้รับอย่างทั่วถึง
       12.เลือกใช้ชีวิตอย่างสมดุลมีคุณค่า
       13.ผูกพันอุทิศตัวกับองค์กร
       14.มีน้ำใจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
       15.เห็นโอกาสทางการตลาดได้ก่อนใคร
       16.กล้าเสี่ยง กล้ารับผิดชอบ
       17.มุ่งมั่น เต็มที่กับงานจนสำเร็จ
       18.รัก เห็นคุณค่าสิ่งที่ทำ งานที่ทำ
       19.มีอารมณ์ดี ยิ้มให้กับปัญหาได้
       20.พัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จเสมอ
     
       แปลผล & ข้อเสนอแนะ: ยิ่งมีมาก ยิ่งเป็นคนที่พร้อมก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะมีทักษะชีวิตที่ครบด้าน โดย…
     
       • ข้อ 1-4 แสดงถึงความพร้อมอันเกิดจากด้านทักษะชีวิตหมวดการคิดเป็น
       • ข้อ 5-7 แสดงถึงความพร้อมอันเกิดจากด้านทักษะชีวิตหมวดการบริหารตนเองเป็น
       • ข้อ 8-10 แสดงถึงความพร้อมอันเกิดจากด้านทักษะชีวิตหมวดการสร้างสัมพันธ์เป็น
       • ข้อ 11 แสดงถึงความพร้อมอันเกิดจากด้านทักษะชีวิตหมวดการเข้าใจห่วงใยคนอื่นเป็น
       • ข้อ 12-14 แสดงถึงความพร้อมอันเกิดจากด้านทักษะชีวิตหมวดการเป็นผู้นำ
       • ข้อ 15-17 แสดงถึงความพร้อมอันเกิดจากด้านทักษะชีวิตหมวดการทำงานเป็นทีม
       • ข้อ 18-20 แสดงถึงความพร้อมอันเกิดจากด้านทักษะชีวิตหมวดการดูแลชีวิตและสุขภาพ และหมวดการมีวินัยรับผิดชอบ
     
       เพื่อพัฒนาเรื่องดังกล่าว ลองเรียนรู้ผ่านคลิปวีดีโอข้างล่างนี้ (กรุณาเปิดจากคลิปวิดีโอ Give Help 2) แล้วตอบคำถามต่อไปนี้
       

     
      

     
       ก) หากในชีวิตและการทำงาน มีบรรยากาศดังกล่าว ท่านจะรู้สึกอย่างไร ผู้อื่นจะรู้สึกอย่างไร
       ข) หากวัยรุ่นไทย และอาเซียนเห็นคุณค่าและมีอุปนิสัยดังกล่าว จะเกิดสิ่งดีๆ อะไรขึ้นบ้างในสังคม
       ค) เพื่อสร้างฝันให้เป็นจริง เราจะเริ่มต้นอย่างไรก่อนดี
     
       เพื่อพัฒนาเรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มรูปแบบ ผมมีหลักสูตรแนะนำ ได้แก่ 7 Habits plus…กุญแจไขพลังคิดบวก คิดสร้างสรรค์ (7 Habits plus Cresitive), สู่ความเป็นเลิศ...ด้วยพลังทีมคิดบวก (Positive thinking team), ทักษะหัวหน้างานยุคใหม่ สนใจกรุณาติดต่อ yparanan@gmail.com
     
       “วันหน้าของเด็ก สร้างได้วันนี้ด้วยมือเรา” ท่านจะเริ่มอย่างไรดี?
     
       ข้อมูลอ้างอิง
       Hendricks, A.Patricia. (1996). Iowa State University Extension: Targeting Life Skills Model Retrieved Jan 12, 2010. from http://www.oces.okstate.edu/delaware/about-4h-1/skills-vs-life-skills
     
       ผ่านพบ ปลั่งประยูร.(2555). การเตรียมความพร้อมไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558. Retrieved Mar22,2012. from kkuinter.kku.ac.th/2010_th/documents/documents/parnpob_ppt.ppt
     
       Proverbs 22:3 (2012). Biblica. Retrieved 28 May 2012. From http://www.biblica.com/bibles/chapter/?verse=Proverbs+22&version=niv
     
       บทความโดย ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์ MD., FP., Ed.D.
       yparanan@gmail.com
       แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและเวชศาสตร์ครอบครัว

ที่มา

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000080814

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เรื่อง หมาขี้เรื้อน

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก

ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน

เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว

ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน


แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน

ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ

วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง

เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย
ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า

ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา


ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป

ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
โอ้ชีวิต!
ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี
ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด

มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู

นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ


อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้
ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา
ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ
ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน
จัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา
เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย

รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก


อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้
หลวงพ่อเจ้าอาวาส
มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้
สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น

และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย

ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อย
ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา

แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ
เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน
คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน
เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้
อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม

เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี

คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า

เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่
แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า
ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร
สวดมนต์เย็นแล้ว

ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น
ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย

นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง


นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย
จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง

เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก

"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน
ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"

โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย
แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า
หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ


ถ้าเรายังเป็น โรค อยู่ในใจ ไม่ พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย
หน้าที่การงานไม่
พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ว่าเราย้ายงาน ไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ
สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คน
ไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า
เราพัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้
หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย

ที่มาhttp://www.dhammajak.net/forums/index.php



ขอบคุณเรื่องสนุกๆ แต่กระแทกใจจาก น้าอ้วนเกษตรพอเพียงค่ะ

นิทาน....เรื่องของหินวิเศษกับความเคยชิน...

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือความเชื่อและความเคยชิน

นิทาน....เรื่องของหินวิเศษกับความเคยชิน...

นานมาแล้วได้ยินว่ามีหินวิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง


ถ้า ผู้ใดที่ได้ครอบครอง จะสามารถนำไปแตะกับสิ่งของอะไรก็ได้
สิ่งนั้นจะกลายเป็นทองคำ ทำให้ชายผู้หนึ่งเกิดความสนใจ
อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นคนร่ำรวยขึ้นมา
จึงตามหาหินก้อนนั้นเป็นการใหญ่

เมื่อตามหาจนถึงชายหาดแห่งหนึ่ง
ซึ่งเต็มไปด้วยก้อนหินเขาตัดสินใจเก็บหินขึ้นมาดูทีละก้อน
ถ้าก้อนไหนไม่ใช่ ก็จะขว้างมันลงทะเลไป
เขาใช้ความพยายามอยู่นาน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
ก้อนแล้วก้อนเล่าก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เขาค้นหาอยู่ดี
และในที่สุดความ พยายามของเขาก็ประสบความสำเร็จจนได้
เขาได้พบกับหินวิเศษจริง ๆ แต่ไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไร
เขาก็เผลอขว้างมันลงทะเลไป เหมือนก้อนหินที่ผ่าน ๆ มา
เขาตกใจมากถึงกับรำพันออกมาว่า "ต้องเริ่มต้นใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ย"

ในชายหาดนั้นจะมีหินวิเศษชนิดนี้ซักกี่ก้อนกันเชียว
เหตุผลที่ทำให้ชายคนนี้ละทิ้งสิ่งที่เขาค้นหามานาน
ก็คือ "ความเคยชิน" นั่นเอง

บ่อยครั้งที่เราพยายามค้นหาสิ่งที่ต้องการมาตลอดชีวิต
จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่เรามีโอกาสพบมันแล้ว
แต่ด้วยความเคยชินในชีวิตประจำวัน เราก็มองข้ามโอกาสนั้นไป


โอกาสที่อาจจะไม่ปรากฏบ่อยนัก เราจึงต้องมาเริ่มต้นใหม่อยู่ร่ำไป
อย่าคิดแต่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะสิ่งที่มีอยู่คือโอกาส

คัดลอกจาก...
http://forum.thiswomen.com/index.php?PH ... topic=68.0



ขอบคุณคุณน้าอ้วนเกษตรพอเพียง สำหรับข้อมูลที่มีค่านี้ค่ะ

หัวขโมยผู้ไม่เคยทำความดี........จากนิทานสีขาว




ที่เมืองพาราณสีได้มีการจัดงานบวงสรวงครั้งยิ่งใหญ่
ต่อองค์พระศิวะถึง 7 วัน 7 คืน
พระศิวะมหาเทพซึ่งประทับอยู่บนสรวงสวรรค์
ก็ทอดพระเนตรงานครั้งนี้ด้วยความสนพระทัย
จนกระทั่งผ่านไป 3 วันตามวันเวลาบนโลกมนุษย์
พระองค์ก็รู้สึกเบื่อหน่าย จึงเลิกสนพระทัยงานบวงสรวงนั้น

ปาวารตี เทพเจ้าอีกองค์หนึ่งได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนพระศิวะ
และกล่าวแสดงความยินดีกับพระศิวะว่า
“ตอนนี้พวกมนุษย์ได้จัดงานบวงสรวงยิ่งใหญ่มอบให้แก่พระองค์
ซึ่งแสดงว่าพระองค์เป็นที่รักและศรัทธายิ่งของมนุษย์ไม่เสื่อมคลาย
ข้าพระองค์เห็นแล้วก็รู้สึกชื่นชมในพระบารมียิ่งนัก”

“อย่าใช้สิ่งที่เจ้าเห็นและคิดเองมาเยินยอข้าเลยปาวตี”
พระศิวะตรัสอย่างไม่ยินดีด้วย

“จริงอยู่ที่มีฝูงชนมากมายถือดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาข้า
แต่พวกเขาไม่ได้มาด้วยใจที่บริสุทธิ์จริงๆ
บางคนไม่มีความเมตตา บางคนละโมบโลภมาก
และมีหลายคนจิตใจมัวเมาไปด้วยกิเลส
พวกเขามาเพื่อต้องการขอนั่น ขอนี่มากมาย
ซึ่งข้าไม่มีทางยินยอมให้พรของข้า
ตกไปอยู่กับมนุษย์ที่มีจิตใจต่ำอย่างนั้นหรอก”

เทพทั้ง 2 จึงลงมาพิสูจน์ความจริง
โดยพระศิวะได้แปลงกายเป็นชายชราป่วยหนัก
ส่วน เทพปาวารตีก็แปลงกายเป็นหญิงชราผู้เป็นภรรยาชายชรา
ซึ่งที่จริงแล้วคือเทพปาวตี ได้อ้อนวอนขอน้ำจากฝูงชน
ที่เดินผ่านไปผ่านมาด้วยเสียงแหบแห้งว่า

“ท่านผู้เจริญ ได้โปรดแบ่งอาหารและน้ำให้เราสองผัวเมียบ้างเถิด
สามีข้าป่วยหนักใกล้ตายเพราะอดอาหาร
ส่วนข้ากระหายน้ำจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว”

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินมากับสามีของนาง
และได้สบสายตาอันน่าเวทนาของหญิงชราโดยบังเอิญนางจึงกล่าวว่า

“ข้าให้ของเหล่านี้กับพวกเจ้าไม่ได้หรอก
เพราะข้าต้องนำอาหารรสเลิศ
และน้ำบริสุทธิ์ในคณโทไปถวายองค์พระศิวะ เพื่อให้อำนวยพรแก่ข้า”
หญิงชราส่งสายตาอ้อนวอนพร้อมกับกล่าวว่า
“แต่ข้าและสามีข้ากำลังจะตายเพราะขาดอาหารและน้ำ
และพระศิวะคงไม่ว่าอะไรกระมัง
ถ้าท่านจะแบ่งของเหล่านั้นให้เราทั้งสองบ้าง
เพราะพระองค์ก็มีของบูชามากมายอยู่แล้ว”

เมื่อสามีได้ยินชาวบ้าน พูดเช่นนั้นก็โกรธมาก
“ชิชะ! เจ้าคนจรจัดโสโครก หากพวกเจ้าได้อาหารชั้นเลิศของข้าไป
ข้าจะได้อะไรตอบแทนจากพวกเจ้าบ้าง
เจ้ามีปัญญาให้พรข้าเหมือนพระศิวะหรือ”

ดูเหมือนว่าคนอื่นๆที่ผ่านไปมา ก็คิดไม่ต่างจากสามีภรรยาคู่นี้เท่าไหร่นัก
แทบทุกคนเห็นว่าชายชราและหญิงชรา
เป็นผู้ทำลายบรรยากาศอันเป็นสิริมงคลอย่างไม่น่าให้อภัย
นอกจากพวกเขาไม่แบ่งอาหารหรือน้ำให้สักหยดแล้ว
ยังพากันด่าว่าสองผัวเมียด้วยถ้อยคำหยาบคายด้วย

จนกระทั่งมีชายหนุ่มหน้าตามอมแมมเดินผ่านมา
แต่เขาไม่มีเครื่องบูชามากมายดังเช่นคนอื่นๆ
มีเพียงคณโท ใส่น้ำหนึ่งใบอยู่ในมือเท่านั้น
เมื่อเห็นชายหนุ่มหญิงชราก็อ้อนวอนขอน้ำจากเขา
ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันมามองผู้ชราทั้งสองอย่างน่าเวทนา
“ข้าไม่มีอาหารดีๆ ให้ตากับยายหรอก
มีเพียงน้ำบริสุทธิ์ซึ่งเป็นของดีที่สุดที่ข้าพอจะหามาบูชาแด่พระศิวะได้เท่านั้น
ถ้าอย่างนั้นตากับยายเอาไปแบ่งกันดื่มเถิด”

“เจ้าไม่เสียดายน้ำนี่รึ เจ้าไม่อยากนำไปถวายพระศิวะ
เพื่อขอพรจากพระองค์หรอกหรือ” ชายชราถามขึ้นมาบ้าง

“ไม่เป็นไรหรอก อันที่จริงก็ใช่ว่าข้าจะเป็นคนดีอะไร
ข้าไม่เคยทำความดี มิหนำซ้ำยังเป็นหัวขโมยที่มักหยิบฉวยของคนอื่นอยู่บ่อยๆ
คนอย่างข้าถึงจะนำของดีเลิศไปถวายพระศิวะ
พระอค์ก็ไม่ทรงเมตตาให้พรแก่ข้า มีแต่จะทรงสาปแช่งข้าด้วยซ้ำ
แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นพวกท่านแล้วเกิดความสงสาร
อยากทำความดีแก่คนอื่นบ้าง”

ทันทีที่น้ำหยดสุดท้ายหมดจากคณโท
ร่างชราของคนทั้งคู่ก็กลับคืนเป็นพระศิวะมหาเทพและเทพปาวารตีดังเดิม
“อย่ากลัวไปเลย ข้าคือศิวะ และนี่คือปาวตี
เทพเจ้าอีกองค์หนึ่งบนสรวงสวรรค์
ข้ากับปาวตีแปลงกายเป็นชายและหญิงชราเพื่อลองใจมนุษย์ที่ดั้นด้นมาบูชาข้า
และเจ้าทำให้ข้าได้ประจักษ์ชัดว่า ผู้ที่ทำให้ข้าพอใจและสมควรได้รับพรจากข้า
ต้องเป็นผู้ที่มีความดีงามอยู่ในจิตใจ มิใช่ผู้ที่ถวายเครื่องบูชาชั้นยอด
ฝูงชนมากมายมาเพื่อบูชาข้า แต่มีเจ้าเพียงคนเดียวที่สมควรได้ขึ้นสวรรค์
เมื่อใดที่สิ้นอายุขัยของเจ้าแล้วข้ายินดีที่จะรับเจ้าขึ้นบนสรวงสวรรค์”

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็เกิดความปิติยิ่ง
เขารีบพนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำสัญญาต่องค์ศิวะมหาเทพ และเทพปาวตีว่า
“ข้าพระองค์สัญญาว่าจะเป็นคนดีที่คู่ควรกับพรอันประเสริฐของพระองค์
ต่อไปนี้ข้าพระองค์จะเลิกเป็นขโมย เลิกทุจริต เลิกฉ้อโกง
เลิกเอาเปรียบคนอื่นอย่างเด็ดขาด และจะตั้งใจทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ”

เธอทั้งหลาย
• เธอควรทำความดีตลอดเวลาทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น

• สำหรับใครที่ไม่ใช่คนดีก็ไม่เป็นปัญหา
ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อไหร่จะเป็นคนดี
ถ้าเธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสิ่งไม่ดี เธอก็จงหยุดเสีย
ในครั้งแรกๆ เธออาจเกิดความไม่ชอบใจ
ทั้งๆที่เธอก็สู้อุตส่าห์เปลี่ยนแปลงตนเอง
แต่ไม่มีสิ่งตอบแทนกลับมาบ้าง ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครชื่นชม
แต่เธอลองคิดดูเถิด ก่อนที่เธอจะเริ่มความดี
เธอได้ทำความเดือดร้อนไปให้คนอื่นมากเท่าไร
คนที่เจ็บปวดเพราะเธอ เขาย่อมไม่อยากถูกทำร้ายอีก
ดังนั้นเขาจึงต้องปฏิเสธเอาไว้ก่อน
เป็นเรื่องปกติที่ย่อมเกิดกับคนที่เพิ่งเริ่มทำความดี

• อย่ายอมแพ้ จงมีจุดยืนเป็นของตนเอง และเฝ้าทำความดีตลอดไป
แม้วันนี้ไม่มีใครมองเห็น แต่สักวันอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

• บางครั้งความดีก็ทำยาก แต่เพราะยากเราจึงต้องทำ
เหมือนข้อสอบนั่นอย่างไร ถ้าข้อสอบง่ายเกินไป
จะรู้ได้อย่างไรว่าคนเข้าสอบเก่งจริงๆ

คัดลอกจาก...นิทานสีขาว โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา