วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

นิทานสอนใจ : ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้านิทานสอนใจ

"ยิ่ง ให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" นิทานเรื่องนี้จะมีประโยชน์มากสำหรับครูบาอาจารย์ สำหรับเรื่องนี้ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้เรียกตัวเองว่าครูก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟังในฐานะที่ว่าจะเป็นปัจจัย เกื้อกูลแก่ความเข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม เรื่องเล่านี้มีอยู่ว่ามีชายคนหนึ่ง เขาอยากเป็นนักฟันดาบที่เก่งกาจ เขาไปหาอาจารย์สอนฟันดาบเพื่อให้ช่วยสอนเขาให้เป็นนักฟันดาบ
     
       เขาถามอาจารย์ว่า "จะใช้เวลานานสักกี่ปี" อาจารย์ตอบว่า "ประมาณ 7 ปี" เขา สักจะรวนเร เพราะว่า 7 ปีนี้มันเป็นเวลาที่นานเกินไป ฉะนั้นเขาจึงขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายามให้สุดฝีมือ สุดความสามารถในการฝึกฝน ทั้งกำลังกายและกำลังใจทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้จะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นจะต้องใช้เวลาสัก 14 ปี" (แทนที่จะเป็น 7 ปี ก็ดันกลายมาเป็น 14 ปี)
     
       ชายหนุ่มคนนั้นก็อวดครวนขึ้นมาว่า บิดา ของเขาแก่มากแล้ว อาจจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก เขาจะพยายามอย่างยิ่ง ให้บิดาของเขาได้ทันเห็นฝีมือฟันดาบของเขาก่อนตาย เขาจะแสดงฝีมือฟันดาบของเขาให้บิดาของเขาชม ให้เป็นที่ชื่นใจแก่บิดาเขาจะพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงความสามารถ ให้ได้ทันตอบแทนพระคุณของบิดา จะต้องใช้เวลาสักเท่าไร ขอให้อาจารย์คิดดูให้ดีๆ อีกครั้ง
     
       ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง 21 ปี" นี่มันเป็นอย่างไรขอให้คิดดู ว่าแทนที่จะลดลงมา มันกลายเป็นเพิ่มขึ้นเป็น 21 ปี ชายหนุ่มคนนั้นจะเล่นงานอาจารย์อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะว่าเขาเป็นอาจารย์จะทำอย่างอื่นก็ไม่ถูกไม่ควร นึกไม่ออกว่าต้องทำอย่างไรดี เพราะว่าไม่ใครที่จะสอนฟันดาบได้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ระดับประเทศเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเขาจึงอดทนอยู่กับอาจารย์คนนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
     
       หลายวันต่อมา อาจารย์ก็สั่งให้ชายคนนี้ไปทำงานในครัว ให้ตักน้ำ ผ่าฟืน และงานทุกอย่างที่อยู่ในครัว แทนการสอนให้จับดาบ ฟันดาบ
     
       เมื่อเวลาผ่านมานานพอสมควร วันหนึ่งอาจารย์ผลุนผลันเข้าไปในครัว ด้วยดาบทั้งสองมือ ฟันชายหนุ่มคนนั้นทั้งๆ ที่เขาไม่รู้ตัว เกิดเหตุการณ์อลหม่านขึ้นครั้งใหญ่ เขาจึงต่อสู้ตามเรื่องตามราวของเขา ตามที่กำลังของเขาจะสู้ได้ โดยที่เขาใช้สิ่งของที่อยู่ใกล้ๆ ตัวที่พอจะหาได้และจับได้ทันมาใช้แทนดาบ ไม่นานนักการต่อสู้ก็ยุติลง อาจารย์ก็เดินจากไป
     
       หลายวันต่อมาเขาก็ถูกอาจารย์ทดสอบด้วยวิธีนี้อีก โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จนกระทั่งอาจารย์บอกว่ากลับบ้านได้ นั่นหมายความว่าเขา เรียนฟันดาบจบหลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมาชายหนุ่มคนนี้ก็กลายเป็นนักฟันดาบที่โด่งดังมีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น
     
       นิทานเรื่องนี้ก็จบลง ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร? ตอบสั้นๆ ที่สุดก็คือ การทำอะไรด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นว่าตัวตนของตัวเองนั้นใช้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดผลที่ดีได้ คือถ้าชายหนุ่มคนนี้ยังคิดว่ากูจะดี กูจะเด่นละก็ มีตัวกูเข้ามาฝึก เป็นตัวกูที่ใหญ่เอาการอยู่เหมือนกัน ที่นี้ยิ่งจะทำให้ดีที่สุด ก็จะทำให้ดีที่สุดและให้เร็วที่สุดอย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกูมันยิ่งขยายออกไปอีก ถ้ายิ่งจะทันให้บิดาได้เห็น บิดาก็แก่มากแล้ว ตัวกูมันยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อนออกไปอีก อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้จิตไม่มีสมาธิ จิตเต็มอัดไปด้วยตัวกูที่กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกูของกู ไม่เป็นจิตที่ว่างเปล่า ไม่มีสติปัญญาที่อยู่ในจิต และไม่สามารถมีสมรรถภาพเดิมๆ แท้จริงของจิตออกมาได้ เพราะมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วยอุปาทาน ว่าด้วยตัวกูของกู หรือเป็นความเห็นแก่ตัวนี่เองมันเลยไม่เฉียบแหลม ไม่ว่องไว ไม่ active ฉะนั้นถ้าขืนทำไปอย่างนั้นจริงๆ แล้วจะต้องใช้เวลา 7 ปี หรือว่า 14 ปี หรือไม่ก็ 21 ปีจริงๆ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู ของกู กูจะต้องฝึกฟันดาบในเก่งให้ได้ในเวลา 7 ปี หรือให้บิดาทันได้เห็นถึงความสามารถของลูกชายให้ได้ ความรู้สึกแบบนี้มันเลยไม่มีในตอนนั้น ซึ่งทำให้จิตเขาว่างเปล่า ถึงแม้ว่าอาจารย์จะผลุนผลันเข้าไปในลักษณะอย่างไร ปฎิภาณของจิตว่าง หรือจิตที่แท้จริงนี้ ก็มีมากพอที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ มันเป็นการเรียกร้องขึ้นมา หรือปลุกขึ้นมาจากการหลับตามวิธีของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ให้กลายมาเป็นจิตที่เบิกบานเต็มที่ ซึ่งสามารถเอาไปใช้ได้เลย เขาจึงเป็นผู้ที่สำเร็จหลักสูตรโดยวิธีอันประหลาดนั้น ภายในเวลาอันสั้น ไม่ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีอย่างนี้เป็นต้น
     
       เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจที่จะนึกดูว่าความรู้สึกที่เป็นตัวตน หรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างที่ว่า เรา จะยิงปืนหรือยิงธนู หรือว่าขว้างแม่นในการกีฬาขว้างแม่น ถ้าจิตของผู้ขว้างมีความรู้สึกเป็นตัวกูของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียงของโรงเรียนกู หรือของมหาวิทยาลัยของกูมันรัวอยู่ในใจแล้วจะไม่มีวันที่จะขว้างแม่นหรือ ขว้างถูกได้เลย เพราะว่ามันสั่นระรัวอยู่ด้วยตัวกูหรือของกูนี้
     
       ทั้งนั้น ที่ถูกที่ควรต้องมีความตั้งใจ ที่จะทำเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของโรงเรียนหรืออะไรก็ตาม แล้วจะต้องลืมให้หมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียนกู มหาวิทยาลัยกู ให้เหลือแต่สติปัญญาและสติสัมปชัญญะที่ขว้างด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น คือพูดตรงๆ ว่า ขณะนั้นมีแต่จิตที่มีสมาธิกับสติปัญญาเท่านั้น ตัวกู ของกูไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตแท้ เป็นจิตตามสภาพของจิต มือไม้ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไรๆ ก็ไม่สั่น ปกติเป็น active ถึงที่สุดแล้วเขาจะขว้างแม่น เหมือนดั่งปาฏิหาริย์
     
       หรือว่าในการจัดดอกไม้ในแจกัน คน จัดจะต้องทำจิตให้ว่างจากความเห็นแก่ตัวกู หรือชื่อเสียงของกู ตลอดจนถึงโรงเรียนของกู หมู่คณะของกูเสียก่อนแล้วเสียบดอกไม้ด้วยจิตที่ว่างเปล่าและบริสุทธิ์ นั่นแหละคือสติปัญญาล้วนๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกูเจือปนอยู่ ก็จะได้แจกันที่สวยที่สุดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน นี่เขาถือว่าเป็นหลักของนิกายเซ็น
     
       ฉะนั้นขอให้สนใจในการที่จะทำอะไรหรือมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีตัวกู ของกู มันยิ่งจำเป็นมากสำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็กให้ทำงานฝีมือดีด้วยจิตใจที่ปกติ ไม่สั่นในระบบประสาท ไม่สั่นในระบบความนึกคิด หรือว่าเมื่อเด็กๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัวอยู่แล้วว่า จะต้องสอบได้แล้วจะไปมัวห่วงกลัวจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้จะไปกระโดดน้ำตาย เป็นต้น จะไปนึกทำไมว่านั่นเป็นเรื่องตัวกู ของกู เด็กคนนั้นจะต้องลืมสิ่งเหล่านั้นให้หมด แต่ถ้าเป็นการลืมแม้กระทั่งตัวเอง กับคำว่า "ลืมตัวเอง"คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก
     
       เด็กๆ ในขณะที่สอบไล่นั้นจะต้องลืมหมดแม้กระทั่งตัวเอง เหลืออยู่ในใจแต่ว่า โจทย์ปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะเป็นอย่างไร ถ้าจิตใจว่างจากตัวกู ว่างจากของกูแล้ว วิชาความรู้ต่างๆ ที่เคยสะสมมาตั้งแต่แรกเรียนนั้น จะกลับมาหาเราเอง ให้พวกเขาได้พบกับคำตอบอย่างถูกต้อง แต่ถ้าเขากลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกูของกูแล้ว แม้เขาจะเรียนมามากอย่างไร มันก็จะไม่กลับมาหา มันมีอาการเหมือนกับการลืมหรือนึกไม่ออกนั่นแหละ แล้วมันจะระส่ำระส่ายรวนเรไปหมด ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามได้
     
       ถ้าเด็กๆ สอบไล่ด้วยจิตที่ว่างเปล่า ผลการสอบออกมาจะได้ยิ่งกว่าการเป็นที่หนึ่งเสียอีก ฉะนั้นเขาจึงมีการสอนในเรื่องที่อย่าทำอะไรด้วยจิตที่สั่นระรัวด้วยตัวกู ของกู เพราะว่าการทำอย่างนั้น ยิ่งจะทำให้เร็วมันก็จะยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อของนิทานเรื่องนี้ที่ว่า "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" หรือไม่มันจะยิ่งทำไม่ได้เลย
     

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มองชีวิต..คิดขำ ๆ

มองชีวิต..คิดขำ ๆ

1. คู่ต่อสู้ ศัตรูที่เราแสนเกลียด บางครั้งเราต้องกอดมันไว้
ไม่ใช่เพราะรัก
ก็แค่..หนีบหมัด ไม่ให้มันต่อยเราถนัดเท่านั้นเอง

2. ไม่มีอะไรบังคับให้มนุษย์อ้าปากค้าง ได้นานเท่ากับหมอฟัน

3. ผู้หญิงดีๆ หาง่าย ขึ้นอยู่กับว่า
เรามีความดีพอที่จะดึงดูดเขามารึเปล่า

4. ถ้าเราสับสนในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไป
ให้ถามตัวเองว่า...สิ่งที่เราทำอยู่มันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นรึเปล่า

5. เมื่อเราโกรธ เกลียดใครสักคนมากๆ ให้บอกตัวเราเองว่า
อายุเราสั้นเกินกว่าจะอยู่ด้วยความเกลียดชัง

6. ทุกครั้งที่ดูหนังในต่างประเทศ จะรู้สึกเหมือนขาดทุน
เพราะเราไม่ได้ยืนถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ และ
เพลงสรรเสริญพระบารมี

7. วิธีเดียวที่จะแก้แค้นพวกอิจฉาริษยาได้คือ ทำงานดีๆ
ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป
ไฟอิจฉาจะยิ่งเพิ่มในใจเขา จนก่อสารมะเร็งขึ้นมาฆ่าเขาเอง

8. เอดส์ป้องกันได้ ถ้าไม่ไปตรวจ

9. ประโยชน์ของการอกหัก ทำให้ฟังเพลงเพราะขึ้น
ประโยชน์ของความโกรธ ทำให้เคี้ยวมะม่วงได้ละเอียดขึ้น

10. อย่าเชื่อ...ใครบอกว่าเขาไม่เคยลืมตัว
ถ้าคนๆ นั้นยังเคยลืมกินยาหลังอาหาร

11. ชีวิตคู่ คือการยอมรับความเฮงซวยของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด 





ขอบคุณทีมา

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความเห็นจากประสบการณ์ MNSHANG เรื่องโรงเรียนแคธอลิค (๒)

เรื่องความประพฤติที่เน้นกันมากในโรงเรียน คือ เรื่องของความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ และการแบ่งปัน  มีน้ำใจ  อันนี้เป็นสิ่งที่เขาปลูกฝังกันในโรงเรียนนี้ แทบจะเป็นพื้นฐานเลย ที่โรงเรียนจะมีการขอบริจาคเงินบ่อยๆ  ทั้งจากพ่อแม่   และจะมีกล่องให้บริจาคเงินกัน ทุกๆสัปดาห์   (ตอนนี้ก็อาจจะมีอยู่)  โรงเรียนจะส่งเสริมให้เด็กช่วยเหลือโรงเรียนในรูปแบบต่างๆ เช่น กิจกรรมการแสดง  การจัดสถานที่  การดูแลสถานที่  และอื่นๆ  ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกฝนเด็ก เรื่องจิตอาสา การช่วยเหลือสังคม  หากใครๆได้ใกล้ชิด มิสและซิสเตอร์  บราเดอร์แต่ละท่าน  จะทราบว่าท่านทั้งหลายก็ดำรงชีวิตของท่านมาเช่นนี้  เรียบง่าย เมตตา ช่วยเหลือสังคม  มีน้ำใจ มีจิตอาสา  ท่านถ่ายทอดพฤติกรรมเหล่านี้  สู่ลูกศิษย์ของท่าน  จะเห็นว่า เด็กแคธอลิค  จะมีพื้นฐานเรื่องเหล่านี้สูงมาก


อีกเรื่องที่ดิฉันสังเกต คือ เรื่องการกินง่าย อยู่ง่าย จำได้ว่า โรงเรียนทำอาหารกลางวันแบบเรียบง่าย และปริมาณไม่มาก  อาหารไม่ค่อยอร่อย  แต่เด็กๆก็ต้องกิน เพราะไม่ค่อยมีทางเลือก   ผลก็คือ  แม้อยู่บ้านจะเป็นคุณหนู คุณชาย แต่ก็ติดดินค่ะ   บางโรงเรียน  ให้นักเรียนล้างจานเอง  น้ำล้างชามคราบมันลอยละล่อง ดูน่ารังเกียจ  แต่ท่านอธิการิณี สอนว่า มือเราสกปรก เหม็นหรือเลอะ  เราก็ล้างออกได้  แต่ใจที่สกปรก  ล้างเท่าไหร่ ก็อาจจะไม่หมด   หัดล้างถ้วยชามล้างห้องน้ำให้ส่วนรวม   มันช่วยล้างใจของเราได้

เท่า ที่ดิฉันเรียนมา และเคยได้ยินมา มิสและผู้บริหารจะไม่ค่อยเน้นเรื่องการเรียน ยกเว้นเด็กคนนั้นจะการเรียนบกพร่องมากๆ  ก็จะเรียกมาคุย เพื่อให้เรียนให้ทันเพื่อนๆ แต่คนที่ได้คะแนนกลางๆ หรือพ้นมาตรฐาน ก็จะไม่มีปัญหา ท่านไม่มาเร่งให้เรียน หรือ เน้นติวอะไรมากมาย  กลัีบส่งเสริมให้ทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อฝึกทักษะอื่นๆแทน   (แน่นอนค่ะ บนความเรียบง่าย มัธยัสต์  ติดดิน)  แต่เรื่องการบ้านนี่เยอะจริงค่ะ  สมัยก่อน ดิฉันก็ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง  โดนไปหลายดอกเหมือนกัน  แต่ด้วยความที่พฤติกรรมดีเด่น  น้ำใจเป็นเลิศ  ครูก็ปล่อยๆ แกมเป็นห่วง กลัีวไม่มีที่เรียนต่อเหมือนกัน

หากได้เรียนโรงเรียนแคธอลิค  แม้เด็กจะเรียนแย่แค่ไหน  ก็ไม่ต้องกลัวไม่มีที่เรียน เพราะโรงเรียนไม่ค่อยทิ้งลูกศิษย์และรักลูกศิษย์มาก  มีแต่จะพยายามหาจุดเด่น  และส่งเสริมเด็กให้ดีที่สุด เท่าที่เด็กคนนั้นจะทำได้  ยกเว้นเด็กที่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมมากมาย  เช่นอบายมุข  เกเร  หรือ ติดยาเสพติด  โดดเรียน หรือผิดระเบียบหนักๆ  หรือบ่อยๆ   โรงเรียนก็อาจจะเรียกพ่อแม่มาคุย เพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยลูก หากพ่อแม่ไม่ให้ความร่วมมือ  ปล่อยปละละเลยลูก  โรงเรียนก็อาจจะพิจารณา ไม่ให้เด็กเรียนต่อไปค่ะ  อันนี้ไม่ใช่ความผิดของเด็ก  แต่เป็นเพราะทัศนคติของพ่อแม่ที่ไม่สามารถร่วมมือกับทางโรงเรียนได้

สรุป แล้ว จากประสบการณ์  พ่อแม่ที่คาดหวังเรื่องการเรียนเป็นเลิศ หรือดูแลลูกให้สุขสบาย มาตรฐานฝรั่ง โรงเรียนแคธอลิค อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่หวัง   แต่หากหวังเรื่องความประพฤติ  ความมีน้ำใจ เมตตา ก็เป็นไปไ้ด้ค่ะ ที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความเห็นจากประสบการณ์ MNSHANG เรื่องโรงเรียนแคธอลิค (๑)



 ภาพจากอินเตอร์เนต

เท่าที่อ่านคำถามในเวบบอร์ดเป็นระยะ  มีเพื่อนๆจำนวนมาก ก็อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับสังคม ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนในเครือแคธอลิค  แม้ว่าจะมีเพื่อนมาให้ข้อมูลจำนวนหนึ่ง  แต่ดิฉันก็ยังคิดว่า "บอกไม่หมด"  ทำให้ความชัดเจน เรื่องการเรียนการสอนของโรงเรียนแคธอลิค ยังคลาดเคลื่อนไม่ชัดเจน   และก็คงเหมือนๆกับข้อมูลโรงเรียนสาธิต  หรือ โรงเีรียนอื่นๆในเวบบอร์ด  ที่ก็บอกไม่หมด ซึ่งทำให้ผู้ปกครองไขว้เขว  บางคนคาดหวังมากเกินไป  ก็จะผิดหวังว่า  ไม่สมที่กับทุ่มเทไป   ที่แท้จริงแล้วก็ไม่เชิง แต่เป็นเพราะว่า  จินตนาการของมนุษย์มันมักจะคาดหวังอะไรที่เกินพอดี

จากการที่ิดิฉันเติบโตในโรงเรียนแคธอลิค  และมีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงที่ส่งลูกหลาน เข้าเรียนโรงเรียนในเครือแคธอลิคไม่ขาดสาย  จากรุ่นสู่รุ่น  ทำให้ดิฉันได้รับทราบเรื่องราว  วิธีการเรียน การอบรมของโรงเรียนในเครือแคธอลิคมาเป็นระยะ  ไม่เคยว่างเว้น   แทบจะยืนยันได้ว่า ระบบการบริหารที่แข็งแกร่งของบราเดอร์  หรือ คณะแม่ชี ของโรงเรียนแคธอลิคนั้น  ไม่เคยหย่อนยานลงเลย  โรงเรียนในเครือแคธอลิค มีความเข้มงวดกับพฤติกรรม  ความประพฤติของนักเรียนชนิดเป็นเลิศมาโดยตลอด   การอบรมกุลบุตร  กุลสตรีที่เป็นศิษย์นั้น ถือว่ามาเป็นอันดับหนึ่ง  สำคัญกว่า  การเรียนตำรา

พ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนแคธอลิคที่ มีค่าเล่าเรียนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ  อาจจะคาดหวังเรื่องของ ความเป็นอยู่ที่สุขสบายของลูกหลาน  แต่ที่แท้จริงแล้ว เท่าที่สัมผัสมา นโยบายของโรงเรียนในเครือแคธอลิค ทั้งหญิงและชาย จะสอนเด็กๆให้ประหยัด มัธยัสต์มาก   ในโรงเรียนมีภารโรงไม่กี่คน  อุปกรณ์  ห้องน้ำ สนามกีฬา  เครื่องกีฬา  จำนวนจะจำกัดมาก  ต้องแบ่งปันกัน  ผลัดกันเล่น  มีหลายคนย้ายลูกออก เพราะโรงเรียนแออัด  และห้องน้ำไม่พอใช้ และมีกลิ่นไม่สะอาด  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  หากเทียบกัน ก็ยังถือว่า ไม่ได้เลวร้ายหากเทียบกับโรงเรียนรัฐบาลหลายๆแห่ง   แต่เป็นเพราะครอบครัวที่มาเรียน มักจะมีอันจะกิน  เด็กๆจึงไม่เคยชินกับความไม่สะดวก

ผู้บริหารในเครือแคธอลิค ต้องมีการโยกย้ายเป็นประจำ  เกือบทุกๆสาม ถึงสี่ปี  โดยย้ายเวียนไปทุกโรงเรียนในเครือทั้งใน และต่างจังหวัด   แม้ว่าจะย้ายอย่างไร  การเรียนการสอน  และระเบียบวินัยก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หากจะเปลี่ยนก็น้อยมาก ทำให้มีความคงที่เรื่องคุณภาพการเรียนการสอนเสมอต้นเสมอปลาย    ที่สำคัญ คือ ผู้บริหารของโรงเรียนจะไม่ค่อยหวั่นไหวต่ออารมณ์ และความคิดเห็นของผู้ปกครอง   โรงเรียนแคธอลิคจะมีความมั่นคงเรื่องนโยบาย และหลักสูตร วิธีการสอน ที่ค่อนข้างจะมั่นคง ดิฉันเคยได้รับฟังจากหลายๆคนที่ไม่พอใจระบบการเรียนการสอนของโรงเรียน ที่การบ้านมากมาย หรือ เข้มงวดเรื่องระเบียบมาก  ก็จะไปหารือ  หรือต่อว่า ร้องเรียนผู้บริหาร  แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  และสุดท้ายเมื่อเด็ก และผู้ปกครองปรับตัวเข้ากับนโยบายโรงเรียนไม่ได้  ก็ต้องพาลูกย้ายโรงเรียนไป

เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องทีไ่ม่ดี  เพราะการที่โรงเีรียนในกลุ่มแคธอลิค รักษาชื่อเสียง เป็นอันดับต้นๆของประเทศมาเป็นเวลายาวนาน ก็เพราะการแข็งแกร่งของคณะบราเดอร์ และคณะแม่ชีมาเป็นเช่นนี้   และทำให้มาตรฐานของโรงเรียนในเครือทั้งหมด จะไม่ค่อยต่างกันมากนัก แม้ว่าจะมีโรงเรียนในเครือที่ดังๆ อยู่ไม่กี่โรงเรียน  อาจจะเป็นเพราะโรงเรียนดังๆในเมือง  เป็นที่ๆพ่อแม่ที่มีชื่อเสียง ส่งลูกหลานมาเรียนต่อๆกันมา หลายยุคก็เป็นได้



เดี๋ยวมาต่อ

การเลือกโรงเรียนของลูกตามแบบMNSHANG (๖)


รูปจากอินเตอร์เนต

ดรุณสิกขาลัย เป็นหนึ่งสองโรงเรียนที่ดิฉันชื่นชอบมานาน ยิ่งมีลูกชายสองคน ดิฉันยิ่งรู้สึกว่าโรงเรียนนี้เหมาะกับเด็กผู้ชาย เป็นอย่างยิ่ง เด็กๆถูกฝึกให้คิดค้นคว้าแบบวิทยาศาสตร์ เรียนตามความสนใจ และเรียนกันเป็นทีม ซึ่งแนวทางนี้ ค่อนข้างจะตรงกับความชอบส่วนตัว จากการที่ดิฉันได้ศึกษาและเขียนกระทู้ เืรื่อง "แค่เก่ง...ไม่พอ Talent is Never Enough " ดิฉันมีความเชื่อเรื่องการฝึกเด็กให้ทำงานเป็นทีม รู้จักทักษะของการสื่อสาร การแสดงความคิดเห็นให้เป็นรูปธรรม การทำMindmapping ร่วมทั้งเรียนรู้สิ่งที่ตนเองสนใจให้ถ่องแท้ ดิฉันจึงพิจารณาว่า การศึกษาแบบดรุณสิกขาลัย เท่าที่อ่านเท่าที่ฟัง น่าจะตอบโจทย์ได้หลายๆเรื่อง การเรียนการสอนที่สอนเด็กค้นคว้า การใช้ภาษาอังกฤษ การใช้ไอที เป็นต้น แต่เท่าที่พูดคุยกับพ่อแม่หลายๆท่าน ประเด็นหลักๆที่ไม่ส่งลูกเข้าที่นี่ มาจากความไม่มั่นใจหลายๆอย่าง กล่าวคือ โรงเรียนยังไม่มีเด็กที่เรียนจบให้เ็ห็นชัดๆ ว่าสามารถเรียนต่อขั้นมหาวิทยาลัยดังๆ หรือประสบความสำเร็จในอาชีพการงานหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ ก็เห็นใจโรงเรียน เพราะการสร้างนักเรียนแต่ละรุ่นต้องใช้เวลาหลายปี กาลเวลาและผลงานการศึกษาของนักเรียนจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพของหลักสูตร และการบริหารโรงเรียน

อีกประการหนึ่ง คือ เรื่องค่าเล่าเรียนที่สูงมาก คือ หลักสูตรแพงระดับการเรียนแบบอินเตอร์ ระดับกลางๆ คือ เฉลี่ยปีละกว่า ๓ แสนในระดับประถม หากผู้ปกครองยอมจ่ายค่าเล่าเรียนกันขนาดนี้ ก็มักจะพาไปเลือกเรียนอินเตอร์กันมากกว่า แต่ดิฉันก็เห็นใจ เพราะระบบการเรียนแบบนี้ ต้องมีต้นทุนสูง จำนวนนักเรียนต่อห้องน้อยๆ เรื่องไอที เรื่องของห้องสมุด รวมทั้งคุณภาพครู ที่ต้องมีความสามารถสูงมาก สามารถชี้แนะเด็กๆได้ อันนี้เป็นประเด็นที่ดิฉันยังไม่มั่นใจ เมืองไทยของเรา มีปัญหาเรื่องคุณภาพครู ไม่ว่าจะเป็นครูไทย หรือต่างประเทศ จะเขียนหลักสูตรให้เลิศหรู ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ทำได้ตามที่ประกาศหรือไม่ อันนี้สำคัญ เท่าที่ทราบ โรงเรียนนี้มีจำนวนนักเรียนไม่มาก และมีผู้ปกครองที่มีศักยภาพ ทั้งทางด้านการเงิน และการใส่ใจลูกเรื่องการเรียนรู้ เป็นโรงเรียนที่น่าสนใจ จากการศึกษา คิดว่า เด็กๆที่เรียนโรงเรียนนี้ มีไม่มีคนที่จะต่อจนถึงระดับสูง ส่วนมากจะย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศ ในระดับมัธยม เพราะครอบครัวมีศักยภาพ และเมื่อเด็กโตพอที่จะช่วยตัวเองได้ ผู้ปกครองก็มักจะส่งไปเรียนที่ต่างประเทศ เพื่อฝึกฝนการดูแลตัวเอง

สรุปแล้ว การที่จะทำโรงเรียนดีๆ สมบูรณ์แบบที่จะฝึกเด็กๆได้รอบด้านนั้น มีต้นทุนสูง และมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น เรื่องบุคลากร สถานที่ และอุปกรณ์การเรียนการสอน การเีรียนโรงเรียนที่สมบูรณ์แบบมีค่าใช้จ่ายสูง และหลายๆครั้งก็สูงเกินความจำเป็น หากยอมเสียเงินกันหนักขนาดนี้ ก็อาจจะต้องแลกมาซึ่งความไม่สมดุลของครอบครัว เช่น พ่อแม่อาจจะต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินจำนวนมากมาส่งลูกจนจบ เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องยาวไกล ไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี หากวางแผนไม่ดี อาจจะมีปัญหากับครอบครัวได้ อีกทั้งโรงเรียนดีๆ อาจอยู่ไกลบ้าน ต้องเดินทางฝ่ารถติด เสียเวลา เสียสุขภาพจิต เด็กๆและพ่อแม่หลายๆคนไม่ได้มีโอกาสรับประทานอาหารเช้า เพราะต้องออกเดินทางแต่เช้ามืดเพื่อให้ทันโรงเรียน ทันไปทำงาน อาหารเช้า มีความสำคัญกับการพัฒนาสมองเด็ก และผู้ใหญ่ เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญตลอดวันของมนุษย์เรา การอดอาหารเช้า ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อการศึกษาและสุขภาพ

แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ยังมีทางเลือกทีเ่ป็นไปได้อีกทางหนึ่ง คือ การเรียนแบบโฮมสคูล ออกแบบตามใจดิฉัน และออกแบบตามแบบที่เหมาะกับลูกแต่ละคน แทนที่เราจะเสียค่าเล่าเรียนที่แพงมหาโหด เราเอาเงินเหล่านี้ มาซื้อคอมพิวเตอร์ หนังสือ หรือพาลูกไปท่องเที่ยวดูของจริง ทั้งในและต่างประเทศ เราสอนลูกด้วยตัวเอง จัดเวลาให้สมดุล ให้ลูกมีเวลาออกกำลังกาย ให้ลูกมีเวลาเล่นดนตรี ทำงานศิลปะ หรือ เรียนหมากล้อม อ่านหนังสือ ฝึก Mindmap เขียนรายงาน เขียนไดอารี่ ทั้งไทยและอังกฤษ และฝึกเรื่องทักษะรอบตัว การช่วยเหลือตัวเอง และทำงานสังคม ช่วยเหลือคนอื่น

ที่จริงแล้วมีไม่กี่ครอบครัวที่ทำได้ เพราะการทำโฮมสคูลต้องอาศัยความพร้อมหลายอย่าง เช่น พ่อแม่ต้องมีความรู้ มีความสามารถพอที่จะสอน และนำลูกๆได้ และต้องมีเวลาพอ ไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้หรืองานประจำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ทำให้พ่อแม่หลายๆคนก็ต้องคิดหนักๆ หน้าที่การงาน รายได้ การแข่งขันของธุรกิจ ทำให้หลายๆคนปล่อยวางได้ยาก

ที่จริงแล้วเรื่องการเรียนโฮมสคูลก็มีจุดอ่อนเช่นกัน สำหรับดิฉัน กล่าวคือ ดิฉันอยากให้ลูกได้ฝึกพูดหน้าชั้น การทำ Presentation รู้จักการโต้วาที เพราะหน้าที่การงานของดิฉัน และสามี ล้วนแต่ต้องใช้ทักษะเหล่านี้ การเรียนโฮมสคูล ทำให้เด็กๆไม่มีโอกาสพูดต่อหน้าคนหมู่มาก ขาดโอกาสที่จะฝึกเรื่องนี้ และไม่มีโอกาสที่จะรับรู้ความรู้สึกที่ถูกต่อต้าน ความเ็ห็นต่าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์ เราต้องฝึกเด็กให้รู้จักรับฟัง และมีความสามารถในการโน้มน้าว โต้แย้ง แก้ข้อกล่าวหา หรือการยอมรับความเห็นต่าง

เรื่องการสอบเทียบ การยอมรับของผลการเรียนของโฮมสคูล ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะในอเมริกา ออสเตรเลีย มีการเรียนในระบบนี้จำนวนมาก มีหลักสูตรออนไลน์ มีการสอบวัดระดับ เราอาจจะพาลูกไปสอบปีละครั้ง หรือสอบออนไลน์ ก็ได้ ผลก็เป็นที่ยอมรับในสถาบันต่างๆ แต่เด็กๆก็อาจจะขาดโอกาสที่จะเรียนมหาวิทยาลัย Top 10 Top 100 เพราะไม่แน่ใจว่าผลจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ แต่ปกติมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ดูส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ผลการสอบ SAT ที่เราไปสอบได้ รวมทั้งจดหมาย หรือรายงานที่ต้องเขียนเพื่อการสมัคร แม้แต่เด็กเรียนระบบปกติ ก็เข้ายากเช่นกัน

ดิฉันจึงตั้งใจว่า คงจะต้องยอมรับโรงเรียนใด โรงเรียนหนึ่งในกรุงเทพ ที่ค่าใช้จ่ายพอประมาณ อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เข้มงวดกวดขันเรื่องการเรียน ดิฉันจะได้มีโอกาสทำโฮมสคูลให้ลูกในส่วนที่ขาดไป หากเรียนไปสักระยะหนึ่ง ดูหน่วยก้านของลูก หากไม่เหมาะสม ก็จะทำโฮมสคูลในระดับประถมไปเลย เก็บเงินส่งลูกเรียนต่างประเทศ หรือโรงเรียนดีๆ ในระดับมัธยม หรือมหาวิทยาลัยจะดีกว่า

การเลือกโรงเรียนของลูกตามแบบMNSHANG (๕)


รูปจากอินเตอร์เนต

ทางเลือกอีกทางหนึ่งของดิฉันคือ โรงเรียนแนวทางเลือก ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ยิ่งลูกยังเล็กทางเลือกจะยิ่งมาก มีหลายโรงเรียนที่เรียกว่าโรงเรียนแนวบูรณาการ มีหลายระบบ หลากทฤษฎี เช่น

วอลดอร์ฟ เช่น ปัญโญทัย รุ่งอรุณ หรือ แสนสนุกไตรทักษะ
มอนเตสเซอรี่
วิถีพุุทธ เช่น โรงเรียนทอสี หรือสยามสามไตร วรรณสว่างจิต
พหุปัญญา เช่น เพลินพัฒนา
Project Approach : เช่น ดรุณสิกขาลัย
เรกจิโอ เอมิเลีย
นีโอฮิวแมนนิสต์ เช่น สัตยาไส โรงเรียนอมาตยกุล

แต่สำหรับดิฉันนั้น มีข้อจำกัดคือเรื่องการเดินทาง และโรงเรียนที่ดิฉันสนใจ จะต้องเป็นแนวที่ลูกๆสามารถเรียนต่อเนื่องได้จนจบชั้นประถมปลาย เป็นอย่างน้อย ดังนั้นโรงเรียนที่เป็นบูรณาการแค่ระดับอนุบาล หรือ มีเส้นทางเดินทางที่ำไกล หรือรถติดจึงไม่ใช่ทางเลือกของดิฉัน

โรงเรียนในกลุ่มทางเลือกที่ดิฉันสนใจ ก็คือ เพลินพัฒนา ปัญโญทัย แสนสนุกไตรทักษะ หรือแม้แต่สัตยาไส อมาตยกุล แต่ไกลเกินฝัน เพราะไกลเหลือเกิน ทางเลือกของดิฉันจึงเหลือเพียงไม่กี่โรงเรียน คือ รุ่งอรุณ วรรณสว่างจิต ดรุณสิกขาลัย และพระแม่มารีสาทร ซึ่งมีหลักสูตรมอนเตสเซอรี่ เป็นหลักสูตรเสริม

ในโรงเรียนพระแม่มารีสาทรนั้น ดูเหมือนจะเป็นแนวผสมผสาน เพราะต้องจ่ายค่าเรียนมอนเตสเซอรี่ต่างหาก หากต้องการจะเรียน ในพระแม่มารีสาทรนั้นมีหลักสูตร EP ด้วย โรงเรียนใหญ่ มีสระว่ายน้ำ และมีสนามกีฬา สถานที่กว้างขวางมาก แถมมีหอพักรับนักเรียนประจำ ตั้งแต่ ประถมหนึ่ง ถึงมัธยมหก มีหลักสูตรธรรมดา EP และมีแบบเสริมมอนเตสเซอรี่ ที่สำคัญคือ อยู่ในเมือง คือตั้งอยู่ที่ถนนจันทน์สะพานสาม ไม่ไกลจากสาทร สีลม และค่าเล่าเรียนไม่แพง กล่างคือหลักสูตร EP เพียงเทอมละ สามหมื่นต้นๆ

ดิฉันได้มีโอกาสไปชมโรงเรียน เมื่อไม่นานมานี้ โรงเรียนใหญ่มากค่ะ และการเดินทางสะดวก มีทางเข้าออกทั้งทางสาธุประดิษฐ์และถนนจันทน์ เด็กๆมีทั้งเด็กเล็กอนุบาล ถึงมัธยมหก แม้โรงเรียน ตึกต่างๆจะดูเก่า เพราะไม่ได้ทาสีใหม่ แต่ก็ดูแข็งแรง โรงเรียนสะอาดสะอ้าน ดูมีระเบียบ แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของระเบียบวินัยได้ดี และแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียนที่มีความเรียบง่าย ประหยัดมัธยัสต์ เน้นคุณภาพ มากกว่าความสวยงามภายนอก เท่าที่ศึกษาจากความเห็นในเวบบอร์ด ถือว่า เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ และค่าเทอมไม่แพง เพราะเป็นโรงเรียนของศาสนาคริสต์ ที่ไม่แสวงผลกำไร เน้นหนักเรื่องการสร้างเด็กมากกว่า อันนี้เชียร์ตรงๆเลย

แต่ดิฉันก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกโรงเรียนนี้หรือไม่ แม้จะค่อนข้างตรงความต้องการหลายอย่าง เช่น ค่าเทอมที่เหมาะสม มีการเรียน EP มีการเรียนแบบมอนเตสเซอรี่ เดินทางไม่ไกล ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ดิฉันต้องการสังเกต เช่นตัวของเด็กนักเรียน สังคมครอบครัวของเด็กๆ การให้ความร่วมมือของครู และผู้บริหารและผู้ปกครอง รวมทั้งจำนวนนักเรียนต่อห้อง เพราะการเรียนในแนวทางเลือกนี้ จำนวนนักเรียนต่อห้องต้องน้อยค่ะ และต้องมีการร่วมมือระหว่างครู ผู้บริหารและผู้ปกครองสูง หากเป็นโรงเรียนแนววิชาการ เน้นสอนตามตำรา ท่องจำ จำนวนนักเรียนต่อห้อง จะมาก เพราะสอนแบบเหมาโหล เรืองโรงเรียนของลูกนี่ ต้องดูกันลึกซึ้ง ลูกเป็นของรักของเรา จะปลูกฝังลูกในที่ใด ต้องแน่ใจว่า ที่นั้นเหมาะสมที่สุด

อันที่จริงแล้ว โรงเรียนในย่านนี้มีโรงเรียนดีๆ และประวัติยาวนานหลายแห่ง เช่น พระแม่มารีสาธุประดิษฐ์ เปรมฤดีศึกษา แม้กระทั่งโรงเรียนของรัฐหรือสังกัดกทม. ก็ไม่เลวเลย เช่น โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ ดิฉันมีคนที่ใกล้ชิด ทำงานตำแหน่งสูงในแวดวงการเงิน การแพทย์ ก็ส่งลูกเรียนที่นี่จนจบชั้นประถมหก ปัจจุบันเด็กๆเรียนจนจบปริญญาโทจากต่างประเทศ ได้ทุนไปด้วย เป็นเด็กที่มีพฤติกรรมดี และมีความสามารถ เพราะโรงเรียนในวัยเด็กนั้น อบรมเด็กมาดีมาก และพ่อแม่ก็มีเวลาให้ลูกๆ ไม่ต้องทำงานหนัก ค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษาลูกไม่สูงมาก ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องเหนื่อยเกินเหตุ มีเพื่อนๆหลายคน ตอนนี้ทำงานทำการทำแหน่งสูงในองค์กรหลายแห่ง พื้นฐานวัยเด็ก ก็จบเปรมฤดีศึกษา พระแม่มารีมาเช่นกัน เรียกว่าไม่แพ้เด็กที่จบมาจากโรงเรียนดังๆ

จากการสรรหาศึกษาข้อมูลโรงเรียนในกรุงเทพให้ลูกๆ พบว่าแต่ละเขตก็มีโรงเรียนดีๆนะคะ ไม่ใช่แต่ในเมือง แถวชานเมือง โรงเรียนดีๆก็มาก เช่น ย่านพระโขนง พัฒนาการ อุดมสุข ศรีนครินทร์ มีทั้งโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนแนวทางเลือก โรงเรียนแนววิชาการไม่น้อย ดิฉันคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไปที่เราจะต้องมาแข่งขันกันสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ไม่กี่แห่งกลางกรุง แบบสมับโบราณ การจราจรที่ติดขัด การแข่งขันที่เกินความจำเป็น ทำให้เด็กๆเสียเวลาไปกับการเรียนที่เกินความจำเป็น เสียเวลากับการเดินทาง แทนที่จะมีเวลาไปออกกำลังกาย ฝึกทักษะด้านอื่นๆ ฝึกหัดทำงานบ้าน ช่วยเหลือพ่อแม่ในด้านอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นวิถีการเรียนรู้ที่สำคัญไม่แพ้ การศึกษาในโรงเรียน

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเลือกโรงเรียนของลูกตามแบบMNSHANG (๔)


ภาพจากอินเตอร์เนต

มาดูเรื่องระบบการเรียนการสอนของสารสาร์สเอกตราบ้าง เท่าที่อ่านดูพบว่า การเรียนการสอนของสารสาร์สเอกตราในช่วงอนุบาลถึงประถมสองนั้น จะเน้นภาษาอังกฤษมากว่าภาษาไทย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เกือบจะใกล้เคียงกับโรงเรียนอินเตอร์กันเลยทีเดียว และในประถมหนึ่งและสองก็ยังมีสัดส่วนการเรียนภาษาไทยมากขึ้นเรื่อยๆ จนในชั้นประถมปลายจะเรียนแบบ Bi-lingual คือเรียนแบบครึ่งต่อครึ่ง เมื่อมาถึงชั้นมัธยมก็จะเน้นภาษาอังกฤษมากขึ้นอีกครั้ง คือสัดส่วน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นมัธยมสามและหก ที่เด็กๆต้องเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน ก็จะเรียนเน้นภาษาไทยต่อไป คือ ครึ่งต่อครึ่ง


หากดูจากการออกแบบสารสาร์สเอกตราแล้ว ดิฉันเองก็ยังไม่ถูกใจนัก เพราะดูเหมือนว่าจะยังโดนบังคับเรื่องการแข่งขันของระบบการศึกษาไทยอยู่ดี แต่ก็เข้าใจได้ เพราะผู้ปกครองมีหลายแบบ หลายๆคนก็ต้องการที่จะส่งลูกไปเรียนต่อโรงเรียนชั้นนำของประเทศ ในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะผู้ที่เน้นสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม แพทย์ ก็มักจะย้ายลูกไปสอบเข้าโรงเรียนของรัฐในระดับนี้ เพื่อมีโอกาสในการสอบเข้าสถาบันดีๆในอนาคต สารสาร์สก็คงจำเป็นต้องปรับหลักสูตรเพื่อรองรับความต้องการของผปค.ในกลุ่มนั้น แต่ในกลุ่มผปค.ที่คาดหวังเรื่องภาษา จะ่ส่งลูกไปเรียนตปท. ก็คงต้องปรับตัว พบกันครึ่งทาง

สิ่งที่ดิฉันไม่ชอบมากที่สุด เกี่ยวกับสารสาร์สเอกตรา คือ เรื่องของสถานที่ทีคับแคบ เพราะอยู่ในเมือง เท่าที่ดูแผนกเด็ก แทบจะไม่มีสนามเด็กเล่น หรือเครื่องเล่นเด็กเลย ไม่ทราบว่าเด็กๆจะได้ออกกำลังกายกันบ้างหรือเปล่า และดิฉันก็ไม่ค่อยประทับใจกับเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ในเวียดนามนี่ ถือว่าบริการแย่มากๆ เมืองไทยของเราเป็นสวรรค์ของการบริการ ที่ประทับใจระดับโลก แต่ ทำไมบริการของเจ้าหน้าที่โรงเรียนนี้ และเวียดนามจึงกลับตารปัตก็ไม่ทราบ ต้องปรับปรุงอย่างแรง อีกประการหนึ่ง คือ ไม่มีการพาชมโรงเรียน ไม่อนุญาตให้ดูการเรียนการสอน อันนี้ก็ไม่เวิร์ค ที่เวียดนามเราสามารถดูได้ทุกเวลา ทะลุปรุโปร่ง มีเจ้าหน้าที่พาชม สิ่งที่ดิฉันคิดคือ คงต้องดูผู้บริหารโรงเรียน ครูใหญ่ และครูว่า เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองหารือ เข้าพบหรือไม่ การพัฒนาเด็กแต่ละคน การเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร พบปะหารือกันแบบไม่เป็นทางการ จะสามารถช่วยพัฒนาเด็กๆได้มาก

ส่วนสารสาร์ทพิทยานั้น เท่าที่อ่านดู คาดว่าคงจะคล้ายๆกับสารสาร์ทวิเทศ คือเีรียนไทย และอังกฤษในสัดส่วนที่เท่ากัน และเน้นทางด้านวิชาการ โรงเรียนนี้ เป็นโรงเรียนแรกในกลุ่มโรงเรียนสารสาร์ท และเป็นต้นแบบของหลักสูตร สองภาษาในประเทศไทย ซึงนำมาใช้ในหลักสูตร สารสาร์ทเอกตราในเวลาต่อมา เท่าที่เคยอ่านจากความเห็นของผู้ปกครองท่านอื่น จะพูดกันว่า หลักสูตรสองภาษาของสารสาร์ทพิทยาจะดีกว่า สารสาร์ืทเอกตรา ดิฉันเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะในการเรียนระดับประถมสาม ถึงหก ของสารสาร์ทเอกตรานั้น จะเรียนภาษาไทย เท่าๆกับภาษาอังกฤษ เหมือนกับสารสาร์ทพิทยา แต่ หลักสูตรด้านวิชาการของสารสาร์ทจะเข้มข้นกว่า เพราะสารสาร์ทพิทยาเป็นโรงเรียนที่เน้นวิชาการ ในขณะที่เอกตรานั้น มีจุดเด่นเรื่องภาษา และการเรียนที่ยืดหยุ่นกว่า แบบกึ่งๆอินเตอร์

หากเทียบแล้ว ดิฉันคิดว่าหลักสูตร Bi-lingual ของสารสาร์ทพิทยาคงคล้ายๆเครือแคธอลิคคือ เน้นวิชาการ และเรียนแบบไทย และอังกฤษ คงหนักประมาณนั้น ดิฉันเองก็ยังสงสัยว่าหลักสูตร EP หรือ พวก Bi-lingual นี่ใช่ทางเลือกของดิฉันหรือเปล่า เพราะไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ค่าใช้จ่ายพอไหว แต่สงสัยเรื่องการเรียนการสอน

การเลือกโรงเรียนของลูกตามแบบMNSHANG (๓)


ทางเลือกที่สามที่มี คือ โรงเรียนแบบ EP หรือ พวก Bi-lingual

เนื่องจากลูกสองคนเรียนมาแบบนานาชาติ การเีรียนแบบ EP หรือ Bi-lingual จะช่วยลูกได้มากกว่า เพราะลูกได้ภาษาอังกฤษมาก่อน แต่ด้วยการที่ครอบครัวใช้ภาษาไทยมาตลอดที่อยู่ในเวียดนาม ทำให้ลูกฟังและพูดภาษาไทยได้คล่อง

แต่ดิฉันก็กังวลเรื่องการเีรียนระบบ EP ในประเทศไทย เพราะเท่าที่ติดตามดูปัญหาที่เพื่อนๆพ่อแม่คุยกันในหน้าเวบบอร์ดมาหลายปี การเรียนระบบ EP ของไทยมีปัญหาหลายอย่าง โรงเรียนชื่อดัง เช่น อัสสัมชัญ เซ็นต์โยเซฟ กรุงเทพคริสเตียน ล้วนแต่มี EP ด้วยกันทั้งสิ้น แต่การเรียนในระบบ EP ของโรงเรียนเหล่านี้จะค่อนข้างหนัก เพราะโรงเรียนในเครือแคธอลิค หรือคริสเตียน มีชื่อเสียงด้านวิชาการแข็งแกร่ง จึงผสมความแข็งแกร่งด้านวิชาการ เรียนทั้งแบบไทย และอังกฤษ การเรียนนั้นหนักมากเป็นสองเ่ท่า ดิฉันเคยเจอคนรู้จักหลายคนที่ส่งลูกเรียน EP โรงเรียนดังๆเหล่านี้ หลายๆคนสุดท้าย ต้องโบกมือลา พาลูกไปเรียนอินเตอร์แท้ๆไปเลย เพราะ การบ้านเยอะมาก งานเยอะ ท่องเยอะ และเข้มงวดมาก เด็กๆประสบปัญหา โดนกรอบการเรียนการสอน แบบท่องจำของกระทรวงด้วย เพราะต้องสอบ O-net, NT เช่นกัน จึงต้องรักษามาตรฐานชื่อเสียงของโรงเรียนไว้ ประกอบกับ ต้องเรียนเป็นอังกฤษแบบ English Program เด็กๆจึงเจองานหนักมาก

ปัจจุบันมีโรงเรียนจำนวนมาก หันมาเปิด EP เพราะเรียกค่าเล่าเรียนได้สูง แม้แต่โรงเรียนในเครือสาธิตก็มี EP เช่นกัน แต่โรงเรียน EP ใหม่ๆก็ล้วนแต่ประสบปัญหาเรื่องการบริหารบุคลากรและหลักสูตร เช่นกัน ค่าเล่าเรียนแบบ EP ถือว่าแพงรองลงมาจาก โรงเรียนนานาชาติ ระดับล่างๆ แต่โรงเรียนดีๆ ก็จะหาบุคลากรที่ดีได้ไม่ยาก ยิ่งโรงเรียนที่มีประสบการณ์เรื่อง EP มานาน ผ่านร้อนผ่านหนาว ก็พอจะแก้ปัญหาได้ ณ ระดับหนึ่ง ดิฉันจึงต้องมาศึกษาหลายละเอียดเรื่องโรงเรียน EP ที่เข้าข่ายนี้ เพื่่อเฟ้นหาโรงเรียนที่เหมาะสม และใกล้บ้านให้ลูกๆ กลุ่มสารสาร์ส และโรงเรียนในกลุ่มพระแม่มารี ก็เป็นทางเลือกในกลุ่มนี้ที่ดิฉันสนใจ เพราะใกล้บ้าน และประวัติของโรงเรียนที่ยาวนาน พอเห็นผลงานของเด็กๆที่เรียนจบออกมาแล้ว

โรงเรียนในกลุ่มสารสาร์สนั้น มีหลายโรงเรียน ซึ่งออกจะสับสนว่าต่างกันอย่างไร เช่น สารสาร์สพิทยา สารสาร์สเอกตรา สารสาร์สนวิเทศ พอศึกษาดู เข้าใจว่า สารสาร์สนวิเทศ นั้นเป็นสารสาร์สที่ออกนอกเมือง มีพื้นที่ในการเรียนการสอนกว้างขวาง เท่าที่ดู จะขยายไปสี่มุมเมืองและในเมืองใหญ่ๆ มีสระว่ายน้ำ มีสนามกีฬา ค่อนข้างครบครัน สอนแบบ Bi-Lingual เคยคุยกับพ่อแม่หลายคน และอ่านจากกระทู้ต่างๆ พบว่า ภาษาก็ใช้ได้ แต่ไม่แข็งแกร่งมากนัก ไม่เหมือนการเรียนแบบเอกตรา เพราะเน้นไทย เท่าๆกับอังกฤษ แต่เด็กๆก็น่าจะได้รับการพัฒนาทั้งร่างกาย และการศึกษาไปพร้อมกัน เพราะสถานที่พร้อม การที่สารสาร์สขยายโรงเรียนออกไปนอกเมือง ก็ทำให้มีปัญหาเรื่องครูต่างชาติเช่นกัน เพราะจะหาคนต่างชาติที่พร้อมไปอยู่ที่ไกลเมืองก็ไม่ใช่ง่าย อ่านๆดู ดูเหมือนจะมีปัญหาถูกบ่นเรื่องครูต่างชาติ และภาษาที่ไม่เก่งไปกว่า โรงเรียนแคธอลิคธรรมดาสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม สารสาร์สนวิเทศ ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของดิฉัน เพราะบ้านของดิฉันอยู่ในเมือง

การเลือกโรงเรียนของลูกตามแบบMNSHANG (๒)



ภาพจากอินเตอร์เนต

ทางเลือกที่ดิฉันมีคือ โรงเรียนนานาชาติ ซึงก็ต้องเลือกอย่างระมัดระวังเช่นกัน เพราะในการเรียนการสอนแบบโรงเีรียนนานาชาตินั้น มีหลายระบบ หลายราคา และหลากคุณภาพ ที่สำคัญคือเืรื่องของสังคมของเด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติ ที่อาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกๆได้ เรื่องแบบนี้ ดิฉันไม่สามารถเขียนอย่างตรงไปตรงมาได้บนหน้าเวบบอร์ด เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพ่อแม่หลายๆท่าน แต่เขียนในเวบบล็อกส่วนตัว เป็นความเห็นส่วนตัว เขียนได้ง่ายกว่า

ตอนที่อยู่ในเวียดนาม ดิฉันก็เผชิญกับการตัดสินใจที่คล้ายๆกัน โรงเรียนนานาชาติ ที่สอนในระบบ IB (International Baccalaureate) นั้น เป็นหลักสูตรที่เขาว่ากันว่าดีที่สุดในตอนนี้ แต่ค่าเล่าเรียนก็แพงที่สุดเช่นกัน คือปีละ 4-5 แสนบาท เพราะเท่าที่ดู โรงเรียนที่ใช้หลักสูตรนี้ ต้องมีมาตรฐานเรื่องบุคลากร และสถานที่หลายๆอย่างที่ต้องเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ แน่นอน เด็กๆที่เรียนในโรงเรียนนี้ จะเป็นเด็กมาจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น หรือ ประเทศที่มีรายได้ รวมทั้งเด็กไทยที่มาจากครอบครัวฐานะดี เด็กๆที่มาเรียนในระบบนี้ ก็จะมีบุคลิกนิสัยแบบนานาชาติ หากครอบครัวยังคิดจะให้เด็กๆเติบโตแบบเอเชีย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ ระบบนี้อาจจะไม่เหมาะ ดิฉันเคยคิดที่จะส่งน้องแชงเรียนโรงเรียนแบบนี้ที่เวียดนาม แต่พิจารณาจากนิสัย พฤติกรรมของเด็กๆในโรงเรียนที่เฝ้าดู รู้สึกไม่ถูกใจ แม้การเรียนการสอนจะดีเลิศ อุปกรณ์จะดีเด่น เรียนสนุก แต่เด็กๆมีความเป็นฝรั่งมากเกินไป แต่หากเราคิดว่า อนาคตของลูกไม่ต้องอยู่เอเชีย และจะ Go Inter โรงเรียนแนวนี้ก็ถือว่า เหมาะสม เพราะเด็กที่เรียนแนวนี้ มักจะได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยดังๆทั่วโลก เพราะผลการเรียนถือว่าไ้ด้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับให้เรียนต่อได้ โดยไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเรียนมาจาก IB ที่ใดๆในโลกนี้

โรงเรียนนานาชาติระดับกลางๆ ของเมืองไทย เท่าที่ศึกษาดู ก็จะราคาประมาณ ปีละ เกือบ 3 แสนบาท ไปจนถึงเกือบ 4 แสน แล้วแต่ว่าจะเป็นระบบใด เช่นอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ที่ต่างกัน ก็คือ เขาไม่ได้ใช้หลักสูตรแบบ IB แต่ใช้หลักสูตรของประเทศของเขาเอง ซึ่งหากไปเรียนต่อก็จะไม่ยาก แต่ที่จริงแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร หากเรียนหลักสูตรอังกฤษ ก็ไปเทียบวุฒิแบบอเมริกา หรืออาจจะมีการสอบ SAT เสริม ประมาณนี้ แค่ยุ่งยากเรื่องการสอบเทียบวุฒิเท่านั้น ซึ่งเป็นแบบโบราณเขาก็ทำกันแบบนี้ หากโรงเรียนที่ค่าเทอมแพง ก็ใช้ครูวุฒิดีๆ แต่หากโรงเรียนถูกๆ ก็อาจจะได้คนไม่มีมาตรฐานมาสอน แต่โรงเรียนในเกรดนี้ ปัญหาแบบนี้จะไม่มาก


โรงเรียนนานาชาติในระดับล่างๆ คล้าย ๆ Bi-lingual จะ แพงกว่า EP ไม่มาก แต่เื่ท่าที่ศึกษาดู คือระบบการเรียนการสอนจะไม่ค่อยนิ่ง บางปีดี บางปีไม่ดี เพราะคุณภาพของครูไม่ค่อยนิ่ง เนื่องจากค่าเล่าเรียนถูก ทำให้สรรหาคุณภาพบุคลากรได้ยาก ครูที่ได้มักเป็นครูต่างชาติในเอเชีย หรือครูฝรั่งที่อาจจะไม่มีประสบการณ์ หลายๆแห่งอาจจะต้องเปิดในทำเลที่ห่างไกลในเมือง ซึ่งคนอยู่เมืองแบบดิฉันจะไม่มีความเพียรที่จะไปไกลกว่าปากซอยบ้าน แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่เีทียบค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติแบบไทยๆ กับ EP ราคาอาจจะแพงกว่ากัน ปีละ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ประมาณ แสนกว่าบาท ถึงสองแสนกว่าบาท ซึ่งสำหรับดิฉัน ก็ยังถือว่า แพงเกินไป ไม่คุ้มค่า เท่าไหร่

ดังนั้น การส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย จึงไม่ใช่ทางเลือกของดิฉันในเวลานี้ แต่หากต่อไป ก็ไม่แน่

การเลือกโรงเรียนของลูกตามแบบMNSHANG (๑)






ภาพจากอินเตอร์เนต

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ปวดหัวอีกครั้ง ที่จะต้องมาทบทวนเรื่องการเรียนของลูกทั้งสองคน เพราะใกล้ครบวาระที่จะกลับบ้าน การโยกย้ายเด็กสองคนที่ใช้ชีวิตค่อนชีวิตของเขาที่ผ่านมาที่ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง แม้ว้า เมืองไทยจะเป็นบ้านเมืองของเราเอง แต่วัยของเด็กที่โตขึ้น ทำให้เด็กๆ ก็เริ่มยึดมั่นถือมั่น และเคยชินกับสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ตอนที่ลูกยังเล็กกว่า สองขวบนั้นง่ายค่ะ ยิ่งเล็กยิ่งง่าย เพราะในช่วงเวลานั้นเด็กยังไม่คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมในโลกนี้มากนัก สิ่่งที่สำคัญที่สุดในตอนนั้น คือพ่อและแม่เท่านั้น ดิฉันจำได้ว่า ตอนที่ย้ายมาเวียดนามใหม่ๆ น้องแชงอายุเล็กกว่าน้องเชียร์ตอนนี้ คือแค่สองขวบ เขายัง Home Sick กินไม่ได้นอนไม่หลับหลายเดือน จนตอนนี้มีผลกับพฤติกรรมการกินอาหารของน้องแชง คือ ทานน้อย ทานยาก ทั้งๆที่ตอนที่อยู่เมืองไทยตอนนั้น ลูกทานได้ทุกอย่าง และทานเก่งมาก หวังว่าการโยกย้ายเที่ยวนี้ ลูกๆสองคนคงไม่มีปัญหาใดมากนัก

เท่าที่ติดตามเรื่องปัญหาการศึกษาของไทย และติดตามการสนทนาปรับทุกข์ของเพื่อนๆพ่อแม่หลายๆท่านในเมืองไทยทางหน้าเวบบอร์ด ทำให้ดิฉันต้องคิดหนักๆเรื่องการศึกษาของลูกที่เมืองไทย สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของดิฉัน คือ เรื่องปัญหาด้านภาษาของลูก และเรื่องการเดินทาง และค่าใช้จ่ายเรื่องการเรียน

หากติดตามดิฉันหลายๆกระทู้ที่ดิฉันแบ่งปันในหน้าเวบบอร์ด ดิฉํนไม่มีความสนใจที่จะให้ลูกเรียนในแนววิชาการของไทย เนื่องจาก เป็นการเรียนที่ใช้เวลามากเกินไป เด็กๆต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดให้กับการท่องจำ การทำการบ้าน การติวกวดวิชา และความกดดันจากการสอบ O-net และ พวก National Test รวมทั้งการสอบแข่งขันประกวดต่างๆมากมาย ยิ่งลูกๆเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากๆ ยิ่งต้องเข้าสู่แวดวงการแข่งขันที่ไร้สาระพวกนี้ ตามสิ่งแวดล้อมที่พาไป การสอบพวกนี้ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เป็นการแข่งขันของแต่ละโรงเรียนที่ต้องสร้างชื่อเสียง อันดับต้นๆ ด้วยผลการการสอบแข่งขันของนักเรียน ผลก็คือ ลูกศิษย์ของโรงเรียนต่างๆ ถูกส่งชื่อและติวเพื่อเข้าแข่งขันเพื่อสร้างชื่อเสียงของโรงเรียนและของชาติ โดยไม่คำนึงว่า เด็กๆมีเวลามากพอที่จะฝึกฝนทักษะได้รอบด้านหรือไม่ ทักษะชีวิต งานอดิเรก และสิ่งที่เป็นความต้องการที่แท้จริงของตน นอกจากความต้องการที่โรงเรียน และระบบการศึกษาของชาติที่ยัดเยียดให้ แต่เด็กโดยไม่รู้ตัว

แต่ดิฉันเองก็เห็นใจเพื่อนๆพ่อแม่หลายๆท่าน ที่คงเจ็บช้ำน้ำใจไม่แพ้ดิฉัน ในเรื่องระบบการเรียนการสอนแนววิชาการของไืทย ที่ถูกควบคุมโดยคนที่ไม่มีวิสัยทัศน์เรื่องการพัฒนามนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นมาเฟียในด้านการศึกษา มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากระบบการศึกษาที่พิกลพิการของชาติ เนื่องจาก ปัญหาสังคมหลายๆด้านที่เรื้อรังหมักหมม ทำให้พ่อแม่หลายๆคน จำเป็นต้องผลักดันลูกๆเข้าโรงเรียนดังๆ เนื่องจากเกรงเรื่องสังคมของเพื่อนๆของลูก ในโรงเรียนชั้นนำนั้น กลุ่มเด็กๆที่สอบเข้าได้ เข้าไปเรียนได้ มักจะเป็นเด็กรักเรียน หรือสังคมของเด็กที่มีพ่อแม่ดูแล สนับสนุนผลักดันด้านการศึกษาของลูกอย่างใกล้ชิด ดังนั้น เด็กๆในโรงเรียนมักมาจากครอบครัวที่พ่อแม่มีทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลลูกไม่ต่างกัน แต่ในโรงเรียนอื่นๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง เด็กๆมาจากครอบครัวหลายๆแบบ ซึ่งเด็กๆอาจจะมีปัญหาด้านพฤติกรรมอันมาจากปัญหาครอบครัว เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่ทอดทิ้งไม่ใส่ใจลูก กระทำการรุนแรงต่อลูก หรือหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาสนใจลูก เด็กๆที่น่าสงสารเหล่านั้น ก็มักจะมีปัญหาพฤติกรรม เช่น เรื่องพูดจาไม่สุภาพ กระทำการรุนแรง หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องลักเล็กขโมยน้อย ยาเสพติด ซึ่งทำให้เพื่อนๆที่ห่วงใยสวัสดิภาพ และพฤติกรรมของลูกเป็นกังวล

สรุปแล้ว การโรงเรียนด้านวิชาการนั้น แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างถูก แต่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดิฉันสนใจ เพราะดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อน ครอบครัวของเพื่อนๆของลูก แต่ดิฉันก็ไม่อยากให้ลูกทุ่มเทกับการเรียนจนไม่มีเวลาพัฒนาทักษะด้านอื่นๆใ้ห้รอบด้าน และดิฉันก็ไม่ต้องการที่จะกดดันลูกเพื่อสอบเข้าโรงเรียนยอดนิยม อย่างโีรงเรียนสาธิต เพราะเท่าที่ดู ปลายทางของเด็กๆเหล่านี้ ก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางการสอบแข่งขันเพื่อสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนอยู่ดี มันเป็นการจ่ายหนี้โรงเรียนดีๆ ราคาถูก ด้วยการทำความเสียหายแก่พรสวรรค์ และอัจฉริยภาพของเด็ก ที่ไม่คุ้มค่าเลย

1 วันของเด็กในดรณสิกขาลัย


http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=34692

บ้าน 'น้องดา' เด็กหญิงศุภธิดา เจียมสวัสดิ์ นักเรียนชั้นบ้านล่างของโรงเรียนดรุณสิกขาลัยอยู่ย่านบางแค เธอเดินทางถึงโรงเรียน ซึ่งเป็นอาคารเรียนอยู่ในบริเวณเดียวกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ถนนประชาอุทิศ ในเวลา 7.00 น.

8.00 น. เข้าแถวเคารพธงชาติ และนั่งสมาธิก่อนเข้าห้องเรียนประมาณ 15 นาที เพื่อตั้งสติและรวบรวมสมาธิ

8.30 น. น้องดากับเพื่อนในกลุ่มอีก 3 คนคือ ป๊อปโป้อายุ 10 ขวบ น้องเฟิร์นอายุ 9 ขวบ และน้องอายอายุ 9 ขวบ ต้องเริ่มโปรเจ็กต์ในเรื่องพยาธิ โดยมีครูแวะและครูแจ็คเป็นครูที่ปรึกษา เป็นการเรียนโครงงานวันที่ 4 ของเทอมการศึกษาแรก ปี 2548

น้องดาเรียนที่นี่เป็นปีที่ 2 เธอจบชั้นอนุบาล 3 จากโรงเรียนตรีมิตร ในขณะที่เพื่อนในกลุ่มของเธอมาเรียนที่นี่เป็นปีแรก ป๊อปโป้มาจากชั้น ป.4 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา น้องอายมาจากชั้น ป.3 โรงเรียนสารสาสน์วิทยาศึกษา ส่วนน้องเฟิร์นมาจากชั้น ป.3 โรงเรียนสารสาสน์วิทยาศึกษา เช่นเดียวกัน

"ก่อนปิดเทอมครูแวะให้การบ้านว่า โปรเจ็กต์หน้าที่เราจะเรียนเรื่องพยาธินั้น ให้ไปแพลนมาว่าวันไหนเราจะเรียนเรื่องอะไรกันบ้าง แล้วหนูก็ต้องไปเตรียมหาข้อมูลมา พอเริ่มเปิดโปรเจ็กต์หนูต้องเรียนเรื่องพยาธิว่ามีกี่ชนิด ส่วนวันนี้เราแพลนไว้ว่าจะเรียนรู้เรื่อง microscope"

น้องดาหันมาตอบคำถาม หลังจากขะมักเขม้นส่องกล้องจุลทรรศน์ดูพยาธิแบบต่างๆ ดูแล้วก็ต้องวาดภาพ จดบันทึกลักษณะที่เห็นในกระดาษ การพูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กทุกคนที่นี่

วันนี้เด็กๆ ทั้ง 4 คน เรียนรู้วิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์ รู้จักในเรื่องของการใช้กำลังขยาย โดยมีครู 2 คนช่วยชี้แนะ เพราะสัปดาห์ต่อไปต้องไปเรียนรู้นอกสถานที่ที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งที่นั่นมีการเตรียมแล็บไว้ให้ หากใช้เครื่องมือเป็นแล้ว การใช้ห้องแล็บจะได้ประโยชน์เต็มที่ขึ้น

การไปเรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์จริง คือส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของระบบนี้

10.45 น. น้องดาวิ่งลงมาข้างล่าง เธอบอกเสียงใสว่าชั่วโมงต่อไปเป็นช่วงสรุปความรู้จากที่ได้เรียนมาทั้ง สัปดาห์ เป็น mind map เด็กๆ ทั้ง 4 คนวิ่งเข้าหาคอมพิวเตอร์ เพื่อบันทึกความรู้ที่ได้เป็น mind map ลงในคอมพิวเตอร์

ทั้ง 4 คนใช้โปรแกรมต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ได้คล่องแคล่วพอสมควร รวมทั้งสามารถพิมพ์งานได้ดี แม้ไม่เร็วนัก

11.30 น. ได้เวลารับประทานอาหารกลางวันแล้ว แต่น้องดากับเพื่อนบางคน ยังทำ mind map ไม่เสร็จ ครูแวะย้ำว่า น้องดาต้องหาเวลาว่างมาสรุปให้เสร็จ เพื่อจะได้มีงานไป show & share ในวันรุ่งขึ้น

"เด็กๆ ต้องรู้จักบริหารเวลาให้เป็น ไม่เช่นนั้นแล้วงานเขาเสร็จแค่ไหนก็แค่นั้น การนำงานไปเสนอวันรุ่งขึ้นก็อาจจะถูกวิจารณ์ว่าไม่ดีนัก" ครูแวะอธิบาย

12.30 น. ในห้องเรียนคณิตศาสตร์น้องดาแยกจากกลุ่มเดิมที่เรียนโครงงานเมื่อเช้า ไปเข้าเรียนกับเพื่อนกลุ่มใหม่ประมาณ 6 คน ในชั่วโมงนี้มีครู 2 คน นักเรียนทำแบบฝึกหัดด้วยกัน แต่หนังสือเรียนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็กแต่ละคนว่าควรจะเรียนเล่มที่มีเนื้อหายากง่าย แค่ไหน

13.30 น. ชั่วโมงนี้น้องดาไม่มีเรียน มานั่งเขียนหนังสืออยู่คนเดียวที่มุมหนึ่งของห้องที่เรียนโครงงาน เธอบอกว่า

"ชั่วโมงนี้หนูว่างแต่ต้องมาเขียน joural เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่หนูได้เรียนมา แล้วหนูจะเขียนว่าวันนี้ได้แกล้งครูแวะด้วย" เธอเล่าแล้วหันไปหัวเราะอย่างร่าเริงกับครูแวะ ที่นั่งอยู่ข้างๆ การเขียนบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยให้ใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น ที่สำคัญครูประจำโครงงานทุกคนจะเป็นคนที่ช่วยดูการเขียนบันทึกของเด็กๆ และสอนภาษาไทยด้วย

14.00 น. น้องดาได้เบรกครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะเปลี่ยนชุดไปเรียนแบดมินตัน ซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายของวันนี้

โรงเรียนปัญโญทัย

มาชมวิดิโอคลิปเกี่ยวสัมภาษณ์ โรงเรียนปัญโญทัยได้ที่นี่ค่ะ โรงเรียนปัญโญทัยเป็นหนึ่งในต้นแบบโรงเรียนแนววอล์ดอร์ฟของประเทศไทย ซึ่งเท่าที่ทราบก็เริ่มมีหลายแห่ง เช่น โรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ โรงเรียนรุ่งอรุณ ด้วยค่ะ ไว้จะเอาข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับแนวทางสอนมาฝาก

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

“ห้องสมุดการเรียนรู้” โฉมใหม่ไฉไลชวนค้นหา



“จากผลสำรวจของสำนัก งานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา ในเด็กระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา พบว่า เด็กไทยอ่านหนังสือเพียงปีละ 2 เล่ม ลดลงถึง 60% หากเปรียบเทียบกับปี 2548 ที่เด็กไทยอ่านหนังสือ ปีละ 5 เล่มต่อคน ต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ที่มีการอ่านหนังสือ 60 เล่มต่อคนต่อปี”

เห็นแบบนี้แล้วก็ตกใจ หากเป็นในสมัยก่อนการจะได้เรียนหนังสือมีความรู้อ่านออกเขียนได้แม้จะเป็น ความใฝ่ฝันของหลายคน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายเหมือนปัจจุบัน ยิ่งในต่างจังหวัดในชนบทด้วยแล้วกว่าจะได้หนังสือมาหัดอ่านมาหาความรู้แต่ละ เล่มมันช่างยากลำบาก แต่ในปัจจุบันโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ด้วยแล้ว การจะได้อ่านหนังสือเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีก แต่อาจจะเป็นเพราะในยุคนี้พ.ศ.นี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ ยุคดิจิตอล หนังสือจึงเป็นสิ่งที่ดูล้าสมัย ถูกมองข้าม และถูกลืม


ทางกองนันทนาการ สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมเด็ก เยาวชน และประชาชนให้รักการอ่าน จึงได้ทำการปรับปรุงห้องสมุดเดิมให้มีรูปแบบใหม่ที่มีความทันสมัย สวยงาม สะดวกเข้าถึงง่าย น่าเข้าใช้บริการ เช่นห้องสมุดที่ฉันได้ไปลองใช้ลองสัมผัสมาแล้วนั้นก็คือ “ห้องสมุด เพื่อการเรียนรู้ ซอยพระนาง”


สำหรับห้องสมุดฯ แห่งนี้ เป็นที่ดินที่กรุงเทพมหานครเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และได้ดำเนินการปรับปรุงอาคารเดิมและก่อสร้างอาคารห้องสมุดใหม่เพิ่มอีก 1 หลัง เชื่อมต่อกับอาคารเดิมออกแบบตกแต่งให้เป็นห้องสมุดภาพลักษณ์ใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกวัย มีเทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่ที่ครบวงจร สะดวก รวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความรู้และข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ โดยเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2550 ที่ผ่านมา

ส่วนบรรยากาศภายในห้องสมุดก็จะเป็นแบบที่ผ่อนคลาย สภาพแวดล้อมสดชื่น สวยงาม สร้างแรงจูงใจโดยการออกแบบภายในและนอกอาคารที่เหมาะสมสวยงาม บริการสืบค้นด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบอินเทอร์เน็ต บริการยืม-คืนแบบ One Stop Service ที่ทันสมัย


ภายในอาคารทั้ง 2 หลังที่เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงทางเดินระหว่างอาคารนั้นมีพื้นที่ 3 ชั้น ในทุกๆชั้นจะมีเคาน์เตอร์บริการคอยให้คำแนะนำเพื่อความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้ บริการ โดยในชั้นแรกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซนด้วยกัน เมื่อเข้าไปภายใน “โถง ต้อนรับ” ฉันเจอกับเคาร์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ที่มีพนักงานของห้องสมุดคอยให้คำแนะนำ และในโซนนี้ยังจัดเป็นมุมอ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร และนิตยสาร ที่มีให้เลือกหยิบอ่านได้ทุกเรื่องทุกแนว ทั้งยังมีบริการสืบค้นข้อมูล และอินเทอร์เน็ตไว้บริการกันด้วย


โซนถัดไปใครที่อายุเกิน 8 ปี เป็นต้องหลีกทางให้กับหนูน้อย เพราะโซน “Kids Room“ หรือ ห้องสมุดสำหรับน้องๆวัยซนนี้เขาสงวนสิทธิ์ให้เด็กๆที่มีอายุต่ำกว่า 8 ปีเข้ามาใช้บริการเท่านั้น น้องๆจะได้สนุกสนานไปกับสื่อการสอนที่ทันสมัย ทั้งยังได้เพลิดเพลินกับนิทาน การ์ตูน สำหรับเด็กๆทุกเพศทุกคน


จากนั้นฉันขึ้นไปยังชั้นที่ 2 โซนแรกของชั้นนี้คือ “บริการ หนังสือยอดนิยม หนังสืออ้างอิง และหนังสือวิชาการต่างๆ” ที่น่าสืบ ค้น โดยแบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ ได้แก่ ความรู้ทั่วไป, ปรัชญา, ศาสนา, สังคมศาสตร์, ภาษาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หากเดินต่อไปข้ามระเบียงทางเดินเชื่อมจะเป็นก็จะเป็นโซนของหนังสือวิชาการ ต่ออันได้แก่ หมวดเทคโนโลยี, ศิลปะและนันทนาการ, วรรณคดี และประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีที่นั่งสบายๆไว้ให้นั่งทำการบ้านอีกด้วย


ต่อไปเป็นชั้นที่ 3 จัดเป็นโซน “หนังสือเพื่อความบันเทิง” อันได้แก่ นวนิยาย นวนิยายจีน วรรณกรรมเยาวชน เรื่องสั้น และเรื่องแปลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีมุมที่รวบรวมหนังสือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และมุมหนังสือของสมเด็จพระเทพฯ ไว้ให้ผู้ใช้บริการได้ศึกษาหาความรู้และทราบถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญต่างๆ

โซนสุดท้ายคือ “ห้องมินิเธียเตอร์” ที่ในทุกๆวันเสาร์และอาทิตย์จะมีภาพยนตร์ที่น่าสนใจต่างๆมาฉายให้ได้รับชม กันอย่างเพลิดเพลิน เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลในส่วนนี้บอกกับฉันว่าหนังบางเรื่องมีเยาวชนและผู้คนให้ ความสนใจมากขนาดมารับชมกันจนเต็มห้องเลยทีเดียว ส่วนจะมีเรื่องอะไรฉายบ้างนั้นต้องติดตามดูกำหนดการของทางห้องมินิเธียเตอร์ ได้ตลอดเวลาทำการ สำหรับห้องมินิเธียเตอร์นี้ภายในจะมีเบาะที่นั่งนุ่มๆให้เราได้นั่งชม ภาพยนตร์กันอย่างสบายๆ และจุได้หลายสิบคน แอร์ก็เย็นฉ่ำ เรียกได้ว่าเป็นโรงหนังขนาดเล็กดีๆเลยเชียว หรือผู้ใช้บริการคนใดอยากจะยืมเพลงหรือหนัง ในรูปแบบ CD VCD และ DVD ก็สามารถมาค้นหาเรื่องที่สนใจกันได้ที่นี่


สำหรับฉันขอบอกเลยว่าจะให้อยู่ที่นี่ทั้งวันก็ย่อมได้ไม่มีเบื่อ เหมือนกับผู้ใช้บริการหลายคนที่มีทั้งขาประจำ และขาจร กลุ่มนักเรียนที่มาทำรายงาน วัยรุ่นที่มานั่งอ่านนวนิยาย หรือผู้ใหญ่ที่แวะมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นตลอดทั้งวัน จากที่เห็นด้วยตาฉันถือว่าเป็นห้องสมุดที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีที เดียว


นอกจากนั้นในบริเวณห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ซอยพระนาง แห่งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิศูนย์กลางแห่งการเดินทางทั้ง รถไฟฟ้า รถประจำทาง รถตู้โดยสาร มีให้บริการอย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังมีแหล่งช้อปปิ้งที่พอตกเย็นย่ำใกล้ค่ำมืดทางเท้าที่เคยว่างๆจะ เปลี่ยนสภาพเป็นร้านค้าที่ครบครันทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม ไปจนถึงรองเท้า เครื่องประดับ มีให้เลือกซื้อหากันอย่างจุใจ และถ้าห้างเซ็นเตอร์วันไม่ถูกเผาโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีคิดแต่จะทำลายบ้าน เมืองเพื่อผลประโยชน์ของใครบางคนล่ะก็ จะยิ่งมีแหล่งซื้อหาสินค้าให้ช้อปกระจายกันจนฉุดไม่อยู่เลยเชียวหละ..ไม่ เชื่อลองมาซิ


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ห้องสมุดเพื่อการ เรียนรู้ ซอยพระนาง ตั้งอยู่ที่ปากซ.พระนาง (ซ.ราชวิถี 4) ถ.ราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เปิดให้บริการฟรีทุกวันอังคาร-เสาร์ เวลา 08.30-20.00 น. สำหรับวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-17.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการยืมหนังสือต้องสมัครสมาชิก โดยเสียค่าสมัครสมาชิกในผู้อายุไม่เกิน 15 ปี 20 บาท/คน/ปี และค่าประกันหนังสือ 20 บาท, ผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป 40 บาท/คน/ปี และค่าประกันหนังสือ 40 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 0-2246-3517

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรื่องโรงเรียนสัตยาไส

ท่าม กลางวิกฤติทางสังคมและวิกฤติโลกร้อน หลายสถานศึกษาอาจยังไม่ตระหนักว่าการศึกษาเป็นอีกแนวทางในการข้ามพ้นวิกฤติ เหล่านี้ได้ ขณะเดียวกันอาจกลายเป็นเงื่อนไขให้วิกฤติยิ่งเลวร้ายขึ้น สำหรับ "สัตยาไส" ที่นี่พร้อมเป็นอีกทางเลือกสู่ทางรอดของสังคม

ขณะ ที่ทีวีมีข่าวนักเรียนหญิง ม.ต้น ตบกันเพื่อแย่งผู้ชาย และนักเรียนชาย ม.ปลายต่อยกันแค่ข้อหาถูกมองหน้า แต่ โรงเรียนแห่งนี้เด็กนักเรียนรุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง และเพื่อนฝูงดูแลซึ่งกัน ขณะที่เด็กอนุบาลบางโรงเรียนเริ่มพูดจาหยาบคายมีกิริยาก้าวร้าว แต่ที่นี่เด็กทุกชั้นเรียนยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนอย่างนอบน้อมแม้ไม่เคย รู้จัก

ขณะ ที่วัยรุ่นรอซื้อบัตรคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลีตั้งแต่ตี 3 แต่ทุกคนที่โรงเรียน นี้ลุกขึ้นมาสวดมนต์นั่งสมาธิตั้งแต่ตี 5 ขณะที่เด็กสยามต่อแถวแย่งซื้อ iPhone 3G แต่นักเรียนที่นี่ไม่พกมือถือและเงินตามกฎโรงเรียน ขณะที่นักเรียน ม.ปลายกรุงเทพฯ ต้องติวเข้มเพื่อเตรียมเอ็นทรานซ์ เมื่อผิดหวังก็ฆ่าตัวตาย แต่เด็ก ม.6 ที่นี่เรียนไปเล่นไปอย่างมีความสุขแล้วเอ็นติดทุกคน

...ยัง มีอีกหลายความดีงามที่หาได้จากสังคมนักเรียนที่นี่ แต่อาจหาได้ยากหรือหาไม่เจอในโรงเรียนและสังคมทั่วไป โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

ด้วย เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงแง่มุมที่สวยงามของชีวิตเด็กนักเรียนที่ นี่ เป็นส่วนสำคัญทำให้พ่อแม่และผู้ปกครองยุคใหม่ที่กำลังมองหาโรงเรียนทางเลือก ให้ลูกหลานอันเป็นที่รัก อยากพาลูกหลานของตนเข้ามาเรียน ณ โรงเรียน "สัต ยาไส" แห่งนี้

อ่านต่อที่ความคิดเห็น

คู่มือหาโรงเรียนให้ลูก (ฉบับย่อ) กับ 12 โรงเรียนทางเลือก

อ่่านเจอที่นี่ค่ะhttp://www.wiseknow.com/blog/2009/01/01/1584/ น่าสนใจดี เอามาเก็บไว้

แม้ในตลาดการศึกษาจะมีทางเลือกให้กับผู้ปกครองมากมาย หากถึงเวลาต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสาธิต โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนนานาชาติ หรือจะส่งไปเรียนต่างประเทศ แต่ละแบบ ก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่หากพ่อแม่อยากจะหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเรียน สักแห่ง คงไม่ใช่แค่ว่าเพราะโรงเรียนนั้นมี ชื่อเสียง มากกว่านั้นโรงเรียนที่เลือกจะต้องสร้างให้เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง มีความสุขทั้งในวันนี้และอนาคต

โรงเรียนทางเลือกจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่สำหรับผู้ปกครองที่ได้รับความ นิยมต่อเนื่องถึงวันนี้ก็ยังต้องไปจองเรียนกันแบบข้ามปี

ด้วยวิธีการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกที่ต่างจากโรงเรียนปกติที่ทำ ให้เด็กเข้าใจเรื่องของความเป็นธรรมชาติ และโรงเรียนก็คือสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่อยู่ในวิถีการดำเนินชีวิตที่ทำให้เด็ก รู้จักตนเองและรู้หน้าที่ในการค้นหาความจริงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะปรับพื้นฐานจิตใจให้อยู่ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนทางเลือก 12 โรงเรียนที่แม้จะมีบุคลิกแตกต่างกันแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ความเป็นธรรมชาติ”ที่ผู้ปกครองสามารถเลือกได้

4 โรงเรียนทางเลือกคนกรุง

สำหรับคนกรุงเทพฯโรงเรียนทางเลือกกระจุกตัวอยู่ในย่านสุขุมวิทมีแนวคิด ต่างกันไป คลองตันเหนือเป็นที่ตั้งของ โรงเรียนทอสี โดยเริ่มแรกผู้ก่อตั้งได้นำนวัตกรรมจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาใช้อย่าง หลากหลาย แต่สุดท้ายก็ค้นพบว่า หลักไตรสิกขาของพระพุทธศาสนาเป็นทางที่การศึกษาไทยต้องเดิน จึงนำการศึกษาวิถีพุทธมาเป็นหลักในการสอนและมีกิจกรรมร่วมกันระหว่าง โรงเรียน นักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับโรงเรียนสยามสามไตร ย่านพระโขนงที่ใช้วิถีพุทธมาเป็นหลักในการเรียนการสอน โดยให้เด็กรู้จักใช้ปัญญาอย่างไทยและมีมาตรฐานทางวินัย ฝึกให้อดทนพร้อม ปลูกฝังให้มีคุณธรรม

ไม่ไกลกันนักที่ซอยสุขุมวิท 40 โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อบอุ่น มีบรรยากาศเสมือนบ้านและให้ความอิสระกับ “ความเป็นเด็ก” ที่ไม่รีบเร่งให้โตเกินวัยตามแนวทางการศึกษาแบบมนุษยปรัชญา และสามารถเข้าใจธรรมชาติในตัวเอง เข้าใจความเป็นมนุษย์อันจะนำไปสู่ความสุขของเด็กได้

นอกจากนี้คนฝั่งกรุงเทพฯยังมีอีกทางเลือกที่ โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก โรงเรียนที่ชาวบึงกุ่มรู้จักกันเพราะเกิดขึ้นจากศรัทธาของชุมชนที่ให้ เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี และต้องไม่มีห้องเรียนหรือมุ่งเน้นวิชาการแต่ฝึกให้เด็กทำงานเป็น เอาตัวรอด และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกกับผู้ที่มีความเก่งในการทำงานเพื่อให้ค้นพบ ตัวเองว่าชอบและสนใจอะไร

เรียนวิชาการบวกวิชาคนที่ฝั่งธนฯ

ย่านชานเมืองมีโรงเรียนทางเลือกตั้งอยู่รวมๆ กันในแถบตลิ่งชันและพระรามที่ 2 โรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) ตั้งอยู่ย่านตลิ่งชัน ที่ทางโรงเรียนเลือกใช้ศิลปะและดนตรีมาพัฒนาเด็ก เพราะสามารถเปิดใจรับรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนจึงมีลักษณะที่บูรณาการทั้งนวัตกรรม สื่อ ศาสตร์ และเทคนิค โดยยึดมั่นเป้าหมายในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ในขณะที่ โรงเรียนเพลินพัฒนา ในเขตทวีวัฒนาเน้นเรื่องของการเปลี่ยนสภาวะของชีวิต และการเรียนรู้ที่ฝังลึกลงไปในกายและจิตของเด็กบนวิถีชีวิตจริง โดยใช้ “ดนตรี” ช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์และสังคมให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันและยอม รับซึ่งกันและกัน

ย่านพระรามที่ 2 โรงเรียนรุ่งอรุณ ใช้ความหลากหลายของนักเรียนเป็นโจทย์สำคัญทางการศึกษา ใช้การเรียนแบบ project based learning ที่ครูต้องมีสายตาที่จะจินตนาการเห็นภาพของการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นที่ตัว ผู้เรียนในทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจและปัญญา นอกจากนี้ยังได้ใช้ดนตรี ศิลปะ และศิลปะการป้องกันตัวแบบไทยเป็นเครื่องกล่อมเกลาและขัดเกลาจิตใจ ในละแวกไม่ไกลกันนัก โรงเรียนวรรณสว่างจิต มีวิธีสอนให้เด็กเป็นผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณ โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุขและการเรียนรู้ที่จะดำรงตนให้ สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น ฤดูกาล สภาพท้องถิ่น และวัฒนธรรมประเพณี ขณะที่ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ย่านบางมดเน้นให้ผู้เรียน “สร้างองค์ความรู้” ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติโดยการทำโครงงานบูรณาการด้วยเทคโนโลยี วิชาการ ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นไทย ตลอดจน คุณธรรม จริยธรรม เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เด็กจะมีความสุขในการเรียนทุกๆ วัน เพราะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองชอบผ่านการลงมือปฏิบัติและการทดลองที่สอด คล้องกับวิธีการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก

ออกนอกเมืองเรียนรู้ธรรมชาติมนุษย์

ที่จังหวัดกาญจนบุรี โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มีรูปแบบของการศึกษาเพื่อค้นหา เป้าหมายให้ชีวิตโดยมีแนวคิดที่ผสมผสานจากปรัชญาการศึกษาของเอ เอส นีล นักการศึกษาชาวสกอตแลนด์กับปรัชญาทางพุทธศาสนาที่อยู่บนพื้นฐานของสังคมไทย และเพราะเด็กที่มาอยู่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาสจึงต้องแก้ไข ด้วยความรัก ความไว้ใจ และค่อยๆ ให้เด็กพัฒนาตนเองด้วยกิจกรรมเสริมต่างๆ เพื่อให้เด็กได้ค้นพบความสามารถของตนเอง

ใจกลางเมืองนครปฐม โรงเรียนนานาชาติเมธา มีแนวคิดที่จะพัฒนาเด็กให้เป็นผู้นำแบบภาคพลเมือง (civic leader) โดยพัฒนาตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ให้อิสรภาพทางการเรียนรู้ โดยการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขและสนุกจากอุปกรณ์ที่มี อยู่ตามธรรมชาติ บูรณาการความรู้เป็นองค์รวมทั้งโรงเรียน บ้าน ชุมชน และสังคมและเข้าใจวัฒนธรรมมิติตะวันตกและตะวันออก และมีการใช้ภาษาอังกฤษ ไทย จีน เป็นสื่อการเรียนการสอน และโรงเรียนสุดท้าย โรงเรียนสัตยาไส จังหวัดลพบุรี ที่จัดการเรียนการสอนด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้บริหาร ครู และนักเรียน เพื่อยกระดับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ทุกเช้าเด็กจะถูกขัดเกลาจิตใจโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และสอนให้เด็กเป็นทั้งคนเก่ง ดี มีสุข สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้บุกเบิกแนวคิดการศึกษาทางเลือกมากว่า 30 ปี เคยบอกว่า “การเรียนรู้โดยเอาตำราเป็นตัวตั้ง โดยไม่เอาสถานการณ์ของชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่มีพลังพอที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจสถานการณ์ความเป็นจริงที่ซับซ้อนและ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถเผชิญกับสถานการณ์ความเป็นจริงได้ นำไปสู่วิกฤตการณ์ทั้งในตัวมนุษย์เอง ในสังคมและในสิ่งแวดล้อม อันเป็นวิกฤตการณ์แห่งยุคสมัย”

นี่อาจเป็นทางเลือกของการเรียนรู้ที่ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นทิศทาง น่าสนใจ ว่าสุดท้ายแล้วจุดสูงสุดของการเรียนรู้ก็คือการเรียนรู้แบบเดิมที่อยู่กับ ธรรมชาติให้มากที่สุดหรือไม่

ข้อมูลจาก – หนังสือหลอมรวมการเรียนรู้เพื่อความเป็นไทเล่ม 1เครือข่ายโรงเรียนไทยไท กลุ่มการศึกษาขั้นพื้นฐานแนวใหม่

7 คำถาม ทำไมต้องโรงเรียนทางเลือก

โรงเรียนทางเลือกเป็นการศึกษาแนวใหม่ที่ได้ลุกขึ้นสลัดความเป็นโรงเรียน ในระบบ (de-schooling) และเรียนรู้ใหม่ (re-learning) อย่างมีชีวิตชีวาและตื่นตัวไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนให้นักเรียนที่คุณครูสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันเสมือน “หุ่นยนต์กระป๋อง” มาเป็น “มนุษย์” รู้จักคิดและสนุกไปกับการสร้างสรรค์ พร้อมกับคุณครูเพื่อนๆ และนี่เป็นคำตอบว่า ทำไมถึงต้องเลือกเรียนในโรงเรียนทางเลือก

1.แนวการสอนอย่างไรที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ?

- ต้องสอนให้ผู้เรียนรู้จักตนเองก่อน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ต่างๆ ที่มีความหมายต่อตนเองสู่ภายนอกและเชื่อมโยงความรู้เหล่านั้นมาเป็นประโยชน์ ต่อตนเอง เพราะฉะนั้นหากไม่รู้จักตนเองความรู้ที่เรียนไปมากมายก็ไม่มีประโยชน์

2.ไม่มีระบบโรงเรียน มนุษย์ยังเรียนรู้อยู่หรือไม่ ?

- จริงๆ แล้วการเรียนรู้ของมนุษย์เริ่มต้นจากสิ่งที่ตนเองสนใจ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 แต่โรงเรียนมีความจำกัดในการเปิดการรับรู้ของเด็ก การเรียนรู้จึงสมควรจะเกิดขึ้นในทุกๆ ที่

3.เมื่อไหร่คือเวลาที่เหมะสมกับการเรียนรู้

- ตอนที่ผู้เรียนมีโอกาสในการตัดสินใจว่าสิ่งที่ใดที่เขาสนใจหรืออะไรที่เขา อยากเรียนรู้มากที่สุด เคยไหมที่เห็นเด็ก 2 คนใช้เวลาในการรับรู้เรื่องราวที่ต่างกัน นั่นเพราะผู้เรียนจะเรียนในสิ่งที่ตนไม่ได้รักหรือสนใจได้ไม่ดี

4.เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างไร ?

- จริงๆ แล้วเด็กทุกคนมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากภายใน และพร้อมจะถ่ายทอดออกมาโดยไม่ใช่แค่ต้องรอการถ่ายทอดจากผู้อื่น การให้ความรู้ทางวิชาการที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เด็กในโรงเรียนสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทุกที

5.อะไรคือ “ความรู้” อะไรที่ “มิใช่ความรู้” ดังนั้นควรเรียนอะไร ?

- ที่ผ่านมาการเรียนรู้เป็นการถ่ายทอดตำราจากประสบการ์ของคนอื่น แต่การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นต้องนำตนเองเข้าไปมีประสบการณ์กับเรื่องต่างๆ และสร้างองค์ความรู้และความหมายใหม่ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการตีความ

6.เมื่อความรู้ที่มีอยู่ในโลกและวิธีการแก้ปัญหาล้วนเชื่อมโยงถึงกันหมด แต่ทำไมการเรียนการสอนจึงแบ่งแยกออกเป็นวิชาตายตัว ?

- นั่นเพราะการสอนส่วนใหญ่เอาวิชาเป็นตัวตั้งซึ่งขาดความเชื่อมโยงกับชีวิต เพราะเป็นการศึกษาอยู่บนพื้นฐานของความคิดหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ แบ่งคนตามความชำนาญเฉพาะด้าน การเรียนแบบนี้จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันหมดได้

7.ใครควรเป็นผู้ประเมินผลการเรียนรู้ ?

- การวัดผลด้วยระบบการสอบนั้น เป็นเพียงการตอบคำถามว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ครูต้องการหรือไม่ แต่ในการดำเนินชีวิตการประเมินผลเกิดขึ้นในทุกขณะและเป็นเรื่องจำเป็นต่อการ เรียนรู้และเติบโต เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเติบโตได้ต้องรู้จักประเมินได้ด้วยตนเอง

โฮมสคูลสำหรับเด็กประถมขึ้นไป


รูปจากอินเตอร์เนต

ช่วงนี้ดิฉันกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการโฮมสคูลสำหรับเด็กประถมขึ้นไป เผื่ออาจจะต้องใช้ ก็ไปเจอข้อมูลที่คุณอ๊อด แม่น้องปาล์มเขียนไว้ในเวบของคุณนำทาง เอามาเก็บไว้แถวนี้ เผื่อใครจะใช้ได้

เรื่องข้อกฏหมายที่ป้าธรถามมา คงเกี่ยวกับ พรบ การศึกษาภาคบังคับ ก็จะมีพวกค่าปรับสำหรับเด็กที่ไม่ได้เข้า รร น่ะค่ะ แต่พอดี แม่น้องปาล์มไม่ได้สนใจตรงนี้ จะมีจดหมายขู่เข็ญมากี่ฉบับจากเขตก็ปล่อยผ่านไป ปรับปีหนึ่งก็ไม่กี่บาท พอรับไหว แต่เค้าไม่ได้ตามจิกหรอกค่ะ บางบ้านตกสำรวจด้วยซ้ำ ไม่ต้องซีเรียส

ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา สำหรับผู้ที่ต้องการเพื่อนำไปใช้ซึกษาในระบบต่อก็ทำได้หลายวิธี เช่น
1.ไปขึ้นทะเบียนกับเขตการศึกษาที่มีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ ว่า ต้องการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ทางเขตจะจัดเจ้าหน้าที่เพื่อมาติดตามวัดผล ประเมินผลตามช่วงชั้นการศึกษา ช่วงชั้นละ 3 ปี คือ ป.1-3 , ป.4-6 , ม.1-3 , ม.4-6
ทาง ผปค จะต้องจัดทำแผนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเกณฑ์ประเมินผลของเจ้า หน้าที่ .................วิธีนี้ น้องปาล์มไม่ได้ใช้ค่ะ

2.นำชื่อไปฝากไว้กับ รร ที่คุยกันเข้าใจ ว่าลูกเราจะไม่มาเรียนนะ แต่จะมาร่วมสอบหรือวัดผลรายปีเพื่อเลื่อนระดับชั้น อาจจะต้องเสียค่าเทอมหรือค่ากิจกรรมเหมือนเด็กคนอื่นใน รร นั้น ๆ .............วิธีนี้ น้องปาล์มก็ไม่ได้ใช้ค่ะ

3.ไปสอบเทียบหรือวัดผลกับข้อสอบวัดผล ตปท เช่น อเมริกา แล้วนำผลกลับมาเทียบโอนในไทย มีสอบออนไลน์ด้วยค่ะ
ข้อดี - สะดวก รวดเร็ว
ข้อเสีย - ผู้สอบต้องใช้ภาษาอังกฤษในระดับอ่านออกเขียนได้ ตามระดับการศึกษาที่ไปสอบ ตั้งแต่เกรด 1 - 12 หรือ ป.1- ม.6 นั่นเอง และมีค่าใช้จ่ายในการข้อเข้าสอบแต่ละครั้งแพงเอาการค่ะ
.....................วิธีนี้ น้องปาล์มก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันค่ะ

4.ไปรอสอบเทียบกับ กศน เอาวุฒิ ป.6 , ม.3 , ม.6 เมื่ออายุครบตามเกณฑ์ที่ให้สอบได้ คือ 16 ปี............แม่ปาล์มเลือกวิธีนี้ไว้ค่ะ ตอนนี้เลยไปเรื่อย ๆ เรียนมั่งเล่นมั่งเที่ยวมั่งช่วยแม่ทำงานมั่ง เอาแค่ปาล์มอ่านออกเขียนได้ แม่ก็ดีใจจะแย่แล้ว

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องทาครีมกันแดดของ ลูก


เรื่องนี้ดิฉันได้โพสต์ถามเพื่อนๆในเวบบอร์ดโมมี่พีเดียค่ะ เรื่องการป้องกันแดดให้กับลูกๆ ที่ว่ายน้ำ เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี ที่อาจจะทำอันตรายก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ขอขอบคุณ คุณ bluesky คุณ Myson711 และคุณ Babyploy มา ณที่นี้ด้วยสำหรับคำแนะนำที่มีค่า

อันนี้เป็นของคุณ bluesky เรื่องประเภทของครีมกันแดด

สารกันแดด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. กลุ่มสะท้อนแสง (Protection by Reflection)
สารในกลุ่มนี้เป็นสารกันแดดซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง (Physical barrier) ป้องกันไม่ให้รังสี (UV) ผ่านผิวหนังได้ สารเหล่านี้ได้แก่ Titanium dioxide ,Zinc oxide ,Magnesium carbonate ,Calcium carbonate ,Iron oxide ,Magnesium oxide เป็นต้น

พวกนี้ ก่อการแพ้และระคายเคืองน้อยกว่ากลุ่มที่สอง แต่ทาแล้วขาววอก ถ้าทาแล้วไม่วอก คือไม่ได้ผล ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เป็นอนุภาคที่เล็กลงเพื่อไม่ให้วอกมาก แต่ประสิทธิภาพในการกันแดดก็ลดไปด้วย

เหมาะกับเด็กเล็ก

แต่เท่าที่เคยมองหา เจอแบบกันน้ำยี่ห้อเดียวคือของสมูทอี spf 50 ราคาต่อหลอดแพง ทาทั้งตัวทุกวัน อาจไม่เหลือค่ารถค่าลงสระ^^;

2. กลุ่มดูดซับแสง (Protection by Absorption)
ประเภทนี้จะสามารถดูดกลืนรังสี อุลตร้าไวโอเลตไว้ได้ บางชนิดดูดกลืนได้เฉพาะรังสี UVA หรือ UVB อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่บางชนิดสามารถดูดกลืนได้ทั้ง UVA และ UVB

กลุ่มนี้จะระคายเคืองหรือทำให้แพ้ง่ายกว่ากลุ่มแรก

ยี่ห้อเรือกล้วยที่ฮิตๆกัน สำหรับเด็กเฉพาะ ก็มีสารกลุ่มนี้ค่ะ ถ้าลูกไม่แพ้ก็ใช้ได้

แต่เลือกแบบที่ระบุว่า water resistant

spf ประมาณ 30 ก็พอ แล้วขยันทาซ้ำทุกๆหนึ่งชั่วโมง

(ตัวเลข spf ยิ่งสูง จะกันได้นานขึ้น แต่ปริมาณสารเคมีก็มากตามไปด้วย ระคายผิวเปล่าๆ)


เวลาซื้อ ดูที่ข้างหลอด มองหาสารกันแดดที่สามารถกันได้ครบทั้งยูวีเอและบี ลองดูจากชาร์ตข้างล่างนะคะ


ตัวช่วยที่ดีมาก คือชุดว่ายน้ำ เลือกแบบบอดี้สูท แขนขายาว ช่วยได้เยอะมาก มากกว่าครีมกันแดดอีก

ลืมบอกว่าเวลาทาซ้ำ เช็ดตัวให้แห้งก่อนนะคะ ไม่งั้นทาไม่ติดค่ะ

การว่ายน้ำของเด็กๆ


ภาพจากอินเตอร์เนต

เรื่องนี้เป็นการแบ่งปันของคุณ myson711 ที่เวบบอร์ดโมมี่พีเดียค่ะ เธอและเพื่อนๆหลายๆท่านแนะนำเรื่องการฝึกว่ายน้ำของเด็กๆ ซึ่งเป็นการแบ่งปันที่มีค่ามาก อยากเอามาเก็บไว้ เผื่อพ่อแม่รุ่นหลังๆจะค้นหาข้อมูล จะได้ง่ายต่อการค้น

เริ่มเรียนว่ายน้ำอายุเท่าไรดี

จากประสบการณ์ที่เห็นเด็กๆ เรียนว่ายน้ำ
อายุ ยิ่งน้อย กล้ามเนื้อจดจำง่าย แต่เข้าใจคำพูดคุณครูยาก
อายุ ยิ่งมาก เข้าใจคำพูดง่าย แต่ปฏิบัติ อาจจะฝืนๆ บ้าง

ถ้าเริ่มอายุน้อย อาจใช้ระยะเวลานานกว่า แต่เป็นเร็ว (เพราะเริ่มเร็ว)
ค่าใช้จ่ายเยอะกว่า แต่ถ้าน้องไม่พร้อม อาจกลายเป็นต่อต้านได้

ทำให้นึกถึงเวลาน้อง เรียนคณิต วิทย์ ฯลฯ ถ้าพร้อมที่จะรับ
ก็จะเร็วมาก กระตือรือร้น อยากพัฒนาให้เป็นเร็วๆ ประมาณนั้น
สรุปว่า ว่ายเมื่อพร้อม ขอให้น้องรู้สึกว่าสนุก
เราคิดว่า อายุต่ำกว่า 7 ปี เป็นโอกาสทอง

น้องขอเรียนว่ายน้ำตอน 5 ขวบ เพราะเพื่อนๆ เรียนกันค่ะ

คุณครูสอนว่ายน้ำ

ถ้าเด็กเยอะ ครูจะดูไม่ค่อยทั่วถึง
(แม่ควรดูแลด้วย เพื่อไม่ให้เกิดประสบการณ์ฝังใจให้กลัวน้ำ)
จิตวิทยาเด็กสำคัญมาก การให้คำชม
การสอนด้วยคำพูดที่เด็กเข้าใจ
บางครั้ง น้องไม่เข้าใจภาษาครู เราต้องพยายามจูน
ภาษาครู กับความเข้าใจของลูก

คล้ายๆ กับการเรียนในห้องเรียน หรือเรียนเสริม
บางอย่าง น้องเข้าใจง่ายแสนง่าย บางอย่างดูจะเข้าใจยากเหลือเกิน
(จริงๆ น้อง คงคิดตรงกันข้ามกับเราอยู่ในใจเค้าเหมือนกัน)
แม่ ช่วยทบทวนให้นิดนึง ก็จะคืบหน้าเร็ว
และทำให้น้อง พยายามจะเข้าใจคุณครูมากขึ้นด้วยค่ะ

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โรคชอบเปรียบเทียบ

การเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคน อื่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

เรา มักจะอยากรู้ว่าคนอื่นโดยเฉพาะเพื่อนฝูงของเราได้ดิบได้ดีไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้เขาขับรถอะไร

ได้ตำแหน่งระดับไหนแล้ว ลูกๆ ของเขาเรียนโรงเรียนอะไร สอบเข้าอะไรได้
แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเรา เองว่าเราดีกว่าหรือด้อยกว่า และก็เป็นธรรมดาที่

ใครๆ ก็อยากจะดีกว่าคนอื่น แต่หลายๆ ครั้งการเปรียบเทียบทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่น

ความรู้สึกแบบนี้มักเกิดเมื่อเรา เอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ มีดีมากกว่าเรา

โดยเฉพาะเป็นการมีในสิ่งที่เรา อยากมี แต่ยังไม่มี หรือยังมีไม่พอ

และโดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกว่าคน คนนั้นเป็นคู่แข่ง ด้วย เช่น เราคงไม่รู้สึกด้อยเวลาได้ข่าวนักเรียนไทยได้เหรียญทองชีวโอลิมปิค เราชื่นชมว่าเขาเก่ง แต่ความรู้สึกอาจต่างกัน ถ้านักเรียนคนนั้นเป็นลูกของญาติของเรา และเรียนชั้นเดียวกับเรา

เปรียบ เทียบตัวเราในปัจจุบันกับอดีตที่เคยรุ่งโรจน์

แต่ก่อนเราอาจจะเป็นนักกีฬาที่ เก่งกาจแต่เดี๋ยวนี้ร่างกายอาจจะไม่ไหวแล้ว แต่ก่อนเราอาจเคย

เรียน เก่งมากแต่เดี๋ยวนี้ด้วยปัญหาต่างๆ ทำให้เราเรียนได้แค่ปานกลาง

แต่ก่อนเราเคยมีเงินมากมายแต่ ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้เรามีหนี้มากมาย

ถ้าเราหมกมุ่นครุ่นคิด เรื่องเหล่านี้เราก็จะรู้สึกแย่ รู้สึกว่าเรากำลังตกอับ

และมักจะคิดไปเองว่าคนอื่นก็มอง ว่าเรากำลังตกอับด้วย

เราเปรียบเทียบปัจจุบันกับความฝันที่ ยังไม่เป็นจริง เช่น อยากมีบ้านสวยๆ

แต่ก็ยังไม่มีสักทีทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่ด้อยกว่าคนอื่น

หลายๆ ครั้งเราก็อยู่ของเราดีๆ แต่คนอื่นชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งแล้วก็มาตัดสินว่าเราด้อยกว่า

และ มาพูดให้เราได้ยินด้วย เช่น บรรดาแม่ๆ มักจะเอาลูกของคนอื่นที่เรียนเก่งมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองแล้วบ่นให้ ลูกฟัง เพราะหวังจะกระตุ้นให้ลูกเกิดความมานะ เอาอย่างคนเก่งๆ นั่น แต่ลูกอาจกลับเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่าคนอื่น บางครั้งการที่คนอื่นเอาเราไปเปรียบเทียบ แล้วมาพูดให้เราได้ยิน อาจเป็นการเหน็บแนมไม่ใช่ความหวังดีแบบนี้ก็ได้

การเปรียบเทียบนั้น บางครั้งก็ช่วยให้เราพัฒนาตนเองขึ้นมา ถ้าเรารู้สึกด้อยกว่าแล้วเราพยายามปรับปรุงตนเอง หรือเมื่อเราอยากเป็นแบบบุคคลที่เราชื่นชมแล้วพยายามพัฒนาตนเอง หรือพยายามเอาชนะคำสบประมาทของคนอื่น แต่ถ้าการเปรียบเทียบทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ยอมแพ้ เลิกพยายามต่อ หรือเกิดความคิดหาทางกลั่นแกล้งทำลายคู่แข่งแทนที่จะพยายามปรับปรุงตนเอง หรือยอมทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อให้มีอย่างคนอื่นเขา แบบนี้ท่าทางเราจะเกิดภาวะการเปรียบเทียบที่เป็นพิษเสียแล้ว

การ พบว่าจริงๆ แล้วเราด้อยกว่าคนอื่นนั้นเป็นความเจ็บปวด แต่การเปรียบเทียบที่ไม่ตรงกับ ความเป็นจริง เกินจริง และเป็นไปในแง่ลบนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อรู้สึกตัวว่าเรากำลังเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบอยู่ให้ลองถามตัว เองว่า กำลังเปรียบเทียบ อะไร เช่น ความสวย ความเก่ง ความรวย ความเด่นดัง ฯลฯ เพราะบางครั้งเราจะ "มึน" แยกประเด็นไม่ออกแล้วสรุปรวมว่าตัวเราโดยรวมทั้งหมดนั่นแหละที่ด้อย สู้เขาไม่ได้ ข้อมูลแม่นแค่ไหน รู้แน่หรือเดาเอา เรารู้แน่แล้วหรือรถที่เขาขับน่ะ ใช่รถของเขา เพื่อนเราไปเรียนเมืองนอกเพราะเก่งหรือเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองไทยไม่ ได้

เรา รู้หมดทุกแง่ทุกมุมหรือยัง? หรือเห็นแต่แง่ดีของเขาเพียงด้านเดียว เวลาเห็นคนที่ร่ำรวยเรามักคิดว่าเขาคงจะมีความสุข ที่จริงแล้วคนที่ร่ำรวยไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขเสมอไป คนที่มีแฟนแล้วหรือคนที่ "ขายออก" แต่งงานแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขมากกว่าสาวโสด คนที่มีเงินเหลือเก็บมากเพราะประหยัดมากๆ ก็ไม่น่าจะมีความสุขเท่าไร โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกเป็นภรรยา

เมื่อพิจารณาความเป็นจริงแล้วลองคิด ต่อไปว่า เขาดี กว่าเราแล้วมันจะเป็นอะไรไป ถึงเขาจะมีเงินมากกว่า แต่เราก็ยังมีเงินเท่าเดิม เงินที่ เรามีอยู่มันไม่ได้หดหายไป ถึงคนข้างบ้านจะสวยกว่าเรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสวยน้อยลง เราก็ยังคงเป็นคนสวยคนหนึ่งเหมือนกัน

ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เราพร้อมที่จะแลกด้วยอะไรบางอย่างเหมือนที่เขาทำหรือไม่ เพื่อนของเราอาจจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาดูแลลูก ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีเวลาไปว่ายน้ำหลังเลิกงานจึงมีเงินขนาดนั้นได้ จะทำอย่างนั้นหรือไม่

เปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวังต่อไป เราอาจเปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ โดยเปรียบเทียบตัวเราตอนนี้กับตัวเราในอีก 1 ปีข้างหน้า ถ้าเราลงมือทำอะไรบางอย่าง เช่น ออกวิ่งสัปดาห์ละ 3 ครั้ง 1 ปีผ่านไปเราน่าจะหุ่นดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ดีขนาดคนข้างบ้านก็ตาม

การเปรียบเทียบจะเป็นปัญหาเมื่อ มันไม่สมเหตุผล มากเกินไป บ่อยเกินไป

ลดการเปรียบเทียบลงแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น


ที่มา : ผศ.น.พ.สเปญ อุ่นอนงค์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี

นิทานธรรมะ ฝึกอีคิว

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า...
จิตของคนเรานั้นเหมือนลิง
เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมาย จากพฤติกรรมของลิง

ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายไปในที่สุด
จนกลายเป็นว่า "กะปิถึงจะร้าย" ก็ไม่ร้ายเท่าความเกลียดกะปิ
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะไม่ใช่เพราะกะปิ
แต่เป็นความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก

สิ่งที่เราเกลียดนั้น
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่าความเกลียดชังในจิตใจเรา
ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูก คือความรู้สึกอยากผลักใส
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว
แต่นั้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว
ความยึดติดเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน

กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง
โดยใช้กล่องไม้ที่มีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ
พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้

ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิง เป็นเหยื่อล่อ
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ ก็ไม่ออก
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว สุดท้ายก็ถูกคนจับได้

ลิงบางตัวมีลูกเล็กบนหลัง คนก็จะฆ่าแม่ เพื่อพรากลูกของมันไปขาย
ลูกลิงหลายตัวเสียชีวิตเพราะแม่ตาย
เรียกว่า เสียชีวิตของตนและลูก เพราะกำถั่วไ้ว้ไม่ปล่อย

มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันและอยากได้
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น
เวลาประสบกับปัญหา
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดไว้เสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย ไม่คุ้มกับสิ่งที่ยึดติด


ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
มันก็จะเบาทางไปได้เยอะ
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น
หากแต่เป็นทางออกของปัญหาเลยทีเดียว

ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง
ก็เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง
ทั้งๆที่ลิงพยายามถู กำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดม หากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย
ดังลิงหวงถั่วนั่นเอง

พ่อแม่รังแกฉัน

มี ซินแสแก่เฒ่าได้เล่าไข
ถึงเรื่องงิ้วว่าเล่นกันเช่นไร
มีข้อใหญ่ นั้นก็เป็นเช่นละคร

แต่ข้อหนึ่งแกเล่าเขาประสงค์
มุ่งจำนงในข้าง เป็นทางสอน
ชี้ทางธรรม์มรรยาทแก่ราษฎร
เหมือนละครสุภาษิตไม่ผิดกัน

เราบวชนาคโกนจุกในยุคก่อน
มีกล่าวกลอนเพราะพริ้งทำมิ่งขวัญ
การ ขันหมากยุคเก่าท่านเล่ากัน
มีสวดฉันท์เรียกว่าสวดมาไลย์


เค้า ก็คือท่านหวังจะสั่งสอน
แต่ผันผ่อนตามนิยมสมสมัย
มีเฮฮาพาสนุกเครื่อง ปลุกใจ
สมกับได้มีงานการมงคล

ในหมู่บ้านย่านกลางเมื่อปางก่อน
มี โรงสอนธรรมทานการกุศล
เพื่อเป็นเครื่องเรืองปัญญาประชาชน
ในตำบลอัต คัตไกลวัดวา


เรียกศาลาโรงธรรมประจำบ้าน
เหมือนสถานที่ฝึก ทางศึกษา
บางคราวมีการกุศลปนเฮฮา
เพื่อให้พาเพลิดเพลินเจริญใจ

ฝ่ายจีนเขาได้มีอย่างที่ว่า
เอางิ้วมาฝึกหัดดัดนิสัย
ย่อมดูด ดื่มซึมซาบปลาบปลื้มใจ
เหมือนอย่างได้รู้เห็นที่เป็นจริง


งิ้ว เรื่องหนึ่งแกเล่าครั้งเยาว์อยู่
ได้ไปดูจำไว้ได้ทุกสิ่ง
เกาะในจิต ติดแน่นแม้นกับปลิง
เลยเป็นสิ่งสอนใจจนใหญ่มา

ตามเรื่องนั้น ว่ามีเศรษฐีหนึ่ง
เป็นคนซึ่งสูงชาติวาสนา
มีทรัพย์สินเหลือล้นคณนา
มี บ้างช่องแน่นหนาด้วยข้าไท


ท่านเศรษฐีมีบุตรสุดที่รัก
แก ฟูมฟักใฝ่จิตพิสมัย
บุตรคนเดียวแสนจะห่วงดังดวงใจ
หวังจะให้สืบวงศ์ ดำรงไป

มีโรงเรียนไกลบ้านอาจารย์สอน
กลัวลูกอ่อนลำบากไม่พราก ได้
อุตส่าห์จ้างครูบามาแต่ไกล
ให้สอนในบ้านตนสู้ปรนปรือ


ฝ่าย ลูกเรียนผู้เดียวให้เปลี่ยวจิต
มักเบือนบิดเบื่อชังเรื่องหนังสือ
อยาก ได้เพื่อนพูดจาและหารือ
พ่อก็อือออตามด้วยความรัก

เกณฑ์พวก เด็กในบ้านให้อ่านด้วย
ก็เพื่อช่วยชวนใจให้สมัคร
ครั้นมีเพื่อนเรียน ล้อมอยู่พร้อมพรัก
กลับชวนชักเล่นกันไม่หมั่นเรียน


ครูก็ ดีจี้ไชมิได้หยุด
แกเห็นสุดเอาใจจึงได้เฆี่ยน
หวังให้กลัวอาญาตั้ง หน้าเพียร
แต่กลับเพี้ยนผิดคาดถึงขาดกัน

คือบุตรท่านเศรษฐี หนีไปหา
พ่อฟ้องว่า ครูนี้แกตีฉัน
ปลอบให้เรียนก็ไม่ไปจนใจครัน
ต้อง เป็นอันเลิกกับครูที่อยู่มา


อุตส่าห์จ้างครูใหม่ตามใจลูก
แต่ ไม่ถูกใจบุตรสุดจะหา
ครูคนนั้นฉันเข็ดไม่เมตตา
คนนี้ว่าจู้จี้พิรี้ พิไร

แต่เปลี่ยนครูอยู่ฉะนี้ไม่มีเหมาะ
มักทะเลาะเลิกเรียน ต้องเปลี่ยนใหม่
พวกครูๆ เข็ดกลัวกันทั่วไป
ถึงจะให้เงินมากไม่อยาก เอา


บิดาผู้รักบุตรสุดจะกลุ้ม
ลูกเป็นหนุ่มใหญ่โตยังโง่ เง่า
เที่ยวจ้างครูอยู่...งต่างลำเนา
ค่าจ้างเท่าไรนั้นไม่พรั่นกลัว

แต่ก็ไม่ยืดไปเท่าไรนัก
ประเดี๋ยวชักเหหันต้องสั่นหัว
เผอิญมา ปะครูที่รู้ตัว
แกหวังชั่วค่าสอนสู้ผ่อนตาม


ศิษย์จะรู้ เท่าไรไม่ธุระ
ชื่อเสียงจะเสียไปก็ไม่ขาม
ศิษย์ผู้ใดตั้งหน้าพยายาม
สอน ให้ตามแต่รักสมัครเรียน

ครูคนนี้ถูกใจอยู่ได้ยืด
ถึงจะจืดจาง การเรื่องอ่านเขียน
ก็ถูกจิตศิษย์ตนย่อมวนเวียน
อยู่จำเนียรโตใหญ่ไร้ วิชา


ฝ่ายพ่อแม่รักบุตรสุดจะรัก
บุตรสมัครทางไหนมิได้ว่า
ใช้ เงินทองกอบกำไม่นำพา
อยู่ไม่ช้าแกก็ตายทำลายชนม์

ทรัพย์ สมบัติมรดกตกแก่ลูก
ไม่ต้องปลูกเปลืองแรงแสวงผล
มีเพื่อนมาฮาฮือ นับถือตน
เฝ้าแต่ขนทรัพย์จ่ายสบายจริง


เอาอะไรได้ทุกอย่าง ช่างสะดวก
จะหยิบหมวกหมวกรี่เหมือนผีสิง
ทุกอย่างรู้เอาใจไม่ประวิง
ดู เหมือนชิงกันมาคราต้องการ

ไม่ช้านักทรัพย์ลดหมดสะดวก
จะหยิบ หมวกหมวกกระเดียดข้างเกียจคร้าน
ถ้าเผลอหน่อยคอยหนีตะลีตะลาน
วิ่ง เข้าร้านโรงจำนำไม่อำลา


เพื่อนทั้งมวลล้วนหายเหมือนตายจาก
ที่ มีมากคือสหายพวกนายหน้า
บ้านของท่านขายเท่าไร? ให้ราคา
ผมช่วยค้าขาย ให้ด้วยไมตรี

เพื่อนสนุกพลุกพล่านขายบ้านช่อง
พอเงินทองหมด เรียบก็เงียบจี๋
ต่อนี้ไปใครเยือนคือเพื่อนดี
ไม่เช่นนี้เพื่อนโหล่ โง่ร-ยำ


บุตรเศรษฐีเป็นมาถึงครานี้
ไม่เห็นมีมิตรสหาย มากรายกล้ำ
ผิวผู้ดีมีกระดากพะอากพะอำ
จะคิดทำการอะไรก็ไม่เป็น

ต้องตรำตรากจากย่านถิ่นบ้านเก่า
ขอทานเขาเลี้ยงตนด้วยข้นเข็ญ
พัก สถานศาลเจ้าทุกเช้าเย็น
ค่อยคิดเห็นโทษตัวที่ชั่วมา


คิด ถึงเรื่องเก่าแก่พ่อแม่รัก
สู้ฟูมฟักใฝ่ฝึกให้ศึกษา
ตามใจลูกเหลือล้น คณนา
ทุกสิ่งสารพัดไม่ขัดใจ

คิดถึงครูผู้สอนแต่ก่อนเก่า
บาง คนเฝ้าฝึกฝนพ้นวิสัย
บางคนเฝ้าจู้จี้พิรี้พิไร
ไม่ถูกใจฟ้องพ่อก็ออ อือ


จนเหลวไหลได้เข็ญถึงเช่นนี้
พ่อแม่ที่รักลูกทำถูกหรือ
สิ่ง ใดพาเสียคนกลับปรนปรือ
ร้องไห้ฮือบ่นว่าเหมือนบ้าบอ

วันหนึ่ง ไปถึงถิ่นบ้านซินแส
ก็เดินแร่เข้าไปหาตรงหน้าหมอ
ร้องขอทานทันทีไม่ รีรอ
ฝ่ายท่านหมอมองหน้าไม่ว่าไร


ลงท้ายแกกลอกหน้าหาว่า หลอก
เฮ้ย. เจ้าวอกเอ็งอย่ามาไถล
หลอกดูลูกสาวข้าหรือว่าไร
หรือ เข้าใจว่า...ไม่รู้ที

ข้าหมอดูรู้จักลักษณะ
อย่างเมิงน่ะบอก เพศเป็นเศรษฐี
รูปลักษณ์พักตร์เจ้าเผ่าผู้ดี
ทำเช่นนี้ตั้งใจอย่างไร กัน


ลูกเศรษฐีฟังว่าน้ำตาหลั่ง
ตอบเสียงดัง "พ่อแม่รังแกฉัน!"
ร้องไห้โฮซบหน้าพลางจาบัลย์
คนบ้านนั้นต่างพากันมา ดู

ท่านเจ้าข้า! พ่อแม่รังแกฉัน
เขาใฝ่ฝันฟูมฟักฉันอักขู
ฉัน ทำผิดคิดร-ยำกลับค้ำชู
จะว่าผู้รักลูกถูกหรือไร


ท่านทาย ฉันนั้นถูกลูกเศรษฐี
ผู้กลีเลวกว่าบรรดาไพร่
ซึ่งยังรู้กอบการงานใด ๆ
เลี้ยง ชีพได้เพียงพอไม่ขอทาน

โอ๊ย! ยิ่งเล่ายิ่งช้ำระกำเหลือ
โปรด จุนเจือเถอะท่านหมอขอข้าวสาร
เหมือนช่วยชีพข้าเจ้าให้เนานาน
จักเป็น การบุญล้นมีผลงาม


ฝ่ายท่านหมอฟังเล่าสิ้นเค้าเงื่อน
แกจึง เอื้อนโอษฐ์มีวจีถาม
ข้าฟังเจ้าเล่าไปก็ได้ความ
จึงเห็นตามพ่อแม่ รังแกตรง

เข็ดหรือไม่ใครรังแกอย่างแม่พ่อ
หรือว่าพอทนดอกบอก ประสงค์
โอ๊ย! หนเดียวชีวิตแทบปลิดปลง
ถ้าซ้ำสองต้องลงอวิจี


อย่ารังแกอีกเลยลูกเคยเข็ด
ขอจงเมตตาเถิดประเสริฐศรี
ท่านหมอ ฟังยิ้มเยื้อนเอื้อนวจี
เจ้าว่าดีสมจริงทุกสิ่งอัน

ข้าไม่ อยากรังแกเช่นแม่พ่อ
ที่เจ้าขอข้าไม่อ่อนตามผ่อนผัน
แม้เจ้าขอสิ่งใด ข้าให้ปัน
ก็เป็นอันข้าทำซ้ำรังแก


เจ้าจะตกอวิจีไม่ดีดอก
เจ้า จะออกปากพ้ออย่างพ่อแม่
ลูกเศรษฐีตกตะลึงทะลึ่งแล
โอ๊ย! ผมแย่ถูกล่อลงบ่อตม

เมื่อไม่ให้ใครจะว่าเจ้าข้าเอ๋ย
นี่กลับ เย้ยยกคำทิ่มตำผม
จะไล่ไปก็ไม่ไล่ให้ระทม
ว่าแล้วซมซานกลับด้วยคับใจ


หมอขยับจับบ่าช้าซีเจ้า
คำที่เล่าบอกข้าน่าเลื่อมใส
พ่อแม่รัก ลูกผิดชนิดไร
เขาก็ได้ทุกข์ถมจนล้มตาย

เวลานั้นตัวเจ้ายัง เยาว์อยู่
จึงไม่รู้ยั้งตนจนฉิบหาย
เดี๋ยวนี้เจ้ารู้สึกสำนึกกาย
จง ขวนขวายฝึกหัดดัดสันดาน


ข้าจักเป็นพ่อแม่ช่วยแก้ให้
ต้อง ตามใจแต่ข้าจะว่าขาน
ถ้ายอมตามข้าว่าไม่ช้านาน
จักไม่ต้องขอทานเขาต่อ ไป

ลงท้ายลูกเศรษฐียินดีรับ
ไปอยู่กับซินแสแก้นิสัย
ไม่ ว่ามีกิจการสถานใด
แกใช้ให้ทำสิ้นจนชินการ


แกปรานีจี้ไช ด้วยใจรัก
จนรู้จักค้าขายหลายสถาน
อยู่กับหมอต่อมาไม่ช้านาน
ก็พ้น การทุรพลเป็นคนแคลน


ชาวเราเอ๋ยพ่อแม่มุ่งแต่รัก
สู้ ฟูมฟักในบุตรนั้นสุดแสน
แต่ความรักมักเดินจนเกินแกน
เลยเข้าแดนทุกข์ ถมระทมกาย


ดังเศรษฐีรักบุตรสุดสวาท
บุตรอุบาทว์มิได้รัก สมัครหมาย
เอาแต่ใจใฝ่ตามความสบาย
พ่อแม่ตายก็เพราะตรมระทมใจ

ยัง มิหนำซ้ำว่าด่ากระดูก
หาว่าถูกพ่อแม่รังแกได้
แต่ชาวเราเนาเขตประเทศ ไทย
คงจะไม่พบปะขอประกัน


เพราะพระราชบัญญัติอุบัติแล้ว
เหมือน ดวงแก้วส่องสว่างทางสวรรค์
บังคับให้ศึกษาทั่วหน้ากัน
พระคุณธรรม์ข้อ นี้ไม่มีเทียม

ที่สุดนี้ชาวเราน้อมเกล้าฯ นบ
พระจอมภพ ภูบดินทร์พระปิ่นเสียม
พระปลุกใจไทยทั่วตั้งตัวเตรียม
ทุกอย่างเยี่ยม ยิ่งคุณวิบุลเอย.....

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การเตรียมความพร้อมของลูกก่อนเรียนชั้นประถมหนึ่ง


ภาพจากอินเตอร์เนต

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันไปประชุมที่โรงเรียนลูก เกี่ยวกับการเรียนต่อในชั้นอนุบาล ๓ ซึ่งมีความแตกต่างกับการเรียนชั้นอนุบาล ๑ และ ๒ ค่ะ เพราะจุดประสงค์ของการเรียนชั้นอนุบาล ๓ นั้น คือ การเตรียมความพร้อมของเด็ก ให้พร้อมรับมือกับการเรียน แบบที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ในชั้น ประถมหนึ่ง เป็นต้นไป

ดังนั้นเป้าหมายในชั้นอนุบาลสาม คือ การฝึกทักษะเด็กในทุกๆด้าน เช่น

- การสื่อสาร เด็กต้องสามารถได้เข้าใจ สามารถฟังและจับใจความได้ เพราะทักษะการฟังและจับใจความให้เข้าใจ จะใช้ในการฟังคำอธิบายบทเรียนของคุณครูในชั้นเรียน ฟังแล้วสามารถตอบคำถามได้ สามารถปฎิบัติตามที่คุณครูสั่งการบ้านได้ครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง

ทักษะการเขียน คือ ต้องสามารถเขียนประโยคง่ายๆได้ เขียนได้ถูกต้อง สะกดได้ถูกต้อง เพื่อใช้ในการจดการบ้าน จดบันทึกที่คุณครูสอนในชั้นเรียน และการตอบการบ้าน การทำข้อสอบ

ทักษะการอ่าน คือ เด็กๆต้องสามารถอ่านและจับใจความได้ ว่าในหนัังสือ นั้นพูดอะไร ใครทำ อะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อใช้ในการเข้าใจหนังสือเรียน หรือ สิ่งที่จดมา อ่านแล้วเข้าใจปฎิบัติได้ และยังต้องฝึกอ่านออกเสียง ให้ชัดเจน เพราะหากออกเสียงไม่ชัด เวลาฟังครูพูด แล้วจด ก็จดผิดจดถูก เพราะสะกดไม่ถูก

ทักษะการพูด คือ สามารถสื่อสารสิ่งที่คิด สิ่งที่ต้องการออกมาได้ ให้คุณครู และผู้อื่นเข้าใจ เพราะหากพูดไม่เป็น ไม่สามารถสื่อสารในสิ่งที่คิดให้คนอื่นเข้าใจได้ ก็ยากจะประเมินว่าเด็กเข้าใจบทเีรียนมากน้อยเพียงใด

- ทักษะด้านคณิต เท่าที่จำได้ แต่ไม่ครบนะคะ คือ เด็กๆจะต้องเรียนรู้เรื่อง

ระบบเงินตรา ว่ามีเหรียญกี่บาท มีธนบัตรอะไรบ้าง ระบบการซื้อขายพีื้นฐาน ทอนเงิน
เรื่องของเวลา สามารถดูนาฬิกาเป็นบอกเวลาได้
เข้าใจเรื่องระยะทาง ใกล้ ไกล และมาตรวัดแบบง่ายๆ รวมทั้งการวัดด้วยไม้บรรทัด
เข้าใจเรื่องน้ำหนัก หนัก เบา และมาตรวัดน้ำหนัก แบบง่ายๆ รวมทั้งเรื่องการชั่งนำ้หนัก
เข้าใจเรื่องรูปทรง สองมิติ สามมิติ เช่น วงกลม ทรงกลม สามเหลี่ยม ปิรามิต และสี่เหลี่ยมแบบต่างๆ หลายเหลี่ยม เป็นต้น และสามารถเชื่อมโยงกับของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หน้าต่างเป็นรูปทรงอะไร นาฬิกาทรงแบบนั้น แบบนี้

- ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เท่าที่จำได้ ก็เช่น การเชื่อมโยงกับธรรมชาติืรอบๆตัว เช่น วงจรชีวิตของมดและแมลง เรื่องใบไม้ เรื่องนำ้ หรือ ฝน อะไรแบบนี้ ซึ่งเท่าที่สังเกตจะรู้สึกว่า เป็นการฝึกวิธีเรียนรู้จากการสังเกต สิ่งรอบตัว ทำให้เกิดกระบวนการคิด และเข้าใจ และจดจำ

- ทักษะด้านสังคม เท่าที่สังเกต คือ ในวัยอนุบาลหนึ่งและสอง ก็อาจจะเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง อวัยวะ แล้วมาที่คนในครอบครัว สัตว์เลี้ยง แต่ในอนุบาลสาม จะเริ่มเชื่อมโยงออกมาที่โรงเรียน คนในสังคม เช่น ใครทำอาชีพ อะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง แบบง่ายๆ ทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องโครงสร้างสังคม แบบง่ายๆ ว่า ในครอบครัว มีญาติพี่น้อง ในสังคมรอบๆ มีเพื่อนบ้าน ทำหน้าที่ต่างๆ

-ทักษะด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ก็มักจะผ่านด้านงานศิลปะ ที่ให้เด็กๆคิดเอง และถ่ายทอดออกมาด้วยการวาด และอาจจะมีการฝึกทำแผนภูมิ เพื่อเชื่อมโยงความคิด

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

รู้จัก "โอริงามิ" ศิลปะพับกระดาษแสนสนุก ฝึกสมองลูก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 เมษายน 2553


เชื่อว่าเด็กๆ แทบทุกคนจะต้องเคยผ่านการเล่น "พับกระดาษ" กันมาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นการพับแบบง่ายๆ ที่ได้วิชามาจากโรงเรียนบ้าง คุณพ่อคุณแม่สอนบ้าง ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเครื่องบิน นก เต่า กบ เป็นหลัก แต่ปัจจุบันการพับกระดาษเป็นรูปต่างๆ มีความซับซ้อน และแบบแผนมากขึ้น ส่วนหนึ่งด้วยเพราะไทยรับเอาศิลปะการพับกระดาษจากดินแดนซากุระที่มีชื่อ เรียกเฉพาะตัวว่า "โอริงามิ" (Origami) เข้ามาและนำมาผสมผสานจนกลายเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่น้อย และมีพ่อแม่บางครอบครัวนำศิลปะดังกล่าวมาเป็นกิจกรรมในครอบครัว

"ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ" นักวิชาการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การพับกระดาษโอริงามิ อธิบายว่า "โอริงามิ" เป็นชื่อญี่ปุ่นเรียกถึงการพับกระดาษในรูปแบบต่างๆ มีจุดกำเนิดในญี่ปุ่นเมื่อ 50 ปีก่อน เป็นกิจกรรมยามว่าง และศิลปะที่เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ที่สมัยก่อนจะนิยมพับกระดาษ เพื่อนำไปประดับตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา จนกลายเป็นกิจกรรมของคนทั่วไป และโด่งดังระดับโลก

อย่างไรดี มีข้อสันนิษฐานกันว่า เกิดขึ้นในจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ขยายตัวมายังเกาะญี่ปุ่น และเกาหลีในกลุ่มชนชั้นสูง รวมถึงซามูไร จนกระทั่งปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ “อาริกะ โยชิซาวะ” ออกมาโชว์ผลงานที่แหวกแนวคลาสสิก และทำให้นักพับกระดาษในญี่ปุ่น และนักพับกระดาษทั่วโลกเริ่มรู้ว่าการพับกระดาษเป็นอะไรได้มากกว่าการพับนก

สำหรับไทย เมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา การพับถุงใส่กล้วยแขก ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพับกระดาษของไทย จากนั้น 20 ปีต่อมา มีองค์กรญี่ปุ่น (Japan Foundation) เข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย โดยส่งวิทยากรมาสอนพับกระดาษ ทำให้เกิดนักพับกระดาษไทยรุ่นใหม่ และมีการก่อตั้งชมรมนักพับกระดาษไทย จนได้รับความนิยมในไทยเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

"โอริงามิไม่ใช่แค่การพับเล่นๆ หรือเป็นงานศิลปะเท่านั้น แต่สามารถเปลี่ยนกระดาษ 1 แผ่นธรรมดา ออกแบบการพับให้แยบยลกลายเป็นรูปร่าง 3 มิติที่ใช้เป็นทั้งของเล่น สื่อการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ รวม ทั้งนำไปใช้จำลองนวัตกรรมของแผงพลังงานโซล่าเซลล์ที่ใช้ในอวกาศ โดยญี่ปุ่นนำมาใช้เพื่อประหยัดพื้นที่การบรรจุในจรวด สำหรับการส่งออกไปนอกโลก

นอกจากนี้ ยังนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ สามารถใช้สอนเรื่องสมมาตร รูปร่างรูปทรงเรขาคณิต วิทยาศาสตร์ใช้เป็นสื่อการสอนเรื่องโครงสร้าง แบบจำลอง ส่วนวิชาศิลปะใช้สอนเรื่องการออกแบบรูปร่าง และผลงานที่มีความสวยงาม หรือแม้แต่วิชาอื่นก็ทำได้ ถือเป็นการเชื่อมโยงจินตนาการ และเหตุผลเข้า ด้วยกันได้เป็นอย่างดี


"มีครูอนุบาลที่จังหวัดเชียงใหม่ใช้การพับ กระดาษแบบโอริงามิ พับเป็นรูปปากที่สามารถขยับได้ ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในการอ่านออกเสียงวิชาภาษาไทย ดึงใจให้เด็กนักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเรียน และตั้งใจเรียนหนังสือมากขึ้น ในต่างประเทศได้นำโอริงามิไปรักษาเด็กสมาธิสั้น (ไฮเปอร์) และบำบัดร่างกายให้กับเด็กออทิสติก เพื่อช่วยให้เกิดการขยับกล้ามเนื้อ การสื่อสารกับคนรอบข้าง ที่สำคัญคือ การมีสมาธิที่แน่วแน่" ดร.บัญชากล่าว

อย่างไรก็ดี ดร.บัญชา สะท้อนให้ฟังถึงการใช้ประโยชน์จากโอริงามิกับเด็กยุคใหม่ว่า เด็กอายุ 6-10 ขวบขึ้นไป จะเริ่มติดเกม พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ทั้งเรียนพิเศษ เดินห้างสรรพสินค้า แต่ศิลปะการพับกระดาษแบบโอริงามิ เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะกิจกรรมที่ทำร่วมกันที่บ้าน อีกทั้งมีต้นทุนต่ำ แต่สิ่งที่ทุกคนในครอบครัวจะได้รับอย่างมาก คือ การได้ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน การได้พูดคุยกัน การฝึกให้ลูกคิดสร้างสรรค์

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเด็กเล็ก จะช่วยในเรื่องของการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง รวมทั้งเป็นการพับที่ต้องเกิดจากการสั่งงานของสมองทั้งสองซีก ให้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน ขณะที่มือกำลังพับกระดาษระบบสมองก็มีการคิดตามอย่างเป็นระบบ โดยที่ไม่ต้องให้ลูกไปเรียนพิเศษ หรือทำกิจกรรมที่เคร่งเครียดจนเกินไป

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ที่มาของชื่อเดือนแต่ละ เดือน

เคยสงสัยหรือไม่ว่าชื่อเดือนแต่ ละเดือนที่คนไทยใช้กัน ทั้ง 12 เดือน คือ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน...ไปจนถึงธันวาคมนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ? ใครช่างอัจฉริยะตั้งมาได้ ?

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

เก็บของ เจอสรุปหลักภาษาไทย ป.1 มาฝากค่ะ

อันนี้เป็นของฝากของคุณ myson711

"วันนี้ เจอสรุปของลูก ที่ แม่+ลูก เคยช่วยกันทำไว้ นำมาฝากทุกๆท่านค่ะ

เป็นหลักภาษาไทย น่าจะเทียบได้ประมาณ ชั้น ป.1

วิธีการใช้ ให้สนุก เน้นเข้าใจ (ไม่เน้นท่องจำ) เกี่ยวกับอักษร 3 หมู่ "





ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ของดีๆ เอามาเก็บไว้ในนี้ เผื่อเพื่อนๆคนไหนหาอ่าน จะได้ใช้ได้ เป็นประโยชน์กับส่วนรวม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโลกของเรา



โลกเกือบกลมใบนี้ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่เมื่อประมาณ 4,540 ล้านปีก่อน ในฐานะดาวเคราะห์ดวงหนึ่งของระบบ สุริยะ (Solar system) ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โลกมีสารพัดเรื่องราวให้มนุษย์ได้ศึกษาทำความเข้าใจกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น หลายๆ เรื่องราว หลายๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่เราอาจไม่เคยรู้หรือแทบจะนึกไม่ถึงมาก่อน แต่ถ้าได้ลองเก็บมานั่งทบทวนดูแล้ว เราจะพบความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ได้อีกมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นเรื่องดังต่อไปนี้

รวมเรื่อง "แรกๆ" ของเมืองไทย

ในสมัยเด็กๆ หลายคนอาจจะต้องท่องจำว่า ใครคือนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายคนก็ยังจำได้อยู่ แต่หลายคนก็อาจจะลืมเลือน ดังนั้น เพื่อเป็นการทบทวนความจำ ทั้งความรู้เก่าและเกร็ดความรู้ใหม่ ที่บางคนอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับประเทศไทย จึงขอนำเกร็ดความรู้บางส่วน มาเพื่อเสนอดังต่อไปนี้

* แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่อ "จินดามณี" แต่งโดย พระมหาราชครู กวีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี พ.ศ.2199 - 2231)

* ถนนสายแรกในเมืองไทย คือ ถนนเจริญกรุง (New Road) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2404 โดยต่อมาได้มีการตัดถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร รวมทั้งถนนพระราม 4 และถนนสีลม ในเขตชานพระนคร


* น้ำแข็งเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ.2410 สันนิษฐานว่า ผลิตที่สิงคโปร์แล้วส่งมาถวาย โดยใส่..บกลบขี้เลื่อย คนเฒ่าคนแก่ในสมัยนั้น ไม่เชื่อว่าจะทำน้ำแข็งได้จริง ถึงกับออกปากว่า "จะปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างไร"


* พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่เสด็จประพาสต่างประเทศคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นแห่งแรก เมื่อปี พ.ศ.2413 และเสด็จชวาด้วย


* ผู้ที่ประพันธ์เพลงสรรเสริญพระบารมี คือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ โดยมี นายปโยตร์ ซูโรฟสกี้ (Pyotr Shchurovsky) ชาวรัสเซีย แต่งทำนองเพลงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2431


* ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลิตขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ออกใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2445 โดยก่อนหน้านั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการผลิตธนบัตร หรือเงินกระดาษออกใช้เป็นครั้งแรก ในเมืองไทยแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2396 แต่เรียกว่า "หมาย" ทำด้วยกระดาษปอนด์สีขาวรูปสี่เหลี่ยม พิมพ์ลวดลายด้วยหมึกทั้งสองด้าน และประทับตรา พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตราจักร และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลสีแดงชาด (ลัญจกร อ่านว่า ลัน-จะ-กอน แปลว่า ตราสำหรับใช้ตีหรือประทับ ราชาศัพท์ใช้คำว่า พระราชลัญจกร)

(คลิ กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
* ผู้ที่คิดออกลอตเตอรี่เป็นคนแรกในเมืองไทย คือ มิสเตอร์ เฮนรี่ อาลบาสเตอร์ (ต้นตระ...ล "เศวตศิลา") ชนชาติอังกฤษ เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรก โดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่" โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา


* คนไทยคนแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบิน คือ พระบรม วงศ์เธอ กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน โดยประทับเครื่องบินออร์วิลไรท์ คู่กับกัปตัน มร.เวนเดนเปอร์น ซึ่งขับวนเวียนเหนือสนามราชกรีฑาสโมสร เป็นเวลา 3 นาที 45 วินาที เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2453 เป็นเครื่องบินที่บริษัทฝรั่งเศสนำมาแสดง ณ ราชกรีฑาสโมสร (สนามม้านางเลิ้ง) ซึ่งถือว่าเป็นสนามบินแห่งแรกที่ใช้ในการบินของเมืองไทยด้วย


* พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่ทรงผ่านการศึกษาจากต่างประเทศคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อปี พ.ศ.2436 - 2445 รวมระยะเวลา 9 ปี


* นามสกุลหมายเลข 1 ที่รัชกาลที่ 6 ทรงคิดพระราชทานคือ นามสกุล "สุขุม" พระราชทานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2456 ต้นสกุลคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)


* ผู้ที่ให้กำเนิดรถแท็กซี่ขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกคือ พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง) ยี่ห้อออสติน จำนวน 4 คัน เปิดบริการรับจ้างครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ในสมัยนั้นเรียกว่า "รถไมล์"


* ประเทศไทยเริ่มนับเวลา ตามแบบสากลครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแต่เดิมเรานับเวลาตอนกลางวันเป็น "โมง" และตอนกลางคืนเป็น "ทุ่ม" พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้เปลี่ยนมาเรียกว่า "นาฬิกา" (เขียนย่อว่า "น.") และให้นับเวลาทางราชการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมสากลนิยม โดยให้ถือว่าเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นเวลาเปลี่ยนวันใหม่ และให้ถือเวลาที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษเป็นมาตรฐาน ซึ่งเวลาในประเทศไทย เป็นเวลาก่อนหรือเร็วกว่าเวลาที่กรีนิช 7 ชม. เช่น ไทยเป็นเวลา 19.00 น. ทางกรีนิชเท่ากับ 12.00 น. เป็นต้น


* ผู้ที่ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรก คือ มิสเตอร์เอ็ดวิน แมกพาแลนด์ ยี่ห้อเรมิงตัน

* นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยคือ พระยามโน ปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475 - 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 ส่วนนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งคือ นายควง อภัยวงศ์ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2491 ได้ถูกคณะนายทหารเข้าพบ เพื่อขอร้องแกมบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้าเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3


* ยศสูงสุดของทหารไทยคือ ยศจอมพล แต่ปัจจุบันไม่มีการแต่งตั้งแล้ว ยศสูงสุดทางทหารในปัจจุบันคือ "พลเอก" ผู้ที่เป็นจอมพลคนแรกของไทยคือ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นต้นสกุล "ภาณุพันธุ์" ส่วนจอมพลคนแรกในระบอบประชาธิปไตย คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคนสุดท้าย ที่ดำรงตำแหน่งจอมพลในระบอบประชาธิปไตยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2516 (สำหรับพระมหากษัตริย์ จะทรงดำรงตำแหน่ง "จอมทัพไทย")


* ผู้ประพันธ์เพลงชาติไทยในปัจจุบัน คือ พระเจน ดุริยางค์ (ปิติ วาทยากร) เป็นผู้แต่งทำนอง และหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง เมื่อ พ.ศ.2483


* ผู้ที่คิดฝนเทียม หรือ ฝนหลวง ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช โดยได้ทรงค้นคิดและวิจัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 และทรงถ่ายทอดแนวพระราชดำริ และผลการวิจัยแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร จนมีการทำฝนหลวงพระราชทานครั้งแรก ในปี พ.ศ.2512


* มกุฎราชกุมารพระองค์แรก ที่ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกคือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร


* สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรก ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงจบอักษรศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2519


* คนไทยคนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสมัชชาใหญ่ แห่งสหประชาชาติคือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2499


* ผู้นำไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ คือ นาย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย ได้รับในสาขางานบริการภาครัฐบาล ประจำปี พ.ศ.2540

วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

Problem Solving : ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ในช่วงปฐมวัย

อันนี้เป็นบทความที่คุณ3.14159+ จัดหามาฝากเพืือนๆในเวบบอร์ดค่ะ ดิฉันเห็นว่าเป็นบทความที่ดี เป็นประโยชน์ จึงเอามาเก็บรวบรวมไ้ว้ให้เพื่อนๆรุ่นหลังต่อไป

เทคนิคการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ในมุมมองของเด็กๆ

ได้อ่านเรื่องนี้ในเวบบอร์ด ห้องเรียนของลูกโดยคุณmyson711 เห็นว่าเป็นเรื่องราวที่ดีและเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆรุ่นหลัง จึงขออนุญาตนำเอามาเก็บไว้ในเวบบล็อก จะได้ค้นหาง่ายๆต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

กิจกรรมการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ปฐมวัย

อ่านเจอจากบทความค่ะ น่าสนใจดี แต่ขออนุญาตตัดเรื่องชื่อโรงเรียนนะคะเพราะไม่อยากให้เป็นการประชาสัมพันธ์ ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วโรงเรียนดีอย่างในบทความหรือเปล่า แต่วิธีการใช้เป็นแนวทางสอนลูกได้ค่ะ