วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สติปัญญาด้านการเข้ากับผู้อื่น (Interpersonal Intelligence)

เชาว์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองส่วนหน้า หากสมองด้านนี้ถูกทำลายจะทำให้เกิดปัญหาในการเข้าสังคม ความสามารถที่แสดงออกทางด้านนี้ เห็นได้จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การทำงานกับผู้อื่น การเข้าใจและเคารพผู้อื่น การแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการจัดระเบียบ ผู้มีความสามารถทางด้านนี้ มักเป็นผู้ที่มีความไวต่อความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีสติปัญญาด้านการเข้ากับผู้อื่น
- มีความสัมพันธ์กับครอบครัวและชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- สร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นในสังคม
- พยายามใช้วิธีที่หลากหลายเพื่อเข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับผู้อื่น
- รับรู้และเข้าใจความรู้สึก ความคิด แรงจูงใจ พฤติกรรม และวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้อื่น
- เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกับผู้อื่น และสามารถรับบทบาทหลายอย่างที่เหมาะสมตั้งแต่ผู้นำจนถึงผู้ตามกลุ่ม
- มีความสามารถโน้มน้าว ชักจูง ในการแสดงความคิดเห็น หรือการกระทำของผู้อื่น
- มีความเข้าใจและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้วยวาจาและไม่ใช้วาจา
- ปรับพฤติกรรมเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือกลุ่มคนที่แตกต่าง หรือจากข้อมูลย้อนกลับที่ได้จากผู้อื่นได้
- รับรู้ความคิดที่หลากหลายในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคม หรือการเมืองต่างๆ ได้
- สนใจพัฒนากระบวนการหรือรูปแบบต่างๆ ทางสังคม
- ชอบการปรึกษาหารือในปัญหาต่างๆ กับผู้อื่น มากกว่าที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง
- มีเพื่อนมาก โดยเฉพาะที่สนิทสนมมากๆ อย่างน้อยที่สุด 3 คน
- ชอบคุย สนุกกับการได้เข้าสังคม พบปะผู้คน
- ชอบการเล่นเกม กีฬา ที่มีลักษณะการเล่นเป็นกลุ่ม
- อาสาสมัครที่จะร่วมทำงานกับผู้อื่นในเรื่องใหม่ๆ เสมอ
- แสดงความสามารถในการเป็นผู้นำ หาเพื่อนๆ ร่วมปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลา
- เป็นสมาชิกของชมรม องค์กร หรือคณะกรรมการต่างๆ ที่มีความคล่องแคล่วและกระตือรือร้น
- มักเป็นผู้ที่มีผู้ขอคำปรึกษาหรือขอคำแนะนำต่างๆ
- แสดงความสนใจในอาชีพที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น นักการ เมือง ผู้นำทางศาสนา ครู นักแนะแนว นักประชาสัมพันธ์ พิธีกร นักนิเทศศาสตร์ นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

น้องแชงและน้องเชียร์ มีทักษะด้านนี้มาก แต่น้องแชงจะอ่อนโยนและพัฒนาได้ดีกว่า

สติปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)

เชาวน์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวาตอนบน บุคคลที่มีสติปัญญาทางด้านนี้ จะแสดงออกทางความสามารถในด้านจังหวะ การร้องเพลง การฟังเพลงและดนตรี การแต่งเพลง การเต้น และมีความไวต่อการรับรู้เสียงและจังหวะต่างๆ โดยที่บางครั้งอาจดูเหมือนไม่มีความสามารถ เช่น เล่นเปียโนได้ แต่ไม่สามารถเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ได้ หรือ บางครั้งในการเรียนทฤษฎีดนตรี อาจจะสอบตก แต่ร้องเพลงได้ไพเราะ เป็นต้น

ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีสติปัญญาด้านดนตรี

- เป็นผู้มีความสุข สนุกสนานกับการฟังเพลงจากวิทยุ เทป ซีดี
- ชอบเคาะมือ เคาะเท้า เป็นจังหวะหรือ ผิวปาก ฮัมเพลง ในขณะทำงาน
- รู้จักท่วงทำนอง จังหวะ ลีลาของเพลงต่างๆ มากมาย
- ร้องเพลงได้ไพเราะหรือเล่นดนตรีต่างๆ เก่ง
- มีท่วงที จังหวะ และลีลาในการพูดหรือเคลื่อนไหว ที่แสดงออกทานดนตรีได้อย่างเด่นชัด
- ชอบร้องเพลงคลอตามขณะเปิดเพลง ชอบการแสดงดนตรี (Concert) ชอบเล่นเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ
- ชอบสะสมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับดนตรี เช่น เทปเพลง เนื้อเพลง ซีดี วีดีโอเพลง เครื่องดนตรีต่างๆ เป็นต้น
- สนใจฟังเสียงดนตรี หรือเสียงอื่นๆ รอบๆ ตัว และพยายามหาโอกาสในการฟัง สามารถคิดประกอบกับเสียงดนตรี หรือเสียงธรรมชาติอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
- สามารถฟังและตอบรับกับเสียงต่างๆ รอบตัว แล้วเรียบเรียงเสียงประสานให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายได้
- สามารถพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีได้ดี ทั้งการร้องเดี่ยว หรือกับคนอื่นๆ ได้
- มีความสนใจในอาชีพที่เกี่ยวกับดนตรี เช่น นักร้อง นักดนตรี ครูสอนดนตรี คนทำเครื่องดนตรี นักแต่งเพลง ผู้อำนวยเพลง เป็นต้น

น้องเชียร์ดูเหมือนจะมีอัจฉริยภาพด้านนี้ ดีว่าน้องแชง

สติปัญญาด้านการมองเห็นและมิติสัมพันธ์ (Visual/Spatial Intelligence)

เชาวน์ปัญญาด้านนี้ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา และแสดงออกทางความสามารถด้านศิลปะ การวาดภาพ การสร้างภาพ การคิดเป็นภาพ การเห็นรายละเอียด การใช้สี การสร้างสรรค์งานต่าง ๆ และมักจะเป็นผู้มองเห็นวิธีแก้ปัญหาในมโนภาพ เชาวน์ปัญญาในด้านนี้เป็นเชาวน์ปัญญาที่มนุษย์มีมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะมนุษย์วาดภาพเพื่อสื่อสารความหมายมาตั้งแต่สมัยนั้น

ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีสติปัญญาด้านการมองเห็นและมิติสัมพันธ์

- ชอบมองและสังเกตรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นได้ดี ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ลักษณะ สี
- บอกตำแหน่งและทิศทางของวัตถุสิ่งของต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว และถูกต้อง
- สามารถอธิบายรายละเอียดของภาพหรือแผนผังต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
- ชอบการเขียนภาพ วาดภาพ ประดิษฐ์วัตถุสิ่งของ ทั้งงานปั้นและงานฝีมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทัศนศิลป์
- ชอบเล่นเกมที่เกี่ยวกับการสร้างภาพหรือจินตนาการในใจ เช่น หมากรุก หมากฮอส อักษรไขว้ ภาพต่อ (Jigsaw) เป็นต้น
- เขียนแผนผังแสดงตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
- มีความสนใจในการประกอบอาชีพเกี่ยวกับศิลปะ เช่น นักถ่ายรูป วิศวกร นักออกแบบ จิตรกร รวมทั้งนักบิน สถาปนิก
- สร้างสรรค์ผลงานแปลกใหม่เกี่ยวกับงานศิลป์เสมอ
- มีมุมมองในสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างไปจากคนอื่น (New perspective) รวมทั้งมองเห็นในสิ่งที่ซ่อนหรือแฝงอยู่โดยที่คนอื่นอาจไม่เห็นหรือไม่เข้าใจ เช่น การมองภาพศิลปะ

ดูเหมิอนว่าน้องแชง จะมีอัจฉริยภาพด้านนี้ดีกว่าน้องเชียร์

สติปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ (Bodily – Kinesthetic Intelligence)

สติปัญญาในด้านนี้เป็นความสามารถในการใช้ส่วนของร่างกายเพื่อการแสดงออก สร้าง สรรค์ หรือสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่ว ผู้ที่มีเชาวน์ปัญญาในด้านนี้จะมีสมองส่วนที่เรียกว่า Cortex โดยสมองส่วนหนึ่งจะเป็นหลักในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย อีกด้านหนึ่งไขว้กัน (ขวาควบคุมซ้าย ซ้ายควบคุมขวา) คนที่ถนัดขวาจะมีการพัฒนาที่ชัดเจนมาตั้งแต่เด็ก

ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีสติปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ

- ชอบสำรวจสภาพแวดล้อม วัตถุต่างๆ โดยการสัมผัส จับต้อง เคลื่อนไหวในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้
- เรียนรู้ได้ดีเมื่อได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง จดจำได้ดีในสิ่งที่ลงมือปฏิบัติมากกว่าฟัง หรือสังเกตเพียงอย่างเดียว
- ชอบเรียนในสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น ทัศนศึกษา แบบจำลองสิ่งต่างๆ เล่นบทบาทสมมติ เกม การออกกำลังกาย
- แสดงทักษะในการทำงานที่มีการเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว มีความ สามารถด้านกีฬา เป็นนักกีฬา
- รับรู้และตอบรับกับสภาพแวดล้อมต่างๆ โดยระบบทางกายภาพ
- มีทักษะทางการแสดง กีฬา เต้นรำ เย็บปักถักร้อย แกะสลัก ดนตรี เช่น keyboard
- ประดิษฐ์คิดค้นวิธีใหม่ๆ ที่ใช้ทักษะทางร่างกาย เช่น ออกแบบท่าทาง การเต้นรำ คิดกีฬาใหม่ๆ หรือกิจกรรมทางกายภาพด้านอื่นๆ
- มีลักษณะที่เป็นคนที่ชอบเคลื่อนไหว คล่องแคล่ว และสนุกกับการอยู่กลางแจ้งมากกว่าในร่ม ไม่ชอบนั่งนิ่งเป็นเวลานานๆ
- ชอบทำงานต่างๆ ที่ใช้มือ ชอบสิ่งของที่จะนำมาสร้างหรือประดิษฐ์เป็นสิ่งต่างๆ ได้
- ชอบแยกแยะสิ่งต่างๆ เพื่อสำรวจส่วนประกอบต่างๆ และสามารถประกอบเข้ารูปเหมือนเดิมได้
- สนใจในวิชาชีพที่เกี่ยวกับการกีฬา เต้นรำ ศัลยแพทย์ ช่างก่อสร้าง นักประดิษฐ์ เป็นต้น

อันนี้ดูเหมือนว่าน้องเชียร์จะมีอัจฉริยภาพด้านนี้มากกว่าน้องแชง

สติปัญญาในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical–Mathematical Intelligence)

สติปัญญาในด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์ และด้านภาษาที่กล่าวไปข้างต้น มักจะถือว่าเป็นสติปัญญาขั้นทั่วไปของมนุษย์ มักจะวัดผ่านแบบทดสอบต่างๆ เชาวน์ปัญญาในด้านนี้มีสมองส่วนควบคุมกลไกในการแก้ปัญหาในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ และการคำนวณทางคณิตศาสตร์ การ์ดเนอร์กล่าวถึงสติปัญญาในด้านนี้ว่า มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ

1. ด้านการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ (mathmatics)
2. ด้านวิทยาศาสตร์ (Science)
3. ด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logic)

ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีสติปัญญาในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์

- เข้าใจสิ่งต่างๆ และบทบาทของสิ่งเหล่านั้นตามสภาพที่เป็นอยู่ในสิ่งแวดล้อม
- เข้าใจในเรื่องจำนวน ตัวเลข และมีทักษะในการคิดคำนวณ เช่น การประมาณค่า การทำนายค่าทางสถิติ การแสดงผลข้อมูลโดยกราฟแบบต่างๆ รวมทั้งรู้จักใช้เทคนิคในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์
- มีทักษะในการแก้ปัญหาโดยพิจารณาเหตุและผล (Critical Thinking)
- เข้าใจรูปแบบและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ โดยรู้จักใช้สัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อแสดงในสิ่งที่เป็นนามธรรม สามารถอธิบายเรื่องมโนมติในเรื่องต่างๆ ได้
- มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) รู้จักรวบรวมข้อมูล ตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบสมมติฐาน และลงข้อสรุปเพื่อแก้ปัญหาที่พบได้
- ชอบศึกษาหรือเรียนในวิชาที่ซับซ้อน เช่น แคลคูลัส วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
- ชอบในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ การใช้เหตุผล และวิทยาศาสตร์ เช่น นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ นักกฎหมาย และวิศวกร
- มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ชอบศึกษากลไกการทำงานของอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ

อันนี้ดูเหมือนในกรณีลูกสองคน จะยังไม่ค่อยชัด

สติปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)

สติปัญญาด้านภาษา เป็นความสามารถในการเลือกใช้ถ้อยคำภาษาที่แสดงออกในการสื่อความหมาย โดยมีสมองส่วน Brocals Area ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้า ควบคุมการเรียบเรียงประโยคออกมาเป็นประโยคที่สื่อความตามหลักภาษา หากสมองส่วนนี้อาจจะทำให้สื่อสารกับผู้อื่นไม่รู้เรื่อง แต่ยังฟังหรืออ่านสิ่งต่างๆ แล้วเข้าใจได้อยู่

ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีสติปัญญาด้านภาษา

- เป็นบุคคลที่เห็นคุณค่าของหนังสือ ชอบอ่านหนังสือแล้วพูดหรือเล่าในสิ่งที่อ่าน
- มีความจำดีในชื่อต่างๆ สถานที่ วัน เดือน ปี หรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พบ
- สามารถนึกคิดถ้อยคำต่างๆ ในใจได้ก่อนที่จะพูดหรืออ่านสิ่งเหล่านั้น
- สื่อสารกับผู้อื่นโดยใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี
- สนุกสนานกับการเล่นเกมที่เกี่ยวกับการใช้คำ (อักษรไขว้ ต่อคำ) การพูดคำสัมผัส (การแต่งคำประพันธ์/กลอนสด) การเล่นคำผวน
- เป็นผู้มีความสามารถด้านการเขียน สะกดคำได้อย่างถูกต้อง ใช้คำศัพท์ต่างๆ ได้อย่างดี
- มีความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอื่นได้อย่างดี
- มีความพยายามที่จะพัฒนาการใช้ภาษาของตนเอง จะสามารถสร้างคำทั้งในการพูดและการเขียนในรูปแบบใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ
- เป็นคนรักการอ่าน การเขียน การเล่าเรื่อง แต่งคำประพันธ์ โต้วาที เล่าขำขัน ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่างๆ
- ชอบเรียนวิชาภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ มากกว่าคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
- มีความสนใจในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา เช่น กวี นักพูด นักเขียน นักกฎหมาย เป็นต้น
- มีทักษะทางภาษาที่มีประสิทธิภาพทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน

ทฤษฎิพหุปัญญา (Multiple Intelligences)

Dr. Howard Gardner ผู้ค้นคว้าเรื่องทฤษฎีพหุปัญญา เชื่อว่า เราสามารถแบ่งความถนัดหรืออัจฉริยภาพของมนุษย์ได้ถึง 8 ด้าน เขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีัอัจฉริยภาพอยู่ในตัว  แต่อาจจะถูกซ่อนไว้ เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะสังคมส่วนมากจะชื่นชมยอมรับคนที่มีอัจฉริยภาพด้านตรรกะ  คำนวณ  ภาษาต่างประเทศ  หรือวิทยาศาสตร์  มากกว่าด้านอื่นๆ และมุ่งเน้นพัฒนาเด็กไปในด้านเหล่านั้น มากกว่าด้านอื่นๆ  ทำให้อัจฉริยภาพด้านอื่นที่หลบซ่อนอยู่ อาจจะไม่ได้รับการพัฒนา  หากการศึกษาเด็ก ไ้ด้มีโอกาสให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพด้านการเีรียนรู้ทั้ง 8 ด้าน ก็จะทำให้เด็กๆมีโอกาสค้นพบ  และพัฒนาอัจฉริยภาพที่มีอยู่ในแต่ละคนมาอย่างสมบูรณ์มากที่สุด

อัจฉริยภาพทั้ง 8 ด้าน คือ

  1. ด้านภาพและมิติสัมพันธ์
  2. ด้านภาษาและการสื่อสาร
  3. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์
  4. ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
  5. ด้านดนตรีและการจับจังหวะ
  6. ด้านมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น
  7. ด้านการเรียนรู้ตนเอง
  8. ด้านธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์
ในฐานะพ่อแม่  หรือผู้ืั้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก  ต้องคอยสังเกตเด็กๆว่ามีจุดเด่น หรือด้อยในด้านใด  เนื่องจากเด็กๆแต่ละคน  มีความเป็นปัจเจกบุคคล  ไม่เหมือนกัน  และอาจจะไม่เหมือนพ่อแม่พี่น้องของตน ไม่มีความจำเป็นที่เราต้องพัฒนาเด็กๆให้เหมือนใคร   ขอแต่มองให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของเขา  และเปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาสิ่งที่เขาเป็น  ให้ดีที่สุด

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เตรียมสร้างคุณลูกเป็นโปรกอล์ฟ


ภาพจากอินเตอร์เนต
กอล์ฟ ไม่เป็นเพียงกีฬาที่เรียกเหงื่อจากการออกรอบและยังสร้างสมาธิให้กับผู้เล่น สถานภาพของกอล์ฟในปัจจุบันยังกลายเป็นเวทีทางธุรกิจและรายได้มหาศาลที่อาจจะ มาจากการพัฒนาฝีมือของผู้เล่นอีกด้วย


                แต่การจะสร้างโปรกอล์ฟหนึ่งคนนั้น ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก


                โดยเฉพาะกับบรรดาพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ต้องการเห็นลูกๆ ขึ้นแท่นที-ออ ฟ ออกรอบได้นั้น อาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ เนื่องจากองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งในเรื่องความพร้อม เรื่องเวลา รวมทั้งเรื่องการสนับสนุนต่างๆ


                อย่าง ไรก็ตาม ในปัจจุบันก็มีโรงเรียนสอนหัดเล่นกอล์ฟมากมายที่เปิดขึ้นมาเพื่อรองรับความ ต้องการดังกล่าว ซึ่งอาจจะจะเรียกได้ว่า ยุคทองของธุรกิจกอล์ฟ ไม่เคยตกแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร





ไทเกอร์ วูด


Idolในใจเด็กไทยฝันเป็นโปร


                ความ สำเร็จของเด็กไทยหลายคนที่ไปสร้างชื่อคว้าแชมป์รายการกอล์ฟจากต่างประเทศ กลายเป็นประเด็นที่ทำให้สำนักข่าวต่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็นให้ความสนใจว่า เหตุใดเมืองไทยซึ่งมีสัดส่วนคนเล่นกอล์ฟไม่มาก แต่ทำไมเด็กไทยจึงให้ความสนใจมากขนาดนั้น


                ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า เป็นเพราะไทเกอร์ วูด โปรกอล์ฟซูเปอร์สตาร์นั่นเอง ซึ่งศาริณี เล็กสุวรรณ “โปรเปิ้ล” โปรหญิงคนแรกของประเทศไทยกล่าวให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เป็นความจริง


                โดยเฉพาะปัจจุบัน หากจะวัดความสนใจของเด็กที่มาเล่นกอล์ฟนั้น ส่วนใหญ่จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากเป็นเหมือนไทเกอร์ วูด


 “เมื่อ ก่อนพ่อแม่อาจจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่วันนี้ใครก็เล่นได้ เพราะราคา ค่าเรียน อุปกรณ์ ถูกลงมาก ประกอบกับปัจจุบัน ก็มีโรงเรียนสอนกอล์ฟมากขึ้นการเรียนการสอนก็มีมาตรฐานมากขึ้น”


โป รเปิ้ลกล่าวอีกว่า นอกจากความสนใจของเด็กแล้ว ความนิยมของกีฬากอล์ฟยังมีเหตุผลมาจากกอล์ฟเป็นกีฬาที่มีบรรยากาศที่ครอบ ครัวสามารถเล่นกีฬาร่วมกันได้


มีตัวอย่างให้เห็นในรายของครอบครัวเจริญพร้อมนุกุล ที่พาน้องออฟ ณรงค์ฤทธิ์ เจริญพร้อมนุกูล ลูกชายวัยเกือบ 6 ปี มาหัดเล่นกอล์ฟ พร้อมกับครอบครัว


ศุภธิดา พรมพยัคฆ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย โรงเรียน Heartland Golf school กล่าว ว่า ความสนใจของเด็กในกีฬากอล์ฟ ทำให้โรงเรียนต้องจัดหลักสูตรกอล์ฟสำหรับเด็กและเยาวชนขึ้นมารองรับความต้อง การอีกหลักสูตรหนึ่ง นอกเหนือจากหลักสูตรกอล์ฟสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นหลักสูตรที่โปรโทนี่ มีชัย เป็นผู้นำมาจากโรงเรียนสอนกอล์ฟ อาร์ทแลนด์จากประเทศสหรัฐอเมริกา


สำหรับโครงสร้างของสูตรสำหรับเด็กนั้น แบ่งออกเป็น 5 ระดับคือ  ระดับ ไวท์สตาร์ บลูสตาร์ กรีนสตาร์ ซิลเวอร์สตาร์ และโกลด์สตาร์


“นัก เรียนที่เริ่มต้นเล่นกอล์ฟ จะเริ่มที่ระดับไวท์สตาร์เป็นอันดับแรก ส่วนนักเรียนที่มีประสบการณ์มาบ้าง ก็จะทดสอบก่อนว่า จะจัดระดับการเรียนในคลาสไหน ซึ่งเราจะจัดให้เรียน นักเรียน 4 คนต่อโปร 1 ราย”


การเรียนเป็นกลุ่มนั้น โปรเปิ้ลอธิบายว่า จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการไปพร้อมๆ กันและยังเป็นการช่วยให้เด็กมีความตื่นตัวที่จะเรียนกอล์ฟ


“เด็กส่วนใหญ่จะสมาธิสั้น การเรียนเป็นกลุ่มจะทำให้เด็กสนุกสนาน” โปรเปิ้ลระบุ


 “เรา จะสอนให้เด็กรู้ว่า กอล์ฟไม่ใช่แค่เป็นการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของสมาธิอีกด้วย เพราะถ้าสมาธิหลุด วงสวิงวันนั้นก็จะเป๋ไปเลย ซึ่งนี่คือประโยชน์อย่างหนึ่งที่เด็กจะได้จากการเล่นกอล์ฟ เป็นการฝึกการจำและสั่งกล้ามเนื้อให้ทำงานได้โดยอัตโนมัติ”


นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่โรงเรียนจะเน้นคือ เรื่องทัศนคติที่มีต่อกีฬากอล์ฟ


“แพ้ ชนะ เป็นเรื่องธรรมดาในเกม แต่สิ่งสำคัญคือ เราพยายามสอนให้เด็กยอมรับหรือแพ้ให้เป็นให้ได้”  



ากความฮิตสู่ความบูม



โรงเรียนสอนกอล์ฟเฟื่อง



                วินท์ นิลรังษี ผู้อำนวยการ ROYAL SUITE GOLF ACADEMY ซึ่ง เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เปิดคอร์สสอนกอล์ฟสำหรับเด็ก กล่าวยอมรับในเรื่องกระแสการเรียนกอล์ฟที่ปัจจุบันมีเด็กมาเรียนกันมากว่า ถ้าเทียบกับในอดีตแล้ว เรียกได้ว่ามีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นอย่างมาก


                เขายกตัวอย่าง 15 ปีก่อนที่เขาเพิ่งหัดจับไม้กอล์ฟนั้น แทบจะเรียกได้ว่ามีเด็กที่เรียนและเล่นกอล์ฟน้อยมาก


                “สมัยก่อน ลูกๆ อาจจะเป็นลูกเล่นกอล์ฟตามพ่อแม่ แต่สมัยนี้น่าจะเป็นเพราะลูกชอบไทเกอร์ ที่กลายเป็น idol ของเด็กทำให้เด็กอยากเรียนเอง และกลายเป็นว่า พ่อแม่ต้องเล่นตามลูกแล้ว ทั้งที่พ่อแม่บางคนไม่เคยเล่นกอล์ฟมาก่อน”


                ด้านหลักสูตรของ ROYAL SUITE GOLF ACADEMY นั้น แบ่งออกเป็นคอร์สพื้นฐาน 10 ชั่วโมง คอร์สพัฒนาพื้นฐาน 8 ชั่วโมง


“ถาม ว่าจำเป็นหรือเปล่าที่ต้องมีหลักสูตร ผมอยากแบ่งเป็นสองส่วนคือ ถ้าสำหรับบิกินเนอรส์ หลักสูตรคงมีความจำเป็น เพราะจะได้เป็นพื้นฐานที่ดีต่อไป


“ที่ สำคัญคือ ครูต้องประยุกต์สิ่งที่รู้มาให้เข้ากับนักเรียนแต่ละคนให้ได้ เพราะการหัดเล่นกอล์ฟไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่า ทุกคนต้องออกมาบล็อกเดียวกันหมด”


วินท์บอกอีกว่า การเรียนที่ ROYAL SUITE GOLF ACADEMY จะให้พิจารณาจากเรื่องต่อไปนี้คือ 1.ความสนใจของเด็กกับกีฬากอล์ฟ และ 2.เรื่องสรีระของเด็กว่า มีความพร้อมแค่ไหน เพราะอายุเฉลี่ยของเด็กที่เหมาะสมในการเล่นกอล์ฟคือ 5 ขวบขึ้นไป


                เขา อธิบายว่า การที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องความสนใจของเด็ก เนื่องจาก หากเด็กไม่มีความสนใจในเรื่องนี้ การเรียนอาจไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร


                “เด็ก อาจจะรู้สึกว่า เหมือนกับถูกบังคับ เพราะมีเหมือนกันที่พ่อแม่บางรายอยากจะเซอร์ไพรซ์ลูก อยากให้เรียน แต่เด็กไม่สนใจ ทำให้กระบวนการเรียนไม่ได้ผลเท่าที่ควร”


                ด้านการเรียนการสอนของ ROYAL SUITE GOLF ACADEMY นั้น เน้นในเรื่องของการเรียนแบบตัวตัวต่อ โดยในคอร์สพื้นฐาน จะเรียนเรื่องทฤษฎี 2 ชั่วโมง และปฏิบัติ 8 ชั่วโมง


นอกจากนี้ ในการเรียน ยังมีกล้องถ่ายวิดีโอ สำหรับวิเคราะห์วงสวิงของนักเรียนว่า ควรจะมีจุดที่ต้องปรับปรุงหรือแก้ไขอย่างไร


“หลัก สูตรที่ใช้ เราคิดขึ้นเอง คือมาจากประสบการณ์ของผมที่ได้ไปเรียนที่กอล์ฟ อะคาเดมี ออฟ เดอะ เซาท์ ที่ฟลอริด้า แล้วก็นำมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทย ว่า ถ้าคนเริ่มจากศูนย์ จะต้องเริ่มจากอะไร เช่นเริ่มจากชอร์ตเกมไปลองเกม เริ่มจากสวิงสั้นๆ ก่อน แล้วค่อยขึ้นไปเรื่อยๆ”


วินท์ กล่าวว่า ในภาคทฤษฎี จะสอนเรื่องภาพรวมของกอล์ฟ เช่น กฎ กติกา มารยาทในกีฬากอล์ฟ ส่วนในภาคปฏิบัติ จะเน้นเรื่องเบสิก สวิง เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญของการเล่นกอล์ฟ


”การเรียนในสเต็ปต์นี้ เหมือนกับเราสร้างตุ๊กตาตัวหนึ่ง คือให้เด็กเล่นกอล์ฟได้  ถ้าเป็นคอร์สต่อไปคือ คอร์สพัฒนาพื้นฐาน เรียกว่าเป็นเรื่องของการเติมหน้าตาตุ๊กตาให้ดูดีขึ้น เช่นเรื่องของการปรับวงสวิง”


                ผู้อำนวยการ ROYAL SUITE GOLF ACADEMY กล่าวอีกว่า การเรียนกอล์ฟสำหรับเด็กนั้นจะเรียนใน 2 คอร์สนี้เป็นหลัก ซึ่งหากเด็กต้องการจะพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้น ก็อาจจะกลับมาเรียนใหม่ได้


                ตัวอย่างในเรื่องนี้ได้แก่ กรณีของเด็กชายพรภูเบศ เมตตาประเสริฐนักเรียนของ ROYAL SUITE GOLF ACADEMY ที่ไปคว้าแชมป์เยาวชนโลกที่ สหรัฐอเมริกา ก็เรียนซ้ำในคลาสพื้นฐานหลายครั้ง


                อย่างไรก็ตาม การเล่นกอล์ฟที่จะประสบผลสำเร็จได้ดีนั้น นอกจากความสนใจแล้ว ส่วนหนึ่งคือ เรื่องของการให้การสนับสนุนจากครอบครัว


                ใน เรื่องราคาค่าเรียนรวมทั้งอุปกรณ์ที่ถูกมองว่า เป็นตัวแปรที่พ่อแม่ไม่กล้าพาลูกหัดเล่นกอล์ฟนั้น วินท์บอกว่า ปัจจุบันในส่วนค่าเรียนนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว แต่ละแห่งจะอยู่ในราคาเรทที่ใกล้เคียงกันคือ คอร์สพื้นฐาน 10 ชั่วโมง ราคา 8,000-9,000 บาท คอร์สพัฒนาพื้นฐาน 8 ชั่วโมง ราคา 8,000 บาท     


                ส่วนเรื่องอุปกรณ์เช่นไม้กอล์ฟนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะมีให้นักเรียนได้ใช้ตลอดหลักสูตร


“ราคา ค่าเรียน ถ้าเป็นสมัยก่อน คนอาจจะคิดว่าแพง แต่สมัยนี้ ผมว่ายังพอรับได้ อาจจะมีบ้างในช่วงแรก โรงเรียนส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์ให้ยืมอยู่แล้ว ซึ่งพอเรียนไปได้สักพัก ก็อยู่ที่พ่อแม่แล้วว่า จะลงทุนในเรื่องนี้แค่ไหน เพราะอุปกรณ์ก็มีหลายเกรด อาจจะใช้มือสองไปก่อน ราคาไม่กี่พันบาท”


“ของ เรา นอกจากอุปกรณ์แล้ว ส่วนที่เป็นสนามซ้อมก็ใช้ฟรี ไม่มีการเก็บเพิ่ม คือถ้าเรียนจบแล้ว อยากจะมาซ้อมก็มาได้เลย เพราะของเราไม่ได้เป็นสนามกอล์ฟฟูลไซส์ ระยะประมาณ 30 หลา”


                วินท์ กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว คำถามยอดฮิตที่พ่อแม่ผู้ปกครองคาดหวังว่าจะเห็นลูกเล่นกอล์ฟได้คือ ต้องใช้เวลานานเท่าใด


ในเรื่องนี้ เขาให้ความเห็นว่า  การเล่นกอล์ฟให้สนุก นักเรียนต้องเรียนอย่างน้อยครึ่ง- 1 ปี


“ท่าทางการเล่นกอล์ฟก็มีท่าทางเฉพาะ เหมือนกับหัดเดินใหม่ ก็ค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับเด็กๆ หรือแม้แต่คนที่หัดเริ่มเล่น  เพราะฉะนั้นคนหัดเล่นกอล์ฟ จะมี 2 ประเภทคือ เลิกไปเลย ไม่จับอีกแล้ว กับอีกประเภทคือ  ชอบกอล์ฟเป็นชีวิตจิตใจ คือช่วงแรกเป็นช่วงที่ต้องอดทนหน่อย ถ้าผ่านตรงนั้น ผมก็ไม่เคยเห็นใครวางไม้”


โปรกอล์ฟเตือน



อย่าคาดหวังลูกสูง


                อย่า ไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่โปรกอล์ฟหลายคนมองเหมือนกันคือ การคาดหวังของพ่อแม่ที่มักต้องการจะให้ลูกประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับนัก กอล์ฟมืออาชีพนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ไกลเกินไปและกลายเป็นแรงกดดันที่กลับมาสู่เด็กได้


“ผม ว่า พ่อแม่ควรเข้าใจเรื่องนี้ด้วย เพราะการที่เด็กจะยึดกอล์ฟเป็นอาชีพนั้นเป็นเรื่องอนาคต ไกลเกินไปที่จะตอบได้ เพราะถ้าเด็กมีความสนใจต่อเนื่องและสามารถจะไปถึงตรงนั้นได้ พ่อแม่ทุกคนจะสนับสนุน” วินท์กล่าว


เช่น เดียวกับความเห็นของโปรเปิ้ลที่ให้ทัศนะในเรื่องนี้ว่า ความสนใจของเด็กเกี่ยวกับกอล์ฟนั้น เป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ว่า เด็กคนใดจะไปได้ไกลกว่ากันบนเส้นทางการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ


โปรเปิ้ลยกตัวอย่าง ‘น้องนิค’ เด็กชายอริญชย์  ศุภวรางกูล วัย 3 ขวบที่หัดเล่นกอล์ฟว่า เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเด็กที่มีความสนใจกอล์ฟจากตัวเด็กเอง ซึ่งในกรณีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จก็มีมาก


“ความ สนใจจากตัวเด็กเองนั้นถือว่าสำคัญที่สุด แต่ที่รองลงมาคือการสนับสนุนจากครอบครัว ซึ่งครอบครัวก็ต้องเข้าใจว่า แค่ไหนถึงจะไม่เป็นการกดดันเด็ก”


โรงเรียนสอนกอล์ฟสำหรับเด็ก



สถาบัน                                     หลักสูตร                                    ราคา/บาท                โทรศัพท์


……………………………………………………………………………………………………..


Royal Suite Golf Acadamy คอร์สพื้นฐาน 10 ช.ม.       9,000                       02-953-5310-11


                                คอร์สพัฒนาพื้นฐาน 8 ช.ม.         8,000                       02-719-7620-4


Heartland Golf school              คอร์สพื้นฐาน 20 ชั่วโมง              15,000                     02-953-5310-11


ขอบคุณ
http://www.marketeer.co.th/inside_detail.php?inside_id=776

พอดีลูกคนโตกำลังสนใจ  เลยหาข้อมูลไว้ค่ะ เผื่อจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เมืองไทยได้

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การเรียนดนตรีของเด็กเล็กในเมืองไทย

หลักสูตร JMC (Junior Music Course)

 คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของ ระบบการศึกษาดนตรีของยามาฮ่า (Yamaha Music Education System)

 เราเน้นการฝึกประสาทด้านการรับฟังที่มีพัฒนาการสูงสุด ในวัย 4 ปีรวมถึงทักษะด้านการอ่านและเขียนตัวโน้ตโดยไม่ลืม

ผนวกเอาความสนุกสนานของการร้องและเล่นเป็นกลุ่มเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการไว้อย่างลงตัว   

 รูปแบบการเรียนหลักสูตร JMC (Junior Music Course) คือหลักสูตรดนตรีพื้นฐานแบบบูรณาการ

จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของระบบการศึกษาดนตรีของ Yamaha เสมือนวิตามินรวมครบครันด้วยอาหารเสริมทางสมอง ร่างกาย และจิตใจ

 เราเน้นการสอนโดยเริ่มต้นกับเด็กในวัย 4 – 5 ปี

เป็นหลักสูตร 2 ปี โดยเด็ก ๆ จะเรียนในระบบกลุ่ม (Group Lesson) กลุ่มละประมาณ 10 คน

โดยแบ่งออกเป็นสัปดาห์ละ 1 คาบ คาบละ 60 นาทีคุณพ่อคุณแม่เข้าร่วมเรียนในชั้นกับลูก ๆ เพื่อคอยสังเกตพัฒนาการและคอยส่งเสริม

พัฒนาการทางดนตรีของลูกอย่างละเอียด มีการวัดผล Fundamental Skill Survey เมื่อเรียนจบ JMC เล่ม 4

และพิเศษสุดด้วยการจัดแสดง Claaa Concert ของนักเรียนทุก 6 เดือน หรือหลังจากจบในแต่ละเล่ม

เพื่อให้เด็กได้ภาคภูมิใจและได้แสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่

คอร์ส ละ 3 เดือน ครั้งละ 375 บาท  รวมประมาณ 4500 บาท(คิดตามจำนวนครั้งที่เรียน) ทั้งหมด 8 คอร์ส (ถ้าไม่จบก็อาจมีเพิ่มได้อีก)

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จากรร.อินเตอร์เล็กๆ..สู่รั้ว ISB (Summer)...ลูกได้อะไรบ้าง (๓)


ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต

ดิฉันไม่มีโอกาสได้เข้าไปนั่ง sit in ในวิชาคณิตศาสตร์ช่วงที่ลูกไปซัมเมอร์ เพราะวิชานี้ เด็กๆจะเรียนกันตอนสายๆของทุกวัน...ซึ่งดิฉันไม่สามารถอยู่ได้ถึง แต่เห็นลูกกลับมาเล่าเกือบทุกวันว่า ชอบคุณครูที่สอนเลขมาก...เป็นชาวอเมริกัน (คนละคนกับครูปจช.) สอนสนุก มีอารมณ์ขัน และแต่ละวัน สอนไม่ซ้ำกัน

เท่าที่เห็นจากชีทที่เด็กๆทำกันในห้อง แล้วคุณครูส่งกลับมาให้ตอนสิ้นอาทิตย์ เป็นบฝห.ที่ให้เด็กเรียนรู้ทั้งค่าของจำนวน และการฝึกเขียนโจทย์โดยตัวเลขสัญลักษณ์ ไปพร้อมๆกัน คือ

- แต่ละหน้าจะมีรูปตึก (tower) อยู่ 5 หลัง

- แต่ละตึก มีวงกลมเปล่า เรียงตามแนวตั้งอยู่ 10 ช่อง (ดูเหมือนกำลังสอนเรื่องการบวกที่มีผลลัพธ์ไม่เกิน ๑๐)

- ครูจะบอกให้เด็ก ระบายสีวงกลมของแต่ละตึกไปตามโจทย์แต่ละข้อ เช่น ข้อ ๑. ระบายสีดำ 6 ช่อง สีชมพู 4 ช่อง แล้วให้เด้กเขียนสมการ (equation) ของโจทย์ออกมา คือ 6+4 = 10,
ข้อ ๒. ระบายสีดำ 5 ช่อง สีชมพู 4 ช่อง และให้เขียนสมการออกมา คือ 5+4 = 9 เป็นต้น

- ส่วนอื่นๆ ลูกเล่าว่า มีสอนเรื่องรูปทรง, mental math (ไม่ทราบคืออะไรเหมือนกัน) และเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับตัวเลข โดยการแบ่งกลุ่ม น่าจะมีพวกเกมส์ Simon says.....

ส่วนตัวคิดว่า หากเทียบกับรร.ไทย เด็กป.๑น่าจะเรียนไปไกลกว่านี้ค่อนข้างเยอะแล้ว...ของเจ้าลูกชาย เนื่องจากเขาเรียนคุมองอยู่ในระดับถึงการบวกเลขแนวตั้ง ๓ หลักแล้ว จึงไม่แปลกใจที่เขาคิดว่าเลขที่นี่ค่อนข้างง่าย ครูเขียนรายงานมาว่า ลูกสามารถบวก-ลบได้อย่าง independant...

ดิฉันชอบ part ที่ครูให้เด็กฝึกเขียนค่าของตัวเลขออกมาเป็นโจทย์ ดูเหมือนจะเน้นเรื่องความเข้าใจให้แม่นยำ รู้จักที่มาที่ไป...แบบค่อยเป็นค่อยไป

ขอบคุณ คุณ BeeV จากเวบบอร์ดโมมี่พีเดียค่ะ

จากรร.อินเตอร์เล็กๆ..สู่รั้ว ISB (Summer)...ลูกได้อะไรบ้าง (๒)


ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต
ด้านการเขียน -มาแนวเข้มแบบทีเล่นทีจริงเช่นเดิมค่ะ อาทิ

ครูจะมี assignment ให้เด็กเขียน journal แบบสั้นๆ ประมาณ 4-5 บรรทัดทุกวัน เป็นโครงการที่ในห้องเรียนที่เรียกว่า My Small Moments เด็กๆ จะมีเวอร์คชีทของตัวเอง ครึ่งหน้าบนให้วาดภาพประกอบ ส่วนครึ่งหน้าล่าง เป็นบรรทัดให้เขียนเรื่อง (ลูกชายแอบบ่นช่วงแรกๆว่า ทำไมเขียนเยอะจัง)

ตัวอย่างงานที่ลูกเขียน และครูส่งกลับมาให้ดูภายหลัง...อ่านไปขำไปค่ะ

"On Sunday I playd tenist (tennis). I was vere hape (happy) to see my fress (friends). I was so xsitti (excited) how it was. It was a lot fo (of) fun".

หรืออีกชิ้น...

"I wate (went) to a resttsrong (restaurant). There wer loss fo food (lots of food). I tast soop (soup). It was a lot to eat. I flet verre (very) hape to eat that".

ไม่ได้มีการตรวจให้คะแนนแต่อย่างใด...แต่คุณครูเขียนในรายงานมา แปลเป็นไทยว่า ลูกมีความสามารถในการแสดงความคิดต่างๆเห็นผ่านการเขียนได้ดี สามารถเขียนเล่าเรื่องและสร้างประโยคต่างๆได้อย่างอิสระ แต่ควรฝึกฝนเรื่องการเว้นวรรคและการสะกดคำศัพท์ที่ใช้ในการเขียนให้มากขึ้น

ส่วนด้านการอ่าน สามารถอ่านได้อย่างมั่นใจ และได้เรียนรู้วิธีการต่่างๆ ที่จะนำไปใช้อ่านคำศัพท์ที่เป็น tricky words ให้คล่องมากยิ่งขึ้น

มีเทคนิคการสอนเรื่องการเขียนคำศัพท์อีกอย่างหนึ่ง ที่ ISB ใช้กับเด็กเล็ก และคิดว่าน่าสนใจนำมาแบ่งปันกันค่ะ

คุณครูแจกไวท์บอร์ดขนาดย่อมให้เด็กๆคนละหนึ่งอัน พร้อมปากกา เด็กจะนั่งล้อมวงกันเหมือนเดิม จากนั้น ครูจะอ่านคำศัพท์ต่างๆที่เคยสอนไปแล้วเมื่อวันก่อน ซึ่งครูเขียนไว้บนกระดาษแผ่นใหญ่ในมือ (แบบให้เด็กเห็น)...ทีละคำ...

พอครูอ่านแต่ละคำแล้วก็เอากระดาษหลบ ถามนร.ว่า... How do you spell "under"? (ตัวอย่าง) เด็กๆก็จะช่วยกันพูดสะกดปากเปล่า บางคนยังสะกดไม่คล่อง ก็ดำน้ำไปตามเพื่อนบ้าง เห็นแล้วขำดี เด็กฝรั่งเองก็ใช่ว่า จะสะกดคล่องนะคะ เห็นเด็กเอเซียบางคน คล่องกว่าก็มี

จากนั้น ครูจะให้เด็กใช้มือเขียนคำที่สะกดออกเสียง...ในอากาศ โดยบอกว่า...Now, pls write the word "under" in the air. Close your eyes and picture you're writing it. ซึ่งเด็กบางคนก็ออกเสียงตามอีกที บางคนก็ไม่ แอบเห็นเจ้าลูกชายหลับตา ยกนิ้วมือเขียนในอากาศแล้วตลกดี หากมีโอกาส จะมาแปะรูปให้ดูค่ะ

ถ้าเด็กคนไหนทำไม่ได้ หรือไม่พร้อมกันในบางขั้นตอน ครูจะให้ทั้งชั้นสะกดปากเปล่าใหม่ หรือเขียนในอากาศอีกครั้ง ซึ่งคิดว่าดี เพราะฝึกให้เด็กคล่องและมั่นใจก่อนเขียนลงกระดาน...จากนั้น จะให้เด็กเขียนคำศัพท์ลงบนกระดานของใครของมัน...การเขียนคำศัพท์ทั้งหมด มีประมาณ ๑๐ คำ แต่ละคำ ครูจะใช้ขั้นตอนการสอนเดียวกันหมด

ดิฉันไม่เคยเห็นการสอนด้วยเทคนิคแบบนี้มาก่อน...ที่แปลกใจคือ ทำไมครูถึงฝึกให้เด็กเขียน"ในอากาศ"ก่อนจะเขียนลงบนกระดาน...กลับไปนั่งคิด เอาเองว่า น่าจะเป็นเทคนิคที่ช่วยให้สมอง สามารถจำ"คำ"เป็น"ภาพได้ก่อน และมีประสาทหูช่วยบันทึกการอ่านออกเสียงด้วยอีกขั้นหนึ่ง...การเขียนในอากาศ น่าจะช่วยเสริมให้สมองจำการเขียนตัวสะกดตัว alphabet ของคำๆนั้นให้ดียิ่งขึ้น

คุณครูที่นี่ เวลาสอนเรื่อง language arts ดูเหมือนจะเน้นเรื่องการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆเข้ามาช่วยจำเยอะ..หลายด้าน... ครูปจช.ที่สอนลูกเป็นชาวเอเซียแต่มาจากแคนาดา (พูดไทยไม่ได้) มีคนเล่าว่า เก่งมาก จบด้านนี้มาโดยเฉพาะ (ครูที่นี่ดูเหมือนจะรับเฉพาะที่ certified เฉพาะด้านทุกคน) และสอนที่นี่มาหลายปีแล้ว

บรรยากาศในห้องวันนั้น ก็เหมือนเดิมค่ะ ดูเหมือนการเล่นเกมส์...แทนที่จะเป็นการแข่งขัน แอบเห็นเด็กบางคน เขียนไม่คล่อง เหลือบไปดูของเพื่อนข้างๆก็มี..ลูกชายเขียนได้ทุกคำ (วันนั้น) แต่ชนิดเขียนบางคำไว้ข้างบนบ้าง กลางหน้ากระดานบ้าง...เทียบกับเด็กผู้หญิงข้างๆ ซึ่งเขียนเรียงกันบรรทัดละคำ ดูเป็นระเบียบกว่าเยอะ Blush 
ขอบคุณคุณ Beev จากเวบบอร์ด โมมี่พีเดียมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ที่กรุณาแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ที่มีค่า

จากรร.อินเตอร์เล็กๆ..สู่รั้ว ISB (Summer)...ลูกได้อะไรบ้าง (๑)

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต


เรื่องราวในกระทู้นี้ เป็นงานเขียนของคุณ Beev จากกระทู้ที่เธอเขียนในเวบโมมี่พีเดีย  (เดือนสค. ๒๐๑๐) เห็นว่าเรื่องราวมีประโยชน์ มีเทคนิคดีในการสอนลูกในวัยอนุบาล ๓ ได้ จึงขออนุญาตเอามาเก็บไว้ในเวบบล็อกนี่  เผื่อใครนำไปใช้ได้

มีโอกาสส่งเจ้าลูกชายวัยใกล้ ๖ ขวบ ซึ่งกำลังจะขึ้นป.๑ กลางเดือนหน้า (สิงหา)นี้ เข้าไปเรียนซัมเมอร์ที่ รร.นานาชาติกรุงเทพฯ (ISBlack Eye  ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา...จุดประสงค์แรกๆที่ส่งไปคือ เพื่อให้ลูกได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ช่วงที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน (และรร.อยู่ใกล้บ้าน)...อีกประการหนึ่งคือ อยากรู้ว่า รร.นานาชาติระดับท็อปนั้น เขาสอนกันอย่างไร...ต่างกับรร.อินเตอร์ขนาดเล็กที่ลูกเรียนอยู่แค่ไหน

ค่าใช้จ่ายช่วง summer นับว่าไม่น้อยค่ะ คิดเป็นรายสัปดาห์ ตกสัปดาห์ละ ๑ หมื่นกว่าบาท ซึ่งไปเรียนแค่ชวงสั้นๆไม่กี่สัปดาห์ ก็ยังพอจ่ายไหว แต่ถ้าให้เรียนจริง คงไม่สามารถ เพราะเกินฐานะทางบ้านไปมาก...

เปิดกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดปสก.ที่ลูก+แม่ได้มา เอามาเล่าสู่กันฟัง....ถือว่า อ่านเพลินๆ เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆนะคะ คงจะไม่ได้ภาพที่ละเอียดมากมายอะไร เพราะลูกไปเรียนแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น

1. ด้านวิชาการ - ถ้านับว่า นี่คือการเรียนแค่ช่วงซัมเมอร์ ส่วนตัวเห็นว่าที่ ISB สอนได้เข้มข้น เป็นเรื่องเป็นราวเกินความคาดหมายไปมาก การจัดตารางเรียน สลับกับกิจกรรมของเด็กที่กำลังจะก้าวขึ้นชั้นประถม ทำได้อย่างสมดุลย์ คือ

0730-0840 Language Arts (รร.เข้าค่อนข้างเช้า ลูกดิฉันปรับตัวอยู่ทั้งสัปดาห์ทีเดียวค่ะ)

0840-0910 Snack time

0910-1000 Math

1000-1040 Lunch (ทานข้าวเที่ยงเร็วมากๆ)

1040-1150 Reading/Writing/Math

1200-1250 ว่ายน้ำ

เลิกเรียนตอนบ่ายโมง และตารางเหมือนกันทุกวัน

ลองเปรียบเทียบกับซัมเมอร์ในรร.อินเตอร์ปกติของลูก (ไปเรียนมา ๓ สัปดาห์ก่อนหน้านี้) แม้จะมีตารางสอนที่ไม่ต่างกันมาก แต่การเรียนการสอน (ช่วงซัมเมอร์) ดูเหมือนจะต่างกันลิบค่ะ...ที่รร.ลูกจะสบายๆ ยังคงเรียนผ่านกิจกรรมอยู่มาก...ส่วนที่นี่ ดูเหมือนครูจะมีเทคนิคการสอนพิเศษที่แม่อย่างดิฉันเองยังทึ่ง อาทิ

สอนให้เด็กอ่านหนังสือ...ครูจะใช้ Big Book เรื่อง Mrs. Wishy-Washy วางบนไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ เด็กๆจะนั่งล้อมวงกับพื้น (ปกติ รร.นานาชาติในระดับอนุบาล-ประถมต้น ครูจะให้นั่งแบบนี้อยู่แล้ว) ครูจะอ่านให้ฟังไปทีละประโยค แต่ละหน้าจะมีคำที่เอา post-it มาแปะไว้ พอถึงคำนั้นๆ ครูจะค่อยๆเปิดอักษรตัวแรกก่อน แล้วให้เด็กเดา ว่า คือคำว่าอะไร แล้วจะบอกเทคนิคในการ"เดา"คำว่า

เทคนิคสำคัญ ๓ ข้อในการอ่านหนังสือคือ

Does it look right (from the picture)?
Does it sound right (from sounding it out)?
Does it make sense?
If you make the wrong guess, just fix it.

เด็กๆดูจะสนุกสนานกับการเดา ผิดบ้างถูกบ้าง (เด็กในห้องที่เรียนมีทั้งฝรั่ง ต่างชาติ เช่นญี่ปุ่น และเด็กไทย ซึ่งพอมีพื้นฐานด้านการอ่านมาบ้าง) แต่ครูจะใช้เทคนิคเดียวกันในกาอ่านนิทานเรื่องดังกล่าวให้เด็กฟัง...ทุกหน้า

ช่วงที่ผ่านมา ลูกชายอ่านหนังสือได้คล่องขึ้น และกล้าเดาคำศัพท์ใหม่ๆมากขึ้น โดยเฉพาะศัพท์แปลกๆยากๆ...อาจจะมีผลมาจากตรงนั้นบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อลูก

ไว้มาต่อเรื่องเทคนิคการสอนเขียนในเด็กเล็กนะคะ คิดว่า ครูมีเทคนิคที่น่าสนใจทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แนวโน้มทั่วโลกไปทิศโรงเรียน 2 และ 3 ภาษา



ภาพจากอินเตอร์เนต


ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
---------

แนวโน้มทั่วโลกไปทิศโรงเรียน 2 และ 3 ภาษา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การศึกษาไทยมุ่งมั่นพัฒนาภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษให้เด็กไทย เพื่อเป็นทักษะสำคัญในการก้าวความเป็นสากล แต่ดูเหมือนว่าไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ดังจะเห็นได้ว่า เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษนับสิบปี กลับไม่สามารถพูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษได้ดีเท่าที่ควร ยิ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องติดต่อสื่อสารกับหลายประเทศ ซึ่งการใช้ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เด็กไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอีกหลายภาษา อาทิ ภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการติดต่อด้านธุรกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา และการสร้างความสัมพันธ์อันดีด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

กรุงเทพฯ เป็นเหมือนประตูบานแรกของประเทศไทย ที่เปิดต้อนรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจ เข้ามาท่องเที่ยว และเข้ามาเพื่อศึกษาหาความรู้ ดังนั้น การเตรียมคนกรุงเทพฯ ให้มีความรู้ภาษาต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งต้องเริ่มที่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพฯ โดยพัฒนาเป็นโรงเรียน 2 ภาษา หรือ 3 ภาษา ยกระดับคุณภาพเด็กกรุงเทพฯ ให้มีทักษะการพูด อ่าน และเขียนภาษาต่างประเทศ ไม่เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น เพื่อเป็นสื่อกลางการติดต่อสื่อสาร การเรียนรู้ และการประกอบอาชีพ

หลายประเทศได้เล็งเห็นความสำคัญและมีโครงการพัฒนาโรงเรียน 2 ภาษา และ 3 ภาษามานานแล้ว ซึ่งเป็นการดีที่กรุงเทพฯ จะเรียนรู้และนำมาปรับใช้ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพฯ จึงขอยกตัวอย่างประเทศในแถบยุโรป ที่หลายประเทศประสบความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน 2 และ 3 ภาษา

ประเทศเยอรมัน: 2 ภาษา ภาษาเยอรมันและอังกฤษ


เยอรมัน ปกครองระบบสหพันธรัฐ ประกอบไปด้วย 16 รัฐ แต่ละมลรัฐมีระบบการศึกษาเป็นของตัวเอง โดยปกติ การวางพื้นฐานภาษาต่างประเทศในเยอรมันเริ่มต้นที่เกรด 5 และ 6 (อายุ 10 และ 11 ปี) ผู้เรียนเกรด 5 ต้องเรียนภาษาอังกฤษ 5 บทหลัก ๆ และเพิ่มเติมพิเศษอีก 1 บทเรียน แต่ในเกรด 6 จะลดลงเหลือเพียง 4 บทเรียน โดยการเรียน 2 ภาษาเต็มรูปแบบ (Mainstream Bilingual Education: MBE) จะเริ่มต้นที่เกรด 7 หรือระดับมัธยมศึกษา โดยวิชาที่โรงเรียนต่าง ๆ นำมาสอน 2 ภาษา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เทคโนโลยี การเมือง ชีววิทยา ศิลปะ หรือกีฬา โดยครูที่สอน MBE ต้องมีความรู้ความสามารถทั้ง 2 ภาษา พร้อมกับมีความเชี่ยวชาญในวิชาที่สอน

ตัวอย่างโรงเรียน 2 ภาษาในเยอรมัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือ โรงเรียนมัธยม Karolina-Burger-Realschule เมืองลุดวิกส์ฮาเฟ่น (Ludwigshafen)


การเรียน 2 ภาษาในโรงเรียนแห่งนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ในวิชาภูมิศาสตร์และสังคมศึกษา โดยสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด สาเหตุที่เลือกวิชาภูมิศาสตร์ เพราะเนื้อหาและคำศัพท์ มีความเหมาะสมและเป็นรูปธรรมเพียงพอสำหรับการเรียนรู้ และเหตุที่เลือกวิชาสังคมศึกษา เพราะเนื้อหาและคำศัพท์ก่อให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาและทักษะการสื่อสาร ซึ่งผู้เรียนที่ได้รับเลือกให้เข้าเรียน 2 ภาษาได้นั้น ต้องมีทักษะการสนทนาภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานในระดับดี มีผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในระดับที่ดี และผลการเรียนวิชาภูมิศาสตร์และสังคมศึกษาต้องไม่น้อยกว่า 3

ในเกรด 7 เรียนวิชาภูมิศาสตร์ 2 บทเรียนต่อสัปดาห์ โดยจะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ในครึ่งปีแรกของเกรด 8 ตารางการเรียนยังเป็นเหมือนเกรด 7 และจะแทนที่ด้วยวิชาสังคมศึกษาในครึ่งปีหลัง ซึ่งสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเช่นกัน โดยสอน 2 บทเรียนต่อสัปดาห์ ในเกรด 9 ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งระหว่างวิชาภูมิศาสตร์และสังคม ศึกษา หรือเลือกเรียนทั้ง 2 วิชาก็ได้ โดยเรียน 4 บทเรียนต่อสัปดาห์ ผู้เรียนที่ใกล้จบระดับชั้นมัธยมศึกษา หรือเข้าสู่มัธยมปลาย ผู้เรียนจะเรียนเพียง 1 บทเรียนต่อสัปดาห์ เช่น การสอน 2 ภาษาในครึ่งปีแรกของเกรด 10 เรียนวิชาภูมิศาสตร์ 1 บทเรียน และวิชาสังคมศึกษา 2 บทเรียนต่อสัปดาห์ และในครึ่งปีหลังจะเรียนวิชาโคลง ฉัน กาพย์ กลอน เป็นต้น

ประเทศลักเซมเบิร์ก: 3 ภาษา ภาษาลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และเยอรมัน

ลัก เซมเบิร์ก (Luxembourg) มีพรมแดนติดประเทศฝรั่งเศสและเยอรมัน ภาษาราชการมี 3 ภาษาคือ ภาษาลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งออกกฎหมายตั้งแต่ ค.ศ.1984 สาเหตุที่นโยบายการสอน 3 ภาษาในลักเซมเบิร์กประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากผู้เรียนอยู่ในบริบทการพูด 3 ภาษา ทั้งที่โรงเรียนและบ้าน

การเรียนการสอน 3 ภาษา ในระดับอนุบาลจะสอนเป็นภาษาลักเซมเบิร์กเท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่ระดับประถมศึกษา ผู้เรียนเกรด 1 จะเริ่มเรียนเป็นภาษาเยอรมันพร้อมกับภาษาลักเซมเบิร์ก ส่วนภาษาฝรั่งเศสจะเริ่มเรียนในเกรด 3 ไปจนถึงเกรด 6 ในระดับมัธยมศึกษา ทั้งประเภทสามัญและอาชีวศึกษา ใน 3 ปีแรก (อายุ 12-15 ปี) หรือมัธยมต้นจะเรียนเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด และเรียนเป็นภาษาฝรั่งเศสเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 เป็นต้นไป (อายุ 15-19 ปี) หรือมัธยมปลาย แต่บางโรงเรียนยังสอนเป็นภาษาเยอรมัน สำหรับผู้เรียนต่างชาติที่ย้ายถิ่นเข้ามาเรียนในลักเซมเบิร์ก กระทรวงศึกษาธิการของลักเซมเบิร์ก ให้โรงเรียนจัดห้องเรียนพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อสอนภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส หลังจากนั้น 1 ปี จึงเรียนในหลักสูตรปกติ

เยอรมันเป็นตัวอย่างการสอน 2 ภาษา ที่เลือกบางวิชามาสอนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งประเมินแล้วว่าวิชาภูมิศาสตร์และสังคมศึกษาสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น ยังเข้มงวดกับการคัดเลือกผู้เรียนที่สามารถเรียนหลักสูตร 2 ภาษาได้จริง ๆ ส่วนลักเซมเบิร์ก เป็นตัวอย่างการสอน 3 ภาษาที่ประสบความสำเร็จได้ โดยที่ผู้เรียนอยู่ภายใต้บริบทการพูดภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันจริง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การสอน 2 ภาษา หรือ 3 ภาษาอาจประสบปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน อย่างในเยอรมัน ครูสอน 2 ภาษาขาดแคลน เนื่องจากรัฐต่าง ๆ ยังขาดหลักสูตรฝึกอบรมครูสอน 2 ภาษา

การสอน 2 ภาษา และ 3 ภาษาในประเทศไทย

ประเด็น แนวคิดเรื่องโรงเรียน 2 และ 3 ภาษา ผมได้นำเสนอในเวทีวิชาการมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2539 ก่อนการปฏิรูปการศึกษาว่า ควรให้โรงเรียนในไทยเป็นโรงเรียน 2 ภาษา และค่อย ๆ ปรับให้เป็นโรงเรียนสองภาษาจนครบทุกแห่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อโลกเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีที่สะดวก รวดเร็วและต้นทุนการเชื่อมต่อกันไม่สูงนัก จำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีโรงเรียนสามภาษา เน้นภาษาหลักเพิ่มอีก 1 ภาษาโดยเฉพาะภาษาจีน อันเป็นการเพิ่มศักยภาพความสามารถของบุคคลและการแข่งขันในระดับประเทศ

ต่อ มาช่วงปฏิรูปการศึกษาในปี พ.ศ.2540 กระทรวงศึกษาธิการเริ่มเล็งเห็นความจำเป็นในการจัดตั้งโรงเรียนสองภาษา ดังที่ผมเคยเสนอไว้แล้ว โดยเริ่มมีนโยบายส่งเสริมการเรียนหลักสูตร 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ยกเว้นภาษาไทยและสังคมศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทย กฎหมาย ประเพณีและวัฒนธรรมไทย

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการเรียน 2 ภาษาในประเทศไทย ยังประสบปัญหา โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนครูที่เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศและวิชาที่สอน อาทิ ครูต่างชาติบางคนไม่มีวุฒิทางการศึกษา หรือแม้มีวุฒิหรือความรู้วิชาการด้านที่ต้องการ แต่ไม่จบด้านการสอน ทำให้ไม่มีคุณภาพในการถ่ายทอดความรู้และทักษะในการสื่อความหมาย ครูต่างชาติจึงสอนเนื้อหาง่าย ๆ ให้เกรดเด็กในระดับดี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ปกครอง ทั้งยังมีปัญหาการขาดความต่อเนื่องในการสอน เนื่องจากครูต่างชาติมักเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักศึกษาเพิ่งจบ ต้องการหาประสบการณ์ชีวิต นอกจากนี้ การสอน 2 ภาษายังมีปัญหาการคัดเลือกผู้เรียน ที่ไม่คำนึงถึงพื้นฐานและความพร้อม แม้โรงเรียนสองภาษาจะกำหนดเกณฑ์การคัดเลือก แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เข้มงวดมากนัก

ดังนั้น ปัจจัยที่จะทำให้การพัฒนาโรงเรียน 2 และ 3 ภาษา ประสบความสำเร็จได้นั้น คือ ปัจจัยด้านครูที่มีคุณภาพ โดยจำเป็นต้องจัดหาครูที่เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ ปัจจัยเตรียมความพร้อมผู้เรียน โดยมีระบบวางพื้นฐานภาษาต่างประเทศให้เด็ก เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเรียนหลักสูตร 2 ภาษา หรือ 3 ภาษา และปัจจัยด้านการคัดเลือกผู้เรียนที่สามารถเรียนหลักสูตร 2 ภาษาได้จริง ๆ เพื่อป้องกันปัญหาออกกลางคัน

การพัฒนาโรงเรียน 2 และ 3 ภาษานั้น ผมว่า โรงเรียนในกรุงเทพฯ ค่อนข้างมีศักยภาพความพร้อมกว่าโรงเรียนในพื้นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาหลักสูตร การหาครูต่างชาติที่มีคุณภาพ การเตรียมและพัฒนาความพร้อมของผู้เรียน ฯลฯ ผมเสนอให้โรงเรียน กทม. พัฒนาเป็นโรงเรียน 2 ภาษาทุกโรง เพื่อเป็นตัวแบบสู่โรงเรียนอื่นทั่วประเทศ และค่อยพัฒนาสู่ขยายเป็นโรงเรียน 3 ภาษา เพื่อเตรียมพร้อมรับกับสภาพโลกาภิวัตน์ และเตรียมพร้อมการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะอย่างไรไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงโลกาภิวัตน์ได้ ต้องติดต่อสื่อสารและทำงานกับคนทั่วโลกที่ใช้ภาษาสากล ประเด็นโรงเรียนสองภาษานี้ ผมนำเสนอไว้ 12 ปีที่แล้ว และเมื่อ พ.ศ.2548 ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้นำนโยบายนี้ไปใช้พัฒนาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพฯ นำร่องสอน 2 ภาษา ในหลักสูตรภาษาอังกฤษ และหลักสูตรภาษาจีนในบางโรงเรียนบางแห่ง แต่ไม่เพียงพอ ผมเสนอว่าต้องให้โรงเรียน กทม. ทุกแห่งเป็นโรงเรียนสองภาษาที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ในการพัฒนาเป็นโรงเรียนสองภาษาที่ได้มาตรฐาน

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเรียนรู้ด้านภาษาไทยของเด็กชั้นอนุบาล ๓

 ภาพจากอินเตอร์เนต


เรื่องการสอนภาษาไทยให้กับน้องแชงในตอนนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ดิฉันต้องทำอย่างเร่งด่วน  เพราะน้องแชงนั้น ยังอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย  แม้ว่าลูกจะมีความคุ้นเคยกับอักษร ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เพราะดิฉันให้เล่นการ์ดอักษรตั้งแต่เล็กๆ  แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้เน้น เรื่องการสอนตัวหนังสือ และการอ่านไทย  ดังนั้นน้องแชงจึงเก่งภาษาอังกฤษ มากกว่า ภาษาอื่นๆ  จนได้ัรับความเห็นจากคุณครูว่า  "ดูเหมือนภาษาอังกฤษ จะเป็น First Language ของน้องแชง  เพราะอ่านออก เขียนได้ ฟังคล่อง พูดคล่อง"


เป็นความโชคดีที่ในบ้านของเรา ในครอบครัวของเรา เราใช้ภาษาไืทยโดยตลอด ทำให้แม้ว่าจะมาเติบโตในต่างแดน ลูกสองคนพูดและฟังภาษาไทยเก่งมาก ไม่แพ้เด็กที่โตในเมืองไทยเลย  จึงทำให้สบายใจว่า ลูกคงปรับตัวไม่ยากหนัก หากจะต้องกลับมาเรียนในบ้านของเรา  เพราะสื่อสารกับครูและเพื่อนๆได้คล่อง  เหลือแต่สิ่งที่ดิฉันต้องทำอย่างเร่งด่วน คือการเพิ่มพูนทักษะ การอ่าน และการเขียนของลูก

ในการฝึกเรื่องทักษะเรื่องการฟังภาษาของลูก ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย หรืออังกฤษ  ดิฉันใช้ตัวช่วยที่สำคัญ คือ การอ่านนิทาน และการดูดีวีดี  โดยดิฉันเริ่มต้นจากการให้ลูกชม ดีวีดี สำหรับเด็ก แต่เป็นภาษาอังกฤษ  เช่น  Baby Genius, Leap Frog และ Barney ทุกตอนที่เราซื้อมาให้ลูกดู เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด   โดยเฉพาะบาร์นี่ นั้นสอนลูกหลายเรื่องมาก  และทำให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้  ที่สำคัญคือ เด็กๆใน Barney นั้น สุภาพ และใช้ภาษา สำเนียงอังกฤษที่ไพเราะมาก น้องแชงได้ภาษาอังกฤษ มาจากแหล่งนี้เต็มๆ

ในการฝึกลูกเรื่องภาษาไืทย  ตอนนี้น้องแชงกำัลังติดใจ Magic School Bus เป็นอย่างมาก  แม้ว่าจะดูยังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเนื้อหาจะซับซ้อนสักนิด เหมาะกับเด็กประถม แต่ดิฉันก็ซื้อให้ดู  แต่จะใช้ที่เป็นภาษาไทย เพื่อให้ลูกฝึกทักษะการฟัง  เวลาลูกดู ก็จะดูตอนซ้ำๆเพราะไม่เข้าใจ  แต่ก็ดีค่ะ  ฝึกภาษาไทย และซึมซับความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์   เวลาเขาสนใจมากๆ ลูกจะมารือ้หนังสือสารานุกรมเด็ก ที่ดิฉันเก็บไว้ให้  มาดู แล้วสอบถาม เป็นการเรียนรู้เรื่องอื่นไปในตัวด้วย ไม่ใช่มาเน้นแต่ภาษาไทยอย่างเดียว  แต่แน่นอนค่ะ  การจะใช้สื่อพวกนี้ในการเรียนการสอน  พ่อแม่ต้องระมัดระวัง อย่าให้ลูกดูนานเกินไป หรือมากเกินไป  กล่าวคือ ไม่ควรดูเกิน ๓๐ นาที หรือ ๑ ชม. แล้วแต่วัย  และควรเลือกสื่อที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละวัย  เพราะหากยากเกินไป เด็กบางคนอาจจะเบื่อ  แต่ในกรณีน้องแชง แม้ว่า Magic School Bus จะยากเกินไป แต่เขาชอบ จึงเลือกให้ดู  นี่ก็ยังซื้อไม่ครบ ยังขาดอีกหลายสิบตอน เหมือนกันค่อยๆซื้อ

ดูจากหนังสือแบบฝึกหัด และหนังสือเรียนภาษาไทยของเด็กเล็ก  ดูเหมือนจะต้องฝึกเด็กดังนี้

  • อ่านเขียนอักษร ก-ฮ ให้ได้ 
  • รู้จัก สระ และวรรณยุกต์  อ่านออกเสียงได้ถูกต้อง   
  • สามารถผสมคำง่ายๆได้ เช่น  กิน กา  พ่อ แม่ ปู่ น้ำ ฯลฯ   ประเภทคำในชีวิตประจำวัน  การเขียนชื่อของตัวเอง  ชื่อของพ่อ แม่ เป็นต้น
  • การเข้าใจคำสั่ง และสามารถปฎิบัติได้ถูกต้อง
  • ความสามารถในการสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราว ลำดับเหตุการณ์ได้
  • ฟังและจับใจความได้ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
  • ในโรงเีรียนที่เน้นแบบวิชาการ หรือ เตรียมเด็กเข้าเรียนในแนววิชาการระดับประถม อาจจะสอนไปถึงการเขียนประโยค หรือ การอ่านประโยคง่ายๆ 
เป็นความโชคดีที่ดิฉันได้รับการเอื้อเฟื้อจากเพื่อนๆและญาติมิตรหลายท่าน ที่ช่วงส่งแบบฝึกหัดคัดลายมือบ้าง แบบเรียนบ้าง หรือพวกแบบฝึกหัดติวต่างๆมาให้ลูกสองคนเป็นจำนวนมาก ทั้งทางอีเมลล์  ดาวน์ดโหลด  หรือซื้อมาเป็นเล่มๆ  ก็มี   ทำให้ ดิฉันใช้ข้อมูลเหล่านี้มาฝึกฝนลูกได้ไม่ยาก  ที่ขาดก็คือ วินัยและความอดทนเสียสละของเราผู้เป็นแม่เท่านั้น

การเรียนรู้ด้านภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอนุบาล ๓

ดิฉันศึกษาดูจากหนังสือที่โรงเรียนส่งมาให้ ซึงเป็นหนังสือที่ใช้ในการเรียนการสอนของน้องแชงในเทอมที่ผ่านมา  และเตรียมพร้อมเพื่อการเรียนในชั้นอนุบาล ๓ แล้ว  ดิฉันไม่มีความห่วงมากนัก   เพราะน้องแชงสามารถเขียน และจำอักษรอังกฤษได้ทุกตัว  ทั้งอักษรตัวใหญ่ และตัวเล็ก   รวมทั้งการอ่านออกเสียง  หรือ โฟนิคของอักษรนั้นๆด้วย

เท่าที่ดูจากหนังสือ  สิ่งที่ต้องฝึกให้มากขึ้น ก็คือ เรื่องการสะกดคำง่ายๆ  ซึ่งเดี๋ยวนี้น้องแชงสะกดภาษาอังกฤษได้มากพอสมควร  สามารถ Search Internet หรือ youtube ได้ในเรื่องที่ตนเองสนใจ เช่น Animal Song และอื่นๆ  รวมทั้งสามารถอ่านหนังสือนิทานเองได้หลายเรื่อง  เข้าใจทั้งเนื้อเรื่อง และความหมายของเรื่องนั้นๆได้ดี 

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของน้องแชงด้านภาษาอังกฤษนั้น  ดิฉันไม่กังวลเลย  ขอแต่ให้ลูกได้มีโอกาสอ่านหนังสือทุกๆวัน  ฝึกอ่านออกเสียงดังๆ  และอ่านมากๆ  เพื่อที่จะได้คุ้นหู คุ้นตากับคำศัพท์ใหม่ๆ   เมื่อฝึกเช่นนี้ เรื่องทักษะเรื่องการอ่าน ความเข้าใจภาษาอังกฤษของลูกก็จะก้าวหน้าขึ้น อย่างเป็นธรรมชาติ  ลูกจะคุ้นกับการใช้รูปประโยคง่ายๆ   ซึ่งเมื่อลูกรับรู้เรื่องคำศัพท์มากพอ ก็สามารถนำมาฝึกเขียนแต่งประโยคง่ายๆ  ต่อไป  เรื่องการเข้าใจ Grammar ต่างๆ  ดิฉันเข้าใจว่าคงจะเริ่มเรียนในชั้นประถมหนึ่ง  จึงยังไม่มีความจำเป็นที่ดิฉันจะต้องมาเร่งด่วนในเรื่องนี้  จะได้เอาเวลาไปสอนด้านอื่นที่ลูกยังขาดอยู่

การเรียนภาษาอังกฤษในชั้นอนุบาล ๓  ก่อนขึ้นประถม นี่  ผู้ปกครองต้องสำรวจให้ดี  หัวข้อต่อไปนี้คือสิ่งที่เด็กๆต้องทำให้ได้ดี

  • ตัวอักษรภาษาัอังกฤษ  ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ สามารถจับคู่ตัวอักษรได้
  • การอ่านออกเสียงโฟนิค ของแต่ละตัว  (ซึ่งหากไม่รู้จะสอนอย่างไร ดิฉันแนะนำให้ใช้การ์ตูน Leap Frog ช่วย)  เพราะเด็กจะสนุกและจำง่าย
  • การเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษ  ควรให้เด็กหัดคัดลายมือด้วยค่ะ
  • เข้าใจเรื่องตัวสระ และตัวสะกด  (อันนี้ในการ์ตูน Leap Frog ก็มีตอนหนึ่งทีช่วยได้)
  • การฝึกเด็กเรื่องความเข้าใจ และจับใจความ ทั้งจากการอ่านและการฟัง โดยหลังจากทีอ่านหรือฟัง  ให้ถามคำถามให้เด็กๆตอบ  เพื่อให้เด็กๆเล่าอธิบาย
  • การให้เด็กเล่าเหตุการณ์ลำดับก่อนหลัง  เช่น ขั้นตอนการแปรงฟัน  ขั้นตอนของการอาบนำ้แต่งตัวก่อนมาโรงเรียน  การเล่าเหตุการณ์อาจจะมาจากการดูหนังสือแล้วเล่าลำดับสิ่งที่อ่าน  หรือจากความทรงจำการทำกิจวัตรประจำวันก็ได้
  • ในระหว่างการเล่า ก็อาจจะมีการให้เด็กๆหัดเขียนประโยคง่ายๆ หรือแก้ไขประโยคที่เด็กๆพูดผิด เพราะความไม่คุ้นชินกับภาษา

 ขอบคุณภาพจาก King kids Learning Center




ซึ่งทักษะทั้งหมดนี้ในกรณีของน้องแชง ทำได้หมดแล้วและอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ต้องฝึกฝนเพื่อเพิ่มความชำนาญและความเข้าใจคำศัพท์ให้มากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กชั้นอนุบาล ๓


ก่อนปิดเทอม โรงเรียนของน้องแชง แจกหนังสือแบบฝึกหัดมาให้ผู้ปกครอง ๒-๓ เล่ม หนึ่งในนั้นคือ หนังสือ คณิตศาสตร์ จากอินเดีย  (As per New syllabus : Mathematics Today Class 2) ของ O.P. Malhotra,  S.K. Gupta และ Anubhuti Gangal)  ปรากฎว่า เมื่อดิฉันเปิดหนังสือแบบฝึกหัดแล้ว  ดิฉันแทบจะตกเก้าอี้ เพราะยากมากๆ

ในชั้นอนุบาล ๒ นี่ หากเด็กๆนับเลขได้ ๑-๒๐  ก็เก่งมากแล้ว  แต่ในหนังสือเล่มนี้ คือ ต้องนับเลขได้ ๑-๑๐๐๐  เป็นต้น  นี่คือ สารบัญของหนังสือเล่มนี้
  1.  Number 1-1000
  2. Addition and Subtraction
  3. Multiplication
  4. Division (Sharing Equally)
  5. Two place and three place multiplication
  6. Division of 2-digit and 3-digit number by a digit number
  7. Even and Odd numbers
  8. Our currency notes
  9. Telling time
  10. THe calendar
  11. Measuring
  12. Fractiions
  13. Geometry
  14. Patterns
  15. Mental Maths
อย่าได้ถามดิฉันเป็นอันขาดว่าอะำไร คืออะไรบ้าง  เพราะดิฉันเองก็ยังดูไม่รู้เรื่องในบางหัวข้อ เด็กสมัยนี้ แค่อนุบาลและประถมต้น เขาเรียนกันยากขนาดนี้  แม้แต่คนเรียนจบปริญญาโท ยังมางงกับตำราของลูก แต่ทำอย่างไรได้  เพราะโลกของเรายุคสมัยเปลี่ยนไป  เด็กๆจำเป็นต้องเรียนเรื่องราวเหล่านี้ เพราะเขาต้องไปตามยุคสมัยของเขา  แต่จะทำอย่างไร ที่จะช่วยเหลือลูกๆ ให้เรียนรู้เรื่องแบบนี้แบบไม่ยากเย็นจนเกินไป  และไม่ต้องกดดัน นี่ต่างหากคือคว่ามท้าทายของครู และพ่อแม่

เนื่องจากหัวข้อในสารบัญดูเหมือนจะเยอะและยากจนเกินไป ดิฉันจึงทำการค้นคว้าเพิ่มเติมว่า เด็กในระดับอนุบาล ๓ นั้น จะต้องเรียนรู้จนถึงแค่ไหน  จึงพบว่า  เด็กในระดับอนุบาลนั้น ต้องเรียนรู้ในเรื่องต่อไปนี้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์

  • Fraction (เศษส่วน)
  • Time Telling  (อ่านนาฬิกา บอกเวลาได้)
  • Money (เรื่องเงินตรา และเหรียญ)
  • การนับเลข 1-100
  • การอ่านตัวเลข และตัวหนังสือของตัวเลขนั้น
  • การนับถอยหลัง
  • การนับเดินหน้า
  • ความรู้เรื่องปฎิทิน ชื่อเดือน และจำนวนวันในแต่ละเดือน
  • ความรู้เรื่อง จำนวนวินาที  นาที ชม. และวัน กลางวัน  กลางคืนและ ฤดูกาล
  • การลบ
  • ความรู้เรื่องรูปทรงเรขาคณิต  สี
  • ระยะทาง และมาตรวัด เบื้องต้น
  • ความรู้เรื่องแพทเทิร์น เช่น ลายที่ซ้ำๆกัน 
แม้ว่ารายงานเรื่องผลการเรียนของน้องแชงในห้องเรียนนั้น จะเป็นในระดับดีเลิศ  กล่าวคือ เหนือกว่าเด็กในห้องที่เรียนด้วยกัน  แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเป้าหมายของดิฉัน   สิ่งที่เราพ่อแม่ต้องคำนึง คือการดูว่าลูกมีความรู้ในระดับมาตรฐานหรือไม่   จุดยืนของดิฉันนั้นไม่ได้ต้องการให้ลูกเป็นเลิศ  หรือต้องการให้เก่งที่สุด แต่ต้องการให้ลูกมีความสามารถกลางๆในมาตรฐานที่กำหนดไว้ แบบสากล

ดิฉันจึงทำการทดสอบน้องแชงในส่วนของพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งดูเรื่องการเรียนที่ผ่ามา พบว่า คุณครูมีการสอนเรื่องเวลามาบ้าง  แต่ลูกยังไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้  เพราะดิฉันไม่ได้ฝึกฝนลูกที่บ้าน  และการนับเลขก็ยังไม่คล่อง และได้เพียง 1-20 (ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในชั้นอนุบาล ๒)  ดังนั้นดิฉันจึงตั้งเป้าหมายว่า คงต้องเน้นฝึกเรื่องการนับเลขให้ได้ 1-100 ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ  ให้ได้ก่อนเปิดเทอม เพราะการนับเลขนั้น เป็นปัจจัยที่สำคัญของการเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ ตารางร้อยช่องที่ได้รับจากแม่ภุชงค์และพ่อธีร์มาเมื่อปีกลายคงต้องนำมาใช้เป็นเรื่องเป็นราว และดิฉันเองก็คงต้องปัดฝุ่นหนังสือ ของแม่ภุชงค์และพ่อธีร์อีกครั้ง

สิ่งที่ต้องสอนลูกในช่วงปิดเทอมนี้ ควบคู่กันไป คงจะเป็นเรื่องของ การดูเวลาให้คล่อง เรื่องของวัน เดือน ปี  จำนวนวันในแต่ละเดือน แต่ละปี  เป็นต้น  และอีกเรื่องที่ตั้งเป้าหมายไว้ คือ เรื่องเงินตรา  เพราะมาอยู่ที่เวียดนามนี่ ลูกสองคนไม่เคยจับเงินเลย  เงินของเวียดนามนั้นเก่าและสกปรกมาก ทำให้ดิฉันไม่เคยให้ลูกแตะต้อง   แต่เดี๋ยวสามีกลับบ้าน จะให้เขาถือเหรียญต่างๆและธนบัตรของไืทยมาด้วย ลูกจะได้เรียนจากของจริง


ส่วนเรื่องการบวก ลบ หรือ เรื่องเศษส่วนนั้น ดิฉันเองก็เริ่มสอนแล้ว แต่ผ่านการเล่นเกมอีเลินนิ่ง เป็นหลัก ค่อยๆฝึก ค่อยๆให้เขาเรียนรู้จากการเล่น ก็พอจะซึมซับไปได้บ้าง  เท่าที่ดู ดิฉันคิดว่าเราสามารถสอนเรื่องหลายๆเรื่องต่อยอดกันไปได้  ไม่ต้องมุ่งเน้นสอนทีละเรื่อง  เช่น เรื่องการดูมาตรวัด เรื่องเวลา  เราก็สามารถสอนเรื่องการนับเดินหน้า ถอยหลังไปในตัว  ซึ่งดิํฉันเองก็ำกำลังศึกษาเรื่องเทคนิคการสอนเรื่องต่างๆ จากกระทู้เก่าๆของเืพื่อนๆ ที่สะสมไว้  รวมทั้งจากหนังสือ แบบฝึกหัดที่เพื่อนๆแจกมา   แล้วค่อยมาัดัดแปลงประยุกต์ใช้ในโอกาสต่อไป โดยเฉพาะอยากยิ่งสิ่งที่คุณ Myson711 ได้กรุณาเขียนเล่าไว้ในเวบบอร์ดโมมี่พีเดียเรื่อง  เทคนิคการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในมุมมองของเด็กๆ  ทำให้ดิฉันเข้าใจสิ่งที่ หนังสิอคณิตศาสตร์ของลูกเขียนไว้  ได้เข้าใจยิ่งขึ้น

ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆหลายๆท่านในเวบบอร์ด โมมี่พีเดีย มามี่เซ็นเตอร์  กานต์ทีวี  และในFB มา ณ ที่นี้ด้วย  ข้อมูลที่สะสมไว้ตลอดสี่ปี ในเวบบอร์ดโมมี่พีเดีย ได้นำมาศึกษาในคราวนี้ เท่าทีดิฉันสังเกตจากการสอนน้องแชงเรื่องการบวก ลบ หรือเศษส่วน แบบเป็นกิจลักษณะ ก็รู้สึกว่า เขาเรียนไม่กี่ครั้งก็เข้าใจ อาจจะเป็นเพราะผลจากการทำโฮมสคูล ในการฝึกการนับด้วยสิ่งของ ทีเคยฝึกไว้ตอนที่มาเวียดนามใหม่ๆ  ทำให้เขามี Logical thinking ที่ดี และจับหลักได้ไว สอนไม่ยาก

การเรียนของเด็กชั้นอนุบาล ๓ (เตรียมประถม) -๑

 ไม่ใช่รูปน้องแชงนะคะ เป็นรูปเด็กอนุบาลที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองไทย กำลังเรียนบวกเลข เห็นน่ารักดี เอามาแปะไว้ 

เนื่องจากเทอมหน้า น้องแชงลูกชายคนโต จะเข้าเรียนในชั้นอนุบาล ๓ แล้ว  ดิฉันจึงต้องเริ่มกลับมาทบทวนการเรียนสำหรับเด็กในชั้นอนุบาล ๓ อีกครั้ง  เพื่อเตรียมความพร้อมของน้องแชง ก่อนที่จะเข้าเรียนในชั้นเรียนใหม่

ก่อนปิดเทอมที่แล้ว ทางโรงเรียนของน้องแชง เชิญผู้ปกครองของเด็กชั้นอนุบาล ๒ (K2) ทั้งหมดเพื่อรับทราบการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนของเด็กในชั้นอนุบาล ๓ ว่ามีการแตกต่างจากชั้นอนุบาล ๑ และ ๒ อย่างมาก   ในต่างประเทศนี้ ไม่ได้ใช้คำว่า  K3 (Kindergarten 3) แต่จะใช้คำว่า  "Prep Class" หรือ "Reception Class "  เพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กในการเรียนวิชาการในชั้น ประถมต่อไป

ในการเรียนชั้นอนุบาล ๑ และ ๒ นั้น การเรียนของเด็ก จะเน้นเรื่องการเล่น  การปฎิบัติเป็นส่วนมาก  ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕  ให้เด็กได้เห็น  ได้สัมผัส ลิ้มรส  ดมกลิ่น  แล้วรับรู้เรื่องราวต่างๆ  ตลอดจนฝึกกล้ามเนื้อมือ นิ้ว  แขน ขา  การเคลื่อนไหว  ดังนั้นการเรียนในชั้นอนุบาลนั้น จึงเป็นการเล่น ซะเป็นส่วนใหญ่  เช่น การเล่นปั้นแป้งโดว์   การระบายสี  การวาดรูป   การทำงานประดิษฐ์  การวิ่งเล่นออกกำลังกาย  ปีนป่าย  การเต้น ร้องรำ ทำเพลง   ดนตรี

แต่ในการเรียนชั้นอนุบาล ๓ นั้น เป็นการเริ่มสอนเด็กให้เรียนรู้อย่างเป็นระบบ  และจะต้องเริ่มมีการท่องจำ กฎต่างๆของธรรมชาติ  เช่น  เรื่องของเวลา  วัน  เดือน  ปี   เงินตรา  ฤดูกาล  และอื่นๆที่จะเล่าให้ฟังต่อไป   ซึ่งหากเราไม่ได้ค่อยๆสอนลูกมาแต่เล็กแต่น้อย  จเริ่มตอนนี้ก็ไม่สาย   แต่หากไปรอให้เด็กมาจดจำในชั้นประถม  เด็กอาจจะมีภาระในการจำที่หนักเกินไป  เพราะในชั้นประถม จะมีเรื่องสูตรคูณต่างๆ  และกฎของภาษาอะไรอีกมากมาย มาเกี่ยวข้อง  เมื่อถึงเวลานั้น หากเราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นดินพอกหางหมู  เด็กๆอาจจะมีปัญหาการเหนื่อยล้า และปรับตัวยากกับวิธีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป และมีทัศนคติที่ไม่ดีกับโรงเรียนได้

ดิฉันเคยอ่านเรื่องราวหลายๆกระทู้ของคุณแม่หลายๆท่าน ที่ลูกเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่หนึ่ง ซึ่งประสบกับปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียน  ลูกไม่อยากทำการบ้าน ลูกมีปัญหาเรื่องการเรียนไม่ทันเพื่อน  โดยเฉพาะเด็กๆที่เข้าไปในโรงเรียนแบบวิชาการเข้มแข็ง ก็อาจจะมาจากสาเหตุนี้ กล่าวคือ พ่อแม่ไม่ได้รับรู้ว่าการเรียนในขั้นต่อไปของเด็ก เด็กจะต้องเผชิญอะไรบ้าง  และไม่ได้เตรียมเด็กให้รับมือกับมันก่อน  ดังนั้น การที่ทางโรงเรียนของน้องแชง เชิญพ่อแม่มาพูดคุย เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่ลูกจะเผชิญในปีการศึกษาหน้า ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และโรงเรียนควรทำ   แต่น่าเสียดาย ที่พ่อแม่ของเพื่อนๆน้องแชงหลายๆคนไม่ได้ให้ความสนใจ  และไม่ได้มาร่วมรับฟัง ซึ่งอาจจะเสียโอกาสที่จะเตรียมความพร้อมของเด็กๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการฝึกวินัย และการทำความเข้าใจกับเรื่องธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่หลายๆท่าน ไม่ต้องการให้ลูกเรียนในชั้นอนุบาล  ๓  แต่ให้ข้ามเพื่อเข้าเรียนในชั้นประถม ๑ ของโรงเรียนชั้นนำไปเลย   เพื่อลดเวลาเรียนของลูกให้สั้นลง  ดิฉันสังเกตว่า มีหลายกระทู้ที่มาหารือ เรื่องของการขออนุญาตโรงเรียนเพื่อให้เด็กไปสอบก่อนเำกณฑ์อายุ ที่โรงเรียนกำหนด  เนื่องจากพ่อแม่เหล่านั้น ไม่เข้าใจว่า การเรียนชั้นอนุบาล ๓ นั้น มีส่วนช่วยลูกเรื่องการปรับตัวเรื่องการเรียนในชั้นประถมได้มาก

ดังนั้นในเรื่องที่จะเขียนต่อไป ก็จะมาเล่าเรื่องสิ่งที่เด็กๆจะเรียนในชั้นอนุบาล ๓ เพื่อที่พ่อแม่หลายๆท่าน อาจจะใช้เป็นข้อมูลในการดูแลลูกๆที่อยู่ในวัยของน้องแชงต่อไป

ภาษาอังกฤษ เริ่มเรียนไว มีชัียไปกว่าครึ่ง

 ภาพจากอินเตอร์เนต

อยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มให้เรียนอายุเท่าใดดี?”
“ตอนนี้ลูกเรียนอนุบาล เขาชอบพูดภาษาอังกฤษมาก จะส่งให้เรียนโรงเรียนนานาชาติเลยดีไหม?”
หรือกระทั่ง
“ครูอนุบาลพูดภาษาอังกฤษเพี้ยน ไม่อยากให้เขาติดสำเนียง จะให้เริ่มเรียนตอนอยู่ชั้นประถมจะทันไหม?”


  ปัญหา เหล่านี้ไม่เพียงรบกวนจิตใจพ่อแม่ผู้ปรารถนาจะเห็นเจ้าตัวน้อยสื่อสารภาษา อังกฤษคล่องดั่งเจ้าของภาษาเท่านั้น หากทว่ายังมีนัยสำคัญเชิงนโยบายในการวางหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษใน ฐานะภาษาที่สองของนานาประเทศ รวมถึงเมืองไทยที่นับวันภาษาอังกฤษจะทวีความสำคัญมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กๆ วัยไม่กี่ขวบ

  ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของ ‘‘การเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง’’ ทางบริติช เคานซิล ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการจึงจัดประชุมเชิงนโยบายเพื่อร่างยุทธศาสตร์การ ศึกษาภาษาอังกฤษของไทยให้ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเรียนการสอนภาษา อังกฤษในนานาประเทศ โดยรศ.ศรีภูมิ อัครมาศ ผู้เชี่ยวชาญการผลิตสื่อและฝึกอบรมบุคลากรด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ได้ไขข้อข้องใจของผู้ปกครองและคุณครูจำนวนไม่น้อยว่า ช่วงวัยเหมาะสมจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษควรอยู่ระหว่าง 2-11 ขวบ เนื่องจากการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับพัฒนาการทางสมองพบว่าสมองของเด็กๆ วัยนี้จะรับข้อมูลที่ใส่เข้าไปได้ไวมากที่สุด

  ก่อน วัยเข้าเรียนอนุบาล ทักษะความสามารถทางภาษาแม่ในเด็กแต่ละคนจะต่างกัน อันเนื่องมาจากสมองของพวกเขาจะได้รับการกระตุ้นจากการรับข้อมูลและปฏิ สัมพันธ์ภายในครอบครัว เช่น การพูดคุยหรือเล่านิทานของพ่อแม่ ครั้นถึงวัยเข้าโรงเรียน พัฒนาการทางการเรียนภาษาแม่ของเด็กๆ เหล่านี้จะแตกต่างกันตามไปด้วย

  “ทักษะการสื่อสารในภาษาแม่จะเป็นปัจจัยอันสำคัญยิ่งในการสนับสนุนกระบวนการ เรียนรู้ภาษาอื่นๆ ตามมา จากเดิมที่เราเชื่อกันมานานว่าการเรียนสองภาษาในเวลาเดียวกันจะทำลาย พัฒนาการของเด็ก แต่การวิจัยล่าสุดกลับแสดงให้เห็นว่าการเรียนสองภาษาพร้อมกันเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งต่อพวกเขา” รศ.ศรีภูมิ เผย พลางอธิบายว่าเด็กที่เรียนสองภาษาจะมีทักษะความสามารถในการสร้างแนวคิด การให้เหตุผลเชิงเปรียบเทียบ การจินตนาการออกมาเป็นภาพ และความคิดสร้างสรรค์

  “การ เรียนภาษาของเด็กจึงต้องให้ความสำคัญกับภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่ควบคู่กับ ภาษาอังกฤษ ยิ่งเรียนในช่วงวัยน้อยๆ ยิ่งได้ผลดีกว่า อย่างไรก็ตาม ช่วงอายุเริ่มเรียนภาษาอังกฤษไม่สำคัญเท่ากับการได้เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษ อย่างถูกต้องเหมาะสม เพราะแม้ว่าจะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่วัยอนุบาลไม่กี่ขวบ หากครูไร้ความรู้ สอนไม่สนุก ทำให้เด็กเบื่อ ก็ได้ผลน้อยกว่าเด็กที่เรียนภาษาอังกฤษตอนโต แล้วแต่ได้ครูมีความสามารถ สอนสนุก เด็กมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ ก็จะเก่งได้ในที่สุด”

  กระนั้น มาตรฐานครูภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Native หรือ Non Native Speaker ในรั้วโรงเรียนยังเป็นคำถามค้างคาใจผู้ปกครองจำนวนมาก ยิ่งผนวกรวมความอ่อนด้อยของการปฏิรูปการศึกษาแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง ยิ่งฉายชัดศักยภาพการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กๆ ว่าต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ดังที่ รศ.ศรีภูมิเน้นว่า แม้ปัจจุบันแนวทางการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะมุ่งทักษะการสื่อสารเป็นสำคัญ หากทว่าจำนวนเด็กที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ในชีวิตประจำวัน จริงๆ กลับยังน้อยมาก

  อันเนื่องด้วยอุปสรรคด้านศักยภาพและแนวทางการจัดการเรียนการสอนของครูภาษา อังกฤษที่ยังอ่อนด้อยและไม่ถูกต้อง ครูหลายคนกางหนังสือสอน ซ้ำร้ายยังสอนเฉพาะในส่วนที่ตัวเองรู้เรื่อง ขณะที่ส่วนที่ไม่รู้เรื่องก็ไม่ยอมสอน ทั้งๆ ที่เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ สอดคล้องกับสถิติที่พบว่ากว่าร้อยละ 80 ของครูภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษ และร้อยละ 51.91 ยอมรับว่าตัวเองมีความรู้ภาษาอังกฤษแค่ระดับเริ่มต้นเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นเทคนิคการสอนที่พวกเขาใช้มักจะไม่จุดประกายให้เด็กๆ หันมาสนใจเรียนภาษาอังกฤษ

  “วิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กในฐานะภาษาที่สองไม่ควรต่างจากภาษา ไทยมากนัก และต้องไม่เหมือนผู้ใหญ่ ต้องสนุก เน้นกิจกรรม สร้างแรงจูงใจให้เขารักที่จะเรียนรู้ เพราะถ้าเขามีทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ดีตั้งแต่เด็ก ผล GPA หรือ GAT ในอนาคตก็จะสูงต่างจากเด็กทั่วไปในปัจจุบัน”

  ด้วย ปีการศึกษา 2547 พบว่าคะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนทุกระดับชั้นเมื่อเทียบกับวิชา อื่นๆ ‘‘ต่ำที่สุด’’ โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษา 6 ได้ร้อยละ 37.34 ขณะที่นักเรียนมัธยมศึกษา 3 และ 6 ได้คะแนนร้อยละ 32.38 และ 32.45 ตามลำดับ รวมทั้งการประเมินล่าสุดยังพบว่านักเรียนเพียง 10.43% เท่านั้นที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ ครู 32.54% ใช้แนวทางการเรียนการสอนแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง เฉกเช่นเดียวกับผู้บริหารแค่ 37.72% เท่านั้นที่ใช้แนวทางเดียวกันนี้บริหารโรงเรียน

  อย่างไรก็ตาม การเปิดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กที่ขยายตัวมากขึ้นในโรงเรียนทั่ว ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น EP ที่จะสอนภาษาอังกฤษไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือ Mini EP ที่สอนภาษาอังกฤษระหว่าง 8-14ชั่วโมง/สัปดาห์ อาจคลี่คลายความกังวลใจของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่อยากส่งลูกหลานไปเรียนภาษา อังกฤษตามสถาบันภาษาต่างๆ ที่ผุดราวกับดอกเห็ดหน้าฝนในขณะนี้ เพราะยิ่งหากเขาเด็กมากด้วยแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงว่านอกจากเขาจะเรียนรู้ภาษาอังกฤษผิดเพี้ยนจากครูในสถาบัน ภาษาที่ไม่ได้คุณภาพแล้ว ยังอาจจะซึมซับวัฒนธรรมไม่ดี จนเพิกเฉยคุณค่าความเป็นไทยที่งดงามลงไปในท้ายที่สุด

  "การเรียนการสอนภาษาอังกฤษจึงต้องสอดแทรกความเป็นไทยลงไปในลักษณะการ บูรณาการเนื้อหาเข้ากับภาษา เด็กจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้จริงโดยไม่หลงลืมขนบ ธรรมเนียมวัฒนธรรมดีงามของไทย” รศ.ศรีภูมิย้ำ พลางมองทิ้งท้ายว่าความคาดหวังที่จะเห็นเด็กนักเรียนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม กันในการเรียนภาษาอังกฤษ และไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 มีทักษะความสามารถในการใช้ภาษานี้ อย่างน้อยรัฐบาลต้องเพิ่มจำนวนโรงเรียนต้นแบบและโรงเรียนสองภาษา จัดหาตำราเรียนและระบบ E-Learning พร้อมกับมอบทุนการศึกษาภาษาอังกฤษแก่นักเรียนอย่างต่อเนื่อง

  ‘‘เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษไว ประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่ง’’ จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลย ด้วยก้าวที่มั่นคงบนถนนสายภาษาอังกฤษ ยามผสานความเป็นไทยในหัวใจที่เอื้ออาทรต่อผู้อื่น ท้ายสุดย่อมนำชัยชนะทางการเรียน และการเจรจาต่อรองทางธุรกิจที่สัมฤทธิผลมาให้ไม่ยาก

myfirstbrain.com

นิทานสอนใจ : ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้านิทานสอนใจ

"ยิ่ง ให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" นิทานเรื่องนี้จะมีประโยชน์มากสำหรับครูบาอาจารย์ สำหรับเรื่องนี้ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้เรียกตัวเองว่าครูก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟังในฐานะที่ว่าจะเป็นปัจจัย เกื้อกูลแก่ความเข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม เรื่องเล่านี้มีอยู่ว่ามีชายคนหนึ่ง เขาอยากเป็นนักฟันดาบที่เก่งกาจ เขาไปหาอาจารย์สอนฟันดาบเพื่อให้ช่วยสอนเขาให้เป็นนักฟันดาบ
     
       เขาถามอาจารย์ว่า "จะใช้เวลานานสักกี่ปี" อาจารย์ตอบว่า "ประมาณ 7 ปี" เขา สักจะรวนเร เพราะว่า 7 ปีนี้มันเป็นเวลาที่นานเกินไป ฉะนั้นเขาจึงขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายามให้สุดฝีมือ สุดความสามารถในการฝึกฝน ทั้งกำลังกายและกำลังใจทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้จะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นจะต้องใช้เวลาสัก 14 ปี" (แทนที่จะเป็น 7 ปี ก็ดันกลายมาเป็น 14 ปี)
     
       ชายหนุ่มคนนั้นก็อวดครวนขึ้นมาว่า บิดา ของเขาแก่มากแล้ว อาจจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก เขาจะพยายามอย่างยิ่ง ให้บิดาของเขาได้ทันเห็นฝีมือฟันดาบของเขาก่อนตาย เขาจะแสดงฝีมือฟันดาบของเขาให้บิดาของเขาชม ให้เป็นที่ชื่นใจแก่บิดาเขาจะพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงความสามารถ ให้ได้ทันตอบแทนพระคุณของบิดา จะต้องใช้เวลาสักเท่าไร ขอให้อาจารย์คิดดูให้ดีๆ อีกครั้ง
     
       ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง 21 ปี" นี่มันเป็นอย่างไรขอให้คิดดู ว่าแทนที่จะลดลงมา มันกลายเป็นเพิ่มขึ้นเป็น 21 ปี ชายหนุ่มคนนั้นจะเล่นงานอาจารย์อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะว่าเขาเป็นอาจารย์จะทำอย่างอื่นก็ไม่ถูกไม่ควร นึกไม่ออกว่าต้องทำอย่างไรดี เพราะว่าไม่ใครที่จะสอนฟันดาบได้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ระดับประเทศเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเขาจึงอดทนอยู่กับอาจารย์คนนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
     
       หลายวันต่อมา อาจารย์ก็สั่งให้ชายคนนี้ไปทำงานในครัว ให้ตักน้ำ ผ่าฟืน และงานทุกอย่างที่อยู่ในครัว แทนการสอนให้จับดาบ ฟันดาบ
     
       เมื่อเวลาผ่านมานานพอสมควร วันหนึ่งอาจารย์ผลุนผลันเข้าไปในครัว ด้วยดาบทั้งสองมือ ฟันชายหนุ่มคนนั้นทั้งๆ ที่เขาไม่รู้ตัว เกิดเหตุการณ์อลหม่านขึ้นครั้งใหญ่ เขาจึงต่อสู้ตามเรื่องตามราวของเขา ตามที่กำลังของเขาจะสู้ได้ โดยที่เขาใช้สิ่งของที่อยู่ใกล้ๆ ตัวที่พอจะหาได้และจับได้ทันมาใช้แทนดาบ ไม่นานนักการต่อสู้ก็ยุติลง อาจารย์ก็เดินจากไป
     
       หลายวันต่อมาเขาก็ถูกอาจารย์ทดสอบด้วยวิธีนี้อีก โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จนกระทั่งอาจารย์บอกว่ากลับบ้านได้ นั่นหมายความว่าเขา เรียนฟันดาบจบหลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมาชายหนุ่มคนนี้ก็กลายเป็นนักฟันดาบที่โด่งดังมีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น
     
       นิทานเรื่องนี้ก็จบลง ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร? ตอบสั้นๆ ที่สุดก็คือ การทำอะไรด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นว่าตัวตนของตัวเองนั้นใช้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดผลที่ดีได้ คือถ้าชายหนุ่มคนนี้ยังคิดว่ากูจะดี กูจะเด่นละก็ มีตัวกูเข้ามาฝึก เป็นตัวกูที่ใหญ่เอาการอยู่เหมือนกัน ที่นี้ยิ่งจะทำให้ดีที่สุด ก็จะทำให้ดีที่สุดและให้เร็วที่สุดอย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกูมันยิ่งขยายออกไปอีก ถ้ายิ่งจะทันให้บิดาได้เห็น บิดาก็แก่มากแล้ว ตัวกูมันยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อนออกไปอีก อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้จิตไม่มีสมาธิ จิตเต็มอัดไปด้วยตัวกูที่กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกูของกู ไม่เป็นจิตที่ว่างเปล่า ไม่มีสติปัญญาที่อยู่ในจิต และไม่สามารถมีสมรรถภาพเดิมๆ แท้จริงของจิตออกมาได้ เพราะมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วยอุปาทาน ว่าด้วยตัวกูของกู หรือเป็นความเห็นแก่ตัวนี่เองมันเลยไม่เฉียบแหลม ไม่ว่องไว ไม่ active ฉะนั้นถ้าขืนทำไปอย่างนั้นจริงๆ แล้วจะต้องใช้เวลา 7 ปี หรือว่า 14 ปี หรือไม่ก็ 21 ปีจริงๆ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู ของกู กูจะต้องฝึกฟันดาบในเก่งให้ได้ในเวลา 7 ปี หรือให้บิดาทันได้เห็นถึงความสามารถของลูกชายให้ได้ ความรู้สึกแบบนี้มันเลยไม่มีในตอนนั้น ซึ่งทำให้จิตเขาว่างเปล่า ถึงแม้ว่าอาจารย์จะผลุนผลันเข้าไปในลักษณะอย่างไร ปฎิภาณของจิตว่าง หรือจิตที่แท้จริงนี้ ก็มีมากพอที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ มันเป็นการเรียกร้องขึ้นมา หรือปลุกขึ้นมาจากการหลับตามวิธีของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ให้กลายมาเป็นจิตที่เบิกบานเต็มที่ ซึ่งสามารถเอาไปใช้ได้เลย เขาจึงเป็นผู้ที่สำเร็จหลักสูตรโดยวิธีอันประหลาดนั้น ภายในเวลาอันสั้น ไม่ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีอย่างนี้เป็นต้น
     
       เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจที่จะนึกดูว่าความรู้สึกที่เป็นตัวตน หรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างที่ว่า เรา จะยิงปืนหรือยิงธนู หรือว่าขว้างแม่นในการกีฬาขว้างแม่น ถ้าจิตของผู้ขว้างมีความรู้สึกเป็นตัวกูของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียงของโรงเรียนกู หรือของมหาวิทยาลัยของกูมันรัวอยู่ในใจแล้วจะไม่มีวันที่จะขว้างแม่นหรือ ขว้างถูกได้เลย เพราะว่ามันสั่นระรัวอยู่ด้วยตัวกูหรือของกูนี้
     
       ทั้งนั้น ที่ถูกที่ควรต้องมีความตั้งใจ ที่จะทำเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของโรงเรียนหรืออะไรก็ตาม แล้วจะต้องลืมให้หมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียนกู มหาวิทยาลัยกู ให้เหลือแต่สติปัญญาและสติสัมปชัญญะที่ขว้างด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น คือพูดตรงๆ ว่า ขณะนั้นมีแต่จิตที่มีสมาธิกับสติปัญญาเท่านั้น ตัวกู ของกูไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตแท้ เป็นจิตตามสภาพของจิต มือไม้ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไรๆ ก็ไม่สั่น ปกติเป็น active ถึงที่สุดแล้วเขาจะขว้างแม่น เหมือนดั่งปาฏิหาริย์
     
       หรือว่าในการจัดดอกไม้ในแจกัน คน จัดจะต้องทำจิตให้ว่างจากความเห็นแก่ตัวกู หรือชื่อเสียงของกู ตลอดจนถึงโรงเรียนของกู หมู่คณะของกูเสียก่อนแล้วเสียบดอกไม้ด้วยจิตที่ว่างเปล่าและบริสุทธิ์ นั่นแหละคือสติปัญญาล้วนๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกูเจือปนอยู่ ก็จะได้แจกันที่สวยที่สุดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน นี่เขาถือว่าเป็นหลักของนิกายเซ็น
     
       ฉะนั้นขอให้สนใจในการที่จะทำอะไรหรือมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีตัวกู ของกู มันยิ่งจำเป็นมากสำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็กให้ทำงานฝีมือดีด้วยจิตใจที่ปกติ ไม่สั่นในระบบประสาท ไม่สั่นในระบบความนึกคิด หรือว่าเมื่อเด็กๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัวอยู่แล้วว่า จะต้องสอบได้แล้วจะไปมัวห่วงกลัวจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้จะไปกระโดดน้ำตาย เป็นต้น จะไปนึกทำไมว่านั่นเป็นเรื่องตัวกู ของกู เด็กคนนั้นจะต้องลืมสิ่งเหล่านั้นให้หมด แต่ถ้าเป็นการลืมแม้กระทั่งตัวเอง กับคำว่า "ลืมตัวเอง"คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก
     
       เด็กๆ ในขณะที่สอบไล่นั้นจะต้องลืมหมดแม้กระทั่งตัวเอง เหลืออยู่ในใจแต่ว่า โจทย์ปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะเป็นอย่างไร ถ้าจิตใจว่างจากตัวกู ว่างจากของกูแล้ว วิชาความรู้ต่างๆ ที่เคยสะสมมาตั้งแต่แรกเรียนนั้น จะกลับมาหาเราเอง ให้พวกเขาได้พบกับคำตอบอย่างถูกต้อง แต่ถ้าเขากลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกูของกูแล้ว แม้เขาจะเรียนมามากอย่างไร มันก็จะไม่กลับมาหา มันมีอาการเหมือนกับการลืมหรือนึกไม่ออกนั่นแหละ แล้วมันจะระส่ำระส่ายรวนเรไปหมด ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามได้
     
       ถ้าเด็กๆ สอบไล่ด้วยจิตที่ว่างเปล่า ผลการสอบออกมาจะได้ยิ่งกว่าการเป็นที่หนึ่งเสียอีก ฉะนั้นเขาจึงมีการสอนในเรื่องที่อย่าทำอะไรด้วยจิตที่สั่นระรัวด้วยตัวกู ของกู เพราะว่าการทำอย่างนั้น ยิ่งจะทำให้เร็วมันก็จะยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อของนิทานเรื่องนี้ที่ว่า "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" หรือไม่มันจะยิ่งทำไม่ได้เลย
     

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มองชีวิต..คิดขำ ๆ

มองชีวิต..คิดขำ ๆ

1. คู่ต่อสู้ ศัตรูที่เราแสนเกลียด บางครั้งเราต้องกอดมันไว้
ไม่ใช่เพราะรัก
ก็แค่..หนีบหมัด ไม่ให้มันต่อยเราถนัดเท่านั้นเอง

2. ไม่มีอะไรบังคับให้มนุษย์อ้าปากค้าง ได้นานเท่ากับหมอฟัน

3. ผู้หญิงดีๆ หาง่าย ขึ้นอยู่กับว่า
เรามีความดีพอที่จะดึงดูดเขามารึเปล่า

4. ถ้าเราสับสนในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไป
ให้ถามตัวเองว่า...สิ่งที่เราทำอยู่มันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นรึเปล่า

5. เมื่อเราโกรธ เกลียดใครสักคนมากๆ ให้บอกตัวเราเองว่า
อายุเราสั้นเกินกว่าจะอยู่ด้วยความเกลียดชัง

6. ทุกครั้งที่ดูหนังในต่างประเทศ จะรู้สึกเหมือนขาดทุน
เพราะเราไม่ได้ยืนถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ และ
เพลงสรรเสริญพระบารมี

7. วิธีเดียวที่จะแก้แค้นพวกอิจฉาริษยาได้คือ ทำงานดีๆ
ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป
ไฟอิจฉาจะยิ่งเพิ่มในใจเขา จนก่อสารมะเร็งขึ้นมาฆ่าเขาเอง

8. เอดส์ป้องกันได้ ถ้าไม่ไปตรวจ

9. ประโยชน์ของการอกหัก ทำให้ฟังเพลงเพราะขึ้น
ประโยชน์ของความโกรธ ทำให้เคี้ยวมะม่วงได้ละเอียดขึ้น

10. อย่าเชื่อ...ใครบอกว่าเขาไม่เคยลืมตัว
ถ้าคนๆ นั้นยังเคยลืมกินยาหลังอาหาร

11. ชีวิตคู่ คือการยอมรับความเฮงซวยของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด 





ขอบคุณทีมา