วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

กว่าจะเป็นหนึ่งในตำนานของสตีฟ จ็อบส์ (4)



อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนๆกันในการหล่อหลอมอัจฉริยภาพด้านอิเล็กทรอนิคส์ในตัวของสตีฟ จ็อบส์ และ สตีเฟน วอซแนก  คือ "สิ่งแวดล้อม"    เด็กสองคน ที่ชื่นชอบและสนุกกับกิจกรรมยามว่างที่ได้ทำกับพ่อ ได้ดูพ่อทำงาน  ได้เรียนรู้ไปกับพ่อ  คงไม่มีโอกาสก้าวหน้าเหนือไปกว่าพ่อของเขาได้  หากเขา ไม่ไ้ด้อยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิคส์    การที่ำพวกเขาได้มีโอกาสพบปะ เพื่อนรุ่นพี่ รุ่นพ่อ รุ่นอา  ที่เป็นคนทำงานในแวดวงคอมพิวเตอร์ ทำให้พวกเขาได้เปิดโลกทัศน์ด้านการทำงาน   ได้ฟังผู้ใหญ่ปรึกษาหารือกัน ในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ  และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น  เด็กทั้งสอง ได้ซึมซับความรู้เหล่านี้ สั่งสมเป็นประสบการณ์ีที่ยาวนาน  แม้ว่าจะมีอายุน้อย เป็นเพียงวัยรุ่น เท่านั้น แต่ก็มีประสบการณ์ความรู้ ความสามารถ ไม่แพ้ผู้ใหญ่บางคน   และที่สำคัญ คือ โอกาสที่พวกเขาได้เข้าใกล้ชิดสิ่งแวดล้อม แวดวงผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้  บ่อยครั้ง เป็นสิ่งที่เด็กทั้งสอง ค้นคว้า ไขว่คว้า หาช่องทางเข้าไปศึกษาด้วยตัวของพวกเขาเอง

บ้านที่สตีฟ จ็อบส์ อาศัยอยู่ในวัยเด็กนั้น อยู่ในเขตจัดสรรแถว เมาเทนวิว  ทางตอนใต้ของ พาโล อัลโต และอยู่ไม่ไกลจาก ซิลิคอน แวลเลย์ ซึ่งอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีเกิดใหม่ กำลังเบ่งบานในย่านนั้น เพื่อนบ้านของเขา จึงเต็มไปด้วยคนที่ทำงานในอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิคส์ และคอมพิวเตอร์  เป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ วิศวกร ในโรงงานต่างๆ   ในหนังสือประวัติสตีฟ จ็อบส์ ของ วอลเตอร์  ไอแซคสัน ได้พูดเรื่องนี้ว่า

"จ็อบส์ก็เหมือนเด็กอีกหลายคนที่ได้รับอิทธิพลจากผู้ใหญ่ที่อยู่รอบๆตัว "หัวหน้าครอบครัวส่วนใหญ่ที่อยู่แถวบ้าน เป็นคนมีฝีมือทำงานละเอียดมาก ไม่ว่าจะเป็นโซลาเซล แบตเตอรี่ หรือ เรดาร์  ผมโตมากับของพวกนี้  ผมถามผู้ใหญ่อยู่เรื่อยว่า มันคืออะไร"  เพื่อนบ้านคนสำคัญคนหนึ่ง คือ แลรี่ แลงก์  ทีอยู่ถัดจากบ้านจ็อบส์ไป 7 หลัง  เขาเล่าให้ฟังระหว่างเราเดินไปที่บ้านของแลรี่ว่า "แลรี่ เป็นแบบอย่างของผมว่า วิศวกร HP ควรเป็นอย่างไร  เขาเป็นนักวิทยุสมัครเล่นมือเก่า เป็นช่างอิเล็กทรอนิคส์ ระดับฮาร์ดคอร์เลยทีเดียว  เขามักจะมีของติดมือมาให้ผมเล่นเสมอ"

การที่ได้ใกล้ชิด แลรี่ แลงก์ วิศวกรของ HP ในวัยเด็ก และเป็นคนที่เขาโปรดปราน นำพาชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ ให้เข้าใกล้แหล่งความรู้ที่ยิ่งใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น คือ Hewlett-Packard หรือ HP  ในตอนช่วงมัธยมต้น แลงก์ ได้พาสตีฟ ไปร่วมกิจกรรม Hewlett-Packard Explorers Club ที่จัดเป็นประำจำทุกค่ำวันอังคารที่ร้านอาหารของบริษัท  จะมีนักเรียนราว 15 คนมาร่วมกิจกรรม

"จ็อบส์เล่าว่า "แต่ละครั้งจะมีวิศวกรจากแล็บมาคุยให้พวกเราฟังว่า เขากำลังทำอะไรกันอยู่  พ่อจะขับรถไปส่ง ผมสนุกมาก HP เป็นผู้บุกเบิกหลอดไดโอดเปล่งแสง (light emitting diodes)  เราคุยกันว่า จะเอามันมาทำอะไรดี...แตสิ่งที่ยังคงประทับใจอยู่จนบัดนี้ คือ การที่เขาได้เห็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ HP กำลังพัฒนา  "ผมเห็น Desk top Computer เครื่องแรกที่นั่น มีชื่อว่า 9100A   เป็นเครื่องคิดเลขที่ยอดมาก  แต่ก็เป็น Desk Top Computer จริงๆ เครื่องแรกด้วย ขนาดใหญ่มาก หนักประมาณ 40 ปอนด์เห็นจะได้ สวยมาก ผมหลงรักมันทันที"

การร่วมกิจกรรม Hewlett-Packard Explorers Club ได้เปิดโอกาสให้เด็กๆที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ทำโปรเจค ในขณะที่ทำชิ้นงาน  สตีฟต้องการอะำไหล่บางอย่างในการผลิตชิ้นงาน ซึ่งเป็นอะไหล่ที่ HP ผลิต  เขาจึงเปิดสมุดโทรศัพท์ เพื่อหาเบอร์โทรศัพท์ของ บิล ฮิวเล็ตต์ CEO ของ HP เพื่อขออะไหล่ที่เขาต้องการ สตีฟ จ็อบส์เล่าว่า

"สมััยนั้นสมุดโทรศัพท์พิมพ์เบอร์โทรศัพท์ทุกเบอร์  ผมเลยหาชื่อบิล ฮิวเล็ตต์ ในพาโล อัลโต  โทรไปหาเขาที่บ้าน  เขารับสาย และคุยกับผมอยู่ตั้ง 20 นาที เขาให้อะไหล่ตามที่ผมต้องการ แถมยังให้งานผมทำในโรงงานผลิตเครื่องวัดความถี่ด้วย จ็อบส์ทำงานที่นั่น ระหว่างปิดภาคฤดูร้อน  หลังจากเรียนจบปีแรก ที่ Homestead High "พ่อจะขับรถไปส่งตอนเช้าและมารับทุกเย็น"

เล่ามาถึงตอนนี้ เราจะเห็นเรื่องราวหลายแง่มุม  ทั้งในแง่ความรักของผู้เป็นพ่อของพอล จ็อบส์  แม้ไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้า  แต่ เขาก็ให้ความรัก ความเอาใจใส่ และเปิดโอกาสให้ลูกชาย ค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการ ตามหาฝันของตน โดยไม่ขัดขวาง แต่กลับให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ นี่เป็นเรื่องที่ซาบซึ้งมากค่ะ

อีกมุมหนึ่ง คือ เห็นนิสัยความกล้าแสวงหาโอกาสของสตีฟ จ็อบส์  มาอ่าเรื่องราวตอนนี้ สตีฟ จ็อบส์เพิ่งเรียนมัธยมปลายเป็นปีแรก คือ ประมาณ ม.ต้น  เกรด 8 ของฝรั่ง ก็นะจะประมาณ ม.๒  หรืออายุ อาจจะแค่เพียง 12 ปีเท่านั้น แต่เขากล้าโทรศัพท์ โทรไปหา CEO ผู้ยิ่งใหญ่ของ HP  เพื่อขอชิ้นส่วนอะไหล่มาทำงานประดิษฐ์ของเขา   ในขณะเรามามองเด็กมัธยมบ้านเรา  ม.ต้น เด็กอาจจะยังไม่สามารถทำการบ้านด้วยตัวเองได้ด้วยซ้ำ หากไม่มีพ่อแม่ ไม่มีติวเตอร์คอยช่วยเหลือ   ในวัย ม.๒  เด็กฝรั่งอย่างสตีฟ จ็อบส์ เขาเริ่มทำงาน Part-time กันแล้ว  แต่เด็กไทยเรา จบมหาวิทยาลัย ก็ยังขอเงินพ่อแม่อยู่เลยค่ะ  อ่านแล้วอึ้งไปเหมือนกัน คิดถึงอนาคตของชาติมันดูมืดมน  หากเราไม่ช่วยกันเปลี่ยนวิธีสอนลูก

หน้าที่ของสตีฟ จ็อบส์ ใน HP นั้น เป็นงานง่ายๆคือ" แค่วางน็อตกับสกรูลงบนของ"   ดังนั้น เ่ท่าที่ดิฉันเดา คือ บิล ฮิวเล็ตต์ คงพึงพอใจความกล้า ความสนใจใคร่รู้และรักในอิเ็ล็กทรอนิคส์ของเขา  จึงมอบโอกาสที่แสนวิเศษให้สตีฟ จ็อบส์ ได้มีโอกาสมาสัมผัส เรียนรู้การทำงานอย่างใกล้ชิด เป็นการต่อยอดความรู้ของเด็ก  และที่นี่ สตีฟ จ็อบส์ได้มีโอกาสได้พบปะคนทำงาน พี่ๆนักวิศวกรของ HP  

"จ็อบส์ผูกมิตรกับวิศวกรที่ทำงานชั้นบนได้ดีกว่า "บนนั้นมีกาแฟกับโดนัทเสิร์ฟทุกวันตอนสิบโมงเช้า ผมเลยชอบขึ้นไปข้างบนคุยเล่นกับพี่ๆวิศวกร"

ในระหว่างที่เรียนมัธยม  สตีฟ จ็อบส์ ได้ทำงานหลายอย่างในเวลาว่าง เขาเคยเป็นคนส่งหนังสือพิมพ์   ตอนที่เรียนในเกรด 11 หรือ ม.5 เขาทำงานช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และปิดเทอมเป็นเสมียนคุมสต็อกสินค้าที่ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ขนาดมหึมาที่ขื่อ Haltek  เขาสนุกสนานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์พวกนี้มาก ที่นี่จ็อบส์ ได้สะสมความรู้เรื่องชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ ต่อรองราคาแล้วนำมาขายทำกำไร  เขาไปตลาดนัดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เช่น ที่ซาน โฮเซ่ หาแผงวงจรใช้แล้วที่มีชิปหรือชิ้นส่วนที่มีค่าแล้วนำมาขายให้ผู้จัดการที่ร้าน Haltek

เขียนมาถึงตอนนี้ มาคิดถึง สตีฟ จ็อบส์ ก่อนที่จะมาเป็นผู้มีความรอบรู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ไอที จนมีความสามารถในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับได้ขนาดนี้  เขาได้ผ่านการบ่มเพาะ สร้างสมประสบการณ์จากกูรูผู้เชี่ยวชาญที่เขาได้ใกล้ชิด   การลงมือทำงานจริงๆ ตั้งแต่ในวัยเด็กก็ว่าได้  มามองปัญหาของเด็กสมัยนี้ หรือคนทำงานจำนวนมาก  เรียนจบออกมา อยากได้งานดีๆ ตำแหน่งสูงๆ มีแต่ความรู้ มีแต่ใบปริญญา เหรียญรางวัล  มีแต่ Idea ไม่มี Ido   เมื่อมาทำงาน ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว  เพราะไม่มีความสามารถในการทำงานที่แท้จริง  

หากเรายินยอมให้ลูกๆของเรา  หรือเปิดโอกาสให้เด็กๆชั้นมัธยมของเรา ได้มีโอกาสหางานทำในบริษัท ห้างร้านในช่วงปิดเทอม หรือวันหยุด  จะเป็นการเปิดโลกอาชีพให้เด็กๆ ได้ลองค้นหาตัวเองว่า ตัวเองนั้นชอบหรือไม่ชอบทำอะไร  อยากทำงานด้านไหน  และสามารถสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ด้วยการลงมือทำจริงและเรียนรู้จากคนในสายงานนั้น จะเป็นประโยชน์มากกว่า การเอาเด็กไปเรียนพิเศษ  กวดวิชา เช้าจรดเย็นในห้องสี่เหลี่ยม หรือ พาไปสอบในสนามต่างๆ เพราะในชีวิตจริงๆของคนเรานั้น มีเหลี่ยมมีมุม   ไม่ใช่ราบเรียบ เหมือนแผ่นกระดาษแบนๆ ที่นำมาใช้ทดสอบความสามารถของเด็กค่ะ

กว่าจะเป็นหนึ่งในตำนานของสตีฟ จ็อบส์ (3)



เล่าเรื่องพ่อบุญธรรมของสตีฟ จ็อบส์ ที่เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นคนหล่อหลอม ปลูกฝังนิสัยการชื่นชอบเครื่องยนต์กลไก และชื่นชอบอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ให้กับเขา  ก็ต้องเอาเรื่องอีกหนึ่งหนุ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ในยุคบุกเบิก คือ สตีเฟน วอซเนียก  ในการก่อตั้งบริษัท Apple ในยุคแรกนั้น มีผู้ถือหุ้นหลักสามคน คือ สตีฟ จ็อบส์   สตีเฟน วอซเนียก และ รอน เวย์น   ในสัดส่วน  45: 45: 10   แต่ภายหลัง รอน เวย์น ได้ตัดสินใจขายหุ้นให้กับเพื่อนทั้งสองของเขา ด้วยความที่เขาไม่มีนิสัยรักความเสี่ยงทางธุรกิจ

สตีเฟน วอซเนียก เป็นอัจฉริยะทางอิเล็กทรอนิคส์  เขาเป็นเซียนอิเล็กทรอนิคส์ระดับติดดาวของโรงเรียนมัธยม  Homestead High  เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของสตีฟ จ็อบส์ 5 ปี สองคนมีความสนิทสนมกัน เนื่องจากมีความชื่นชอบในอิเล็กทรอนิคส์เหมือนกัน และมีรสนิยมหลายๆเรื่องที่คล้ายคลึงกัน วอซเนียก เป็นคนที่ออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ของ Apple ในยุคแรก   จุดกำเนิดแห่งความสนใจด้านอิเล็กทรอนิคส์  จนกระทั่งทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และสร้างสรรค์ผลงานอันน่าทึ่งซึ่งจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ Apple ก็คือ พ่อของเขาเช่นกัน

พ่อของสตีเฟน วอซเนียก เป็นวิศวกรที่จบจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอเนีย (Cal Tech) เขายกย่องวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ดูถูกนักธุรกิจ นักการตลาด และนักขาย  เขาทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ Lockheed สร้างระบบขีปนาวุธนำวิถี  ซึ่งมุมมองของเขา ต่อการทำธุรกิจ และนักธุรกิจของเขา ก็หล่อหลอมนิสัยของ สตีเฟน วอซเนียก ในยามเติบโตเช่นกัน  เขาเล่าว่า

"ผมจำไ้ด้ พ่อสอนผมเสมอว่า วิศวกรรมเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่สำคัญที่สุดเท่าที่เราจะเรียนได้ในโลกใบนี้  เป็นวิชาที่ช่วยพัฒนาโลกเราให้ดีขึ้น"  หนึ่งในความทรงจำแรกๆของวอซเีนียกในวัยเด็ก  คือการได้ไปที่ทำงานของพ่อในวันสุดสัปดาห์ และพ่อหยิบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ให้ดู  "พ่อวางชิ้นส่วนพวกนั้นไว้บนโต๊ะ ให้ผมเล่น" เขานั่งดูพ่อทำงานอย่างฉงนฉงายที่เห็นพ่อพยายามทำให้เส้นรูปคลื่นบนจอวีดีโอให้อยู่เป็นเส้นตรงแนวนอน  เพื่อโชว์ว่าวงจรที่เขาออกแบบทำงานได้ผล "ผมได้เห็นว่าอะไรก็ตามที่พ่อทำ  มันเป็นเรื่องดีและสำคัญทั้งนั้น"  วอซ มักจะถามพ่อเรื่องตัวต้านทาน และทรานซิสเตอร์ที่วางอยู่ในบ้าน พ่อจะเอากระดานดำมาเขียนอธิบายให้ฟังว่ามันทำงานอย่างไร เขาเล่าว่า  "พ่อจะอธิบายให้ฟังว่าตังต้านทานคืออะไร อธิบายย้อนไปถึงเรื่องอะตอม กับอิเล็กตรอน  ตอนผมเรียนอยู่เกรด ๒ ท่านอธิบายให้ฟังว่า ตัวต้านทานทำงานอย่างไร ไม่ใช่ด้วยการเขียนสมการให้ดู แต่ให้ผมนึกภาพเอา"

อ่านเรื่องราวข้างต้นที่  วอลเตอร์ ไอแซคสัน ได้เขียนเรื่องความทรงจำในวัยเด็กของ สตีเฟน วอซเนียก จะเห็นได้ว่า  มีความคล้ายคลึงกันที่พ่อของทั้งคู่ ต่างเปิดโอกาสให้ลูกของตนได้ติดตาม มองเห็นการทำงานของพ่อ พ่อได้เล่าเรื่องราว การทำงาน และทำงานให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง  ในระหว่างที่ทำงาน ก็อนุญาตให้เด็กๆได้สัมผัส จับต้องลองทำไปด้วย  และเมื่อลูกมีคำถาม ก็ใ้ห้คำชี้แนะ อธิบาย อย่างหมดจรด กระจ่าง  ความอบอุ่นในวัยเด็ก ในยามที่ได้ใกล้ชิดพ่อ ได้เรียนรู้จากพ่อด้วยความรัก  เป็นความทรงจำที่ประทับแน่นในความรู้สึกของ สตีฟ จ็อบส์ และ สตีเฟน วอซเนียก  จนทั้งสองคนได้นำมาบอกเล่าให้ วอลเตอร์ ไอแซคสัน ได้นำมาถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้  และมันเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในการทำงานด้านอิเล็กทรอนิคส์  และการสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งยุคในเวลาต่อมา

แม้ว่าสตีฟ จ็อบส์ และสตีเฟน วอซเนียก จะมีอะไรที่คล้ายคลึงกัน แต่ทั้งคู่ก็มีนิสัยบางอย่างที่แตกต่างกันมาก วอซเนียกจะมีบุคลิกภาพขี้อาย เคอะเขินเวลาเข้าสังคม พูดไม่เก่ง  เขาบอกว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีบุคลิกแบบนี้ ซึ่งตรงข้ามกับสตีฟ จ็อบส์ คือ พ่อของเขาเน้นเรื่อง ห้ามโกหก

  "พ่อเชื่อเรื่องความซื่อสัตย์อย่างที่สุด เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านสอนผม ผมไม่เคยโกหก แม้กระทั่งทุกวันนี้"   นอกจากนั้น เจอรี่ (พ่อของสตีเฟน วอซเนียก) ยังปลูกฝังลูกชายไม่ให้ทะเยอทะยานอยากจนเกินไป  ซึ่งเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับสตีฟ จ็อบส์  หลังจากรู้จักกันมา 40 ปี วอซเนียกพูดถึงความแตกต่างข้อนี้ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ในปี 2010 ว่า "พ่อสอนให้ผมเดินทางสายกลางเสมอ  ผมไม่เคยนึกอยากขึ้นไปอยู่สูงๆ  เหมือนสตีฟ  พ่อผมเป็นวิศวกร  และผมก็อยากเป็นวิศวกรเหมือนกัน ผมขี้อายเกินกว่าจะเป็นผู้นำธุรกิจอย่างสตีฟ"

บุคลิกภาพ และความรู้สึกนึกคิดของสตีเฟน วอซเีนียก ที่ได้มาจากการอบรมบ่มเพาะของพ่อนั้น ทำให้เขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ในการทำธุรกิจร่วมกับสตีฟ จ็อบส์  เพราะวอซเีนียก สร้างผลงานอันมาจากความคิดชั้นเลิศ  ที่ขายได้ แต่เจ้าตัวไม่คิดจะขาย คิดแต่จะทำเพื่อความสนุกท้าทาย หรือ ทำเพื่อแจกฟรีเป็นวิทยาทาน  แต่จ็อบส์ สามารถช่วยวางกลยุทธ์ในการทำรายได้จากผลงานนั้น  และจ็อบส์ ก็มีความสามารถ และความกล้าในการโฆษณา ขายของอีกด้วย

เรื่องราวของวอซเีนียก ผู้ก่อตั้งอีกคนหนึ่งของบริษัท Apple  เป็นตัวอย่างที่ยืนยันความสำคัญของผู้ที่เป็นพ่อแม่  หากพ่อแม่ได้เปิดโอกาสให้ลูกได้ใกล้ชิด ได้สัมผัสชีวิตการทำงาน ความรับผิดชอบของพ่อแม่บ้าง  เด็กๆจะมีโอกาสได้ลองสัมผัสอาชีพการงานของผู้ใหญ่ ได้เห็นความสำคัญของความรับผิดชอบ ได้เรียนรู้ว่างานแต่ละงานมีความยากลำบาก และต้องมีทักษะอะไรในการจะประสบความสำเร็จในงานนั้นๆได้  ซึ่งอาจจะเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เขาได้ค้นพบตัวเองว่า ตัวเองนั้นมีเป้าหมายในชีวิตเป็นอย่างไร  ชอบทำอะไร ไม่ชอบทำอะไร  และ สามารถหล่อหลอมสร้างนิสัยที่นำพาไปสู่ความสำเร็จในอาชีพนั้นๆไ้ด้

กว่าจะเป็นหนึ่งในตำนานของสตีฟ จ็อบส์ (2)


ชีวิตในวัยเด็กของสตีฟ จ็อบส์ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ในหลายๆแง่มุม  ดิฉันไม่ติดใจเท่าไหร่นักในความฉลาดปราดเปรื่อง เป็นนอกกรอบของเขา เพราะเป็นเรื่องที่เคยอ่าน เคยเขียนถึงไปแล้ว  แต่ดิฉันสนใจการดูแลของคุณพ่อคุณแม่บุญธรรมของเขา ที่รู้จักผ่อนสั้น ผ่อนยาว อดทนกับความ "เฮี๊ยว" และ "เซี๊ยว" ของเขา  รวมทั้งความ "โชคดี" ของเขา ที่เขาเผอิญ ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เขา มีโอกาส สร้างทักษะ ความรู้ ความสามารถ ด้านไอที ของเขา ตั้งแต่เล็กๆ  และเขาเองก็ฉลาดพอ ทีจะทุ่มเทเวลา ในการฝึกฝน เรียนรู้ในสิ่งที่เขาชื่นชอบ

คนที่มีปัญหาแบบสตีฟ จ็อบส์นี่ ในโลกนี้ก็มีมากมาย  การนำพาชีวิตไปสู่แวดวงยาเสพติดก็มีมากจนเป็นปัญหาระดับโลกก็ว่าได้  แต่จะมีสักกี่คน ที่มีโอกาส กลับมายืนได้ และมีความสามารถในการสร้างผลงานที่แตกต่าง สร้างตำนานให้กับโลกเหมือนสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เขา มีโอกาสกลับมาเป็นผู้เป็นคน ประสบความสำเร็จในชีวิต  ก็คือทักษะ ความรู้ ความสามารถด้านไอที ที่เขาสร้างสม บ่มเพาะมาตั้งแต่เยาว์วัยนั่นเอง

พอล จ็อบส์ พ่อบุญธรรมของสตีฟ จ็อบส์ เป็นคนที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย  เขาเติบโตในครอบครัวที่ยากจน และเติบโตมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง เรียนจบเพียงชั้นมัธยม และออกมาทำงานด้านการซ่อมเครื่องยนต์  เมื่อเขาแต่งงานกับภรรยาได้ ๙ ปี ทั้งคู่ไม่มีบุตร แต่มีความพร้อมที่จะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นของตนเอง เขาจึงรับสตีฟ จ็อบส์มาเลี้ยง ด้วยความรัก

ตอนอายุได้ประมาณ  6 ปี พ่อของสตีฟ จ็อบส์ ได้ย้ายงาน และย้ายที่อยู่นอกเมือง  และเขาได้ปลูกฝังความรู้เรื่องเครื่องยนต์ให้กับลูกของเขา  พ่อของเขาได้แบ่งที่ทำงานบนโต๊ะทำงานของเขาในโรงรถ ให้กับสตีฟ จ็อบส์  เขาบอกลูกว่า

"สตีฟ ตรงนี้ เ็ป็นโต๊ะทำงานของลูกนะ"

"จ็อบส์จำได้ดีว่า เขาทึ่่งมากที่พ่อสนอกสนใจเรื่องานฝีมือ เขาเล่าว่า "พ่อมีความรู้เรื่องการออกแบบดีมากเลย  พ่อรู้วิธีทำอะไรหลายอย่าง ถ้าเราอยากได้ตู้สักใบ พ่อก็จะทำให้ ตอนพ่อสร้างรั้วบ้าน พ่อส่งค้อนให้ผมช่วยทำงานด้วย"

การที่พ่อของสตีฟ จ็อบส์ ให้โอกาสได้ใกล้ชิดกับเขา ด้วยการมีโต๊ะทำงาน ที่ลูกชายจะสามารถสังเกตการทำงานของเขา ได้เรียนรู้ทักษะต่างๆทีละเล็กละน้อย  และการเปิดโอกาสให้ลูกได้ช่วยงาน ได้ลองทำด้วยตนเอง  นอกจากจะเป็นการลงมือทำงานแล้ว  ยังสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับลูกชายด้วย  เรียกว่า ไม่ได้มี แค่ " Idea " เหมือนเด็กสมัยนี้  แต่มี "I do" ด้วย

ผู้เขียน คือ วอลเตอร์ ไอแซคสัน ได้กล่าวในหนังสือตอนหนึ่งว่า

"เพราะ เรื่องรถยนต์ จ็อบส์ จึงได้เรียนรู้เรื่องอิเล็กทรอนิคส์จากพ่อ  "พ่อไม่ได้รู้เรื่องอิเล็กทรอนิคส์ อย่างลึกซึ้งนักหรอก แต่ต้องเจอกับเรื่องพวกนี้เยอะเวลาซ่อมรถ หรือซ่อมอะไรอย่างอื่น พ่อเป็นคนสอนให้ผมรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอิเลคทรอนิคส์ ซึ่งผมสนใจมาก"   ที่น่าสนุกยิ่งกว่านั้น คือ การได้ออกไปตะลุยหาซื้ออะไหล่กับพ่อ...  พ่อเป็นคนต่อราคาเก่ง พ่อมีความรู้ดีกว่าคนขาย รู้ว่าอะไรควรมีราคาเท่าไหร่"

จากข้อความนี้ จะเห็นได้ว่าการเติบโตอย่างใกล้ชิดคุณพ่อ (ผู้เป็นแบบอย่างที่ดี)  ทำให้สตีฟ จ็อบส์ ได้ซึมซับเรียนรู้วิธีการทำงาน  ตลอดจนการคิดคำนวณราคา ต้นทุนไว้อย่างเชี่ยวชาญ   ตอนที่สตีฟ จ็อบส์ เติบโตเป็นวัยรุ่น  เขาได้ใช้ทักษะ การคำนวณต้นทุน การตั้งราคา ในการทำธุรกิจสมัครเล่นครั้งแรกของเขา  ในครั้งนั้น เขาและวอซ ประดิษฐ์เครื่อง Bluebox  สิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ปลอมสัญญาณโทรศัพท์แบบดิจิทัล ออกมาเล่นสนุกๆ  ตอนนั้นทั้งสองคนมีอายุ สิบกว่าปีเท่านั้น ในตอนนั้น จอบส์ กำลังเรียนในชั้นมัธยมปลาย  เขาเริ่มมีความคิดว่ามันไม่ควรจะเป็นแค่งานอดิเรกไว้เล่นสนุกๆ น่าจะทำขายได้ เขาจึงได้คำนวณต้นทุน และตั้งราคาขาย

วอลเตอร์ ไอแซคสันกล่าวในหนังสือว่า "บทบาทนี้คือสิ่งที่เขาทำเมื่อตั้งบริษัท Apple ผลงานที่สำเร็จออกมามีขนาดเท่าไพ่สองสำรับ ต้นทุนอุปกรณ์และชิ้นส่วนทั้งหมดประมาณ 40 เหรียญ จ็อบตั้งราคาขายที่ 150 เหรียญ"

สรุปในประเด็นนี้ ดิฉันมีความเชื่อว่า พื้นฐานความรัก และการปลูกฝังที่คุณพ่อบุญธรรมของสตีฟ จ็อบส์ ได้ให้เขาในวัยเด็ก  ได้สร้างพื้นฐานความชื่นชอบด้านเครื่องยนต์กลไก และอิเลคทรอนิคส์ให้กับเขา และเปิดโอกาสให้เขา ไ้ด้มีโอกาสใกล้ชิดผู้ที่มีความรู้ และแหล่งความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และอิเลคทรอนิคส์ในภายหลัง และพ่อของเขาไ้ด้ทักษะด้านการคำนวณต้นทุน การตั้งราคาสินค้า ให้กับเขาทางอ้อม ด้วยการพาไปดู และให้ลูกได้มีโอกาสติดตาม ดูการทำงานของพ่ออย่างใกล้ชิด  ที่สำคัญคือ พ่อของเขาไม่ได้สอนลูกด้วยหนังสือ หรือการพูด Lecture แต่ประการเดียว  แต่เปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือปฎิบัติในสิ่งที่คิด  ไม่ใช่สักแต่คิดอย่างเดียว ปฎิบัติไม่ได้  

นี่เป็นประเด็นแรกที่ดิฉันตั้งข้อสังเกต กว่าจะมาเป็นหนึ่งในตำนานของสตีฟ จ็อบส์ นี่ การกระทำของพ่อเป็นจุดสำคัญจุดแรกเลยทีเดียว   สังเกตว่า สตีฟ จ็อบส์ รักคุณพ่อคุณแม่บุญธรรมของเขามาก  ในระหว่างที่เขาเดินหลงทางชีวิตในช่วงวัยรุ่น  หลายๆครั้ง การระลึกถึงความรัก ความห่วงใย และความทุ่มเท ที่พ่อแม่บุญธรรม ทำให้เขามาชั่วชีวิต  เป็นตัวเหนี่ยวรั้งสติของเขา ให้หันกลับมาจากความหลงผิดเหมือนกัน


มานั่งคิดถึงพ่อแม่สมัยนี้ ที่ไม่มีเวลาให้ลูก  ลูกๆไม่มีโอกาสได้ดูพ่อแม่ทำงาน ไม่มีโอกาสได้ลองทำงาน แม้กระทั่งช่วยเหลือตนเอง เด็กๆมีหน้าที่แค่เรียนหนังสือ ไปเรียนพิเศษ กวดวิชา ท่องจำเพื่อการสอบแข่งขัน เช้าจรดเย็นใช้ชีวิตในห้องเรียน สุดสัปดาห์ใช้ชีวิตในห้างสรรพสินค้า   ไม่เคยฝึกงานบ้าน ไม่เคยเก็บกวาดบ้าน อย่าว่าแต่ได้คิดประดิษฐ์อะไร  แม้แต่การเรียนกวดวิชาสมัยนี้ จะเจอครูเป็นๆยังน้อย วันๆได้แต่ฟังการสอน ทางวีดีโอ  อัจฉริยะไม่ได้ถูกพัฒนา แต่ถดถอย เพราะพ่อแม่ใช้เทคโนโลยีในการเลี้ยงลูก น่าเศร้าค่ะ

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

กว่าจะเป็นหนึ่งในตำนานของสตีฟ จ็อบส์ (1)






ตอนแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีความคิดที่จะซื้อมาอ่านเลย เพราะดิฉันเอง ก็ไม่ไ้ด้เป็นสาวกของพวก แก็ตเจ็ตอะไรพวกนี้ ใช้ก็ไม่ค่อยเป็น แต่เคยอ่านเรื่องราวของสตีฟ จ็อปส์ในหลายๆที่ และมีบางตอน ดิฉันเองก็ได้นำบทสุนทรพจน์ของเขา มาแบ่งปันให้เพื่อนๆพ่อแม่อ่าน เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ต้องมีปริญญา ความนอกกรอบของเขา ทำให้เขาสามารถสร้างความแตกต่างให้เพื่อนมนุษย์ได้ด้วยการสร้างสิ่งที่ คนในยุคปัจจุบันหลงใหล คลั่งไคล้ เป็นการเปลี่ยนโลกไอทีในปัจจุบันก็ว่าได้ แต่ดิฉันก็ไม่รู้ว่า อีก 20-30 ปี ในวันที่เทคโนโลยี จะล้ำหน้าไปกว่านี้อีกมาก จะมีใครที่จำเขาได้หรือไม่ หากไม่มีหนังสือเล่มนี้

แต่เมื่อได้อ่านบทความในกรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ ทำให้อดซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านไม่ได้ เพราะสัมผัสได้ว่า เป็นความตั้งใจของเขา ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของเขา ชนิดหมดเปลือก เพื่อเป็นบทเรียน หรือ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ในหลายๆแง่มุม ให้กับคนเป็นพ่อแม่ ให้กับคนทำงาน  เรื่องราวชีวิตและความล้มเหลวของเขา ถูกถ่ายทอดชนิดที่แทบจะไม่ปิดบังจากมุมมองของเขา และคนที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษา และติดตาม พ่อแม่อย่างเรา สามารถเรียนรู้ได้มากมาย เกี่ยวกับการอบรมดูแลลูก มีหลายตอนทีอ่านแล้ว ต้องถามตัวเองว่า หากเรามีลูกที่เป็นแบบนี้ เราจะทำใจได้อย่างไร ต้องชื่นชมพ่อแม่ของสตีฟ จ็อบส์ ว่า สุดยอดมากๆ เสียตายที่ตายไปซะก่อน อยากสัมภาษณ์ว่าทำใจได้อย่างไรที่ลูกเดินเส้นทางชีวิตที่เหมือนอยู่บนปากเหวแบบนั้น

ในเรื่องราวที่ดิฉันอยากแบ่งปัน ในบทความนี้ เป็นเรื่องราวของสตีฟ จ็อบส์ในวัยเด็ก ที่หล่อหลอมตัวตน ความคิดของเขา หนทางที่เค้าใช้ในการค้นหาตัวเอง จนในวันที่เขาค้นพบตัวเอง และเบ่งบาน จุดเริ่มต้นของธุรกิจ Apple ที่โด่งดัง  เพราะในเรื่องราวของจุดเริ่มต้นนี้ เป็นจุดสำคัญที่เพื่อนๆพ่อแม่ และเด็กๆ ที่อยู่ในวัยค้นหาตัวเอง ควรจะมีโอกาสเรียนรู้  บทเรียนที่เจ็บปวดของเขา และความมานะ พยายาม การฝ่าฟันของสตีฟ จ็อบส์ และความอดทน อดกลั้น ความทุ่มเทของพ่อแม่ของเขา ที่ทำให้เขามีวันที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ในวันที่ ๕ สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

สตีฟ จ็อบส์ ได้เคยกล่าวกับผู้ใกล้ชิดว่า สิ่งที่เค้าค้นพบตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ติดยาเสพติด คือ" การได้มีโอกาสสร้างสรรค์งานอันยิ่งใหญ่  ไม่ใช่เอาแต่หาเงิน ผมอยากให้ผลงานที่ผมสร้่างเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และความทรงจำของมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

เมือไม่นานมานี้ ก็มีศิลปินผู้โด่งดังในเมืองไทยท่านนึง ก็มีปัญหาเรื่องยาเสพติด  คนติดยาเสพติดนั้นส่วนมากก็ฝันเฟื่องที่จะสร้างผลงานอิสระ หลุดโลก ที่เป็นสุดยอดในตำนาน แต่ไม่ใช่คนทุกคน และเชื่อว่ามีน้อยคน ที่จะโชคดีที่ทำได้อย่างที่ตัวเองคิด เหมือนสตีฟ จ็อบส์  แต่เรื่องราวนี้ เป็นเรื่องราว ที่เราในฐานะพ่อแ่ม่ ควรที่จะได้เรียนรู้ หากคนในครอบครัวหรือลูกหลาน  ต้องพานพบใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้  เราจะต้องรับมืออย่างไร  ที่จะประคับประคองให้ผู้เป็นที่รัก หลุดออกจากวงจรของมัน และสามารถไปตามความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาได้มากที่สุด   เพราะหากเราไม่สามารถช่วยกันอดทน ประคับประคองจน ผู้เสพยาให้สามารถฝ่าความอำนาจอันรุนแรงของยานั้นออกมาได้ แทนที่จะได้อัจฉริยะมีหนึ่งคน เราอาจจะได้ ปัญหายิ่งใหญ่ให้สังคมในอนาคตก็ได้








วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องเล่าจากคุณแม่ปากเปราะ ถึงคุณแม่จอมเฮี๊ยบ (ุึจบ)

แม่เสือสอนลูก - Battle Hymn of  the Tiger Mother


ดิฉันเป็นเหมือน ลูลู ลูกสาวคนเล็กของเอมี่ค่ะ พี่น้องบางคนก็เป็นเหมือนลูกสาวคนโต โซเฟีย ประสบความสำเร็จ สุขสบายแต่เค้าก็ไม่มีความสุขหรอกค่ะ มีเพื่อนหลายคนก็เป็นเหมือนโซเฟีย ประสบความสำเร็จมหาศาล แต่ไม่มีความสุข เพราะเค้าบอกว่า เค้าไม่เคยรู้สึกว่า เค้าได้เลือกเอง ไม่รู้ว่า อะไรที่ทำให้เค้าสนุกที่จะทำ นอกจากทำตามหน้าที่ และกลัวว่า หากพ่อแม่ตาย ไม่อยู่ที่จะสั่งให้เค้าทำโน่นนี่ เค้าจะรู้ไม๊ ว่าเค้าควรทำ หรือไม่ควรทำอะไร 


คนที่เป็นแบบโซเฟีย คือ พี่น้องบางคนของดิฉัน หรือเพื่อนที่เป็นแบบนี้ เค้าอิจฉาดิฉันเหมือนกัน แม้ในแง่การเงิน เค้าจะดีกว่าดิฉันมาก แต่เค้าบอกว่า ดิฉันแข็งแกร่ง และพร้อมที่จะรับมือทุกสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ฆ่าไม่ตาย ในขณะที่พวกเค้ากลัว การเปลี่ยนแปลง กลัวความไม่แน่นอนในอนาคตว่าจะอยู่รอดได้ไม๊ ในวันที่ไม่มีพ่อแม่


แต่มีพี่น้องที่เป็นเหมือนลูลู ไม่ได้รับการเยียวยาแบบดิฉัน ก็อยู่อย่างเหน็ดเหนือย และเคียดแค้นพ่อแม่ เหนื่อยเพราะต้องทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป หยุดไม่ได้ กลัวพ่อแม่หัวเราะเยาะเย้ย ดูถูก (แบบคนจีนค่ะ การดูถูก ท้าทาย เชื่อว่าทำให้ลูกฮึดสู้) มันเหนื่อยและเจ็บปวด สำหรับดิฉัน สิบปีมานี่ มีความสุขมากเลยค่ะ มันผ่านไปแล้ว และทิ้งมันไว้ข้างหลัง เข้าใจตัวเอง เข้าใจพ่อแม่ ไม่แบกอดีตมาด้วยอีกแล้ว มันวางได้ค่ะ


อีกเรื่่องนึงที่อยากจะเล่า คือ เรื่องการเรียนดนตรี หรือกีฬา ที่มีจุดประสงค์ เพื่อเจียระไนให้เป็นนักดนตรี หรือ กีฬามืออาชีพ  เท่าที่ได้พูดคุยกับหลายๆท่าน คิดว่า การมีวินัยในการซ้อม การซ้อมอย่างหนัก เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้   ต่อให้เด็กที่เรียนด้านวิชาการ แต่ต้องไปสอบแข่งขัน วัดระดับ สนามสอบต่างๆ ก็คงทำกันแบบนี้   วันๆเด็กต้องซ้อมดนตรี หรือกีฬา หรือฝึกหัดทำโจทย์ต่างๆ วันละ หลายๆชม.  เพื่อสามารถที่จะพัฒนาฝีมือให้เป็นเลิศ หรือ รักษาคุณภาพของการเล่นให้ได้ในระดับสูง

ในหนังสือเล่มนี้  Amy เคี่ยวเข็ญฝึกซ้อมดนตรี ไม่ต่ำกว่าวันละ ๖ ชม. ไม่เว้นแม้แต่วันที่เด็กป่วย หรือ วันหยุด วันเดินทางไปต่างประเทศใดๆ   และหากเธอไม่ว่าง หรือ ในเวลาที่เธอต้องทำงาน เด็กทั้งสองก็จะถูกส่งไปฝึกซ้อมกับครูที่ดีที่สุด เท่าที่หาได้ในเมืองนั้น     ตามธรรมชาติของเด็กเล็กๆนั้น ย่อมต้องการอิสระ ที่จะวิ่งเล่น มีกิจกรรมกับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน  และได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆในโรงเรียน   แต่เด็กทั้งสอง ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เล่นกับเพื่อน แม้แต่ในเวลาพัก หรือ หลังเลิกเรียน  เพราะตารางกิจกรรม การซ้อม ที่แม่จัดไว้จนยาวเหยียด   การฝึกแบบนี้ ทำให้เด็กมีวินัยสูง และมีความรับผิดชอบสูง  ในแง่ที่ว่า แม้ว่าจะไม่อยากทำ ไม่อยากซ้อม แต่ก็ถูกบีบบังคับ จนสามารถเอาชนะ ความอยากไม่อยากไปได้ ทำๆไปตามหน้าที่ เพื่อเป้าหมาย  คือ การหยุดซ้อมได้พักสักที เมื่อฝีมือได้ระดับที่แม่พอใจ


ในตอนท้ายของเรื่อง ลูลู  บุตรสาวคนเล็ก ตัดสินใจที่จะเลิกเอาดีทางด้านไวโอลิน  แม้ว่าจะชื่นชอบและใช้เป็นงานอดิเรกยามว่าง แล้วหันไปเล่นเทนนิส   แต่ เมื่อเธอไปเล่นเทนนิส  เธอก็ได้ใช้วินัยในการฝึกฝน ความมานะ อุตสาหะ ความอึด  ทำให้ ฝีมือการเล่นเทนนิส ก้าวหน้าและสามารถได้รับชัยชนะในหลายทัวนาเม้นต์  สิ่งที่อยากบอกในเรื่องนี้คือ   ในฐานะพ่อแม่นั้น เราไม่จำเป็นจะต้องบีบบังคับลูกด้วยความรุนแรง ในการจะเค้นสิ่งที่ดี หรือ อัจฉริยะภาพของลูกออกมา    สิ่งที่เราควรทำ คือเป็นจุดยืนให้ลูกได้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองอยากทำ สนใจใคร่ลองเรียนรู้   และเมื่อใช่สิ่งที่เค้าค้นหา เค้าจะหลงใหลใผ่ฝันกับมัน  Passion หรือจะเรียกว่า ความหลงใหล จะทำให้เขาดื่มด่ำ อยากเรียนรู้ อยากค้นคว้า ให้รู้แจ้ง  มีความทะเยอทะยานไม่รู้จบ ในสิ่งที่เขาอยากทำ  และเวลานั้น พลังแห่งความอึด ความมานะ อดทน ก็จะมาเอง

มีครูหลายคน ชอบบอกพ่อแม่ว่า "เสียดาย หากเด็กฝึกอันนี้แต่เด็ก มันจะดีมาก สมองเด็กจะพร้อมกว่าเรา มือเด็กจะอ่อนกว่าเรา ดัดง่าย"   ทำให้พ่อแม่หลายๆคน พยายามยัดเยียด พาเด็กไปฝึกไปหัด เื่พื่อให้หัดง่าย เป็นเร็ว และได้เปรียบคนอื่น   แต่ในความเป็นจริงแล้ว   การยัดเยียด บังคับ โดยที่เด็กไม่ได้เต็มใจ หรือไม่สนุกไปกับมัน ทำให้เด็กรู้สึกเหมือนสิ่งนั้น เป็นเครื่องพันธนาการ ทำให้ขาดอิสระภาพ ทำลายความสุข   แม้ว่าเขาจะชอบมัน เป็นเลิศกับมัน แต่สุดท้าย เขาก็อาจจะไปเรียนหรือพัฒนาในต่อเนื่อง และเลิกล้มทันที ที่สามารถเลือกได้

อีกเรื่องนึงที่อยากจะเล่า คือ โศกนาฎกรรมของเด็กที่ประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่ อายุน้อย  หลายๆคน หรือแม้แต่คนที่โต แล้วนั้น  มีหลายคน ตื่นเต้น ตกใจ ยึดติด ไปกับลาภ ยศ สรรเสริญ  ชื่อเสียง คำชื่นชม หรือรางวัล    หากไม่ได้มีการสอนให้เข้าใจธรรมะ หรือ ความไม่เที่ยงของสิ่งเหล่านี้  ก็จะกลายเป็นทุกขลาภ มากกว่า เป็นรางวัลของความมานะ ความเพียร  ในโลกแห่งการแข่งขันนั้น ตำแหน่งชัยชนะ ไม่ได้มีไว้สำหรับคนทุกคน  จึงมีคนที่พ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ มากกว่าคนที่ได้รางวัล

การแข่งขันของทุกอาชีพ ย่อมมีคลื่นลูกใหม่ ที่มาแทนที่คลื่นลูกเก่าเสมอ  คนเรานั้น มีวันที่อ่อนแรง มีวันที่อ่อนแอ  มีวันที่แก่  เราไม่สามารถที่จะมีแรงพลังอึด ตลอดเวลา ที่จะนำพาตัวเอง ฝึกปรือฝีมือให้ไม่มีวันตก  การที่จะรักษาระัดับความเป็นเลิศตลอดชั่วชีวิต เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ไ้ด้   มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสอนเด็ก ให้ลึกซึ้งถึงสัจจธรรมข้อนี้   ต้องสามารถปล่อยวางความกระหายชื่อเสียง ความกระหายชัยชนะได้ เมื่อถึงเวลา    เด็กๆหลายคน และผู้ใหญ่หลายคน  เมื่อได้รับชัยชนะในจุดสูงสุด ก็มักไม่ทันได้คิดถึง ความเสื่อม  เมือ่ถึงเวลานั้น ไม่ทันเตรียมตัว เตรียมใจ  ตกเป็นทาสความเครียด ใช้ยานอนหลับ  ยาเสพติด หรือ จบชีวิตตนเอง เพราะยอมรับความเสื่อมของสังขาร และชื่อเสียงไม่ได้

ในหนังสือเล่มนี้ Amy Chua ไม่เคยได้ตระหนักถึงสัจจธรรมเรื่องนี้ ชีวิตที่ประสบแต่ชัยชนะ  ลงทุนลงแรงไปเท่าไหร่ ก็ได้ผลตอบแทนกลับมาเท่าที่ทำ  ไม่เคยพ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ นับว่าเป็นคนโชคดีมาก และเมื่อฝึกลูกด้วยวิธีนี้ ลูกก็เป็นเด็กมีความสามารถพอที่จะทำได้สำเร็จ ดังที่แม่หวัง   ตราบเมื่อวันที่เห็นลูกสาวคนเล็ก พลาดหวังจากการได้รับการคัดตัว เข้าศึกษาในสถาบันดนตรีชื่อดัง  ทั้งๆที่ผ่านการเคี่ยวกรำ ทุ่มเททั้งแม่และลูก  ทำให้ลูกสาวเจ็บปวดอย่างรุนแรง เหมือนถูกหลอกให้ซ้อมหนัก ทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อมาพบความพ่ายแพ้  มันเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้แม่ลูกได้เรียนรู้จักความพ่ายแพ้   รู้ว่าการลงทุนลงแรงอย่างเต็มที่ ก็ไม่ไ้ด้แปลว่าจะได้ผลตามที่หวัง

Amy Chau คุณแม่ที่มีอัตตาสูง ยึดมั่นถือมั่น ทั้งวิธีคิด การดำรงชีวิต   มีปมด้อยจากการเรื่องเชื้อชาติในอดีตและทะเยอทะยาน กระหายความสำเร็จ ไ้ด้เรียนรู้ที่จะฝึกปล่อยวางความคาดหวังจากคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือลูกๆ  และพยายามรักษาเยียวยาความสัมพันธ์กับครอบครัว ที่เกิดจากการเลี้ยงดูลูกที่สุดโต่งของเธอ  ดิฉันเองก็ไม่คิดว่า เธอจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทั้งหมด  แต่อย่างน้อย เท่าที่อ่านดู ดิฉันคิดว่า เธอค้นพบที่มาที่ไป ของ Winning Formula (สูตรแกร่ง) ของเธอ และค้นพบนิสัยแย่ๆของเธอด้วย   เธอสามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดของลูกๆ และสามี คนที่เธอรัก ความได้รับความเจ็บปวดกับนิสัยแย่ๆของเธอ   และเชื่อว่า เธอเองสามารถควบคุมมันได้ดี  และคนในครอบครัวของเธอ ก็คงจะมีความสุขมากขึ้น และเด็กๆก็สามารถเติบโต อย่างเด็กที่ไม่มีบาดแผลรุนแรงมากนักในความทรงจำ จากการกระทำของแม่

เรื่องเล่าจากคุณแม่ปากเปราะ ถึงคุณแม่จอมเฮี๊ยบ (ุ6)

แม่เสือสอนลูก - Battle Hymn of  the Tiger Mother

อีกคนหนึ่งที่ต้องเอามาเล่า ไม่เล่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนสำคัญที่รักษาบาดแผล และสมดุลของครอบครัว คือ คุณเจด ผู้เป็นสามี   เขาเป็นหนุ่มอเมริกัน เชื้อสายยิว ที่เคร่งครัดต่อประเพณียิว เช่นกัน แต่เขาเติบโตมาในแบบครอบครัวอเมริกัน ที่ให้อิสระลูกในการเลือกใช้ชีวิต    บิดาของเจด เป็นจิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงในกรุง วอชิงตัน ดี ซี    และเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ด้่านดนตรี    แม่ของเขา เป็นนักวิจารณ์ศิลปะ  ซึ่งมีชื่อเสียง และมีความเป็นอิสระสูง มีความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง  พ่อแม่ของเจดเองก็มีชีวิตในวัยเด็กที่ไม่มีความสุขนัก เมื่อมีลูก ทั้งสองจึงเห็นพ้องทีจะให้ลูกๆ มีอิสระ และมีพื้นที่ของตัวเองอย่างที่ตนไม่เคยมีวัยเด็ก  ท่านเชื่อว่า ทุกคนมีสิทธิเลือก และให้ความสำคัญกับการมีอิสระ ความคิดสร้างสรรค์ และสิทธิในการตั้งคำถามกับผู้ที่เหนือกว่า   ทำให้เจด สามี ของ Amy เติบโตมาอย่างมีความสุข สุขภาพจิตค่อนข้างดี ไม่เก็บกดเหมือนภรรยา

จากอ่านในหนังสือ สัมผัสได้ว่า สามีภรรยา มีึความรักใคร่ และมีความสุขในชีวิตคู่มาก เธอเล่าในตอนหนึ่งว่า


"ฉันอยากจะซื้ออะไรบางอย่าง"  ดิฉันว่า

"อะไรหรือเอมี" เจดถาม "ถ้ามีอะไรบางอย่างที่เธออยากได้จริงๆ ฉันจะหาทางซื้อให้"



"ดิฉันโชคดีมากในเรื่องความรัก เจดทั้งหล่อ ตลก ฉลาดและทำใจได้กับรสนิยมห่วยๆ และมักจะถูกหลอกใ้ห้ซื้อของแพงๆของดิฉัน"

แม้ว่า จะเติบโตกันมาคนละแบบ แต่เจด สามีของเธอก็ยินยอม ให้เกียรติภรรยา เป็นผู้อบรมดูแลลูก แม้ว่า เค้าจะไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง แต่เค้าก็ไม่แสดงออกต่อหน้าลูก เลือกที่จะคุย หรือปรามภรรยา ตามลำพัง  และ ต่อรองกับลูก เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยการพาเ็ด็กๆ ไปพักผ่อน หรือ ออกกำลังกลางแจ้ง เป็นรางวัลที่ลูกยอมซ้อมดนตรี  มีตอนหนึ่ง ที่ Amy เล่าเรื่องเกี่ยวกับปฎิกิริยาของสามี เรื่องการดูแลลูกที่เข้มงวด

"ขณะเดียวกัน เจดและดิฉันมีความเห็นขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ เขาึคุยกับดิฉันเป็นการส่วนตัวด้วยความโกรธ ว่า ให้ปล่อยวางและเลิกมีความคิดบ้าๆ ว่า "ฝรั่ง" หรือ "จีน" จะต้องเหมือนกันทุกคนเสียที  "ฉันรู้ว่าเธอคิดว่า เธอกำลังช่วยทุกคนด้วยการตำหนิเพื่อให้พวกเขาทำตัวให้ดีขึ้น" เขาว่า "แต่เธอเคยคิดหรือเปล่าว่าเธอกำลังทำให้คนรู้สึกแย่?  ที่แย่ที่สุดที่เจด ว่าดิฉันก็คือ "ทำไม เธอถึง ต้องพร่ำชมโซเฟีย ต่อหน้าลูลูตลอดเวลา?   เธอคิดหรือเปล่าว่า ลูลู จะรู้สึกยังไง?  เธอไม่เห็นหรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? "

"ทว่านอกจากการเข้ามาขวางเป็นครั้งคราวเพื่อระงับศึกแล้ว เจดจะเข้าข้างดิฉันเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กๆเสมอ เราสองคนจับมือกันเป็นพันธมิตรตั้งแต่แรก แม้เจดจะไม่แน่ใจในสิ่งที่ดิฉันทำอยู่นัก แต่เขาก็ไม่เคยล้มเลิก ทว่าพยายามทำดีที่สุด เพื่อนำความสมดุลมาสู่ครอบครัวของเรา เช่น พาทุกคนออกไปเที่ยวขี่จักรยาน สอนเด็กๆเล็กโป๊กเกอร์ และสนุกเกอร์   อ่านนิยายวิทยาศาสตร์ วรรณกรรมของเชคสเปียร์ และดิ๊คเกนส์ให้เด็กๆฟัง"

ในความเห็นส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันคิดว่า เจดเข้าใจนิสัยมุทะลุ ใจร้อน ดุเดือดของภรรยาได้ดี  เธอเป็นคนที่รัก "หน้าตา" ของเธอเป็นอันมาก  การที่เธออบรมสั่งสอนลูกอย่างเข้มงวด รุนแรง ก็เพื่อให้ลูกเชื่อฟัง และ เกรงเธอ  หากเจดเข้าไปต่อว่า หรือขัดคอต่อหน้าลูกๆ ย่อมทำให้อารมณ์เดือดของเธอรุนแรงยิ่งขึ้น  เพระเธอย่อมไม่พอใจที่รู้สึกถูก "ฉีกหน้า" ต่อหน้าลูก   การเรียกมาคุย ต่อว่ากันตามลำพัง ย่อมดีกว่า และเด็กเองก็ไม่สับสน หรือ ไม่รู้สึกว่า แม่กำลังสอนผิดๆ ซึ่งทำให้เด็กไม่มั่นใจในตัวของเแม่

อีกประการหนึ่ง คือ นิสัยแบบ Amy นั้น เป็นคนที่่รักการต่อสู้ รักการแข่งขัน และไม่ยอมพ่ายแพ้  เธอคงได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อยในอดีต ในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ  ในโลกของการแข่งขัน คนที่บ้าการรบ ยากที่จะมองใครว่าเป็นมิตร ปรารถนาดี  ความรัก ความจริงใจเท่านั้น ที่จะทำให้คนเช่นนี้ โอนอ่อน ผ่อนตาม และยอมอ่อนข้อ คลายความดุเดือดไปได้

ในการช่วยเหลือลูกๆของเจดนั้น ดิฉันเชื่อว่า คงเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ ความรัก ความมั่นคง เห็นอกเห็นใจทุกๆฝ่าย และกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือลูกๆ ในยามที่เหมาะสม  ทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของแม่ลูกนั้น ไม่รุนแรง แบบที่ควรจะเป็น หรือ เกิดเรื่องเลวร้ายกับลูกๆจนกู่ไม่กลับ

ดิฉันเชื่อว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมบ้านเรา หรือสังคมเอเชีย ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์  ก็ล้วนแต่ ได้รับอิทธิพลเรื่องความเชื่อโบราณ และวิธีการอบรมสั่งสอนลูกแบบนี้ ในบางครอบครัวนั้น มีการ Tack Team ทั้งพ่อแม่ ผลัดกันรุมยำลูกคนเดียว   เด็กตัวเล็กๆ ยึดพ่อแม่เป็นสรณะ  ยินยอมพร้อมใจ เชื่อฟัง  สูญเสียอิสรภาพในวัยเด็ก เพื่อรับการเคี่ยวกรำอยากหนัก เพื่อให้เป็นอัจฉริยะน้อยที่่พ่อแม่ภาคภูมิใจ  พ่อแม่ได้แต่ภาคภูมิใจในความมหัศจรรย์เหนือมนุษย์ ของลูก  ภูมิใจในตัวเอง ที่สามารถเจียระไนลูก ออกมาเป็นเพชรเม็ดงาม ประดับมงกุฎของความเป็นพ่อแม่   อาจจะไม่รับรู้ว่า ในระหว่างการเจียระไนนั้น ก็ได้เจียระไนเอาความสุข และความทรงจำที่ดีงามของลูกในวัยเด็กไปด้วย

ในโลกแห่งการแข่งขัน ที่เป็น Zero Sum Game มีคนชนะแค่คนเดียว นอกนั้นกลายเป็นผู้แพ้ เด็กที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ พลังและชีวิต เพื่อให้ได้ชัยชนะ มีไม่น้อย รวมทั้งพ่อแม่ ที่ทุ่มเท จะสร้างลูกให้ได้ชัยชนะ เพื่อเกียรติยศ ความภาคภูมิใจของลูก และตระกูล แต่หากผิดหวังล้มเหลว มันทำลายเด็กมาก หากพ่อแม่จัดการเรื่องนี้ไม่ดี เฝ้ากระหน่ำซ้ำเติม หวังให้แรงเจ็บแค้น เป็นแรงผลักดันให้ลูกฮึดสู้ มันก่อผลเสียทางใจ และพฤติกรรมของลูกมากกว่า


เด็กกลุ่มนึงอาจฮึดสู้ แต่อีกกลุ่มนึง ก็อาจเบี่ยงเบน เลือกทางพยศ ประชดประชัน ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม สุดท้าย อาจจะทำลายชีวิตตนเอง หรือ ทำลายอนาคตของตนเอง ชนิดกู่ไม่กลับก็ได้


ดิฉันเองก็เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ค่ะ ใช้ิชีวิตวิถีไม่ต่างจากเธอในวัยเด็ก ชีวิตความรู้สึกของชาวจีนโพ้นทะเล ไม่ต่างกัน แม้ว่าครอบครัวของดิฉันไม่ได้เลี้ยงลูกแบบโหดแบบนี้ แต่ก็สร้างบาดแผลให้ลูกๆไม่น้อยเลย ดิฉันโชคดีที่เจอหลักสูตรเยียวยาอดีต ในขณะทีี่พี่น้องคนอื่นๆไม่ยอมเข้าอบรม พวกเขาจึงไม่ได้มีโอกาสสัมผัสความรักอันลึกซึ้งของพ่อแม่ เท่าที่ดิฉันสัมผัส ท่ามกลางความดุดัน แข็งกร้าว มันเป็นความรักที่ ตายแทนเราได้ค่ะ


คุณแม่ของดิฉันนี่ก็เป็นคนทีโตมาท่ามกลางความกดดันแบบเธอ จนตอนนี้แก่แล้ว ก็ไม่ค่อยมีความสุข เพราะปล่อยวางความเจ็บปวดที่ได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากสังคมไม่ได้ คนแบบนี้น่าสงสารค่ะ ทั้งที่สุดท้ายประสบความสำเร็จทุกอย่าง ลูกๆก็ไปได้ดี แต่เธอก็รู้สึก ไม่ดีพอ น่าจะดีกว่านี้อีก


 ความรู้สึกแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะคนเป็นลูก แต่ละคน แม้จะรักแม่ แต่ความบาดเจ็บมันทำให้อึดอัดที่ต้องอยู่กับท่าน บางที ท่านก็เตือนโน่น แนะนำนี่ประสานี่ แต่ฟังแล้วเจ็บทุกที คุยกันไม่ได้นาน รู้สึกแต่ว่า ท่านกำลังบอกว่า เราไม่ดีพอ ไม่ดีพอ ลงท้ายก็ทะเลาะกัน พี่น้องคนอื่นก็รู้สึกแบบเดียวกัน ดิฉันเองพอตั้งสติก็จะบอกตัวเองว่า มันคือการแสดงความรักในแบบที่ท่านเป็น ท่านกำลังบอกว่าท่านรักเรา แต่พี่น้องคนอื่น มองเป็นการตำหนิ ติเตียนว่าไม่ดีพอ


อยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพราะเห็นผปค.หลายท่าน อ่านเรื่องนี้แค่ How to ในการสร้่างลูกทีี่เป็นเลิศ ไม่อ่านให้จบ และไม่อ่านว่า มันส่งผลกระทบที่ยากจะเยียวยา 

เรื่องเล่าจากคุณแม่ปากเปราะ ถึงคุณแม่จอมเฮี๊ยบ (5)

แม่เสือสอนลูก - Battle Hymn of  the Tiger Mother

เท่าที่วิเคราะห์จากการกระำทำต่างๆ ของ Amy Chau แม่เสือท่านนี้ เธอเป็นคุณแม่ Perfectionism มาก มีความทะเยอทะยาน คาดหวังสูง  ความคาดหวัง ทะเยอทะยานนี่  ไม่ได้เพิ่งมามีในฐานะที่เป็นแม่  แต่ มีมาตั้งแต่เด็กๆ  ที่จะต้องทำอะไรให้เป็นเลิศ  แบกรับความคาดหวังของตนเอง และพ่อแม่มาโดยตลอด  ซึ่งคงไม่ต่างกับลูกจีนในยุคสมัยของเธอ  ที่ถูกเลี้ยงมาให้แบกรับเกียรติยศ ชื่อเสียงของวงศ์ตระูกูล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะลูกคนโต  ที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้องๆ    ครอบครัวชาวจีน มักชอบเปรียบเทียบลูกคนนี้ กับลูกคนอื่นๆ  และลูกเพื่อนบ้าน ลูกเพื่อนๆในสังคม    และ Amy ก็เป็นคนที่โชคดีที่สามารถทำได้ดังที่พ่อหวัง  จากการฝึกหนัก เรียนหนัก และเดินตามคำสั่งของพ่อแม่อย่างเคร่งครัด  ทำให้สิ่งนี้ เป็น Key Success Factor หรือ จุดแกร่ง ที่เธอใช้เป็นอาวุธในการฝึกลูกของเธอ

และดูจากนิสัย คำพูดต่างๆ เธอเป็นคนที่มีความเครียดสูงมาก จากนิสัย Hyper ของเธอ  ชีวิตของเธอในฐานะอาจารย์  และคุณแม่ผู้ทุ่มเทให้กับลูก รวมทั้งการทำงานเขียนหนังสือ เลี้ยงสุนัข และสังคมเพื่อนฝูง ทำให้เธอไม่ค่อยมีเวลาหย่อนใจ  เธอกล่าวว่า

"ความจริงก็คือ ดิฉันไม่เก่งกับเรื่องการมีความสุขกับสิ่งดีๆในชีวิต  ดิฉันจะเป็นคนประเภทที่มีรายการสิ่งที่ต้องทำยาวเหยียดพกติดตัวเสมอ เกลียดการนวด การนอนอาบแดด  กินลม ชมวิวแถบทะเลแคริบเบียน  ฟลอเรนซ์ (แม่สามีของเธอ) มองว่า ช่วงเวลาวัยเด็ก คือช่วงเวลาสั้นๆ ที่จะมีความสุขกับมัน  ส่วนดิฉันมองว่ามันคือช่วงเวลาสำหรับการอบรมบ่มเพาะ สร้างนิสัยและลงทุนสำหรับอนาคต"

หลายๆตอนในหนังสือ แสดงให้เห็นว่า เธอและครอบครัวได้รับความกดดันอย่างหนักจากความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น และ การถูกล้อเลียน ไม่ยอมรับจากคนอเมริกัน  ทำให้เธอ และครอบครัวยิ่งยึดมั่นถือมั่นกับความเป็นคนจีน และใช้ความเป็นคนจีนนั้น มานะฝ่าฟัน บากบั่นจนประสบความสำเร็จลืมตาอ้าปากได้ และมีที่ยืนอย่างสง่างามในสังคมอเมริกัน  เธอจึงกระหายความสำเร็จ  บ้าการแข่งขัน แม้แต่เรื่องสุนัขที่หามาเลี้ยง ก็ยังกระหายที่จะรู้อันดับของสุนัขที่เธอเลี้ยงไว้เล่นๆ  มีตอนหนึ่งที่เธอกล่าวไว้ เรื่องไวโอลิน เป็นเรื่องที่สะท้อนความรู้สึกของเธอเรื่องนี้ได้ดี

"ไวโอลินสำหรับดิฉันคือสัญญลักษณ์ของความเป็นเลิศ ความเป็นผู้ดี ความลุ่มลึก... สำหรับดิฉัน ไวโอลิน เป็นสัญญลักษณ์ของความเคารพในอาวุโส มาตรฐาน และความชำนาญ  สำหรับผู้ที่รู้จักมันดีจนสอนได้  สำหรับผู้ที่เล่นดีจนเป็นแรงบันดาลใจได้ และสำหรับพ่อแม่

นอกจากนี้ ไวโอลิน ยังเป็นสัญญลักษณ์ของอดีต ชาวจีนไม่เคยประสบความสำเร็จสูงสุดในดนตรีคลาสสิคตะวันตก ไม่เคยมีบทประพันธ์ดนตรีจีนชิ้นใดเท่าเทียมซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโทเฟน...

ที่สำคัญที่สุดคือ ไวโอลิน เป็นสัญญลักษณ์ของการควบคุม ไม่ว่าจะความเสื่อมของตระกูล ลำดับการเกิด ชะตากรรม หรือลูก... สรุปคือ ไวโอลิน เป็นสัญญลักษณ์ของความสำเร็จของการเลี้ยงลูกแบบคนจีน"

ด้วยความคาดหวังสูง เกี่ยวกับอนาคตของลูก และการแบกรับความเชื่อที่ว่าจะต้องรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล  และการงานที่มากมาย จากอุปนิสัยที่ไม่หยุดนิ่งของเธอ  และการเก็บกดความขมขื่นในอดีตที่ถูกกดขี่ดูถูกเรื่องเชื้อชาติวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนอื่นในอเมริกา  ทำให้เธอมีความเครียดสูง และแสดงออกด้วยอาการก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ และวิธีการอบรมลูกที่ค่อนข้างจะโหดกว่าคนจีนปกติ

เหตุการณ์ที่สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สอนธรรมะให้เธอได้เป็นอย่างดี คือ อาการป่วยขั้นรุนแรงของน้องสาวของเธอเอง  ในระหว่างที่เธอรบรากับลูกสาวคนเล็กขั้นแตกหัก   น้องสาวของเธอก็ล้มป่วยกระทันหัน ด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือด  และมีโอกาสรอดน้อยมาก  น้องสาวของเธอ เป็นห่วงลูกเล็กๆของเธอเอง คือลูกชายวัย 10 ขวบ และลูกสาววัยไม่ถึงขวบ   ในระหว่างที่รักษาตัว น้องของเธอ พยายามใช้เวลาีที่เหลืออยู่ในการดูแลลูกทั้งสองอย่างดี  เพื่อเป็นความรักความทรงจำให้ลูกน้อย ก่อนที่เธอจะจากไป  

ความรักและอาลัยในตัวน้องสาว ทำให้ Amy ตระหนักถึงคุณค่าของคนในครอบครัว  ไม่มีสิ่งใดที่จะมีความสำคัญไปกว่า การที่จะรักษาครอบครัวไว้ให้นานที่สุด ประจวบกับการต่อต้านรุนแรง คำพูดที่เผ็ดร้อนของลูกสาว และความห่างเหินของลูกสาว รวมทั้งสามี ที่เริ่มมีปากเสียงกับเธอเรื่องวิธีการที่เธอจัดการกับลูกจนลูกกลายเป็นเด็กก้าวร้าว และต่อต้านทุกรูปแบบ   ทำให้เธอต้องทบทวนการกระำทำของตนเอง และผ่อนปรน ปล่อยวาง

ในที่สุดเธอก็ยอมให้ลูกสาวคนเล็กของเธอ เลิกเล่นไวโอลิน และเป็นอิสระจากการควบคุมตารางซ้อมของเธอผู้เป็นแม่

ทั้งๆที่จริงแล้ว ลูลู ลูกสาวคนเล็กของเธอ เป็นเด็กที่มีความสามารถด้านไวโอลินสูงมาก เป็นที่ยอมรับ  และลูลูเอง ก็รักการเล่นไวโอลินมาก  แต่ประสบการณ์เลวร้ายตั้งแต่เด็กๆ ในการซ้อมไวโอลินอย่างบ้าคลั่งกับแม่ ทำให้เธอเกลียดกลัวแม่มาก   ดิฉันคิดว่าดิฉันเข้าใจความรู้สึกของเด็กคนนี้พอสมควร   หากเธอยังเล่นไวโอลินต่อไป  เธอก็ต้องปะทะกับสันดานบ้าแข่งขัน ซ้อมดุเดือดของแม่ ซึ่งอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของเธอและแม่เสียหายไปกว่านี้  เธอจึงเลือกที่จะเลิกเล่นไวโอลิน  ไปหัดเรียนเทนนิส ที่แม่ของเธอไม่ถนัด และไม่สามารถมาควบคุมเธอได้อีก

เป็นที่น่าเสียดาย ที่เด็กที่มีความสามารถด้านดนตรีสูงชนิดหาตัวจับยาก และรักการเล่นดนตรี ต้องเลิกเล่นดนตรีที่เธอรัก  เพราะไม่สามารถมีความสุขกับมันได้  คงอีกนานที่เธอจะสามารถมาเอาจริงเอาจังเรื่องไวโอลินได้อีก  ยกเว้น เธอจะสามารถปล่อยวางความกลัว ความเจ็บปวด จากการซ้อมอย่างบ้าคลั่ง วาจาเชือดเฉือนของแม่ที่ไม่มีความพอใจ ในอดีตได้

เรื่องเล่าจากคุณแม่ปากเปราะ ถึงคุณแม่จอมเฮี๊ยบ (4)

แม่เสือสอนลูก - Battle Hymn of  the Tiger Mother

ดิฉันขอข้ามมาเล่าเรื่องราวในตอนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้  มันเป็นบทเฉลยที่ชัดเจน ว่าสาเหตุใดที่เธอเขียนหนังสือที่แรงขนาดนี้      Amy Chua เขียนหนังสือเล่มนี้ ในวันที่ 29 มิถุนายน 2009 หลังจากที่เธอและครอบครัว กลับจากการเดินทางไปรัสเซีย ในระหว่างที่ไปรัสเซียนั้น มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เธอ ตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกของเธอ  และในยามที่เขียนหนังสือเล่มนี้  เธอให้ลูกทั้งสองคนของเธอ และสามี ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปพร้อมๆกัน   เธอเล่าว่า

" มีบางส่วนที่ดิฉันต้องเขียนใหม่หลายสิบครั้งก่อนที่ทั้งโซเฟียและลูลูจะพอใจ  บ่อยครั้งที่คนใดคนหนึ่งจะอ่านบทร่าง ต่อมน้ำแตกและเดินกระแทกเท้าออกไป "

"ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งได้อ่านมากขึ้นเท่าใด ทั้งสองก็ยิ่งมีส่วนร่วมมากขึ้นเท่านั้น ความจริง มันเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง-- อันเป็นแนวคิดแบบฝรั่ง"

เรื่องราววิธีการเลี้ยงลูกสุดโหดของเธอ เพื่อให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ ทางดนตรีนั้น คงไม่จบลงแบบ Happy Ending เยี่ยงนี้ หากเธอไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่เป็นเสมือนการปรับความเข้าใจกับครอบครัว  เปรียบเสมือนการขอโทษลูกและสามี  และยินยอมพร้อมใจ ที่จะปล่อยวาง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในรัสเซีย และก่อนหน้านั้น คือ เธอต้องฟาดฟันกับความพยศ และประกาศอิสรภาพของลูกสาวคนเล็กอย่างรุนแรง   ลูกของเธอนั้น ต่อต้านเธอมาแต่เล็ก จนกระทั่งอายุ 13 ปี ลูกสาวคนเล็กของเธอ มีปัญหาพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ไร้มรรยาท  ไม่เพียงแต่กับเธอเท่านั้น แต่กับครูที่สอนดนตรีของเธอด้วย   

มีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากที่ลูกสาวคนเล็กประท้วงการซ้อมไวโอลินอย่างหนัก ด้วยการไม่ยอมซ้อมตามตารางที่กำหนด  ลูลู ปิดประตูเงียบในห้องหลายชม.  เมื่อ Amy เดินเข้าไปในห้อง เธอพบว่าลูกสาวของเธอ เอากรรไกร ตัดผมแสนสวยของเธอทิ้ง อย่างไม่แยแสความงาม    ในวันนั้น เธอเล่าว่า

"เจด (สามีของเธอ) พูดกับฉันหลังจากนั้นว่า "เราต้องเปลี่ยนแล้วนะเอมี เรากำลังมีปัญหาใหญ่แล้ว"

"เป็นครั้งที่สองในคืนนั้นที่ดิฉันอยากจะปล่อยโฮออกมา แต่ดิฉันกลับกลอกตา "ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกนะ" ดิฉันว่า "อย่าทำเรื่องที่ไม่ใช่ปัญหาให้เป็นปัญหาหน่อยเลย ฉันจัดการได้"

และในระหว่างการเดินทางในมอสโคว  ความเข้มงวด เจ้ากี้เจ้าการ ของเธอ ทำให้ลูกสาวคนเล็กของเธอ อาละวาดในร้านอาหาร ท่ามกลางคนจำนวนมาก 

"แม่ไม่รักหนู" ลูลูพ่น  "แม่แค่คิดว่า รัก แต่แม่ไม่รักจริง แม่ทำให้หนูรู้สึกไม่ดีกับตัวเองทุกๆวินาที  แม่ทำลายชีวิตหนู  หนูทนไม่ได้ที่จะเห็นแม่อีกต่อไปแล้ว  นี่ใช่มั๊ยที่แม่ต้องการ?"

"แม่เป็นแม่ ที่ แย่ที่สุด เห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึง คนอื่นนอกจากตัวเอง ทำไม...แม่ไม่เชื่อว่าหนูอกตัญญูได้ขนาดนี้หรือ?  แม่ทำทุกอย่างเพื่อหนูหรือ?   ทุกอย่างที่แม่ทำก็เพื่อตัวเองทั้งนั้น"

แล้วลูกสาวของเธอก็ืื้ท้าทายเธอ ด้วยการเขวี้ยงแ้ก้วลงบนพื้นร้านอาหาร ท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมาก  เหตุการณ์นี้ ทำให้ Amy ช็อก ตกใจไปกับความหยาบคาย ไร้มรรยาทของลูก จนต้องวิ่งหนีอย่างคนเสียสติไปที่จตุรัสแดง

หากเพื่อนๆได้อ่านเรื่องราวนี้หมดทั้งเล่ม  เพื่อนๆก็อาจจะรู้สึกสะใจ ที่แม่อย่างเธอได้รับบทเรียนอย่างสาสม  เพราะสิ่งที่เธอทำกับลูกสาวทั้งสองของเธอนั้น เข้าขั้นทารุณกรรม  หลายๆต่อหลายครั้งลูกสาวของเธอ ถูกบีบบังคับให้ซ้อมอย่างต่อเนื่องจนเธอพอใจ จนไม่ได้ทานอาหารค่ำ   

"ดิฉันถลกแขนเสื้อและเดินกลับไปหาลูลู (ซึ่งตอนนั้นเป็นเด็ก 7-8 ขวบ) งัดอาวุธและกลเม็ดเด็ดพรายทุกอย่างที่คิดขึ้นได้ นั่งซ้อมกับเธอจนดึกดื่นเลยเวลาอาหารเย็น โดยไม่ยอมให้เธอลุกจากเก้าอี้ไปดื่มน้ำหรือแม้แต่เข้าห้องน้ำ บ้านของเรากลายเป็นสนามรบ ดิฉันทั้งพูดดีด้วย ทั้งตวาดจนเสียงแหบเสียงแห้ง แต่ดูเหมือนจะมีแต่ความก้าวหน้าเชิงลบจนแม้แต่ตัวดิฉันเองก็เริ่มไม่แน่ใจ"

การฝึกชนิดโหดมหาหินนี้ ส่งผลให้ลูกทั้งสองของเธอ ฝึกทักษะการเล่นได้ก้าวหน้า เหนือเด็กรุ่นเดียวกันมากมาย และนำความภาคภูมิใจมาสู่เด็กๆ และตัวเธอ ที่เห็นความก้าวหน้า   เธอจึงใช้เทคนิคนี้ต่อเนื่องยาวนาน  จนลูกไม่ยอม และมีผลต่อพฤติกรรมของลูกคนเล็ก และทัศนคติที่มีต่อครอบครัวอย่างรุนแรง  

Amy กล่าวในหนังสือของเธอว่า " พ่อแม่ฝรั่งจะมัวแต่กังวลกับความมั่นใจของลูก แต่ในฐานะพ่อแม่ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำกับความมั่นใจของลูกก็คือ การปล่อยให้พวกเขายอมแพ้ ในทางตรงกันข้าม ไม่มีอะไรที่ช่วยสร้างความมั่นใจได้ดีไม่กว่าการได้รู้ว่า คุณสามารถทำอะไรบางอย่างที่คุณคิดว่าทำไม่ได้"

แต่สิ่งนึงที่ Amy ไม่กล่าวถึงในตอนแรกก็คือเรื่องปัญหาของความสัมพันธ์ของครอบครัวของบิดาของเธอ   ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่เธอเฉลยในตอนจบ ว่าคุณพ่อของเธอก็ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ ได้รับความกดดันอย่างหนักจากย่าของเธอ  ถูกเปรียบเทียบกับพี่น้องคนอื่นๆ  จนไม่มีที่จะยืน  เมื่อพ่อของเธอสามารถโยกย้ายมาเรียนและทำงานในสหรัฐอเมริกา  เขาก็เลือกที่จะทิ้งครอบครัวพ่อแม่พี่น้องที่ฟิลิปปินส์  โดยไม่คิดจะกลับไปคบหาเจอหน้ากันอีกเลย   ความทรงจำของพ่อของเธอที่มีต่อแม่ของเขานั้น เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ที่ยากจะให้อภัย และเขาก็ไม่กลับไปเยี่ยมครอบครัว พ่อแม่พี่น้องอีกเลยตั้งแต่จากมา

บิดาชาวจีนที่เชื่อถือวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างสูง ในการดำรงชีวิต ละทิ้ง ความกตัญญู ที่เป็นคุณธรรมสำคัญที่ชาวจีนทุกคนต้องปฎิบัติ  เพราะความเจ็บช้ำบาดหมาง จนยากที่จะให้อภัย จากการกระทำของแม่ของท่านเช่นกัน เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นกับลูกสาวของเธอ ที่พร่ำกล่าว ต่อว่าต่อขานเธอรุนแรงแต่เด็ก ที่มีแม่แบบเธอ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมของลูกสาวคนเล็กของเธอ  ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆห่างเหิน ไม่สนิทสนม ไม่เชื่อฟังของลูก ทำให้เธอตระหนักในเรื่องนี้  ในฐานะแม่ที่รักลูกเต็มหัวใจ เธอไม่อยากจะสูญเสียลูกไป เธอจึงยินยอมที่จะปล่อยวาง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อลูก เพื่อเยียวยา ความสัมพันธ์กับลูกๆ มิให้ร้าวฉานไปมากกว่านี้


วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องเล่าจากคุณแม่ปากเปราะ ถึงคุณแม่จอมเฮี๊ยบ (3)

แม่เสือสอนลูก - Battle Hymn of  the Tiger Mother

ยังมีความเชื่อ อีกสามประการ เกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกของคนจีน ที่ Amy Chau ยึดถือในการปฎิบัติ ซึ่งความเชื่อนั้น สืบทอดมาจาก พ่อแม่ของเธอนั่นเอง คือ


  1. เธอกล่าวว่า "ดิฉันสังเกตเห็นว่า พ่อแม่ฝรั่งจะกังวลมาก กับความมั่นใจของลูกๆ กลัวว่าลูกๆ จะรู้สึกไม่ดีเมื่อล้มเหลวกับอะไรบางอย่าง และพยายามที่จะย้ำให้รู้ว่าพวกเขาทำได้ดีขนาดไหน ทั้งๆที่ ผลสอบหรือการเล่นคอนเสิร์ตออกมาแค่งั้นๆ"     "แต่ถ้าเด็กจีนได้ B (ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด) ละก้อ เสียงกรีดร้องโวยวาย ตีอกชกตัวจะดังขึ้นก่อนทันที  พ่อแม่จีนจัดการกับผลสอบที่ต่ำกว่ามาตรฐานของลูกด้วยวิธี ดุว่า ลงโทษ และทำให้ลูกละอายใจ...เพราะพวกเขาเชื่อว่า ลูกของตนแข็งแกร่งพอที่จะรับคำดุว่าได้ และจะพยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น"
  2. "พ่อแม่จีนเชื่อว่่าลูกเป็นหนี้บุญคุณพ่้อแม่สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง  ลูกจีนจะต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่ตลอดชีวิต ด้วยการเชื่อฟัง และทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ"
  3. "พ่อแม่จีนเชื่อว่า พวกเขารู้ว่าอะไรดีทีุ่สุด สำหรับลูก เพราะฉะนั้นความปรารถนาของพ่อแม่ จึงสำคัญกว่าความต้องการของลูกๆ" และในขณะเดียวกัน พ่อแม่จีนก็เสียสละและทำอะไรเพื่อลูกมากมาย ทุ่มเทเวลา เงินทอง เพื่อการศึกษาของลูก คอยติว คอยฝึก ซักไซ้ และ แอบสังเกตพฤติกรรมลูก

ที่จริงแล้ว ความเชื่อเหล่านี้ แม้ว่าจะยังมีหลงเหลืออยู่มากในครอบครัวชาวจีน ในเมืองจีนและหลายประเทศที่มีชาวจีนอาศัยอยู่   แต่ความเชื่อหลายๆเรื่องก็ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับวิถีชีวิต และวิถีโลกที่เปลี่ยน แปลง  แต่ Amy Chua  ก็ยังยึดมั่น และยึดหลักความเชื่อโบราณนี้ ในการเลี้ยงลูก เพราะเธอเองก็เติบโตมาแบบนี้ 

เธอเล่าว่า  "ในฐานะบุตรสาวคนโตของผู้อพยพชาวจีน  ดิฉันไม่เคยมีเวลาที่จะมานั่งสร้างกฎของตนเอง  ดิฉันมีชื่อแซ่ที่ต้องคอยปกป้องรักษา   มีหน้าที่ต้องทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ  ดิฉันชอบที่จะมีเป้าหมายที่แน่นอนและวิธีการที่ชัดเจนในการวัดความสำเร็จ"

ดังนั้น เธอจึงกำหนดเป้าหมายในชีวิตให้ลูกสาว และ  เลือกที่จะใช้วิธีการเข้มงวด ในการที่ทำให้ลูกๆเชื่อฟัง

"ดิฉันตั้งใจแน่วแน่ที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กเชื่อฟัง แม้จะต้องแข็งใจอย่างมากก็ตาม  ในตะวันตก  คำว่าเชือฟัง ใช้กับสุนัข หรือระบบชนชั้น แต่ในวัฒนธรรมจีน ความเชื่อฟัง เป็นหนึ่งในคุณธรรมที่น่าชื่นชม"

โดยส่วนตัว ดิฉันเองก็เกิดมาในสังคมเอเชีย มีคำสอนทางพุทธศาสนาหลายเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อฟัง  แต่กระนั้น ดิฉันก็เชื่อว่า วิธีการทำให้เด็กเชื่อฟังนั้น  ไม่จำเป็น ต้องใช้วิธีที่รุนแรง   เราสามารถสอนเด็กให้เป็นคนเก่ง คนดีได้ ด้วยใจ  แทนที่จะให้ทำไป เพราะความหวาดกลัว   แต่สำหรับ Amy นั้น เลือกที่จะใช้วิธี ข่มขู่ ลงโทษ  พูดจาเสียดแทง  เพื่อปลุกเร้า ผลักดันให้ลูก ทำตามแผนที่เธอวางไว้อย่างดี ด้วยความรัก

"ตลอดเวลา ดิฉันไม่เคยยั้งคำพูดรุนแรง และยิ่งโหดขึ้น เมื่อเห็นโซเฟียร้องไห้" 

"ดิฉันมีอะไรอัดอั้นตันใจมานาน ซึ่งอยากจะสารภาพเสียเลยในตอนนี้ ความจริงก็คือ บางครั้งโซเฟีย (ลูกคนโต) ก็ไม่สนุกที่มีแม่อย่างดิฉัน จากความทรงจำของโซเฟีย เธอบอกว่า ดิฉันเคยพูดกับเธอระหว่างที่นั่งคุมเธอซ้อมเปียโน ๓ อย่าง คือ 

- ให้ตายสิ ทำใมยิ่งเล่นถึงยิ่งแย่ลง
- เล่นให้มันเป็นเพลงให้ได้นะ ฉันจะนับถึง 31
- ถ้าครั้งหน้า ยังเล่นได้ไม่เพอร์เฟ็คละก็ ฉันจะเอาตุ๊กตาของเธอไปเผาทิ้งให้หมด

และเท่าที่อ่านดูในหนังสือนี้ ความเชื่อที่ว่า "จะต้องทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ"  ทำให้เธอ พยายามผลักดัน ให้ลูกสาวทั้งสอง หรือแม้แต่สุนัขที่เธอเลี้ยง  เข้าประกวดแข่งขัน สารพัดระดับ"   จุดมุ่งหมาย คือ เพื่อชัยชนะ และความภาคภูมิใจของคนเป็นแม่  รวมทั้งการสร้่างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล  เธอกล่าวว่า

"สิ่งที่พ่อแม่จีนเข้าใจ ก็คือ  ไม่มีอะไรที่จะสนุกได้จนกระทั่งคุณทำได้ดี  และในการทำอะไรให้ได้ดี คุณจะต้องขยัน  ทำงานอย่างหนัก และไม่มีเด็กคนไหนที่จะขยันได้ด้วยตนเอง  นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำไมพ่อแม่จึงต้องบังคับลูก  ไม่ใช่ปล่อยให้ทำตามใจตนเอง  การทำเช่นนี้ พ่อแม่จะต้องเข้มแข็ง  เพราะเด็กจะต่อต้าน ทุกสิ่งจะยากที่สุดในตอนแรก   เมื่อใดที่เด็กเริ่มทำอะไรได้เยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ เปียโน เบสบอล หรือบัลเลต์ พวกเขาจะได้คำชม ความชื่นชม และความพึงพอใจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจ และทำให้กิจกรรมซึ่งเคยน่าเบื่อกลับสนุก  และความสนุกนี้ก็ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับพ่อแม่ ที่จะเคี่ยวเข็ญให้ลูกทำงานหนักยิ่งขึ้นไปอีก"

ดิฉันเองก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับความเชือนี้   ในการฝึกเด็กๆ ในการทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ตอนแรกๆ ลองถูกลองผิด ไม่เข้าใจ จับจังหวะไม่ถูก  ก็จะรู้สึกไม่สนุกที่จะทำ และยากที่จะทำ แต่ทำๆไป เมื่อมีความชำนาญ มีประสบการณ์ทำได้คล่อง ผิดพลาดน้อยลง ก็จะสนุกที่จะทำ โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญมากนัก  เหมือนเด็กที่ๆหัดขี่จักรยานใหม่ๆ ล้มลงบาดเจ็บ  หากอดทนไป เมื่อขี่ได้แล้วก็จะสนุกกับมัน   หรือเหมือนคนว่ายน้ำ  ที่แรกๆก็อาจจะจมน้ำจนกลัวน้ำ แต่หากอดทนฝึกต่อไป ก็จะว่ายน้ำได้  

แต่ในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย คือวิธีการ  การทีจะโน้มน้าวให้เด็กฝึกฝนอะไร เราไม่จำเป็นต้องใช้ ไม้แข็ง ใช้คำพูดรุนแรง หรือใช้การลงโทษ ข่มขู่ในการสั่งสอน  แต่ เราสามารถใช้ได้หลายวิธี   ทั้งอ่อน ทั้งแข็ง  การโน้มน้าว  การให้กำลังใจ  แม้จะเสียเวลาบ้าง แต่ทำให้เด็กๆ หรือ แม้แต่ บริวาร มีความเต็มอกเต็มใจ และพยายามที่จะทำ   มันจะช่วยสร้างทัศนคติในการศึกษา ในการฝึกระยะยาว   และเป็น Life-time Memory มากกว่า ที่จะต้องข่มขู่ เคี่ยวกันตลอดเวลา     การฝึกให้เขา ควบคุมตนเอง มีวินัยด้วยตนเอง จะยั่งยืนกว่า เหมือนต้นไม้ ที่แข็งแกร่งตามธรรมชาติ ย่อมดีกว่าไม้ที่งาม ในตู้กระจก  และมีคนรดน้ำพรวนดิน ควบคุมอุณหภูมิทุกขณะ  เพราะหากวันใด ที่คนรดน้ำพรวนดินไม่อยู้ ขาดห้องอุณหภูมิ  ก็อาจจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในธรรมชาติที่ปกติ
         

เรื่องเล่าจากคุณแม่ปากเปราะ ถึงคุณแม่จอมเฮี๊ยบ (2)

แม่เสือสอนลูก - Battle Hymn of  the Tiger Mother

เท่าที่อ่านจากบทวิจารณ์ หรือ ความเห็นของนักวิจารณ์หลายๆท่าน  คนส่วนมาก จะให้ความสำคัญกับจุดยืนในการสอนลูกของเธอ  ซึ่งสำหรับดิฉันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่ประการใด เพราะดิฉันเองก็เติบโตมาในครอบครัวคนจีนโพ้นทะเล  คำสอนสุดเฮี๊ยบแบบนี้ รวมทั้งวิธีการสอนแบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่เคยคุ้น

สิ่งที่เธอไม่อนุญาตให้ลูกของเธอทำเป็นอันขาด คือ


  • ค้่างคืนบ้านเพื่อน
  • มีนัดเล่นกับเพื่อน
  • เล่นละครโรงเรียน
  • บ่นกระเง้่ากระงอดที่ไม่ได้เล่นละครโรงเรียน
  • ดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์
  • เลือกกิจกรรมพิเศษตามใจชอบ
  • สอบได้เกรดต่ำกว่า A
  • ไม่ไ้ด้ที่ 1 ในทุกวิชา ยกเว้นวิชาพละ และการละคร
  • เล่นเครื่องดนครีอื่น ยกเว้นเปียโน และไวโอลิน
  • ไม่เล่นเปียโน หรือไวโอลิน
เธอเล่าว่า คนจีนมีความเชื่อว่า หากลูกไม่เป็นเลิศในโรงเรียน หมายความว่า มี "ปัญหา"บางอย่าง หรือ ไม่ก็เพราะพ่อแม่ ไม่ทำหน้าที่ของตน    ซึ่งดิฉันเองก็เชื่อว่าเป็นความจริง  พ่อแม่จีน มักชื่นชมลูกที่เรียนเก่ง มาตั้งแต่โบราณกาลที่มีการสอบจอหงวน   ลูกที่เรียนเก่ง เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล  ลูกที่เรียนไม่ดี กลายเป็นเด็กมีปัญหาในสายตาพ่อแม่ ที่ต้องได้รับการตำหนิติเตียนจากพ่อแม่  และได้รับการเหยียดหยามจากคนในตระูกูล  

Amy Chua เล่าว่า พ่อแม่คนจีนนั้น เชื่อว่า 

  1. เรื่องเรียนต้องมาก่อน
  2. เกรด A- ใช้ไม่ได้
  3. คณิตศาสตร์ของลูกต้องก้าวหน้ากว่าเพื่อนร่วมชั้น ๒ ปี 
  4. ไม่มีการชมลูกต่อหน้าคนอื่น 
  5. ถ้าลูกของคุณมีเรื่องกับครู หรือ โค๊ช คุณต้องเข้าข้างครูหรือโค๊ชเสมอ
  6. กิจกรรมเดียวที่ลูกจะได้ีรับอนุญาตให้ทำ คือ กิจกรรมที่พวกเขา จะต้องได้เหรียญรางวัลในที่สุด
  7. และเหรียญนั้นจะต้องเป็นเหรียญทอง
เท่าที่อ่านจากประวัติของ Amy Chua  เธอเองก็ถูกเลี้ยงดูมาด้วยวิธีนี้  เธอเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว Chau ชาวจีนที่อพยพมาจาก ฟิลิปปินส์  คุณพ่อและคุณแม่ของเธอ มาจากครอบครัวจีนที่อพยพมาจากฝูเจี๊ยน ทางตอนใต้ของจีน  ซึ่งมีชื่อเสียงว่า เป็นแหล่งผลิตนักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ของประเทศจีน   บรรพบุรุษของเธอนั้น เป็น โหรหลวงในจักรพรรดิเฉินจง แ่ห่งราชวงศ์หมิง และเป็นนักปราชญ์ และ กวี ในสมัยนั้น  ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่เธอมีความภาคภูมิใจ ในสายเลือด และหวงแหนในชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเป็นอย่างมาก   การรักษาชื่อเสียง ความสำเร็จและเป็นเลิศของวงศ์ตระกูล เป็นสิ่งที่เธอทำมาแต่เด็ก และ ส่งต่อสิ่งนั้นให้ลูกสาวทั้งสองของเธอ ด้วยการเคี่ยวกรำลูกอย่างหนัก

อีกประการหนึ่ง  Amy Chua ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตการศึกษาอย่างสูง มาด้วยวิธีการคิด และถูกเคี่ยวกรำแบบนี้จากพ่อแม่ของเธอ  ซึ่งพ่อแม่ของเธอนั้น มีโอกาสดิ้นรนอพยพมาจากฟิลิปปินส์ มาตั้งรกรากที่อเมริกา จากความสำเร็จทางด้านการศึกษา  เรียนเก่ง จนสอบได้ทุน มาเรียนใน MIT อยู่อย่างยากลำบาก กระเบียดกระเสียร และได้มาตั้งรกราก ทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่อินเดียนา ในที่สุด   ด้วยความที่เธอและน้องๆเกิดมาในขณะที่พ่อแม่ยังไม่มั่นคง และอยู่ท่ามกลางคนอเมริกัน  เธอและน้องก็ได้รับความกดดัน จากความแตกต่างของหน้าตา เชื้อชาติ และธรรมเนียมปฎิบัติ    ดังนั้น สิ่งเดียวที่ทำให้เธอ สามารถแข็งแกร่ง ชูคอให้เป็นที่ยอมรับได้ คือ การเรียนที่เป็นเลิศ แซงหน้าเพื่อนฝูง   วิธีการเลี้ยงดูแบบคนจีนสมัยโบราณ ที่ถูกกดดัน ทำให้เธอ ประสบความสำเร็จ  และเป็นที่ยอมรับในสังคมเพื่อนๆที่มักล้อเลียนเธอเป็นประจำ      สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ สร้างจุดแกร่ง  เป็นสิ่งที่นำพาซึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจในชีวิตของเธอ   เธอจึงเชื่อว่า ต้องวิธีนี้ืเท่านั้น ที่จะทำให้ลูกทั้งสองเป็นเลิศ  และนำชื่อเสียงมาสู่ตนเอง และวงศ์ตระูกูลได้

ประเด็นที่สามที่อยากเล่าเกี่ยวกับความคิดของเธอ คือ เธอเป็นคนทีกลัวความตกต่ำของครอบครัว   เธอเล่าไว้ในตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ว่า "หนึ่งในสิ่งที่ดิฉันกลัวที่สุด คือความตกต่ำของครอบครัว คนจีนมีภาษิตว่า "ความมั่นคงไม่เคยอยู่เกินรุ่นที่ ๓    ดิฉันไำม่มีวันปล่อยให้เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด  ดิฉันจะไม่เลี้ยงลูกแบบตามใจ เอาแต่ใจตัวเอง ดิฉันจะไม่มีวันนั่งดูครอบครัวของตัวเองตกต่ำ"

ความคิด ความเชื่อ ความกลัว และประสบการณ์ที่่ผ่านมาในอดีต เป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของเธอในการเลี้ยงดูลูกอย่างเข้มงวดในหลายๆเรื่อง เช่น  การให้ลูกฝึกเปียโน และไวโอลิน และบังคับให้ลูกซ้อมทุกวัน วันละ ๖ ชม. ไม่ว่าจะในยามที่ป่วย หรือปกติ ไม่เว้นแม้แต่ตอนไปเดินทางท่องเที่ยว ทุกครั้งที่ไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ เธอต้องมาหาสถานที่ หรือเช่า ยืมสถานที่ให้ลูกซ้อมดนตรีทุกวันตามตารางที่เธอกำหนด    การเรียนวิชาคณิตที่ต้องล้ำหน้าเพื่อนๆสองปี  การเรียนภาษาจีนจนพูดได้คล่อง  การไม่อนุญาตให้ลูกออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนในเวลาพัก นอกจากการทำแบบฝึกหัดพิเศษ เพื่อให้คะแนนเป็นเลิศ 

เรื่องเล่าจากคุณแม่ปากเปราะ ถึงคุณแม่จอมเฮี๊ยบ (1)

แม่เสือสอนลูก - Battle Hymn of  the Tiger Mother



เมื่อก่อนปีใหม่ ได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ของ เอมี่ ชัว (Amy Chua)  คุณแม่จอมเฮี๊ยบ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง "Battle Hymn of The Tiger Mom" ที่ลงในหนังสือ Reader Digest ฉบับภาษาไทย เดือน กันยายน 2554  อ่านแล้ว ก็ทำให้เกิดความสนใจ ไปหาซื้อหนังสือแปลเรื่องนี้ ซึ่งเป็นภาษาไทย  เรื่อง "แม่เสือสอนลูก"  แปลโดย คุณนรา สุภัคโรจน์   ซึ่งแปลได้สนุกดีทีเดียว

ที่จริงแล้ว มีเพื่อนหลายท่านได้แนะนำ และอยากได้ความเห็นของดิฉันเกี่ยวกับเรือ่งนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะวิธีการสอนลูกแบบเฮี๊ยบสุดโต่งนั้น ทำให้พ่อแม่หลายคนมีข้อกังขา แต่ดิฉันก็ไม่ได้สนใจจะอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่แรก เพราะขี้เกียจวิพากย์วิจารณ์ความเว่อร์ของคุณแม่ท่านนี้  แต่พอมาอ่าน มาเข้าใจภูมิหลัง แบ็กกราวน์ของคุณแม่ท่านนี้ ก็เห็นใจ และเข้าใจว่า ที่มาที่ไป ความกลัวของบรรพบุรุษ ของอดีต ส่งผลต่อแนวคิด ปฎิบัติในการสอนลูก  และต้องยอมรับว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ดีทีเดียว  ในแง่ให้เราได้เห็นมุมมอง เกี่ยวกับความรู้สึกของคุณแม่ประเภทนี้ และผลกระทบด้านดี  และด้านเสียของการเลี้ยงแบบนี้   ต้องชื่นชมคุณแม่ท่านนี้ ที่กล้าหาญที่จะเขียนเรื่องราวของเธอ ทั้งด้านดี และด้านที่ Look ไม่ Good เข้าข่ายทารุณกรรมเด็ก อย่างตรงไปตรงมา  

ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ หนังสือเล่มนี้ พูดถึงแต่ความสำเร็จของเธอที่ใช้ความเข้มงวด และอารมณ์ดุเดือด และอารมณ์ ในการสอนลูกสองคนให้กลายเป็นเด็ก "เหนือมนุษย์"   ทำให้พ่อแม่หลายท่านคิดว่า แนวทางนี้ เป็นแนวทางที่ถูกต้องควรปฎิบัติ ที่เป็นเรื่องอันตรายมาก บางครอบครัว ถึงกับ แท็กทีม พ่อแม่ มาเคี่ยวลูกทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ดูแลกันคนละด้าน คนนึงเคี่ยวดนตรี อีกคนเคี่ยววิชาการ   ที่จริงแล้ว  เธอไม่ได้เล่าถึงคนนึงที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ครอบครัวสมดุล และลูกๆไม่บ้่าไปซะก่อน นั่นคือ สามีของเธอนั่นเอง

ต้องบอกว่า ลูกของเธอเป็นคนโชคดีที่มีคุณพ่อที่แสนประเสริฐ แข็งแกร่ง และรักษาสมดุลของครอบครัวไว้    หากครอบครัวนี้ ไม่มีคุณพ่อ ที่สอนลูกตรงกันข้าม เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่แม่สอนไว้อย่างเหมาะสม  ลูกของเธอ ก็อาจจะไม่จบลงที่อนาคตที่สวยงามเช่นนี้    ในบทสัมภาษณ์ของ Amy Chau ที่ให้กับหนังสือ Reader Digest  นั้น  เธอ ได้กล่าวถึงสามีว่า

"สามีฉันเป็นคนที่มีบุคลิกมั่นคงอย่างเหลือเืชื่อที่เขาไม่อยากเป็นตัวละครสำคัญในหนังสือของฉัน ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาเป็นคนมั่นคงมากนั่นเอง สามีฉันปรากฎในฉากหลังเสมอ ยืนยันทัศนะของเขาตลอด  เขาจะบอกว่า "ตกลงลูกๆ  เราจะซ้อมไวโอลินสองชั่วโมง แต่วันหยุดเราจะไปเที่ยวทะเลสาบกัน เราจะไปปีนเขากัน" ฉันคิดว่า สามีเลี้ยงลูกแบบตั้งใจฝึกให้รู้จักเปิดหูเปิดตากับการออกไปเที่ยวสำรวจ  ฉันเองไม่ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ แบบดำน้ำลึำก หรือ กระโดดร่ม สามีจะเป็นคนพาลูกๆไปทำอะไรพวกนั้นทุกที  บุคลิกที่มั่นคงมากของเขา ทำให้ครอบครัวเราสมดุล"


"ตอนที่ลูลู (ลูกคนที่สองของเธอ) พยศ พ่อของเธอ เป็นคนก้าวเข้ามาแทรก ตักเตือนว่า บางสิ่งบางอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องปรับตัวบ้าง ฉันโชคดีมากเลย ที่เราร่วมมือกัน ป้องกันวิกฤตได้"

ดิฉันจึงอยากลองเล่าเรื่องของคุณแม่จอมเฮี๊ยบท่านนี้ ในมุมมองของดิฉัน  ซึ่งมีรายละเอียดหลายๆจุดที่น่าสนใจ มองให้ลึกๆ ถึง ความรู้สึกของคุณแม่  ความรู้สึกของคุณลูก  โอกาสที่คิดว่าลูกได้ ลูกต้องแลกด้วยอะไร  หรือ สิ่งที่เราคิดว่าลูกเสียโอกาส  ที่แท้ลูกได้อะไร   การกระทำทุกอย่างมีทั้งดีและเสียอยู่เสมอ แต่ละคนต้องแลกด้วยการสูญเสียบางอย่าง เพื่อบางสิ่งเสมอ    การเลี้ยงดูลูก จริงอยู่ ไม่ีมีวิธีใดที่ถูกต้องเหมาะสม และตายตัว  แต่จะเลือกทางใด นั้น เราควรจะรู้ให้ลึกซึ่ง  คือ ต้องมี Knowledge  และมี Know-how ไม่ใช่ แค่  How To เท่านั้น

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

5 เรื่องที่โรงเรียนควรสอนเพื่อให้เด็กพร้อมที่จะก้าวไปเผชิญโลกได้อย่างแท้จริง

วันนี้ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ สรรสาระ Reader Digest ฉบับเดือนกันยายน 2554 ซึ่งแถมมากับฉบับ เดือน มค. 2555 ที่เพิ่งซื้อมา  ปรากฎว่า เป็นหนังสือที่ดีมากมาย จนจะต้องไปสมัครสมาชิก  มีหลายเรื่องที่ดิฉันอยากจะนำมาเล่า วันนี้ขอหยิบยกเรื่องนี้ก่อน  เป็นบทความของคุณ Adrian Tan ซึ่งเป็นทนายความและนักเขียนที่มีชื่อเสียงจากสิงคโปร์  เขาเขียนหนังสือเรื่อง The Teenager Textbook และ The Teenager Workbook (ซึ่งดิฉันคงจะไปสอยมาอ่านต่อไป)  ขออนุญาตยกบทความมาทั้งดุ้น เพื่อไม่เสียอรรถรสในการอ่าน

"ชีวิตเ็ป็นเรื่องซับซ้อน มันเริ่มต้นก่อนที่เราจะพร้อม ดำเนินต่ไปในขณะที่เรายังคิดหาความหมายของมันไม่ออก และจบลงก่อนที่เราจะทำสิ่งที่ควรทำให้เสร็จ  จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่เยาวชนจะต้องเตรียมตัวสำหรับการเดินทางเช่นนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราโชคดีเพราะในชีวิตของเด็กๆมีช่วงเวลาพิเศษสั้นๆที่ให้พวกเขาทำอย่างนั้นได้...ก็ โรงเรียนนั่นเอง

ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปีที่ลูกๆของเรา ตกเป็นผู้ฟัง / ผู้ที่ถูกจองจำ เราสามารถปลูกฝังความรู้อะำไรก็ตามที่คิดว่าเป็นประโยชน์แก่พวกเขา  ณ วันหนึ่งข้างหน้า และจุดนี้เองที่ระบบโรงเรียนทำให้เราผิดหวัง เพราะเราพยายามให้โรงเรียนทำอะไรอย่างอื่นหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน
เราหวังให้โรงเรียนทำตัวเป็นศูนย์ดูแลเด็กที่คิดค่าบริการถูกๆ คอยหาอะไรให้ลูกของเราทำระหว่างที่ผู้ใหญ่มีธุระยุ่งอยู่ ดังนั้นเราจึงให้โรงเรียน เริ่มเรียนแต่เช้า และยืดเวลาออกไปตลอดทั้งวัน แม้ว่า บางทีเราก็ไม่ต้องการอย่างนั้นจริงๆ เรายังคิดด้วยว่า โรงเรียนน่าจะแยกเด็กฉลาด ออกจากเด็กปานกลาง เราจึงอัดวิชายากๆ ให้เด็กๆเรียน อย่างเช่น วิชาแคลคูลัส และเคมี เพื่อจะดูว่า เด็กคนไหน เรียนวิชาพวกนั้นได้ดีกว่าเืพื่อนสัก 2.3%

จะว่าไปแล้ว ถ้าไม่นับนักคณิตศาสตร์ และนักเคมี พวกเราน้อยคนนัก จะได้ใช้ประโยชน์จากวิชาพวกนั้นในวันข้างหน้า ถ้าเราเห็นด้วยว่าจุดประสงค์ของการศึกษาคือ เตรียมความพร้อมสำหรับชีวิต ก็ไม่ควรเสียเวลาแม้แต่น้อยนิด เรารู้ว่าไม่ทันไรลูกๆของเราจะเริ่มเบื่อ ผิดหวัง และ โตเร็วเกินกว่าที่จะข่มขู่ให้ยินยอม ดังนั้นขณะ ที่ยังทำได้อยู่ เราควรจะเน้นสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่างแท้จริงให้พวกเขา  และหัวข้อต่อไปนี้ คือสิ่งที่ผมคิดว่าโรงเรียนควรสอน

ความมีมรรยาท เรื่องนี้ยิ่งเรียนรู้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี  ความสุภาพ และความเกรงใจ คือเครื่องหมายของผู้เจริญแล้ว หลายครั้งที่เรื่องราวสำเร็จลงได้ดีด้วยรอยยิ้ม และมรรยาท ที่ดีมากกว่าสำเร็จลงด้วยใบปริญญา

การบริหารเงิน  ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม  สำหรับพวกเราส่วนใหญ่แล้ว ชีวิตผู้ใหญ่หมดไปกับการดิ้นรนเพื่อเรื่องนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไม เราถึงไม่พยายามสอนเยาวชน ให้รู้จักพื้นฐานของการบริหารเงิน  การกู้ยืมเงินจากบัตรเครดิตเป็นเรื่องดีอย่างนั้นหรือ  คุณควรกู้เงินซื้อบ้านอีกหลังหรือถ้าไม่มีรายได้ คุณใช้ชีวิตอย่างไรให้สมฐานะ ไม่มีใครคิดว่าเด็กควรจะเรียนรู้เรื่องนี้เมื่อออกจากโรงเรียนไปแล้ว (หรือแย่ไปกว่านั้น หลังจากได้งาน)  เรามีหน้าที่ต้องสอนเยาวชนของเรา ให้รู้จักทักษะพื้นฐานนี้เสียแต่ต้น

วิธีคิดเชิงวิพากย์  ทุกวันนี้ เราถูกข้อเท็จจริงและความคิดเห็นท่วมทับตัว มีการชักจูงใจให้เรายอมรับบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิ่งนั้นประดิตประดอยมาอย่างดี โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราเห็นพ้องด้วย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนมีการศึกษาแล้วจะทำกัน  คนมีการศึกษาคือคนที่รู้จักใช้เหตุผลและมีเหตุผล ต้องดูข้อเท็จจริงและนำตรรกะมาปรับใช้  ถ้าโรงเรียนไม่สอนอะไรอื่น อย่างน้อย ก็ควรสอนวิธีคิดเชิงวิพากย์

สุขภาพ  เด็กๆควรเรียนรู้การดูแลร่างกายของตนเอง  พวกเขาควรจะรู้ว่า ถ้ากินอาหารขยะแล้วจะอ้วน และไม่ดีต่อสุขภาพ ควรรู้ให้ชัดว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายถ้าพวกเขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือ เสพยาเสพติด ควรจะรู้ว่าคนเราตั้งท้องได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มเนื่อสาว และหลังจากนั้นเด็กไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะเรียนรู้เรื่องเพศจากวีดีโอเพลงแร็ปใหม่ล่าสุด

สังคม สิ่งที่อยากให้รู้ตรงนี้คือ พวกเราทุกคน เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ใหญ่กว่า เรามีสิทธิและหน้าที่ เราควรต้องเข้าใจว่า สิทธิและหน้าที่คืออะไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เราควรต้องมีความรู้บ้างเล็กน้อย เรื่องประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง เพราะเราจำเป็นจะต้องรู้จักบริบทแวดล้อม เพื่อจะทำความเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัวเราได้

ถามว่าเราจะทดสอบเด็กนักเรียนเกี่ยวกับวิชาเหล่านี้ได้อย่างไร  คำตอบคือไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังเรียนรู้ ไม่มีทาง  อย่างน้อยก็ไม่ได้รู้ทันที แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะหลีกเลี่ยงไม่สอนประเด็นสำคัญๆต่างๆ  เราไม่ปิดโบสถ์  มัสยิด และวัดเพียงเพราะไม่แน่ใจว่าคนที่ไปวัดให้ความสนใจจริงหรือไม่  เราต้องเก็บเอาไว้ เพราะไม่อาจยอมรับการไม่มีสิ่งเหล่านี้ได้

ถามว่าวิชาพวกนี้ "กระจอก" เกินไปหรือไม่  ก็อาจใช่ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด วิทยาศาสตร์ และวรรณคดี เป็นวิชาสำคัญ โลกนี้ยังมีที่ทางให้นักฟิสิกข์ควอนตัม และผู้รู้ลึกเรื่องวรรณกรรมเชกสเปียร์เสมอ  โรงเรียนของเรา ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้คนเก่งที่สุด และฉลาดที่สุดก้่าวล้ำหน้าใคร  แต่ต้องติดอาวุธให้คนอ่่อนแอที่สุด อยู่รอดได้ด้วย   ผมนึกไม่ออกว่าจะมีวัตถุประสงค์อันสูงส่งอื่นใดอีกมากไปกว่า การที่โรงเรียนจะใช้เวลาทุกขณะที่มีอยู่ บอกเด็กๆของเราว่า "ชีวิตเป็นอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่พวกเธอจะต้องหาให้เจอ  และนี่คือวิธีรับมือกับมัน"  อย่างอื่นนอกจากนี้ เป็นเรื่องเกินจำเป็น 

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์ในการฝึกลูกเรื่องจิตอาสา












มาเล่าต่อ เรื่องงานจิตอาสานี่ เป็นงานที่ต้องฝืนกิเลส พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความขี้เกียจ ความรักสบาย และเรื่องอัตตาต่างๆ สถานที่ทำงานจิตอาสา มักไม่ได้ มีึความสะดวกสบายมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องห้องน้ำ ห้องท่า อาหารการกิน หรือ ความร้อน ความสกปรก สิ่งที่ต้องฝึกทำใจยอมรับเรื่องแรกคือเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก กทม. ลูกหลานคนเมือง ชินกับห้องน้ำสะอาด แอร์เย็นฉ่ำ แค่คิดเรื่องนี้ก็ถอยแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเราได้มีโอกาสพาเด็กๆไปสัมผัสจริงๆ เด็กๆเค้ารับได้ค่ะ และได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรมากมาย 


ดิฉันพาลูกเล็กๆไปช่วยงานจิตอาสาหลายงาน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตอนแรกๆในฐานะแม่ ดิฉันก็กังวลเหมือนกัน เรื่องความสะอาด เรื่องความปลอดภัย คนมากมาย ที่โกลาหน ลูกเล็กๆอาจจะพลัดหลงไปได้ จะทำงานจิตอาสา ไหนจะห่วงลูกเรื่องคนเยอะ เรื่องความปลอดภัย ทำให้ต้องเลือกงานพอสมควร โดยเฉพาะในสถานที่ ๆที่เป็นสถานที่ปิด ที่พอดูแลความปลอดภัยของลูกได้ 

ตอนที่มองหางานอาสาสมัครใน FB ดิฉันจึงเลือกงานที่เด็กๆ ทำได้ เช่น งาน แพ็กยาของสภากาชาด งานแพ็คเม็ดพริก หรือ งานแพ็คของบริจาคที่บ้านญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ซึ่งเป็นสถานที่คนไม่ชุลมุลมาก เป็นสถานที่ปิด และงานไม่ยากเกินไป สำหรับเด็กเล็กๆ ซึ่งก็ดีมากค่ะ ลูกๆได้เรียนรู้มากกว่าที่คิด 


สิ่งแรกที่ลูกเ็ห็น คือ คนจำนวนมากมาย พี่ๆตัวเล็ก ตัวใหญ่ ใส่ชุดนักเรียน นักศึกษา ช่วยกันยกของ แพ็คของ กันมากมาย ช่วยกันคนละไม้ละมือ ด้วยกิริยา ถ้อยทีถ้อยอาศัย ลูกๆไ้ด้เห็นความเือื้อเฟื้อ เต็มอกเต็มใจของเพื่อนร่วมสังคม ที่จะช่วยเหลือเกือ้...ลผู้อื่น ลูกชายสองคนของดิฉัน ถามตลอดว่า "ทำไมคนเยอะจัง ทำไมคนเยอะจัง พี่เค้าทำอะไรกัน" สายตาน้อยๆสอดส่าย มองดูผู้คนรอบข้างทำความดี ทำงานจิตอาสา ดิฉันเชื่อว่า สิ่งที่เค้าเห็นด้วยสายตาตนเอง ที่คนช่วยกันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จะประทับในความทรงจำของลูก เป็นความทรงจำที่ดีงาม สร้างทัศนคติที่ดี ให้รักคนอื่น รักและขอบคุณคนในสังคมที่มีเมตตาต่อกัน 

ทุกวันนี้ หากเราอยู่ในเมือง จะประสบเหตุการณ์มากมาย ที่แก่งแย่งกัน ทั้งแย่งกันซื้อของ ขับรถไม่เคารพกฎจราจร ทะเลาะเบาะแว้ง หมั่นไส้กัน แย่งของเล่น ไม่แบ่งปัน ประสบการณ์ร้ายๆเหล่านี้ จะสร้างความรู้สึกลบ ความรู้สึกเกลียดชังในจิตใจเด็ก ว่าจะอยู่รอดในสังคม เราต้องเหยียบข้ามผู้อื่นไป ต้องต่อสู้ ต้องแย่งชิงมา ดังนั้น ในการพาลูกไปทำงานจิตอาสานอกสถานที่ เป็นโอกาสให้เด็กๆได้เห็นอีกมุมหนึ่งที่ดีงาม ของคนในสังคม ที่ทุ่มเท ช่วยเหลือเกือ้...ลกัน แทนที่จะให้เด็กๆได้เห็นแต่เรื่องราว ลบๆ ในสังคมนะคะ 



ในการทำงาน แพ็คยา หรือ แพ็คเม็ดพริก หรือ แพ็คถุงยังชีพนั้น แม้จะเป็นงานที่ไม่ยากมากนัก แต่งานแต่ละงาน ก็มีหลายขั้นตอน ดังนั้น เด็กๆได้มีโอกาสเห็นการทำงานแบบ "อุตสาหกรรม" หรือ การทำงานจำวนมาก ซึ่งเป็นการพัฒนาความคิด อีกมุมหนึ่ง กล่าวคือ

ในการแพ็คยา หรือ แพ็คพริกนั้น จะมีขั้นตอน การเอาของนั้นๆ เช่น ยา หรือ พริก มาใส่ซอง ปิดเทป เพื่อปิดซอง และใส่กล่อง และนับจำนวน แม้ว่าขั้นตอนมีเพียงแค่นี้ แต่หากการทำงานเป็นร้อยๆ หรือเป็นพันชิ้น หากมีการตัดแบ่งงานให้ทำงานคนละขั้นตอน ทำแบบทีมเวิร์ค ก็จะทำงานได้เร็วกว่า ที่จะทำงานคนเดียวทุกขั้นตอน เพราะอาจจะทำให้เกิดความสับสน รอกัน แย่งทรัพยากรกัน และผิดพลาดในการทำงาน

ดิฉันจึงใช้โอกาสนี้ สอนลูกให้แบ่งงานออกมาแต่ละขั้นตอน และเปรียบเทียบให้ดูความเร็ว ของการทำงานหลายๆวิธี ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสสอนลูกทำงานเป็นทีม และแบ่งงานไปด้วย ซึ่งถือว่า เป็นส่วนนึงของวิชา Operation Management ก็ว่าได้ การให้โอกาสเด็กๆได้มีโอกาสฝึกจากการทำงานจริงนั้น ทำให้เด็กได้มีโอกาสคิด เรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพ การทำงานให้เร็ว และผิดพลาดให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจของภาคธุรกิจ

หากไม่มีเหตุการณ์ที่ต้องทำงานจำนวนมากๆ จะหาโอกาสสอนลูกเรื่องนี้ก็ทำได้ยาก ยกเว้นทางบ้านจะทำงานด้านอุตสาหกรรม


มีเหมือนกันค่ะ ที่ลูกคนเล็ก สี่ขวบ บ่นเบื่อ หรือร้อน หรือ สกปรก เวลาต้องเจอสภาพที่คนแออัดเวลามาเข้าห้องน้ำ แต่เมื่อเห็นพี่ๆ ทุกคนก็เจอสภาพเดียวกัน ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยกัน เค้าก็เรียนรู้เองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ คนอื่นรับได้ เค้าก็ทำได้ เป็นการฝึกนิสัยให้รู้จัก ปล่อยวาง อยู่ง่าย กินง่าย

สิ่งนึงที่สำคัญ คือ ลูกได้ฝึกเรื่องการยอมรับนับถือตนเอง ภาคภูมิใจในตนเองว่า แม้ว่า เค้ายังเล็ก แต่เค้าก็สามารถทำประโยชน์ให้ส่วนรวมได้ ทำให้ลูกเชื่อมั่น ว่าตนเองมีศักยภาพ และสามารถทำได้เหมือนพี่ๆคนอื่นเมื่อลูกโตขึ้น

ผลจากการทำงานจิตอาสามาในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี่ ก็รู้สึกว่าได้ผลดีนะคะ ในแง่ลูกมีความรับผิดชอบมากขึ้นที่บ้าน ยอมฝึกทำงานบ้าน เก็บของ ทานข้าว หรือรับผิดชอบกับชีวิตของตัวเอง เพราะการจะเป็นจิตอาสาที่ดีนั้น ต้องเริ่มต้นจากการดูแลตัวเองได้ รับผิดชอบกับหน้าที่ของตนเอง และรับผิดชอบต่อครอยครัว และช่วยเหลือพ่อแม่ และคนใกล้ชิดได้ จึงจะเผื่อแผ่ออกมาสังคมภายนอก เมื่อลูกตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเองในอนาคต ที่ต้องช่วยเหลิอ เกื้อ...ลผู้อื่นยามเกิดภัยพิบัติ ลูกก็กระตือรือร้นที่จะฝึกหัดทักษะต่างๆ มากขึ้น โดยไม่เกี่ยงงอน เช่น หัดว่ายน้ำ ช่วยล้างจาน หัดงานบ้าน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นผลที่ดีค่ะ

อยากเชิญชวนเพื่อนๆ ให้ใช้วิกฤตนี้ ฝึกฝนลูกเรื่องจิตอาสา ฝึกลูกให้แข็งแกร่งนะคะ แล้วผลที่ได้ จะคุ้มค่าอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

ให้กำลังใจทุกท่านค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มาฝึกลูกเรื่องจิตอาสาให้ถูกวิธีกันเถอะ

มาเล่าเรื่องการฝึกลูกเรื่องจิตอาสากันบ้าง   เรื่องจิตอาสานี่ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำอย่างไรก็ได้ ขอให้ได้ชื่อว่าช่วยคนนะคะ เพราะการทำงานจิตอาสา แบบ "สักแต่ว่าได้ทำ"  ไม่ได้ใช้สติปัญญาตรึกตรอง ว่าสิ่งใดควรทำ หรือ ไม่ควรทำ ไม่คำนึงที่วิธีการ  อาจจะทำให้เหตุการณ์นั้น ยิ่งเลวร้าย หรือก่อความเสียหายเป็นวงกว้าง   เช่นเราพบคนประสบอุบัติเหตุ  หากเรารีบร้อนเข้าไปช่วยเหลือ โดยไม่มีความรู้ในการช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาจจะทำให้คนผู้นั้น เสียชีวิต หรือ พิการ จากการเคลื่อนย้าย หรือช่วยเหลือผิดวิธี   ดังนั้น การฝึกลูกเรื่องจิตอาสานั้น นอกจากเราจะต้องฝึกลูกให้เห็นอกเห็นใจ เมตตาต่อผู้อื่น เสียสละ แบ่งปัน และลงมือช่วยเหลือผู้อื่นในรูปแบบต่างๆที่เราถนัด  เรายังต้องฝึกลูกให้เข้าใจถึงวิธีการ ทำงานจิตอาสาที่ถูกต้อง  เพื่อป้องกันตัวของเราเอง ไม่ให้ได้รับอุบัติเหตุ ติดโรค หรือได้รับผลกระทบ หรืออันตราย จากงานจิตอาสาที่เราทำ   รวมทั้ง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดพ้นจากอันตราย หรือ ทุกข์ภัย ดังเจตนารมย์ของการทำงานจิตอาสาด้วย

 คู่มือจิตอาสา  


จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมากมายต่อประชาชน และเราก็ได้เห็นคนไทยออกมาเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงน้ำใจต่อคนไทยอย่างชัดเจน แต่การที่จะเป็นจิตอาสาที่ดีนั้น อาจจะไม่รู้จะต้องทำอย่างไร ครั้งนี้ได้นำคู่มือจิตอาสามาฝากกันนะครับ ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็จะทำให้เราออกไปเป็นจิตอาสาอย่างสมบูรณ์แบบ และจะไม่เกิดปัญหาต่างๆตามมา ทำให้งานที่เราได้ไปช่วยสำเร็จสมบูรณ์อย่างที่ต้องการนั่นเองครับ
 
คู่มือจิตอาสา 6 ขั้นตอนที่อาสาต้องรู้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบงาน สำหรับทุกหัวใจที่มีจิตอาสา สำหรับทุกงานเพื่อการสร้างสรรค์โลกนี้ให้น่าอยู่และดูแลใจให้มั่นคง ยังประโยชน์แก่ตนเองและคนอื่น
สำรวจตัวเองเพราะอะไร?
อะไรทำให้เราจะไปทำงานอาสา ? ต้องตอบตัวเองให้ได้ และระลึกถึงสิ่งนี้ไว้ในใจ เพราะมันเป็นพลังเติมใจให้เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อสิ่งนี้ประเมินสุขภาพตัวเองวันนี้เราสบายดีใช่ไหม ? ทั้งกายและใจเต็ม 100% หรือไม่? นอกจากจิตใจที่มุ่งมั่น สุขภาพดีทั้งกายและใจ ย่อใมำให้เราดูแลตนเองได้ ไม่แพร่เชื้อ ไม่เป็นภาระแก่ใคร ก็เท่ากับได้ดูแลคนอื่น มีโรคประจำตัวก็ทำงานอาสาได้ แค่เลือกงานให้เหมาะสมมีความถนัด ความเชี่ยวชาญ หรือความสามารถพิเศษอะไรบ้างอาจเป็นทักษะในอาชีพของตนเอง หรืองานอดิเรกของเรา หรือความเชี่ยวชาญทางภาษา ความรู้เฉพาะด้าน ความชำนาญงานช่างฝีมือ รวมทั้งความสามารถเล็ก อย่างเช่นการรับโทรศัพท์ จดบันทึก พิมพ์ดีด ก็เป็นประโยชน์มาก
ศึกษากิจกรรมอาสาที่เหมาะกับเรารู้ข้อมูลล่วงหน้าว่าจะต้องเดินทางอย่างไร มีของอะไรต้องเตรียมไปเองบ้าง ต้องทำงานเวลาไหนนานเท่าไร และประเมินข้อจำกัดเงื่อนไขของตัวเอง จะลดภาระของคนจัดการ ผู้ประสานงาน และทำงานอาสาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เตรียมตัวก่อนมา·         แต่งกายให้เหมาะสมกับงาน·         พกเงินมาให้พอเหมาะสำหรับการเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจมี·         ทานข้าวให้เรียบร้อย เตรียมน้ำดื่มไปเอง (ถ้าไม่จำเป็น ไม่ควรฝากท้องไว้ว่าจะไปกินที่งาน)·         วางแผนเดินทาง ต้องไปให้ถึงตรงต่อเวลานัดหมาย·         แจ้งคนที่บ้านว่าจะไปไหน ไปทำอะไร และนัดแนะว่าจะติดต่อกันอย่างไร
เมื่อถึงงานอาสามองหาโต๊ะลงทะเบียน หรือคนจัดการ ผู้ประสานงานเพื่อให้ข้อมูลของเราที่จะเป็นประโยชน์ต่องาน และได้รู้สถานการณ์ว่ามีงานใด สำคัญ เร่งด่วน ต้องการกำลังคนหรือทักษะอะไร และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฐานข้อมูลอีกด้วย #แต่ละงานมีลักษณะต่างกัน ถ้าเราลงมือลุยทำงานไปเลย อาจไม่ได้ทำประโยชน์ให้ได้เต็มที่ หรือบางทีกลับเป็นอุปสรรคด้วยซ้ำเลือกงานให้เหมาะสม ประเมินกำลัง ทักษะ และเวลาที่เรามีอย่าลืม! ต้องบอกคนจัดการ ผู้ประสานงานให้รู้ไว้ เพราะถ้าได้ใช้ความถนัดของเรา ก็ช่วยงานได้มาก แต่ถ้าหากเป็นงานเฉพาะหน้า ได้ทำสิ่งที่ไม่ถนัด ก็ต้องหัดวางใจ ขอให้นึกถึงเหตุผลที่ทำให้เรามาเป็นอาสาเอาไว้ (แม้ไม่ได้ทำงานก็ไม่เป็นไร สำคัญท่มุ่งมั่นตั้งใจ วันหลังมาใหม่ จิตอาสามีงานทุกที่ทุกเวลาถ้าเรามีใจ)
ขณะทำงานอาสา·         ต้องแน่ใจว่าเราเข้าใจขั้นตอน วิธีการได้ถูกต้องครบถ้วน·         พบปัญหามีข้อสงสัย รีบบอกให้คนจัดการ ผู้ประสานงานรู้ทันที ไม่ควรทึกทักจัดการเอง·         ถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กัน การมีมิตรไมตรีสามัคคีกันสำคัญเท่ากับงานสำเร็จ·         เมื่อเราได้ลงมือทำจริงๆ อาจจะมีความไม่ถูกใจ ความหงุดหงิด ที่เกิดจากการทำงาน ยิ่งบางงานที่เป็นงานเร่งด่วนหรืองานร้อน ก็อาจกระทบกระทั่งกันได้ ง่าย ขอให้เรามีท่าทีที่ดีเรื่องนี้ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่น และยิ่งกว่านั้น จิตอาสาคือการขัดเกลาตัวเอง และละทิ้งอัตตาตัวตน บรรดาความไม่ถูกใจ ความหงุดหงิด นี่แหละ เป็นสิ่งที่จะพาให้เราได้ลดละตัวกูของกู·         ทำไม่ไหวต้องบอก อย่าฝืนจนเกินกำลังตัวเอง ไม่ใช่แค่ดูแลตัวเองเพื่อตัวเอง แต่เพื่อสามารถไปดูแลคนอื่นต่อได้ และไม่เป็นภาระให้คนอื่น 
ดูแลตัวเอง=ดูแลทุกคน 
หลังจากเสร็จงานหาเวลาทบทวนตัวเอง เราได้ทำสิ่งที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรกใช่ใหม มีอะไรประทับใจบ้าง อาจถามตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไร มีหน้าที่อะไรที่ครั้งหน้าจะทำได้ดีกว่านี้อีกไหม หรือแม้กระทั่งข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตต่างๆที่มีต่องานที่ไปทำมา#การทบทวนตัวเองนั้นมีประโยชน์มาต่อการพัฒนาตัวเรา และจิตอาสาของเราทำให้เราไม่หลงทาง ไม่ยึดติดตัวบุคคลหรือผลงานแบ่งปันเรื่องราว ความประทับใจ บทเรียนของเรา รวมถึงข้อเสนอแนะและข้อสังเกตที่เราได้ การแบ่งปันเรื่องเหล่านี้ เป็นการส่งต่อความสุข และยังเป็นการสื่อสารเรื่องจิตอาสาให้สังคมได้รับรู้ จะบอกเล่าปากเปล่า เขียนถึงหน่วยงานผู้จัด เขียนบล๊อก หรือใช้ทั้งทวิตเตอร์และเฟซบุคก็ได้ ล้วนเป็นประโยชน์ให้ได้พัฒนาจิตอาสาของทั้งสังคมไทยขอให้ทุกคนได้รับใช้เพื่อนมนุษย์ สังคมโลก ด้วยจิตที่เบิกบานนะครับคัดลอกโดย จาก Jittapanya.com  โดย armcreation
Read more: http://www.imarm.com/%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/#ixzz1eFuq4dQj

ตั้งคำถามก่อนส่งลูกไปเรียนพิเศษ

      เรียนพิเศษช่วงปิดเทอมเป็นทางเลือกของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งสองคน และไม่มีคนดูแลลูกเป็นเหตุผลสำคัญที่คนเป็นพ่อแม่ในหัวเมืองใหญ่ ต้องหาทางออกด้วยการส่งลูกไปเรียนพิเศษ ก็ยังพอไหว เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่กลุ่มนี้จะเลือกกิจกรรมผ่อนคลาย หรือกิจกรรมที่ลูกสนุกสนาน เช่น กิจกรรมศิลปะ ดนตรี กีฬา เข้าค่าย ฯลฯ
      
       แต่ก็มีพ่อแม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้ลูกอยู่เฉยๆ ที่บ้าน แม้จะมีคนดูแลก็ตาม ด้วยเหตุผลอยากให้ลูกเรียนพิเศษเพิ่มเติม โดยเฉพาะวิชาการ เพราะอยากให้ลูกเรียนล่วงหน้า หรืออยากให้ลูกเรียนเก่ง โดยใช้เหตุผลว่าดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ ล่ะก็ ลองเหลียวไปดูสภาพปัญหาในประเทศจีนกันหน่อยค่ะ
      
       ตอนนี้อาตี๋อาหมวยในประเทศจีนเรียนหนักจนไม่มีเวลาเล่นแล้ว เพราะสภาพการแข่งขันทางการศึกษาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังสูง ทำให้ชีวิตวัยเด็กของชาวจีนในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าใจหาย
      
       เด็กๆ ถูกเร่งในเรื่องการเรียนมากเกินไป ต้องเรียนหนังสือและทำกิจกรรมเสริมพิเศษอย่างหนักจนแทบจะไม่หลงเหลือเวลาสำหรับการเล่นสนุกประสาเด็กอีกต่อไป
      
       ผลสำรวจของบริษัททำวิจัยการตลาด ฮอริซอนคีย์ (Horizonkey) ในประเทศจีน ตอกย้ำเรื่องนี้ว่าเด็กๆ จำนวนมากเริ่มเหนื่อยและล้าจากการเรียนและการบ้านกองโต ซึ่งไม่เพียงเบียดบังเวลาเล่นสนุก แต่ยังทำให้เวลาพักผ่อนหดหายไปอีกด้วย
      
       ครอบครัวกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจากเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางเจา อู่ฮั่น และซีอาน รวมจำนวน 1,400 ครอบครัว ซึ่งมีลูกอายุตั้งแต่ 4-12 ปี พบว่ายิ่งเด็กโตขึ้น เด็กก็ยิ่งมีภาระในการเรียนมากขึ้นจนไม่มีเวลาว่าง ซึ่งไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่ต้องทำงานหนัก เพราะผู้ปกครองต่างพยายามเคี่ยวเข็ญลูกโดยหวังว่าลูกจะได้เข้าโรงเรียนมัธยมที่ดี เพื่อกรุยทางสู่ระดับมหาวิทยาลัยต่อไป
      
       นอกจากการเรียนในชั้นเรียนปกติแล้ว เด็ก 62% ต้องเรียนเสริมในวิชาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ โดย 10% ในจำนวนนี้บอกว่าสนุกที่ได้เรียนพิเศษ ส่วนที่เหลืออยากจะมีเวลาพักผ่อนและเล่นมากกว่า
      
       ข้อน่าสนใจคือ ในแต่ละวันเด็กๆ ส่วนใหญ่ ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนนานถึง 9 ชั่วโมงซึ่งมากกว่าชั่วโมงทำงานของผู้ใหญ่เสียอีก
      
       เป็นไงคะ ตัวเลขในจีนสะท้อนอะไรในบ้านเราหรือเปล่า
      
       การเตรียมลูกให้มีความพร้อมเพื่อการแข่งขันทางการศึกษาในอนาคตนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องไม่ลืมว่าเด็กก็คือเด็ก ที่ยังต้องการเวลาเล่นสนุกบ้าง ไม่ใช่ให้ตะบี้ตะบันเรียนเพียงอย่างเดียว
      
       ลองมองย้อนดูพฤติกรรมของพ่อแม่ในบ้านเราดูบ้าง
      
       นับวันพฤติกรรมที่เด็กต้องเรียนพิเศษนอกบ้านเพิ่มขึ้นทุกปี มีสถาบันกวดวิชา และสารพัดกิจกรรมเสริมทักษะที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด
      
       จำได้ว่าสมัยเมื่อตัวเองยังเป็นเด็ก ก็ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ที่พ่อแม่ก็ส่งไปเรียนพิเศษในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ และช่วงปิดเทอม ทั้งที่ไม่ได้ต้องการเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ต้องไปด้วยเหตุผลที่เพื่อนๆ ก็ไปเรียนกันทั้งนั้น และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งโตกลับยิ่งต้องกวดวิชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อถึงคราวตัวเองต้องมีลูก ดูเหมือนสถานการณ์จะยิ่งหนักเข้าไปอีก จนกลายเป็นค่านิยมของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษซะแล้ว
      
       ตลาดรวมของธุรกิจสถาบันกวดวิชาหรือกิจกรรมพิเศษในช่วงปิดเทอมเติบโตขึ้นทุกปี นี่ยังไม่นับรวมเด็กที่ต้องเรียนพิเศษในช่วงเย็นหรือช่วงวันเสาร์อาทิตย์ของช่วงเปิดเทอม ส่วนสถาบันที่ล้มหายตายจากไปก็มีไม่น้อย แต่อีกไม่นานก็เปลี่ยนไปเปิดใหม่หรือย้ายแหล่งใหม่ เพื่อรองรับในย่านที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวออกไปตามชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า ที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จของแหล่งสถาบันกวดวิชาที่จะเป็นแหล่งรวมกิจกรรมมากมาย เรียกว่าลูกเรียน พ่อแม่ชอปปิ้งรอลูกให้ห้างสรรพสินค้านั่นแหละ
      
       ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ ที่เด็กๆ ในยุคปัจจุบันเติบโตขึ้นมาให้ห้างสรรพสินค้า และคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะต้องไปเรียนพิเศษเป็นประจำ เรียนเสร็จก็ชอปปิ้ง แล้วเราจะเรียกร้องให้เด็กอย่าเข้าห้างได้อย่างไร ก็ปลูกฝังให้เขาอยู่ในห้างกันตั้งแต่เด็ก
      
       ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะมองแต่ข้อดีตามค่านิยมส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ลูกเรียนพิเศษ เพราะกลัวลูกเรียนไม่ทัน เพราะไม่มีคนดูแลลูก เพราะอยากให้ลูกเรียนเก่งมากขึ้น หรือเหตุผลอะไรก็ตาม แต่มักลงท้ายว่าทำเพื่อลูก
      
       คำถามก็คือ แท้จริงเป็นการทำเพื่อลูกจริงหรือ …!!
      
       ได้มีการถามลูกหรือไม่ว่าอยากเรียนหรือเปล่า ถ้าเป็นกิจกรรมที่ลูกชอบหรือร้องขอก็เป็นเรื่องดี เพราะเป็นกิจกรรมที่เขาหรือเธอตัวน้อยชอบ แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ และการเรียนก็เป็นเพราะพ่อแม่ให้เรียน
      
       แล้วผลที่ตามมาล่ะ...เราลองมาสำรวจลูกกันดีไหมว่าลูกอยากเรียนจริงหรือเปล่า ลองตั้งคำถามเหล่านี้ดูก่อนดีไหม
      
       หนึ่ง – ถามตัวเองก่อนว่าถ้าให้ลูกอยู่บ้านแล้วทำกิจกรรมร่วมกับลูกได้หรือไม่ เพราะลูกเราก็เรียนมาตลอดทั้งปี เราเองทำงานยังเหนื่อยต้องการวันหยุดพักร้อน แล้วนับประสาอะไรกับเด็กๆ ถ้าสามารถทำได้จะวิเศษยิ่ง เพราะอาจจะสร้างกิจกรรมภายในบ้านให้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ตั้งมากมาย
      
       สอง – ถามความรู้สึกของลูกดูก่อน ว่าแม่คิดอย่างไร แล้วลูกคิดอย่างไร เช่น แม่อยากให้ลูกเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์นะ เพราะลูกเรียนไม่ทันเพื่อน ก็ควรจะต้องอธิบายให้ฟัง และให้เขาเต็มใจที่จะเรียนเอง เพราะป่วยการแน่ ถ้าหากลูกไม่ต้องการ แต่คุณบังคับ สุดท้ายลูกก็ไม่ตั้งใจเรียนอยู่ดี
      
       สาม – ถามว่าลูกชอบอะไร แล้วอยากเรียนพิเศษหรือไม่ เพราะลูกอาจชอบศิลปะการป้องกันตัว ก็อาจจะบอกเล่าให้ลูกฟังเบื้องต้นก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วลองให้เขาเรียนรู้จริงก็จะทำให้ได้ประโยชน์เต็มจากการเรียนพิเศษ
      
       เมื่อตั้งคำถามเหล่านี้แล้วต้องตอบแบบไม่เข้าข้างตัวเองด้วยนะ ก็จะทำให้การเรียนรู้ของลูกเกิดประโยชน์
      
       แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือการปรับทัศนคติของผู้ใหญ่ หรือพ่อแม่นั่นแหละที่จะบอกว่า การเรียนรู้ของลูกไม่ใช่อยู่เฉพาะในตำราเท่านั้น ไม่ใช่อยู่เฉพาะคะแนนในห้องเรียนเท่านั้น และไม่ใช่อยู่เฉพาะวิชาการเท่านั้น แต่การเรียนรู้อยู่รอบตัวเด็ก
      
       การเล่นก็คือการเรียนรู้ที่ดี ประสบการณ์ในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นการเรียนรู้ทั้งสิ้น สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กชาวจีน โดยเฉพาะเมืองใหญ่เป็นปัญหาเรื่องการแข่งขัน เพราะความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่สูงเหลือเกิน ตอนนี้บ้านเราก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าบ้านเขา เท่าใดนัก
      
       คำถามที่สำคัญที่สุดน่าจะถามว่า เราอยากให้ลูกเราเป็นอย่างไร
       แล้วเราจะได้คำตอบว่า เราออกแบบชีวิตลูกได้ค่ะ


ที่มา