วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หนังสือน่าอ่าน สำหรับเด็กมัธยมต้น

 ในวัยของเด็กประถมปลาย ถึงมัธยมต้นนั้น เป็นวัยที่มักจะมีปัญหาเรื่องพฤติกรรม (ในความรู้สึกของพ่อแม่)   เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง จากวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องรูปร่างหน้าตา และฮอร์โมน ซึ่งส่งผลต่อนิสัยใจคอ และพฤติกรรมของเด็กๆค่ะ   ดังนั้นการสนับสนุนให้อ่านหนังสือที่ดี ปะปนด้วยหนังสือที่ให้ความรู้  ความบันเทิงเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ดีงาม ก็จะช่วยเตือนสติลูกได้หลายเรื่อง

ในปัจจุบัน โรงเรียนหลายๆแห่ง ให้เด็กอ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม และทำการบันทีกการอ่านส่งเป็นคะแนน  หากคุณพ่อคุณแม่ ให้ลูกอ่านหนังสือเหล่านี้ ปะปนไปด้วย ก็จะมีประโยชน์รอบด้านคะ อ่านง่าย และได้สาระที่เด็กๆเอาไปใช้ได้  ในชีวิตจริง



ปลุกความกล้าหาญในตัวของทุกคน ด้วยเรื่องราวของ...อิมอันซู คนตาบอดคนแรกของเกาหลีที่เรียนสำเร็จดอกเตอร์ เด็กหญิงผู้ช่วยเหลือสายลับของเหล่าพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 เอมี มัลลนส์

นางแบบผู้พิการขา รวมไปถึงผู้ที่พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์ และอีกหลายวีรกรรมทั้งเล็กและใหญ่ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงตัวคุณและสังคม




กำจัดอารมณ์ไม่ดีที่ครอบงำจิตใจและพัฒนาอารมณ์ที่ดีเพื่อเติบโต เป็นคนที่มีความสุข ในเล่มมีวิธีดีๆที่จะช่วยกำจัดอารมณ์ไม่พึงประสงค์ทำให้ เราสามารถที่จะมีชีวิตที่มีความสุข เรียนได้ประสบความสำเร็จ มีสมาธิ และปรับตัวเข้ากับการอยู่ในท่ามกลางคนหมู่มาก


หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแนะนำหนังสือที่เด็กๆควรทำเท่านั้น แต่ยังบอกเหตุผลที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ เช่น เราต้องแปรงฟันวันละกี่ครั้ง นั่งเบาะหลังต้องคาดเข็มขัดนิรภัยหรือเปล่าทำไมถึงกินน้ำฝนหรือหิมะไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อกลั้นปัสสาวะนานๆเป็นประจำ ข้ามทางม้าลายแล้วต้องรอดูอะไรอีกเหรอ


เป็นต้น

ส่วนหนังสือที่ควรจะอ่านควบคู่กันไป นอกจากวารสาร หรือ การพัฒนาตนเอง  เช่น





วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ (จบ)

ขอจบกระทู้นี้ แต่เพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่ติดตาม

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น กระทู้นี้ มีความตั้งใจ เพียงแบ่งปันไอเดีย ในการช่วยเหลือเด็กๆ ในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จด้วยตัวเอง โดยที่เพื่อนๆพ่อแม่ ให้ความเชื่อเหลือตามความเหมาะสมกับวัย ความรักและความห่วงใยของพ่อแม่เป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ควรจะดูแลลูกตามความเหมาะสม อย่าได้ทำหน้าที "ดีเกินไป" จนลูกไม่มีโอกาสฝึกฝนทักษะที่สำคัญเหล่านี้ เพราะอนาคตข้างหน้า ลูกๆจำเป็นต้องมีทักษะเหล่านี้ในการทำมาหากิน หาใช่ใบคะแนน เกียรติบัตรใดๆไม่ เพราะมันเป็นแค่กระดาษใบหนึ่งเท่านั้น

อยากฝากบทความหนึ่งปิดท้ายกระทู้นี้
 
ไม่มีแม่คนไหนที่ไม่รักลูก

แต่..ก็ไม่สามารถวัดได้ว่าแม่คนไหนรักลูกมากน้อยกว่ากัน เพราะความรักไม่สามารถใช้มาตรวัดใด ๆ ได้ว่ารักแค่ไหนมาก แค่ไหนน้อย แล้วแค่ไหนจะพอดี

จะมีก็เพียงรักลูกถูกวิธีหรือไม่ถูกวิธีเท่านั้น ที่พอจะมองเห็นผลลัพธ์จากตัวลูก เพราะถ้าใช้ความรักไม่ถูกวิธี สุดท้ายก็อาจนำไปสู่การเลี้ยงดูที่ผิดพลาดได้

ฉะนั้น เรื่องความรัก นอกจากต้องใช้สัญชาตญาณของความเป็นแม่ในการเลี้ยงดู ที่สำคัญต้องมีความรู้ควบคู่ด้วย เพราะต้องเป็นความรักที่ถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นว่าแม่ทำร้ายลูก

แม่แบบไหนบ้างที่ทำร้ายลูก

แม่ประเภทแรก ทำทุกอย่างให้ลูก แม่ประเภทนี้กลัวว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกอด กลัวลูกเจ็บ กลัวไปซะทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยปล่อยให้ลูกไปเผชิญสิ่งต่างๆ โดยลำพัง ถ้าเป็นลูกเล็กแม่ก็จะคอยอุ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยยอมปล่อยให้ไปคลุกดินคลุกทราย หรือเดินโดยลำพัง จะมีคนคอยเดินตาม และเมื่อเด็กพลาดล้มก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทันที ถ้าเป็นเด็กโตก็จะคอยห้ามโน่นนี่นั่นไปซะทุกอย่าง เพราะกลัวลูกไม่ปลอดภัย

แม่ประเภทที่สอง ต้องการให้ลูกทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปของพ่อแม่เมื่อวัยเด็ก อะไรที่ไม่เคยมี ก็อยากให้ลูกได้มี อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากให้ลูกได้ทำ หรือเมื่อวัยเด็กแม่อาจมีฐานะไม่ดี มีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน ฉะนั้นเมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยอะไรบางอย่างให้กับลูกตลอด เวลา

แม่ประเภทที่สาม ขีดเส้นทางขีวิตให้ลูกเดิน เพราะเชื่อว่าเส้นทางที่เลือกไว้ให้ลูกคือเส้นทางที่ดีที่สุด เช่น อยากให้ลูกเป็นหมอ ก็วางเส้นทางเพื่อให้ลูกเป็นหมอ โดยไม่ได้ดูความถนัดหรือความชอบของลูก แต่เชื่อว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยที่จะพูดย้ำกับลูกอยู่เสมอว่าเพราะแม่รักลูกถึงเลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้ ให้ลูก โดยไม่ฟังเสียงของลูก

แม่ประเภทที่สี่ แม่ประเภทนี้จะไม่ค่อยทันลูก พร้อมจะเชื่อลูกทุกอย่าง ลูกบอกอะไรก็เชื่อ โดยไม่ได้สนใจหรือตรวจสอบเลยว่าลูกทำอะไร หรือเหมาะสมหรือเปล่า แม่ประเภทนี้มักขาดความรู้ เช่น ลูกขอซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาใช้หาความรู้ แต่ในความเป็นจริงลูกอาจนำมาเล่นเกมหรือใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยที่แม่ไม่รู้หรือไม่ตรวจสอบ หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป


แม่ประเภทที่ห้า ลูกไม่เคยผิด เป็นแม่ที่ปกป้องลูกตลอด ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร หรือกับพ่อแม่เอง ลูกฉันก็ไม่เคยผิด แม้ลูกจะทำผิดก็โทษผู้อื่นเสมอ เวลาลูกมีปัญหากับใครแม่ก็มักออกโรงปกป้องเต็มที่ ซึ่งหารู้ไม่ว่าลูกประเภทนี้มักจะมีปัญหาเมื่อเขาเติบโตขึ้นเสมอ

แม่ทั้งห้าประเภทนี้ ล้วนแล้วต่างก็รักลูกทั้งสิ้น และก็ไม่ใช่เพราะรักลูกมากเกินไปด้วย แต่เป็นเพราะรักลูกไม่ถูกวิธี

ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากความรักที่ต้องคู่กับความรู้แล้ว การเลี้ยงดู การสร้างสภาพแวดล้อม สภาพสังคม ล้วนแล้วมีผลต่อลูกของเราทั้งสิ้น

ในอดีตรุ่นปู่ย่าตายายต่างก็มีสภาพสังคมโดยรวม ที่ทำให้เมื่อสมัยวัยเด็กต้องช่วยเหลือตัวเองซะส่วนใหญ่ เมื่อเผชิญปัญหาแต่ละครั้ง ก็ย่อมทำให้ต้องเผชิญปัญหาโดยปริยาย และจากการประสบพบปัญหาบ่อยครั้ง ก็ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้ดี

และนั่นจึงเป็นที่มาและทำให้เด็กในยุคก่อนมีวัคซีนใจ หรือภูมิต้านทานชีวิตสูงกว่าเด็กยุคนี้

ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่ มักได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี โดยเฉพาะครอบครัวที่มีฐานะดี ที่ไม่อยากให้ลูกลำบากตรากตรำ ก็คอยพัดวีให้ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที แทบจะไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาหรือความลำบากเลย หรือมีปัญหาถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวแบบทั้งห้าประเภทที่กล่าวมา ก็ย่อมทำให้ลูกขาดภูมิต้านทานชีวิต หรือมีภูมิต้านทานชีวิตต่ำไปโดยปริยายเช่นกัน

ฉะนั้น ถ้าไม่อยากให้ความรักของแม่ทำร้ายลูก ต้องเริ่มจากการปรับทัศนคติของตัวเองกันก่อนว่า ชีวิตของลูกเป็นของเขาเอง วันหนึ่งเมื่อเขาหรือเธอเติบโตขึ้นไปก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง พ่อแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกไปได้ตลอดชีวิต แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ แม้ไม่มีพ่อแม่

คำตอบก็คือการสร้างภูมิต้านทานชีวิตที่ดีให้กับลูก

ความรักของแม่แบบผิดๆ ที่ทำร้ายลูกก็มีให้เห็นมากมาย แล้วไยเราจะเดินซ้ำรอยอุทาหรณ์เหล่านั้นทำไมล่ะ

สิ่งที่ต้องเริ่มต้นคือการใช้ความรักของแม่ที่ถูกวิธี

เพราะเราคงไม่อยากเป็นแม่ที่ใช้ความรักทำร้ายลูกมิใช่หรือ…!!

คุณเป็นแม่ที่ทำร้ายลูกด้วยความรักหรือเปล่า..?/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 สิงหาคม 2554
ภาคผนวก

50 วรรณกรรมต่างประเทศ ที่เยาวชนควรได้อ่าน

(ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณาค่ะ)



50 วรรณกรรมเยาวชนต่างประเทศ ที่ คณะผู้วิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว.

ได้คัดเลือกว่าเป็นหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน

ผลงานระดับคลาสสิกเหล่านี้ ล้วนเป็นหนังสือดีที่เด็กไทยควรจะมีโอกาสได้อ่านสักครั้ง

ส่วนใหญ่มีฉบับแปลภาษาไทยแล้ว โดยผู้แปลหลายท่าน บ้างก็ตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง

หลายๆเล่มเป็นเรื่องโปรดในดวงใจของเราหลายคน



1. The Adventures of Huckleberry Finn : การผจญภัยของฮัคเคิลเบอรี่ ฟินน์

2. Alice's Adventures in Wonderland : อลิสในแดนมหัศจรรย์

3. Around the World in Eighty Days : 80 วันรอบโลก

4. Black Beauty : ม้าแสนรู้

5. The Call of the Wild : เสียงเพรียกจากพงพี

6. The Catcher in the Rye : ทุ่งฝัน

7. Charlie and the Chocolate Factory : ชาลีกับโรงงานช็อกโกแล็ต

8. Charlotte's Web : แมงมุมเพื่อนรัก

9. Cheaper by the Dozen : เหมาโหลถูกกว่า

10. Chitty Chitty Bang Bang : รถวิเศษ

11. A Christmas Carol : กำนัลแห่งคริสต์มาส

12. Daddy Long Legs : ขวัญใจของคุณพ่อ

13. Don Quixote : The Picture Readers Edition : ดอน กีโฮเต้ ฉบับอนุบาล

14. Emil and the Detectives : เอมิล ยอดนักสืบ

15. The Fairy Tales of Grimm's Brothers : เทพนิยายของกริมม์

16. The Fairy Tales of Hans Christian Andersen : เทพนิยายของแอนเดอร์สัน

17. The Fairy Tales of Oscar Wilde : เทพนิยายของออสคาร์ ไวลด์

18. The Fairy Tales of Lev Tolstoy : นิทานตอลสตอย

19. Gulliver's Travels : กัลลิเวอร์ผจญภัย

20. Harry Potter and the Philosopher's Stone : แฮรี่ พ็อตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์

21. Heidi : ไฮดี้

22. The Hobbit : เดอะ ฮอบบิท

23. The Human Comedy : ความสุขแห่งชีวิต

24. The Jungle Book : เมาคลีลูกหมาป่า

25. King Arthur and His Knights : อัศวินแห่งกษัตริย์อาเธอร์

26. The Lion, The Witch and the Wardrobe : เมืองในตู้เสื้อผ้า และ ตู้พิศวง

27. Little House in the Big Woods : บ้านเล็กในป่าใหญ่

28. Little Lord Fauntleroy ชายเล็ก, มาแต่กระยาหงัน และ ลอร์ดน้อยฟอนเติ้ลรอย

29. Le Petit Nicola : หนูน้อยนิโคลา

30. Le Petit Prince : เจ้าชายน้อย

31. Mary Poppins : แมรี่ ป๊อปปินส์

32. Les Misrables : เหยื่ออธรรม

33. My Sweet Orange Tree : ต้นส้มแสนรัก

34. The Neverending Story : จินตนาการไม่รู้จบ

35. Peter Pan : ปีเตอร์ แพน

36. Pinocchio : ตุ๊กตาเนรมิต

37. Pippi Long Stocking : ปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว

38. Platero and I : แพลทเทอโร และ ฉันกับลา ปลาเตอโร่

39. The Railway Children : รอพ่อยามยาก

40. Robinson Crusoe : โรบินสัน ครูโซ

41. The Secret Garden : ในสวนศรี

42. The Tale of Peter Rabbit : กระต่ายน้อยปีเตอร์

43. Tarzan : ทาร์ซาน

44. The Thousand and One Nights : อาหรับราตรี

45. The Three Musketeers : ทแกล้วทหารสามเกลอ

46. Uncle Arthur's Bedtime Stories : ชั่วโมงของเด็ก และ เรื่องเล่าของลุงอาร์เธอร์

47. Watership Down : ทุ่งวอเตอร์ชิพ

48. The Wind in the Willow : สายลมในดงหลิว

49. Winnie-the-Pooh : วินนี่ เดอะพูห์ และ หมีปุ๊กลุกผจญภัย

50. The Wonderful Wizard of Oz : พ่อมดแห่งเมืองมรกต และ พ่อมดมหัศจรรย์แห่งอ๊อซ






ข้อมูลจาก : ฝ่ายงานสื่อสารสังคม (สกว.)





*********************



หนังสือทุกเล่มใน 50 รายชื่อนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วทุกเล่ม

บางเล่มก็อาจหายากหน่อยเพราะพิมพ์นานแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป





***50 เล่มนี้ไม่ได้ถูกคัดเลือกโดย สกว. ค่ะ ที่เป็นการคัดเลือกของ สกว. จริงๆคือ หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน (http://www.eppo.go.th/tank/100-kids.html) ส่วน 50 เล่มนี้เป็นบทวิเคราะห์ของหน้าบันเทิงเซคชั่น TASTE หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ 360 องศา ที่กล่าวอ้างว่าควรอ่าน (โดยบอกไว้ตอนต้นว่า บรรณาธิการแต่ละสำนักการันตีว่าดีจริงๆ ตอนท้ายของข่าว พอยก 50 วรรณกรรมต่างประเทศมา ก็กล่าวถึงหนังสือดี 100 เล่ม ที่ สกว. เคยทำเป็นสารานุกรมไว้เมื่อประมาณปี 2544 ก่อน ทำให้เข้าใจได้ว่า 50 เรื่องนี้ ต่อเนื่องกันมา จริงๆแล้วไม่ใช่

ขอบคุณข้อมูลจากเครือข่ายผู้ปกครองค่ะ


หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน

สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)



หลักการและเหตุผล

ปัจจุบัน เด็กและเยาวชนไทยยังอ่านหนังสือน้อยกว่าเด็ก และเยาวชนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ค่อนข้างมาก (สถิติยูเนสโก้ คนไทย 1,000 คน ใช้กระดาษพิมพ์และเขียน 13.1 เมตริกตัน เมื่อเทียบกับคนฮ่องกง, สิงคโปร์ ที่ใช้กระดาษ 1,000 คนต่อ 98 เมตริกตัน) ส่วนหนึ่งอาจเพราะคนไทยจนกว่า แต่ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยยังมีนิสัยรักการอ่านน้อยกว่า

โครงการคัดเลือกหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน เป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องจากโครงการวิจัยคัดเลือกหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน โดยมีจุดมุ่งหมายการกระตุ้นให้เด็ก และเยาวชนไทยรักการอ่านหนังสือมากขึ้น และมีคู่มือในการอ่านหนังสือดี การรักการอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองที่สำคัญ ผู้ที่สนใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษาน่าจะถือว่า การส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น เป็นกิจกรรมส่วนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา การรักการอ่านนี้ จะมีผลถึงการปฏิรูปทางความคิด ความอ่านที่จะมีผลต่อการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมได้ต่อไป

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก

เป็นหนังสือเล่ม ประเภทบันเทิงคดี (นิทาน นิยาย เรื่องสั้น บทกวี) ที่เขียนขึ้นเอง โดยไม่จำกัดยุคสมัย
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีเนื้อหาสาระที่ส่งเสริมความเข้าใจชีวิตและสังคม เสริมสร้างภูมิปัญญา จินตนาการ และค่านิยมที่ดี มีศิลปะในการเขียนที่ดี มีความงาม ความไพเราะ ความสะเทือนอารมณ์ อ่านได้สนุกเพลิดเพลิน
มีเนื้อหา ท่วงทำนอง ภาพประกอบที่สามารถสนองความสนใจของนักอ่านกลุ่มเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะ สมกับวัย กระตุ้นจินตนาการและการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและโลกที่ผู้อ่านรู้สึกเชื่อม โยงด้วย
เป็นการวางพื้นฐานในการอ่านวรรณคดีที่เป็นแบบฉบับ (คลาสสิก) ของไทย หรือช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจชีวิตและสังคมวัฒนธรรมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพิ่มมากขึ้น

ประกาศวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2543 โดยเรียงลำดับตามกลุ่มวัย, ประเภทหนังสือ และลำดับตัวอักษรของชื่อหนังสือในแต่ละกลุ่ม

1.) กลุ่มเด็กวัย 3-6 ปี

กระต่ายน้อยกับหินวิเศษ - สมบูรณ์ ศิงฆมานันท์
ขอแม่ให้ลูกนก - บุญสม เอรวารพ
ดอกสร้อยสุภาษิตประกอบภาพ - กรมศิลปากร
ต้นไม้ในสวน - ชีวัน วิสาสะ
ปลาบู่ทอง - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
ผีเสื้อกับผึ้งน้อย - อำนาจ เย็นสบาย
ฟ้าจ๋าอย่าร้อง - ส.พุ่มสุวรรณ
ยายกะตา - บุญสม เอรวารพ
รถไม้ของขวัญ - อิทธิพล วาทะวัฒนะ
เสือโค - หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา, รัตนา อัตถากร
สำนึกของปลาทอง - วิรุณ ตั้งเจริญ
หนูมากับหนูมี - สมใจ ทิพย์ชัยเมธา
หนูอ้อกวาดบ้าน - อุไร ฟ้าคุ้ม
เอื้องแซะสีทอง นิยายการ์ตูนชาวเขา - วิชา พรหมจันทน์
อำเภออึกทึก - ดำรงศักดิ์ บุญสู่

2.) กลุ่มเด็กวัย 7-12 ปี (แบ่งตามประเภท เป็นนิทานภาพ กับนิยายเรื่อง)

2.1 กลุ่มนิทานภาพ

16. การ์ตูนประวัติบุคคลสำคัญ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - พรชมภู ราชทา, รุ่งโรจน์ แสงพันธุ์
ข้าวเขียวผู้เสียสละ - วิริยะ สิริสิงห
เด็กชายผู้ไม่ยอมเปิดหน้าต่าง - กานติ ณ ศรัทธา
ต้นไม้ - จารุพงษ์ จันทรเพชร
ตาอินกับตานา - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
นโมแห่งบ้านไม้ - อรุณ วัชระสวัสดิ์
นางในวรรณคดี - มาลัย
นิทานชาวเขา - สมศักดิ์ ศรีมาโนชน์, สุนทร สุนันท์ชัย
นิยายภาพ 4 เรื่อง 4 รส - เตรียม ชาชุมพร
นิทานภาพพุทธรักษา - ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ
เปลือกหอยกับความสุข - มานิต ประภาษานนท์, สุธีรา สาธิตภัทร
ผึ้งน้อยในสวน - สิรินทร์ ช่วงโชติ
พระเวสสันดร - ปัณยา ไชยะคำ
ไม่อยากเป็นควาย - สายสุรีย์ จุติกุล, แสงอรุณ รัตกสิกร
"เรณู-ปัญญา" เที่ยวรถไฟ - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
ลูกหงส์กตัญญู - พรจันทร์ จันทวิมล
เล่นกลางแจ้ง - ปรีดา ปัญญาจันทร์
สิงหโตเจ้าปัญญา - ถวัลย์ มาศจรัส
สุดสาคร และวีรชนในประวัติศาสตร์ไทย - ประยุต เงากระจ่าง
โสนน้อยเรือนงาม - มล.มณีรัตน์ บุนนาค
หนังสือชุดภาพประกอบคำบรรยาย และหนังสือชุดภาพและการ์ตูน - เหม เวชกร
หนังสือชุดภาพและการ์ตูน - สมควร สกุลทอง และประเทือง มุทิตาเจริญ
หนังสือภาพชุด ภาพวิจิตรวรรณคดี - นายตำรา ณ เมืองใต้
หนังสือภาพประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ - กาญจนาคพันธุ์

2.2) กลุ่มนิทาน/นิยายเรื่อง

เขาชื่อเดช - กาญจนา นาคนันท์
ครูไหวใจร้าย - ผกาวดี
เชียงเหมี้ยง - คำหมาน คนไค
นกกางเขน - หลวงกีรติวิทย์โอฬาร และอร่าม สิทธิสารีบุตร
นิทานคติธรรม - แปลก สนธิรักษ์
นิทานชาดก ระดับประถม ฉบับกรมวิชาการ
นิทานไทย-พระยาอุปกิตศิลปสาร และหลวงศรีอมรญาณ
นิทานพื้นบ้าน - เต็มสิริ บุญยสิงห์
นิทานร้อยบรรทัด-กรมวิชาการ
นิทานสุภาษิต - สามัคยาจารย์สมาคม
นิทานอีสป - พระยาเมธาบดี
นิยายดาว - สิงโต ปุกหุต
พระพุทธเจ้าของฉัน - สันติสุข โสภณศิริ
พ่อแม่รังแกฉัน - พระยาอุปกิตศิลปสาร
เรื่องของม่าเหมี่ยว - สุมาลี
ลูกสัตว์ต่าง ๆ - ขุนสรรคเวทย์, นายกี่ กิรติวิทโยสาร ขุนศึกษากิจพิสัณห์
โลกของหนูแหวน - ศราวก
หนังสือชุดนิทาน - ส.พลายน้อย
หนังสือผจญภัยชุดค้นพบตนเอง (6 เล่ม) - นิคม รายยวา
หนังสือชุด เล่าเรื่องวรรณคดีไทย - กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
อาณาจักรปลาทอง - ถนัดกิจ ปิณินทรีย์
อุดมเด็กดี - กีฬา พรรธนะแพทย์

3.) กลุ่มเด็กและเยาวชนวัย 13-18 ปี (แบ่งตามประเภทเป็น กวีนิพนธ์, เรื่องสั้น, นวนิยาย)

3.1) กวีนิพนธ์

ก็พอใจอยากจะรักให้นักหนา - ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
คำหยาด - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
นักฝันข้างถนน - วารี วายุ
ใบไม้ที่หายไป - จิระนันท์ พิตรปรีชา
ม้าก้านกล้วย - ไพวรินทร์ ขาวงาม
มีรังไว้รักอุ่น - ศุ บุญเลี้ยง

3.2) เรื่องสั้น

100 ปี เรื่องสั้นไทย - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
คือหญิงอย่างยิ่งนี้ รวมเรื่องสั้นบทกวีเกี่ยวกับผู้หญิง - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว - ท. เลียงพิบูลย์
รวมเรื่องสั้น - ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
เรื่องสั้นคัดสรร - เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน - วินทร์ เลียววาริณ
เสาหินแห่งกาลเวลา รวมเรื่องสั้นศิลปินแห่งชาติ - สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

3.3) นวนิยาย

ข้าวนอกนา - สีฟ้า
เขี้ยวเสือไฟ - มาลา คำจันทร์
คนข้ามฝัน - ประชาคม ลุนาชัย
คือรักและหวัง - วัฒน์ วรรลยาง...ร
คุณชาย - ว. วินิจฉัยกุล
คำอ้าย - ยงค์ ยโสธร
เจ้าพ่อ-เจ้าเมือง - อาจินต์ ปัญจพรรค์
ชีวิตของฉันลูกกระทิง - บุญส่ง เลขะกุล
เชิงผาหิมพานต์ - สุชีพ ปุญญานุภาพ
ดอกไม้บนภูเขา - สองขา
เด็กชายจากดาวอื่น - วาวแพร
เด็กชายชาวเล - พนม นันทพฤกษ์
บึงหญ้าป่าใหญ่ - เทพศิริ สุขโสภา
บูโนคนกลิ่นหญ้า - ภาคภูมิ ศิริอาชาวัฒนา
ปูนปิดทอง - กฤษณา อโศกสิน
ผีเสื้อและดอกไม้ - นิพพาน
พระจันทร์สีน้ำเงิน - สุวรรณี สุคนธา
มหกรรมในท้องทุ่ง - อัศศิริ ธรรมโชติ
เมืองนิมิต - เรียมเอง
ไม้ดัด - โบตั๋น
เรือกับรั้ว - เทพศิริ สุขโสภา
เรื่องเล่าจากดาวดวงหนึ่ง - พิษณุ ศุภ
ลำเนาป่า - ศิเรมอร อุณหธูป
เวลาในขวดแก้ว - ประภัสสร เสวิกุล
องคุลิมาล - สมัคร บุราวาศ
อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล

แหล่งข้อมูล : วิทยากร เชียง...ล และคณะ, สารานุกรมแนะนำหนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน. -- กรุงเทพฯ : สายธาร, 2544. 360 หน้า

อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ (ุ6)

ในหนังสือ 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ และพ่อแม่ใช้เป้นจุดเริ่มต้นในการจูงใจลูกได้ เช่น

- ทำบันทึกการอ่าน (ซึ่งจะมาลงรายละเอียดให้ค่ะ สำหรับเด็กๆที่ต้องทำแบบฝึกหัด บันทึกการอ่านเทอมละ 40 เล่ม จะได้ใช้เป็นแนวทางในการทำแบบฝึกหัดนี้)

- กำหนดเงื่่อนไขหนังสือที่ดี

- ให้ลูกร่ำรวยหนังสือ

- ไปร้านหนังสือกับลูก (เรื่องนี้เขียนไปแล้วในหัวข้อที่ผ่านมา)

- พิจารณาหนังสือที่มียอดขายปกติ

- อย่าด่วนสรุปว่า "ลูกเรารักการอ่าน" (เรื่องนี้ก็เล่าไปแล้วเช่นกัน)

- อ่านหนังสือให้เห็นเป็นตัวอย่าง (เรื่องนี้ก็เล่าไปแล้วค่ะ)

- อ่านหนังสือให้ลูกฟังเื่พือ่สร้างสมาธิ (เรื่องนี้พ่อแม่ที่มีลูกเล็กหลายๆท่าน ก็ปฎิบัติกันอยู่ ขอชื่นชมค่ะ)

- รับฟังความทุกข์ในใจลูก

- กำหนดเวลาอ่านหนังสือของครอบครัว

- สร้างห้องสมุดภายในบ้าน

- จัดปาร์ตี้หนังสือ 
 
ในหลายๆเทคนิคที่กล่าวมา เป็นเทคนิคการเลือก และการฝึกเด็กเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านที่ดีค่ะ

ในหัวข้อเรื่องการกำหนดเงื่อนไขหนังสือที่ดีนั้น มีเทคนิคที่น่าสนใจ ในการเลือกหนังสือเหมือนกันค่ะ ไม่ใช่ว่า จะสามารถให้ลูกเลือกอ่านเองได้เต็มที่ โดยที่เราไม่ตรวจสอบ เพราะเดี๋ยวนี้หนังสือในท้องตลาดมีมากมาย ที่ไม่มีคุณภาพ ผู้เขียน เป็นเพียง ผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง แต่ไม่ได้เป็นผู้มีความรู้ หรือ มีการใช้ชีวิตที่ควรเป็นแบบอย่าง ดังนั้น เราควรมีวิธีการเลือกหนังสือของลูก ทางอ้อม เช่น

หาก ลูกเป็นเด็กที่อ่านมาก เราก็ต้องดูว่า มีหนังสือใดที่ลูกไม่ควรอ่านบ้างหรือไม่ หากไม่มี ก็ยอมใ้ห้ลูกมีสิทธิ์ในการเลือกหนังสือเองได้มากขึ้น

หากลูกเป็นเด็กไม่อ่านหนังสือ ก็เริ่มด้วยหนังสือภาพก่อน พอได้ลองอ่านเรื่องราวในภาพดู เด็กก็จะเกิดความสนใจในการอ่านหนังสือมากขึ้นเอง

เด็กที่่อ่านหนังสือแนวเดียว ก็อาจจะลองเลือกหนังสือแนวอื่นๆที่ดีและสนุกๆ ให้อ่านดู เช่นดิฉันในสมัยเด็กๆ ดิฉันชอบอ่านแต่ การ์ตูนขายหัวเราะ มีพี่ชาย แนะนำให้อ่าน พล นิกร กิมหงวน ซึ่งฮาขนาดหนัก ดิฉันอ่านไป เกือบครบทุกตอนเท่าที่จำได้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านหนังสือนิยายเล่มโตๆ วันหยุดปิดเทอม และเสาร์อาทิตย์ เวลาว่างจากงานต่างๆ ก็หมดไปกับหนังสือนี่แหละค่ะ

เด็กที่อ่านทุกอย่าง ถ้าเป็นเด็ที่เกินชั้นประถมปีที่ ๕ ไปแล้ว เราก็อาจจะดูความสนใจของเด็กได้ ว่า เด็กสนใจในแนวใดเป็นพิเศษ ก็ค่อยๆพัฒนาให้อ่านเป็นแนวๆไป เช่น แนววิทยาศาสตร์ แนวประวัติศาสตร์ แนววรรณกรรม เป็นต้น


เด็กที่อ่านแบบลวกๆ อาจจะให้อ่านนิยายแนวสืบสวนดู หรือ ฝึกให้จิตใจสงบและมีสมาธิ ด้วยการฟังเพลงเบาๆ


เป็นต้น

เทคนิคการเลือกหนังสือที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง คือ การรับฟังความทุกข์ใจของลูกค่ะ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ดิฉันเอง ก็ใช้ในการเลือกอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆดิฉันเป็นเด็กที่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง เรื่องบุคลิกภาพ เรื่องความสัมพันธ์ รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ ในชั้นมัธยมต้น ดิฉันจึงเริ่มอ่านนหนังสือของ เดล คาร์เนกี้ เรื่อง วิธีชนะมิตรและจูงใจคน และเริ่มฝึกใช้เทคนิคเหล่านั้น แม้ว่าจะไม่ได้ทำทุกอย่าง แต่ก็ดูเหมือนว่า ความมั่นใจของตัวเองจะกลับมาก

และตอนมัธยม ดิฉันได้ฝึกเป็นนักพูดของโรงเรียน ดิฉันจึงหาหนังสือที่ดิฉันสามารถพัฒนาเรื่องทักษะการพูดได้ จำได้ว่าตอนนั้น ดิฉันได้ซื้อหนังสือเรื่อง การพูดในที่ชุมนุม เป็นคู่มือในการพัฒนาตัวเอง

หรือ แม้แต่ตอนที่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หรือ ความเข้าใจตัวเอง ดิฉันเองก็ได้อ่านหนังสือหลายเล่มของ คุณหมด วิทยา นาควัชระ ดิฉันอ่านพ็อกเก็ตบุ๊คของอาจารย์เกือบทุกเล่มในสมัยนั้น ทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น และแก้ปัญหาชีวิตได้ดีขึ้นด้วย


การอ่านหนัังสือที่ช่วยคลายความกังวลใจ ความทุกข์ใจ จะทำให้เด็กมีความสนใจ และพยายามอ่านและทำความเข้าใจกับหนังสือ ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาความไม่สบายใจของตัวเองได้ด้วย

ในการอ่านหนังสือที่มากมาย และเล่มโตเหล่านั้น ดิฉันเองก็ไม่ได้เชื่อหรือลองทำทุกอย่าง เท่าที่เขียนในหนังสือนะคะ ลองทำในสิ่งที่ืทำได้ สิ่งที่ำทำไม่ได้ หรือใช้ไม่ได้ผลกับเรา ก็ตัดทิ้งไป ไม่มีปัญหาอะไร คิดเสียว่าเป็นการเพิ่มปัญญา และประสบการณ์ ที่ในบางเรื่องเราก็ไม่ได้ประสบกับตัวเอง เรือ่งการอ่านหนังสือจิตวิทยาจำนวนมากในวัยเด็ก ทำให้ดิฉันสามารถทำงานเรื่องทรัพยากรมนุษย์ได้ไม่ยาก แม้ว่าจะไม่ได้เรียนมาในสายจิตวืทยาโดยตรง แต่จำนวนหนังสือด้านจิตวิทยา ที่ดิฉันอ่านมาตั้งแต่เด็ก และศึกษาเองอย่างต่อเนื่องนี่ อาจจะเข้าขั้นปริญญาเอก ก็ว่าได้


การทำบันทึกการอ่าน

ดิฉันเองก็ไม่แน่ใจว่า ทางโรงเรียน มีกำหนดไว้หรือเปล่าว่า การทำบันทึกการอ่าน เทอมละ 40 เล่มนี้ คุณครูต้องการรายละเอียดประมาณไหน

แต่ในหนังสือ 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน นั้น มีกล่าวถึงวิธีการเอาไว้ค่ะ ว่า


วิธัทำบันทึกประวัติการอ่าน

- ให้ลูกเขียนชื่อหนังสือทั้งหมดที่เคยอ่านลงบนกระดาษ
- ให้เขียนชื่อตัวละครเอก ถัดจากชื่อเรื่องในแต่ละเรื่อง
- ให้เขียนเรื่องย่อของแต่ละเรื่อง สักย่อหน้าเล็กๆ ในลำดับถัดมา

ควรให้เด็กๆเขียนบันทึกประวัติการอ่านในวันว่างๆ สบายๆ และให้เขาทำเอง อย่าให้ใครไปดูเขาเขียน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือ พี่น้อง เพราะอาจทำให้ไขว้เขวได้


ถ้าเป็นดิฉันเอง ดิฉันก็จะเพิ่มชื่อผู้แต่ง ไปด้วยค่ะ และอาจจะเขียนเกี่ยวกับความเห็นของตัวเองว่าประทับใจอะไร ชอบไม่ชอบอย่างไร หรือ อยากให้เป้นอย่างไร อันนี้เป็นการฝึกความคิดเชิงวิเคราะห์ไปด้วย

จะเห็นว่าการบันทึกการอ่านในแต่ละเรื่อง ก็ไม่ได้ต้องการข้อมูลละเอียดมากมาย และยิ่งหากลูกเลือกเรื่องที่เนื้อหาไม่ซับซ้อนในการเริ่มต้นอ่าน อาจจะเขียนไม่กี่ประโยคก็จบแล้ว

วิเคราะห์บันทึกการอ่าน
เมื่อเด็กๆเขียนบันทึกการอ่านแล้ว เราสามารถดูได้ค่ะ ว่าลูกมีความสนใจด้านใดเป็นพิเศษ อ่านหนังสือหลากหลายหรือเปล่า หรือ อ่านจับใจความได้ไม๊ จำรายละเอียดได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากเรานำ้ข้อมูลมาวิเคราะห์ เราก็จะสามารถหาวิธีแ้ก้ไขจุดอ่อนในการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะการเรียนในระดับสูงต่อไป เช่น หากลูกจำเนื้อเรื่องไม่ได้ จำรายละเอียดสำคัญไม่ได้ ก็อาจจะต้องมาฝึกจุดนั้นเพิ่มเติม หรือ หากอ่านหนังสือไม่หลากหลาย ก็ชี้ชวนหนังสือสนุกๆ แนวอื่นๆให้ลูกอ่านด้วย เพื่อให้มีความรู้ และข้อมูลรอบด้านค่ะ

ข้อมูลทีี่ให้มานี้ อาจจะนำมาใช้ได้ทั้งเด็กเล็ก ผู้เริ่มต้นการอ่าน และเด็กโตนะคะ เป็นวิธีการที่ไม่ยาก และข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ดิฉันก็คงจะไม่ลงรายละเอียดปลีกย่อย ที่มีอีกมากมาย หากเพื่อนๆมีปัญหาอื่นๆ ที่ติดขัดเรื่องการอ่าน อาจจะลองศึกษาเพิ่มเติมดูเอง โดยส่วนตัว ดิฉันชอบค่ะ หนังสือเล่มนี้ อ่านง่ายดี และวิธีการปฎิบัติก็เป็นไปได้ และยังมีส่วนที่โรงเรียนสามารถศึกษา และไปสร้างโครงการส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนได้ด้วยค่ะ

เมื่อเด็กเรียนในชั้นสูงขึ้นทักษะการอ่านของเด็กๆควรมีการพัฒนาก้าวหน้า ให้พร้อมที่จะอ่านหนังสือเรียนที่มีเนื้อหามากขึ้น สลับซับซ้อนมากขึ้น มีจำนวนหน้ามากขึ้น ปัญหาหนึ่งที่มีการพูดถึง ก็คือ ปัญหาการไม่เข้าใจคำศัพท์ ยิ่งเด็กๆที่ไม่ขอบอ่านหนังสือ จะมีข้อมูลเรื่องคำศัพท์ในสมองน้อยเกินไป ยิ่งทำให้การอ่านหนังสือ เป็นเรื่องยาก เพราะอ่านไม่เข้าใจ ดังนั้น จึงควรฝึกฝนเด็กๆ เรื่องการเปิดพจนานุกรม การท่องคำศัพท์ รวมทั้งการ การ"เดา" ความหมายของคำศัพท์ในประโยคนั้นๆ ซึ่งจะทำให้การอ่านของเด็กๆเป็นไปอย่างราบรื่น และไม่สะดุด

หากเด็กๆอ่านไม่เข้าใจ ต้องหยุดชะงักมาเปิดคำศัพท์บ่อยๆ การอ่านก็จะช้าและไม่ราบรื่น ดิฉันจำได้ ถึงเทคนิคการอ่านนี้ได้ในวัยเด็ก เราจะอ่านเร็วๆ รอบนึงก่อน และระหว่างนั้นก็กวาดสายตา หาคำแปลกๆ คำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย แล้วขีดเส้นไว้ เพื่อจะกลับเปิดหาคำศัพท์ทีละคำ เมื่อหาคำศัพท์ครบแล้ว ก็อ่านรอบสอง เพื่อจับใจความ และประเด็นที่อ่าน จากนั้นจึงมาตอบคำถามในประเด็นที่สำคัญ

ในบางครั้งแม้เป็นคำที่ไม่คุ้นเคย แต่รูปแบบของประโยค และเนื้อหาที่ผ่านมา ทำให้สามารถเดาความหมายของประโยคได้ไม่ยากค่ะ ต้องลองฝึกเด็กๆใ้ห้ใช้สัญชาตญาณดู

ในระดับเด็กที่โตขึ้นนั้น

เมื่อมีการปรับเรื่องความเข้าใจเนื้อเรื่อง และอ่านจับใจความสำคัญได้แล้ว สิ่งที่เราอาจจะช่วยแนะนำลูก ก็คือ เทคนิคการอ่านเร็ว ซึ่งอยากแนะำนำให้ลองหาหนังสือเรื่อง "ใช้หัวอ่านเร็ว"

ในหนังสือเล่มนี้“หมอประเวศ วะสี” กล่าวไว้ในหนังสือ “ใช้หัวอ่านเร็ว” เขียนโดย “โทนี บูซาน” แปลโดย “พัลลภา อิงบุญมีสกุล” และ “ธัญญา ผลอนันต์”

มนุษย์ มีศักยภาพในการเรียนรู้ที่สูงมาก สามารถให้เรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ รวมทั้งบรรลุความสุขและอิสรภาพ การเรียนรู้จึงเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดของมนุษย์ ทุกคนควรแสวงหาที่ดีที่สุด และช่วยให้เพื่อนมนุษย์พบการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

ซึ่งจะว่าไปแล้ว การใช้ “หัวอ่านเร็ว” มีผลต่อการพัฒนาศักยภาพของทุนมนุษย์ไม่น้อย

Read more: ใช้หัวอ่านเร็ว | บล็อกความรู้ | WiseKnow | Knowledge Blog
ซึ่งอยากแนะนำว่า เมื่อลูกๆโตขึ้น เข้าสู่ระัดับมัธยม หนังสือเล่มนี้ และอีกหลายๆเล่ม ของสนพ.ขวัญข้าว เช่น เรียนเก่งเรื่องกล้วยๆ คัมภร์ Mind Map เป็นต้น เป็นหนังสือที่ควรให้ลูกๆอ่านค่ะ ถึงเวลานั้น ลูกก็โตพอ ที่จะศึกษาเทคนิคใหม่ๆ How to ที่จะมาปรับปรุงทักษะด้านการเรียนของตัวเอง ตามศักยภาพที่ลูกมีอยู่ เราแค่เปิดโอกาสให้ลูกได้ค้นพบ และศึกษาวิธีการดีๆ แล้วให้ลูกพิจารณา นำไปฝึกฝนดูเอง

ในการเรียนของเด็กโต เมื่อฝึกทักษะพื้นฐานได้แล้ว เข้าใจประโยค อ่านประโยค และจับใจความได้แล้ว ต่อไป ครูก็จะสอนเรื่องรูปแบบของเรียงความ ซึ่งจะมีประโยคหลัก หรือข้อมูลหลักอยู่ต้นย่อหน้า และเรื่องราวต่อไปในย่อหน้า จะเป็น Supporting idea เพืื่อสนับสนุนประโยคหลัก

เมื่อเด็กๆเข้าใจโครงสร้างของย่อหน้า และ โครงสร้างของบท ก็จะฝึกเรื่องการอ่านเร็วได้ไม่ยาก บางประโยคที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่สำคัญก็ข้ามได้ รายละเอียดที่สำคัญ เป็นข้อมูลอธิบาย ก็จะอ่านละเอียด ก็จะทำให้อ่านเร็วได้มากขึ้นค่ะ

เทคนิคพวกนี้ เดี๋ยวนี้มีหนังสือออกมามากค่ะ เกี่ยวกับเทคนิคโน่นนี่ การจำ การอ่าน การบันทึกข้อมูลช่วยจำ เป็นต้น ต้องอ่านหลายๆเล่ม แล้วลองทำดู หากอ่านดูแล้วอันไหนดู "Work" ก็อาจะลองสมัครเรียนดูก็ได้ จะได้ ฝึกปฎิบัติ


ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ ถึงเวลานั้น ก็ตัวใครตัวมัน อยู่ที่การฝึกฝนของเด็กแต่ละคนเท่านั้น แต่อยากสรุปว่า พอลูกๆโตขึ้น ชั้นมัธยมต้น เราต้องเสริมพวกเทคนิคให้ลูกอ่านและฝึกนำไปใช้ จะช่วยให้เรียนได้ง่ายขึ้น จดจำได้ดีขึ้น และทำงานได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพค่ะ












อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ (5)

สิ่งที่เราพ่อแม่ สามารถช่วยเหลือลูกได้ มีหลายอย่างค่ะ เช่น

- การให้คำแนะนำ เรื่องการเลือกหนังสือที่อ่าน ไปร้านหนังสือกับลูกนะคะ หรือไปที่ห้องสมุดสาธารณะ เช่น TK Park ซึ่งเราสามารถจะชี้ชวน ให้คำแนะนำเรื่องหนังสือกับลูกได้ ว่า หนังสือเล่มไหน ที่สนุก หรือ เหมาะกับวัย หรือ อ่านง่าย แต่ให้แนะนำกว้างๆ สุดท้าย ใ้ห้ลูกเลือกเองว่าลูกจะเลือกอ่านหนังสือเล่มใด อย่าไปเลือก หรือ ฟันธงว่าต้องอ่านเล่มใด เพราะรสนิยม นิสัยของลูกก็ไม่เหมือนกับเรา

เราไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือทุกเล่มหรอกค่ะ ลูกๆอาจจะไปยืมจากห้องสมุดที่โรงเรียนก็ได้ หรือ อาจจะยืมจาก TK Park หรือ อาจจะทำการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆในชั้นเรียนก็ได้ค่ะ หากมีหนังสือเล่มใดที่ชอบมากๆ จึงซื้อก็ได้ มีหลายวิธีค่ะ ที่ไม่สิ่นเปลืองเงืนทอง และเนื้อที่ในการเก็บที่บ้าน วิิธีการนี้ เด็กก็จะได้หัดแยกแยะว่า ข้อมูลใดสำคัญ หรือ ไม่ น่าสนใจหรือไม่ หากไม่น่าสนใจ ก็อ่านผ่านๆ

อยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองอ่านหนังสือ 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน ให้ละเอียด เพราะดิฉันเองก็คงเล่าไม่หมด ในภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้ มีการเขียนเรื่อง "วิธีอ่านหนังสือแยกประเภท สภาพแวดล้อม และอายุ" ซึ่งจะช่วยให้เพื่อนๆ และเด็กๆสามารถเลือกประเภทของหนังสือที่มีความยากง่ายเหมาะกับวัย และความสนใจได้

สิ่งที่เราสามารถช่วยลูกให้ทำแบบฝึกหัดนี้ได้อย่างสนุกสนาน คือ การอ่านด้วยกัน ในการที่ฝึกลูกให้รักการอ่านนั้น คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัว ควรอ่านด้วยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเล่มเดียวกัน แต่การมีหนังสือเล่มโปรดของแต่ละคน และจัดเวลาในการอ่านหนังสือของตัวเอง เป็นเรื่องที่สนุกสนาน และช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น

ในเวลาอ่านหนังสือของครอบครัว แต่ละคนจะไม่ต้องรบกวนกัน ไม่ต้องเปิดทีวี หรือ คุยกัน จนเด็กเสียสมาธิ แต่ให้ต่างคนต่างอ่าน หรือ ทำงานของตัวเองเงียบๆ วิธีการนี้จะเหมาะกับเด็กโตนะคะ แต่หากเด็กเล็กในระดับอนุบาล หรือ ประถมหนึ่งก็อาจจะต้องมีการช่วยเหลือกันนิดหน่อย เพราะเด็กอาจจะยังอ่านไม่เป็น เราอาจจะต้องช่วยอ่านบ้าง หรือสอนลูกอ่านออกเสียงจนคล่อง เมื่อลูกอ่านหนังสือคล่องแล้ว อ่านในใจได้แล้ว ก็ปล่อยให้อ่านเองค่ะ

สิ่งที่เราควรทำประการต่อมา คือ การตั้งคำถามให้ลูกล่วงหน้า การอ่านหนังสือของเด็กเล็ก หรือ เด็กประถมนั้น หนังสือที่เลือก ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเล่มโตๆนะคะ อาจจะเป็นนืทานเล่มเล็กๆ ไม่กี่หน้า หรือ อาจจะเป็นวารสารสนุกๆเหมาะกับวัย (ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าต่อไป) ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ สามารถอ่านจบภายในเวลาไม่ีกี่นาที จากนั้น เพื่อนๆก็ตั้งคำถามไว้ ให้ลูกหาคำตอบจากเรื่องที่อ่าน เช่น


ใคร
ทำอะไร
ที่ไหน
เมื่อไหร่
อย่างไร

ลูกคิดว่า เรือ่งนี้เป็นอย่างไร สนุกหรือไม่ ลูกชอบอะไร หรือ ลูกไม่ชอบอะไรบ้าง หากเป็นลูก ลูกจะทำอย่างไร

เป็นต้น

การตั้งคำถามให้ลูกล่วงหน้า ทำให้เค้าจะมีเป้าหมายในการอ่าน และพยายามจับใจความสำคัญให้ได้ค่ะ


แต่หากเป็นกรณีเด็กโต ที่ฝึกอ่านมาหลายปีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามก็ได้ค่ะ แต่ให้ถามในเชิงเปิดกว้างเช่น เรื่องนี้ลูกเรียนรู้อะไรบ้าง ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร หากเป็นลูก ลูกจะทำอย่างไร เป้นต้น


ที่สำคัญที่สุด คือไม่ว่าลูกๆจะตอบอย่างไร เข้าท่าหรือไม่ในความรู้สึกของเรา เราอย่าไปวิพากย์วิจารณ์ พิพากษาว่า ถูกหรือไม่ถูก ไม่ดี เป็นต้น แต่ให้ใช้วิธีตั้งคำถามใหม่ ที่นำไปสู่การตอบที่ถูกต้อง (ในกรณีที่ตอบไม่ตรงกับเรื่องราวที่เขียน) เพราะบางที คำถามที่เราถาม ก็อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ค่ะ
 
สิ่งที่ควรทำต่อมา เพื่อช่วยเหลือ และฝึกลูกให้รักการอ่าน คือ การตั้งวงสนทนา พูดคุยกันในเรื่องหนังสือที่อ่าน หลังการอ่านทุกครั้ง ซึ่งเทคนิคนี้ เป็นเทคนิคที่มีการกล่าวในหนังสือ และเทคนิครณรงค์เรื่องการอ่านของประเทศสิงคโปร์ การตั้งวงถกกัน เรื่องหนังสือที่อ่าน เป็นการแบ่งปันความคิด หรือ ข้อมูลให้กว้างขวางออกไป เป็นการต่อยอดทางสติปัญญาให้กว้างไกล หลายๆมุมมอง และเป็นการฝึกเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และอย่าตัดสิน อย่าพิพากษาหรือเอาชนะคะคานกัน ว่าความคิดของใครถูกหรือผิด เป็นแค่การแบ่งปันมุมมองเท่านั้น


การตั้งวงพูดคุยนี้ อาจจะทำได้หลายๆแบบ เช่นการคุยแบบเสรี หรือสุนทรียสนทนา คุยกันไปเรื่อยๆเวลาไม่จำกัด โดยที่เราอาจจะให้ลูกเล่าเรื่องที่ลูกอ่านอยู่ ว่า เรือ่งราวเป็นอย่างไร แล้วมีความเห็นอย่างไร และคุณพ่อคุณแม่ ก็ได้แบ่งปันมุมมองต่างๆกับลูก ในเรื่องนั้นๆ

ในช่วงนี้จะเป็นเวลาที่ดี หากเด็กๆจะได้จดข้อมูลที่ตัวเองคิด มุมมองที่พ่อแม่ หรือ เพื่อนๆคิด แล้วสรุปว่า ในความเห็นของตัวเองนั้น มีความคิดสรุปว่าอย่างไร สิ่งนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่เด็กๆสามารถเอาไป ใส่ในสมุดบันทึกการอ่านได้


กรณีที่เป็นเด็กเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประถมต้น คุณพ่อคุณแม่ อาจจะต้องรับฟังความคิดของลูกๆว่าคิดอย่างไร ให้ลูกสรุปเรื่องราวที่อ่าน ความคิด มุมมองต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่น้องอาจจะแต่งประโยคไม่เป็น เราก็ค่อยๆชี้แนะเรื่องแต่งประโยคให้ลูกไปก่อน อย่าเพิ่งไปคาดหวังว่าเด็กๆจะสามารถแต่งประโยคได้ถูกต้องสละสลวย แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าได้แต่งประโยคหรือเขียนแทนลูก แต่ให้สอนลูกให้แต่งประโยค ที่ลูกต้องการสื่อสารออกมาค่ะ 

ในการอ่านหนังสือของครอบครัว หรือ การตั้งวงสนทนากันนั้น มีวิธีการอีกค่ะ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถ ช่วยลูกได้ เช่น คุณพ่อ คุณแม่เองก็อาจจะอ่านหนังสือที่เหมาะสม กับวัยของลูกไปด้วย แล้วมาเล่าสู่กันฟังในวงสนทนากัน ว่า หนังสือเล่มนี้ที่คุณพ่ออ่านอยู่ มีเรื่องย่ออย่างไร น่าสนใจน่าติดตามแค่ไหน แต่อย่าเล่าหมด หรือ อย่าตอบคำถามให้ทั้งหมด วิธีนี้ อาจจะช่วยโน้มน้าวให้ลูกอย่างอ่านมากขึ้น และอ่านไ้ด้เร็วขึ้น เพราะทราบเรื่องย่อมาก่อนแล้ว

ถือว่าเป็นวิธีทางลัดอย่างหนึ่ง เพราะอ่านทีนึงได้สามเล่ม เทอมละ 40 เล่มก็ไม่ยากเกินไปค่ะ
 
มาคุยเรื่องการเลือกหนังสือในการอ่านสักนิด

ในหนังสือเรื่อง 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน นั้นกล่าวว่า "อย่า ด่วนสรุปว่า ลูกเรารักการอ่าน หากเด็กๆยังอ่านหนังสืออยู่แนวเดียว หรือ อ่านแบบลวกๆ คือรีบๆ อ่านจนจับใจความได้ไม่ถึง 20% ของเนื้อเรื่อง และอย่ายึดติดที่ปริมาณหนังสือที่ลูกอ่านเยอะๆ ก็ใช้ได้แล้ว "

การฝึกลูกให้อ่านเป็น ควรให้อ่านหลากหลาย และการอ่านนั้น ไม่ควรอ่านเร็วเกินไป เช่น เล่มนึงอ่านจบในเวลา 30 นาที ถือว่าเป็นการอ่านแบบลวกๆ ไม่มีประโยชน์ และการอ่าน วันละ 1-2 เล่มนี่ก็ถือว่ามากเกินไป เพราะสมองยังซึมซับข้อมูลไม่หมดค่ะ

ในการอ่านนั้น ที่จริงแล้วควรอ่านประมาณ 3 รอบค่ะ แต่ไม่ต้องอ่านละเอียดทุกรอบ

ในการอ่านหนังสือของดิฉันจากประสบการณ์ส่วนตัว

- รอบแรก คือ การอ่านสารบัญ และพลิกดูเนื้อเรื่องแบบคร่าวๆ ประมาณ 10-20 นาที หาก 10 นาทีแรก ไม่่น่าสนใจ ดิฉันก็จะไม่อ่านค่ะ แต่หากสนใจก็จะทำความเข้าใจกับเนื้อหาคร่าวๆ

- รอบที่สองคือ การอ่านไปเรื่อยๆ อ่านจนจบ เพื่อหาประเด็นที่น่าสนใจ (อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน

- รอบที่สาม คืือ การอ่านเพื่อสรุปประเด็นที่สำคัญ หรือสนใจ เพื่อศึกษาประเด็นนั้นให้ลึกซึ้งอีกครั้ง และนำมาเขียน


หนังสือเล่มนี้ ที่มาเขียนและสรุปมาให้เพื่อนๆถึงวันนี้ ใช้เวลาประมาณ 3 วัน 254 หน้่า ค่ะ


การจะฝึกเด็กๆให้อ่านหนังสือหลากหลายนั้น เป็นเรื่องดีค่ะ เพราะเป็นการฝึกสมองทั้งสองซีก หากเด็กอ่านแต่การ์ตูนมากเกินไป หรือ นิยายมากเกินไปก็อาจจะมีจินตนาการสูงเกินไป จนหลุดไปจากโลกของความเป็นจริงได้ หรือ หากสนใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมากเกินไป ก็อาจจะขาดอารมณ์สุนทรีย์ โรแมนติก การอ่านนั้น ควรเปิดโอกาสให้เด็กอ่านข้อมูลรอบด้านทั้งเรื่องประวัติบุคคลสำคัญ เรื่องประวัติศาสตร์ของชาติ ประวัติศาสตร์โลก ศาสนา สุขภาพ เรื่องลี้ลับ มหัศจรรย์ เทพนิยาย ดาราศาสตร์ เป็นต้น


การฝึกเด็กแบบนี้ อุบายที่ดีที่สุด คือ หนังสือสารคดีที่เชื่อถือได้ วันก่อนไปดูในท้องตลาด เห็นมีหลายเล่มที่น่าสนใจค่ะ

National Geographic มีทั้งฉบับภาษาไทยและอังกฤษ
Go Genius ของนานมีบุ๊ค
National Geographic Kids
Reader's digest
ต่วยตูน
ศิลปวัฒนธรรม
เป็นต้น

พวกหนังสือนิตยสารนี่ มีข้อมูลที่หลากหลายดีค่ะ และหลายๆเล่มก็สามารถหาของเก่า ของมือสองมาอ่านได้ไม่ยาก ข้อมูลที่เขียนหลายๆเรื่องก็เป็นเรื่องกลางๆ ใช้ได้เสมอ

หากเราต้องให้เด็กอ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม การให้ลูกเลือกอ่านข้อมูล และสรุปจากวารสาร หรือนิตยสารเหล่านี้ในบางเรื่อง ก็น่าจะใช้ได้ค่ะ ลองปรึุกษาคุณครูดูนะคะ เพราะ บทความในนิตยสารเหล่านี้ก็หลากหลาย น่าสนใจ และ ไม่ยาว ไม่สั้นจนเกินไป หากจุดประสงค์ของการอ่าน คือ ให้เด็กรอบรู้ หลากหลาย และรักการอ่าน ก็ไม่น่าจะผิดกติกาอะไร 
 
 

อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ (4)

ทิศทางการศึกษาในปัจจุบันของหลายๆประเทศก็เน้น เรื่องการอ่าน เป็นอันดับแรกในการศึกษาหาความรู้ของประชาชน ถือเป็นกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพของประชาชนที่สำคัญ การปลูกฝังให้ประชาชน และเยาวชนของชาติรักการอ่าน จะทำให้ประชาชนของชาติ ไม่หยุดยั้งที่จะเรียนรู้แค่ในสถาบันการศึกษา แต่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนถึงวัยทำงาน และัวัยชรา และเป็นการฝึกการวิเคราะห์แยกแยะข่าวสาร ข้อมูลที่มีมากมายในโลกว่า ข้อมูลใดเชื่อถือได้ หรือ ไม่ได้ มีสติปัญญาว่าอะไร ดีหรือไม่อย่างไร

ในการศึกษาของสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลก เ่ช่นในมหาวิทยาลัย ฮาร์เวิร์ด ที่สหรัฐอเมริกา ก็มีการเรียนการสอนที่เน้นการอ่านเอกสาร หนังสือ ตำรา จำนวนมากในแต่ละวิชา ดิฉันอ่านจากบทความหนึ่ง ผู้เขียนกล่าวว่า

แต่ ละวิชา เอกสารประกอบการสอนเยอะมากๆๆๆๆๆๆ ถึงมากที่สุด มากเกินว่าที่คนปกติจะอ่านได้หมด (ถ้าอ่านทุกบรรทัดนะ) และเอกสารก็ไม่ใช่power pointด้วย เป็นบทความจากวารสารวิชาการ หรือไม่ก็เป็นบทที่ตัดมาจากหนังสือ บวกกับหนังสือประกอบการเรียนที่ต้องเอามาอ่านอีักไม่รู้ตั้งเท่าไหร่


แต่พอเรียนๆไปถึงได้รู้ว่า จนประสงค์ของการเรียนที่นั่น คือใ้ห้นักศึกษาคิดอะไรขึ้นมาเองได้ ที่ให้เอกสารประกอบการเรียนไปเยอะๆ ก็เพราะให้เราเห็นสังเกต (ว่าข้อมูลไหนน่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์) วิเคราะห์(ว่าอันไหนเชื่อถือได้มั่ง ข้อมูลไหนสำคัญ) สังเคราะห์(อ่านเรื่องเดียวกันจากหลายๆที่หลายๆคนเขียน ได้อะไรขึ้นมาใหม่ไหม)


ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ท่านได้กล่าวถึงศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ด จอห์น เอฟ เคเนดี้ (John Fitzgerald. Kennedy) ว่า

ความ เป็นนักอ่านตัวยง นับเป็นส่วนสนับสนุนความสำเร็จในการเรียนที่ฮาร์วาร์ด นิสัยรักการอ่านของเขาเกิดจากในสมัยเด็กร่างกายอ่อนแอไม่สามารถไปไหนมาไหน ได้ การอ่านจึงเป็นเสมือนเพื่อนที่พาเขาเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ได้พบปะกับ แลกเปลี่ยนความคิดกับนักเขียนผ่านทางตัวหนังสือ

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจว่า เมื่อเขาจบชั้นมัธยมศึกษา เขาได้รับการโหวตจากเพื่อนว่าเป็น"บุคคลที่จะประสบความสำเร็จที่สุด" และในเวลาต่อมาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และจบด้วยคะแนนเกียรตินิยม
เขียนมาถึงตอนนี้ก็อยากให้เพื่อนๆพ่อแม่เห็น และเข้าใจว่า การเรียนในยุคของลูกๆของเรา ก็อาจจะไม่เหมือนกับยุคสมัยของเรา เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก และรวดเร็ว เพียงช่วงข้ามคืน การฝึกทักษะการอ่าน และการปลูกฝังให้ลูกรักการอ่าน และรู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ ข้อมูลจำนวนมาก เป็นเรือ่งที่สำคัญ ดังบทความตอนหนึ่งข้างบน ที่เล่า่ว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดนั้น ต้องอ่านเอกสารประกอบการเรียนแต่ละวิชา และหนังสืออีกเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อมูลได้ว่า ข้อมูลชิ้นใด เชื่อถือได้ ข้อมูลใดสำคัญ

ในหนังสือ 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้าสร้างลูกรักการอ่าน มีตอนหนึ่งที่ ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า

"การ อ่านเป็นการศึกษาที่เคารพลักษณะเฉพาะตนของบุคคล และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง อย่างแรกคือ นักเรียนแต่ละคนเลือกอ่านหนังสือต่างกันได้ หรือ แม้แต่จะเป็นหนังสือเล่มเดียวกัน ก็แสดงความคิดเห็นแตกต่างกันได้ จะมีสิ่งใดสนุกไปกว่าการเรียนแบบนี้อีกเล่า การศึกษาตามความถนัดเฉพาะตน การศึกษาตามความต้องการของแต่ละคน และการศึกษาตามระดับความสามารถนี่เอง ที่จะช่วยให้เด็กๆมีความสุขได้"
เรามามองชีวิตการทำงานของพวกเราในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ สภาพเศรษฐกิจโลกผันผวนอย่างหนัก อัตราเงินเฟ้อขึ้นสูงกว่ารายได้ของพวกเรามาก เงินทองที่หาได้ในปัจจุบัน แทบจะไม่พอใช้จ่าย การขับเคลื่อนทางธุรกิจก็ยากลำบาก ต้นทุนสูง การแข่งขันสูง หากเรามีเงินเก็บในธนาคาร อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนก็ไม่ทันอัตราเงินเฟ้อด้วยซ้ำไป นี่เป็นตัวอย่างที่เราประสบในปัจจุบัน


การที่เราจะสามารถเพิ่มรายได้ให้ทันอัตราเงินเฟ้อนั้น ต้องวางแผนด้านการเงินอย่างเป็นระบบ ต้องมีการลงทุนอย่างระมัดระวัง เผือเพิ่มผลตอบแทนให้สูงกว่าดอกเบี้ย ดังนั้น ต้องศึกษาช่องทางการลงทุนให้ดีๆ ซึ่งมีความเสี่ยง หากพลาดก็เสียหาย สิ่งที่เราต้องทำในทุกวันคือ การติดตามข้อมูลข่าวสารจากหลายๆแหล่ง ติดตามสถานการณ์โลก แต่ละประเทศ ที่มีผลต่อสภาวะการลงทุนของเรา ติดตามอ่านบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ การเงิน หุ้น รวมทั้งสถานการณ์บ้านเมือง แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ มาแยกแยะ วิเคราะห์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่รอบคอบ

การจะทำเช่นนี้ได้ ก็ต้องมาจากการพัฒนาด้าน การอ่าน ขั้น Advance เท่านั้น หากอ่านไม่เก่ง วิเคราะห์ข้อมูลไม่เป็น ต่อให้เป็นวันนี้ จะอยู่แบบพอเพียง แค่ไหน หรืออยู่...งไกลจากประเทศอื่นๆที่มีปัญหาเพียงใด เราก็ได้รับผลกระทบอยู่ดี เพราะโลกเราเดี๋ยวนี้ มันกลายเป็น โลกาภิวํฒน์ไปแล้ว

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในซีกโลกนึง สามารถสื่อสาร รับรู้มาอีกซีกโลกหนึ่ง ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที
เล่ามาถึงตอนนี้ อยากสรุปคือ

อย่าได้ต่อต้านการอ่าน หรือ แบบฝึกหัดนี้เลยค่ะ เนื่องจากอย่างไรเสีย เราก็ต้องให้ลูกทำอยู่ดี ไม่ว่าเราและลูกจะชอบหรือไม่

และแบบฝึกหัดนี้ เป็นพื้นฐาน จุดเริ่มต้นในการฝึกทักษะชีวิตที่สำคัญของลูก ที่อาจจะทำให้ลูกมีสติปัญญา และสามารถฝ่ามรสุมชีวิตไปได้ ยิ่งเราเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ลูกก็จะลำบากน้อยลงเท่านั้น เพราะการอ่านหนังสือของเด็กเล็ก และเด็กโตนั้น จะต่างกัน หนังสือของเด็กโต จะมีความยาก ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องของคำศัพท์ ภาษาการใช้ประโยค รวมทั้ง ความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง ซึ่งหากเด็กไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่เล็กๆ และปรับให้ยากขึ้นตามวัย ก็จะมีความยากลำบากในการอ่าน และไม่อยากทำในที่สุดค่ะ


อย่าได้ทำงานนี้แทนลูกๆเลยนะคะ เพราะมันทำให้ลูกเสียโอกาสพัฒนาของเขา แต่เราสามารถช่วยลูกได้หลายๆทางค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับฟัง และการให้กำลังใจลูก
 

อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ (3)


ค่า เรียนพิเศษในโรงเรียนกวดวิชาทั้งหลาย ที่ต้องจ่ายแพงมาก ทำให้การศึกษาในโรงเรียนธรรมดาลดความสำคัญลง เด็กๆต้องเสียเงินไปกับการเรียนพิเศษอย่างไม่สิ้นสุด ภายใต้ค่านิยมด้านการศึกษา และทุ่มเทเวลาไปกับการเรียนจนไม่ได้นอนเต็มตา ปัญหาคือ การเรียนดังกล่าวไม่ได้ให้ความสุขสนุกสนานเลยสักนิด ทั้งๆที่ต้องลงทุนทั้งเงินทอง และเวลามหาศาล แลกกับหยาดเหงื่อและน้ำตาของพ่อแม่ แต่เด็กๆกลับมีแต่ความทุกข์


แต่การอ่านไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นการศึกษาที่เคารพลักษณะเฉพาะตนของบุคคล และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง อย่างแรกคือ นักเรียนแต่ละคนสามารถเลือกอ่านหนังสือต่างกันได้ หรือแม้จะเป็นหนังสือเล่มเดียวกัน ก็แสดงความคิดเห็นแตกต่างกันได้ จะมีอะไรสนุกไปกว่าการเรียนแบบนี้อีกเล่า
ดร.นัม มิยอง

ปัญหาด้านการศึกษาในประเทศเกาหลี ที่ผู้เขียนได้กล่าวว่า เป็น สาเหตุแห่ความเสื่อมของการศึกษาในโรงเรียนยุคปัจจุบัน (ผลการวิจัย เกี่ยวกับการเรียนกวดวิชาใน 2001 ของ KEDI) คือ โรงเรียนกวดวิชานั่นเอง ซึ่งทำให้เด็กเกาหลี มีปัญหาเรื่องการขาดโอกาส ขาดเวลาในการพัฒนาทักษะการเรียนที่สำคัญหลายๆด้าน ทำให้เด็กไม่มีเวลาอ่านหนังสือ (เพราะเวลาหมดไปกับการเรียนกวดวิชาต่างๆ) ทำให้เด็กไม่มีเวลาเล่น ไม่มีเวลาพูดคุยกับเพื่อนๆ และพ่อแม่ ทำให้มีปัญหาเรื่องทักษะการสื่อสาร สูญเสียความสามารถในการอธิบายเรื่องราวที่มาที่ไป ตามหลักเหตุและผล ไม่ถนัดที่จะอธิบายความคิดของตัวเองออกมาเป็นเรื่องราวได้ (เพราะพ่อแม่ต่างต้องทำงานหัวปั่น เพื่อจ่ายค่าเรียนพิเศษที่แพงลิบ และเพื่อนๆก็ไม่ว่างมาเล่น มาคุยกัน เพราะต้องเรียนพิเศษเหมือนกัน) เด็กไม่ค่อยรู้คำศัพท์ (เพราะอ่านการ์ตูนมากเกินไป ซึ่งมีภาพประกอบ ทำให้เด็กไม่ต้องตีความเองจากการอ่านประโยคในหนังสือมาก) เ ป็นต้น

จากผลการศึกษาของ KEDI กระทรวงศึกษาธิการและทรัพยากรมนุษย์ของเกาหลีจึงมีการประกาศนโยบายการศึกษา ด้วยหนังสือในปี 2001 รัฐบาลมีการทุ่มเงินงบประมาณให้กับการศึกษาด้านการอ่านในโรงเรียน จำนวน 300,000 ล้านวอน ปรับปรุงห้องสมุดในโรงเรียนต่างๆให้ทันสมัย น่าเข้า มีหนังสือดีๆมากมาย และเริ่มรณรงค์ให้มีการอ่านอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนทุกเช้าก่อนเริ่มเรียน

ในเรื่องนี้ ดิฉันเองก็เห็นใจ และนึกถึงลูกในปีต่อๆไป ว่าคงเผชิญอะไรที่คล้ายๆกัน ดิฉันเป็นคนชอบทำการบ้านล่วงหน้าค่ะ จะเดินทางก็ต้องดูเส้นทาง อ่านแผนที่ ใช้ GPS นำทางไป จะได้เมื่อถึงเวลาไป ก็ไม่เสียเวลาหลงทาง เพราะบางที อาจจะหาทาง U-Turn ยาก ชีิวิตคนเราก็ไม่ต่างกัน โลกเราเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากไม่พร้อมแต่แรก อาจจะมีปัญหาภายหลังได้

เรื่องการอ่าน 40 เล่ม ต่อเทอม แล้วต้องมาเขียนบันทึกการอ่าน นั้น อาจจะดูเหมือนยาขม สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการฝึกเช่นนี้ ดิฉันอยากลองนำเสนอ จากประสบการณ์ส่วนตัว และจากหนังสือที่มีคำแนะนำที่ดีๆ เผื่อว่าเพื่อนๆจะลองศึกษา และไปปรับใช้ดู

เท่าที่ดิฉันคิด Assignment นี้นั้น จะต้องประกอบด้วย การพัฒนาทักษะการอ่าน (รวมถึงวิธีการเลือกหนังสือ วิธีการอ่าน) การพัฒนาด้านการคิดวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการอ่าน ตลอดจน วิธีการเขียน ทักษะการเขียน และหากมีการให้พูดหน้าชั้นด้วย ก็จะเป็นการพัฒนาทักษะด้านการพูดด้วย ซึ่งถือว่า เป็นการฝึกทักษะของการทำงานอย่างแท้จริง เมื่อเด็กๆเรียนจบออกมาทำงาน ทักษะเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้ในการทำงาน มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ต้องใช้แน่นอน

หากเราแยกทักษะที่ต้องใช้ในการทำ Assignment ชิ้นนี้ เรามาดูลูกของเรา ว่ามีปัญหาด้านใด แล้วแก้ปัญหาให้ถูกจุด ก็จะไม่ยาก เด็กบางคนชอบอ่าน รักการอ่านอยู่แล้ว แต่เกลียดวิชานี้ เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องการเขียน หรือ การวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นได้ หากเรารู้ปัญหา แล้วแก้เป็นจุดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป เด็กบางคนชอบการเขียน ชอบการพูด แต่ไม่ชอบอ่าน ชอบพูด ชอบเขียนในสิ่งที่จินตนการ คิดเองอิสระ ก็ีมีค่ะ หากแก้ปัญหาให้สนุกกับการอ่าน และอ่านได้ดีขึ้น การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของเด็กๆก็ยิ่งสมบูรณ์

เดี๋ยวจะลองค่อยๆเขียน ในแต่ละประเด็น รวมทั้งเด็กแต่ละชั้นปี ก็มีวิธีการในการพัฒนาไม่เหมือนกันะทีเดียว เพราะความคาดหวังของครู ที่คาดหวังจากทักษะเด็กแต่ละวัยก็ย่อมไม่เหมือนกัน ทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาที่มาเน้นด้านการอ่านนี่ ไม่ใช่เกิดขึ้นกับที่ประเทศไทย ในโรงเรียนของเราเท่านั้นนะคะ แต่เกิดขึ้นในเกาหลีมาตั้งแต่ปี 2001 และได้รับการตอบรับทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สเปน หรือญี่ปุ่น รวมทั้งสิงคโปร์ ในเมื่อกระแสของการศึกษามาแบบนี้ เราเอง แม้ว่าจะชอบหรือไม่ เราก็คงต้องทำใจ และปรับตัวของลูกๆ ให้พร้อมกับการเรียนในระบบใหม่ ที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาสถาบันกวดวิชา

ให้การบ้านหนักขนาดนี้ เด็กคงไม่สามารถไปเรียนกวดวิชากันได้แบบแต่ก่อน นอกจากพ่อแม่จะทำการบ้านแทนลูก อย่างที่คุณ G&F บอกมา และผลสัมฤทธ์ทางการเรียน ความฉลาด รอบรู้ ก็คงไปอยู่ที่พ่อแม่ แทนที่จะเป็นลูกๆของเรา ซึ่งคงไม่ใช่เป้าหมายในการส่งลูกไปเรียนของเราทุกคน จริงหรือไม่คะ




ก่อนจะต่อไป ประเด็นอื่นๆ ขออนุญาตเอาบทความเรื่องตามไปดูเบื้องหลังสร้างสังคมรักการอ่านใน "สิงคโปร์"โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 สิงหาคม 2554

เมื่อพูดถึง "สิงคโปร์" เป็นประเทศเพื่อนบ้าน และหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซียนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีสถิติ การอ่านค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับไทย โดยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่มต่อคน ขณะที่ครอบครัวไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก กลับมีฐานะทางเศรษฐกิจดี และประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังโดดเด่นเรื่องความมีระเบียบวินัยของคนในประเทศ นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากนโยบาย" ส่งเสริมการอ่าน" นั่นเอง

ข้อเท็จจริงข้างต้น เกียง-โก๊ะ ไล ลิน ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน คณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore National Library Board) หนึ่งในผู้ผลักดันและสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการอ่านของสิงคโปร์ และในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการทำงานส่งเสริมการอ่านมายาวนานกว่า 35 ปี เผยให้ฟังว่า รัฐบาลสิงคโปร์ ให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการอ่าน โดยมีคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำนโยบายส่ง เสริมการอ่าน ซึ่งนอกจากห้องสมุด เทคโนโลยีสารสนเทศ และการบริการที่สะดวกแล้ว ต้องไม่ลืมว่าหัวใจหลัก คือ การสอนให้ประชาชนรักการอ่าน รู้จักวิธีการเลือกหนังสือ เพื่อส่งเสริมความรู้และการพัฒนาตัวเอง

สำหรับโครงการส่งเสริมการอ่านของประเทศสิงคโปร์นั้น ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่านท่านนี้บอกว่า มีหลากหลาย เน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัยอย่างกว้างขวาง โดยมีโครงการที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่างที่ดี เช่น National Kids Read Program เป็นโครงการที่เปิดรับสมัครอาสาสมัครเพื่ออ่านหนังสือ เล่านิทานให้เด็ก ๆ ในชุมชนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษา โดยเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วม สนุกสนานกับเรื่องเล่า เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในเรื่องเล่า และได้ข้อคิดดีๆ จากเรื่องเล่าหรือนิทานที่ฟัง เพราะเมื่อเด็กสนุกก็จะทำให้พวกเขาอยากที่จะเปิดหนังสืออ่าน และมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือว่าไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ รวมทั้งเด็กๆ ยังได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้ในด้านการเรียนและใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมี โครงการ 10,000 & More Father Reading ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ได้รับการตอบรับอย่างดีใน สิงคโปร์ เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้คุณพ่อจากทุกอาชีพอ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรืออ่านหนังสือกับลูก ๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกผ่านการอ่านหนังสือ โดยกิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2550 มีผู้เข้าร่วมและได้ประโยชน์กว่า 60,000 คน

อีกทั้งยังมีกิจกรรมต่อเนื่องในชื่อว่า Read a story with my Dad เป็นการแข่งขันวิจารณ์หนังสือ โดยมีโรงเรียนอนุบาล และศูนย์ดูแลเด็กเข้าร่วม โดยห้องสมุดแห่งชาติจะมีการ์ดแจกให้เด็กๆ จากนั้นให้เด็กๆ นำกลับไปที่บ้านให้พ่ออ่านให้ฟัง เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็ส่งการ์ดกลับมาที่ห้องสมุดแห่งชาติ เพื่อเลือกการ์ดและให้รางวัล ผู้ที่ได้รับคัดเลือกก็จะมาที่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือและทำกิจกรรมร่วมกัน จากนั้นบรรดาคุณพ่อจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และประสบการณ์การอ่านหนังสือให้ลูกๆ ฟัง และจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ต่อไป

และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ โครงการ Read! Singapore หรือ โครงการมาอ่านหนังสือกันเถอะ เป็นโครงการรณรงค์การอ่านทั่วประเทศ เพื่อมุ่งปลูกฝังการรักการอ่านในชุมชนทั่วประเทศ เสริมความผูกผันของคนในชุมชน และจุดประกายจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนสิงคโปร์ ริเริ่มโดยคณะกรรมหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ โดยทำงานร่วมกับภาครีกว่า 100 แห่ง มีการจัดการอภิปรายและกิจกรรมการอ่านมากกว่า 16,000 ครั้ง กิจกรรมนี้จะมีการจัดขึ้นนาน 12-14 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยที่ผ่านมามีผู้ร่วมโครงการแล้วกว่า 160,000 คนภายในปี 2553


เมอร์ไลออน หรือ สิงโตทะเล สัญลักษณ์ของคณะกรรมการการท่องเที่ยวของสิงคโปร์
"การอ่านเป็นนิสัยที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะสติปัญญา แม้ในโลกปัจจุบันผู้คนนิยมใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มคนรักการอ่านหนังสือผุดขึ้นมากมายทั่วโลก อย่างโครงการหนึ่งเล่มหนึ่งเมืองของสหรัฐอเมริกา ขณะที่เรามีโครงการมาอ่านหนังสือกันเถอะ!สิงคโปร์ ซึ่งโครงการนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายจากหลากหลายอาชีพมาจัดตั้งชมรมการอ่านเฉพาะ กลุ่มขึ้น เช่น กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ครู ช่างทำผม เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพ พนักงานโรงแรมและบริการ กลุ่มผู้สูงอายุ เยาวชน ประชาชนทั่วไป หัวหน้าองค์กรรากหญ้า รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ปัจจุบันมีชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้นมากกว่า 90 แห่ง"

"ดังนั้นเราดีใจที่เห็นคนทุกกลุ่มหันมาสนใจการอ่าน และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จก็มีการไปอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำอีก เพราะประเด็นที่พูดคุยกันมีหลากหลาย น่าสนใจ ทำให้เราสนใจและกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ เราเห็นว่าคนที่มาทำกิจกรรมร่วมกันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นอกจากจะส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนแต่ละกลุ่ม แต่ละชุมชนอีกด้วย" เกียง-โก๊ะ ไล ลิน กล่าว

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน ยังกล่าวย้ำอีกว่า การส่งเสริมให้ประชาชนทุกวัยทุกอาชีพ และทุกครอบครัวหันมาสนใจการอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่การให้อ่านหนังสือแล้วจบไป แต่เมื่ออ่านหนังสือเสร็จแล้ว ยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลายจากหนังสือที่อ่านเรื่อง เดียวกัน ทั้งนี้เพื่อมุ่งพัฒนาให้คนสิงคโปร์มีทักษะการคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ และกล้าแสดงออก ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอ่านขึ้นในชุมชนทั่วประเทศ

นี่คือตัวอย่างประสบการณ์การส่งเสริมการอ่านของประเทศเพื่อนบ้านประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ ที่แสดงให้เห็นการสร้างคนคุณภาพ และสังคมน่าอยู่ด้วยนโยบายส่งเสริมรักการอ่าน โดยอาศัยความรู้ และความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เอกชน และคนในประเทศที่จะช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการอ่านให้ประสบความ สำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของคน และสังคมให้น่าอยู่ต่อไป

แต่พอย้อนกลับมามองประเทศไทย หลาย ๆ ฝ่ายคงตั้งคำถามกันว่า บ้านเรามีนโยบายส่งเสริมรักการอ่านไม่ต่างไปจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทำไมตัวเลขการอ่านของเรายังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ อื่น ๆ เช่น เวียดนามอ่านหนังสือเฉลี่ย 60 เล่มต่อปี สิงคโปร์อ่านหนังสือเฉลี่ย 40-50 เล่มต่อปี มาเลเซียอ่านหนังสือเฉลี่ย 40 เล่มต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 2-5 เล่มต่อปีเท่านั้น


อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ (2)

ปัญหาในการศึกษาของเกาหลี VS ปัญหาการศึกษาของไทย

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ มีหลายๆตอนที่ผู้เขียนพูดถึง ปัญหาของเด็กในการศึกษาของเกาหลี ตอนที่อ่าน ดิฉันแทบจะนึกว่า มันเป็นประเทศไทย ในปัจจุบัน ปัญหาดูคล้ายคลึงกันมาก
หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย ดร.นัม มียอง ซึ่งท่านมีตำแหน่งเป็นถึง ผู้อำนวยการองค์กรพัฒนาการศึกษา ด้านการอ่านแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ท่านได้พูดถึงวงการการศึกษาของเกาหลีว่า


มี การสำรวจขององค์การพัฒนาการศึกษาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KEDI) ได้สำรวจสถานการณ์ การเรียนกวดวิชา ของนักเรียนทั่วประเทศจำนวน 5,000 คน และพ่อแม่ผู้ปกครอง 3,500 คน ระหว่างปี คศ. 1999-2001 สรุปได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้การเรียนในโรงเรียนลดความสำคัญลงคือ การเรียนกวดวิชาในโรงเรียนสอนพิเศษนั่นเอง เพราะนอกจากโรงเรียนกวดวิชาจะสอนเนื้อหาที่เป็นภาคปฎิบัติแล้ว ยังแนะแนวและเฉลยคำตอบของข้อสอบให้ด้วย ซึ่งการเรียนในโรงเรียนปกติ ไม่สามารถทำหน้าที่นี้ให้สมบูรณ์ได้

ผลการวิจัยขององค์กรพัฒนาด้านการศึกษาด้านการอ่านแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KREDI) แสดงให้เห็นว่า ความทุกข์ของเด็กนักเรียนเกาหลี มีสาเหตุดังนี้

- ไม่มีโปรแกรมให้เตรียมตัวก่อนเข้าบทเรียน
- ครูกับนักเรียน และนักเรียนด้วยกันเอง พูดกันไม่รู้เรื่อง (เพราะปัญหาเรื่องทักษะการสื่อสารที่ด้อยลง ที่จะพูดถึงต่อไปในตอนหน้า)
- การเรียนการสอนดำเนินไป โดยไม่มีโปรแกรมที่ช่วยยกระดับความสามารถในการเรียนของนักเรียนที่เรียนอ่อน
- เคยเรียนกวดวิชาในเรื่องนั้นมาก่อน ทำให้การเรียนในโรงเรียนปกติลดความสำคัญลง
- ไม่มีโปรแกรมการเรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
- ไม่มีโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถเฉพาะตัว
- เพื่อนกลายเป็นคู่แข่งกันเอง (เพราะการแข่งขัน แย่งที่เรียนกัน ทำให้มองเพื่อนทุกคนคือ ศัตรู)
- ครูขาดความมั่นใจในตนเอง (เพราะนักเรียนไม่สนใจครูที่สอนในโรงเรียน ไม่สนใจการเรียนในโรงเรียน)
ดร.นัม มิยอง ผู้เขียน ได้กล่าวว่า การเรียนด้วยความเครียดเช่นนี้ ทำให้เด็กๆไม่มีความสุข และไม่มีเพื่อน จึงไปหาทางออกด้วยการคิดเกม เล่นเนต อ่านการ์ตูน หรือ ไม่ก็ฟังเพลง ศึ่งทำให้สมองส่วนที่ได้รับการกระตุ้น มีเพียงสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองที่รับรู้เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ การรับรู้สัมผัส จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่สมองซีกซ้ายซึ่งเป็นสมองด้านภาษา และการใช้เหตุผล ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

เด็กๆในยุคนี้ จึงมีปัญหาเรื่องทักษะการสื่อสาร พูดคุยไม่เป็น อารมณ์รุนแรง และไม่มีทักษะที่สำคัญของการเป็นผู้นำ คือ ไม่มีทักษะการโน้มน้าว ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ เพราะมองเห็นเพื่อนๆเป็นศัตรูไปหมด การแข่งขันในการเรียนที่ผ่านมา ทำให้เด็กๆไม่มีความไว้วางใจใคร เมื่อออกมาทำงานจึงมีปัญหาในการทำงานร่วมกับทีมงาน มัปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์
ในหนังสือ 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน ยังเล่าถึงความเห็นของครูโรงเรียนประถมท่านหนึ่ง ว่า เด็กนักเรียนสมัยนี้ไม่ค่อยฟังคนอื่นพูด เด็กส่วนใหญ่ชอบพูดในสิ่งที่ตนอยากพูดอย่างเดียว ครูถามก็ไม่ตอบ เสียงพูดก็เบาลง ไม่ชัดถ้อยชัดคำเหมือนแต่ก่อน และพูดไม่เป็นเวลามีคนถาม จึงเงอะงะเวลาคุยกับคนอื่น เมื่อคุณครูวิเคราะห์ดู ก็มาจากการเลี้ยงดู ที่บ้าน เด็กๆไม่ค่อยมีโอกาสสนทนา ทักทาย พูดคุยกับคนในครอบครัวมากนัก เด็กๆอาจจะไม่มีพี่น้อง พ่อแม่ก็ทำงานหนัก กลับดึก เด็กๆก็ต้องเรียนและไปเรียนพิเศษทั้งวันทั้งคืน ไม่มีโอกาสเล่นกับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน และพักผ่อนด้วยการเล่นเกม เล่นเนต ซึ่งยิ่งทำให้การพัฒนาด้านภาษาเป็นไปได้ยาก สมองส่วนนั้น ไม่ได้รับการพัฒนาตามวัย

วัฒนธรรม การเรียนกวดวิชาทั้งหลาย ความคิดที่อยากให้ลูกของตนได้ดีอยู่คนเดียว ไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะเด็กๆไม่อาจเก่งได้อยู่คนเดียว ใช้ชีวิตตามลำพังไม่ได้ พวกเขาต้องมีเพื่อนที่มีความสุข อยู่ในสังคมที่มีความสุข เด็กๆไม่มีทางจะมีความสุขอยู่คนเดียว ในขณะที่เพื่อนๆมีความทุกข์


หากมาดูสังคมการเรียนของเกาหลีในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ต่างกับในกรุงเทพ และเมืองใหญ่ๆสักเท่าไหร่ เด็กๆชาวเกาหลี ต้องใช้ชม.ในการเรียนในโรงเรียน และกวดวิชาไม่ใช่น้อยๆ เด็กๆต่างก็ไม่มีความสุข ท่านเล่าว่า เด็กชั้นประถมเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่คอยทำตามความต้องการของพ่อแม่ ส่วนเด็กๆมัธยมก็เหมือนเครื่องจักรที่ถูกไขลานให้คร่ำเคร่งอยู่กับการเรียน ดิฉันเอง ก็เคยคุยกับคุณแม่ชาวเกาหลี ซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนสนิทของดิฉันที่ฮานอย เธอเล่าว่า ชิวิตที่สนุกที่สุดในชีวิตคือการเรียนในมหาวิทยาลัย คือ ไม่มีใครบังคับให้มาเรียน เด็กผู้ชายก็จะพากินติดเหล้า สูบบุหรี่ และใช้ชีวิตสนุกสุดเหวี่ยง ไม่ค่อยเรียนหนังสือ หลังจากสามารถผ่านเข้ารั้วมหาวิทยาลัยได้แล้ว และเมื่อเรียนจบออกมาก็มีความเครียดสูงอีกครั้ง เพราะหางานยาก และมีความกดดันในการทำงานสูงมาก

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ (1)



หลายวันก่อน อ่านกระทู้นึงในเวบบอร์ด โมมี่พีเดีย เรื่องก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนดัง ควรรู้ควรเตรียมอะไรบ้าง  อ่านแล้วเข้าใจว่า คงเป็นโรงเรียนในแนวแคธอลิค และคริสเตียน  เพราะการเรียนเข้มข้นมาก และเป็นที่หมายปองของพ่อแม่หลายๆท่าน และข้อมูลที่บรรยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินสนับสนุนโรงเรียนก็ดูเหมือนจะพอเดาได้

มีข้อมูลหนึ่งที่คุณแม่เจ้าของกระทู้ ได้เล่าถึงชีวิตการเรียนของเด็กๆ  หลังจากเข้าเรียนที่นั่น คือ การบ้าน "มีการบันทึกการอ่านเทอมละ 40 เล่ม ลูกจะต้องตอบว่าได้อะไรจากการอ่านและได้รับประโยชน์อย่างไร" แม้เป็นสิ่งนึงที่ไม่คาดคิด  แต่ก็ไม่แปลกใจค่ะ  และออกจะชื่นชมว่า เป็นเรื่องที่ดีมาก ที่โรงเรียนมุ่งพัฒนาเด็ก และฝึกให้ได้มาตรฐานการเรียนในต่างประเทศ

การอ่านนี้ เป็นทักษะที่ทุกโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในต่างประเทศ หรือ โรงเรียนในประเทศไทย เน้นพ่อแม่ตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ ให้อ่านหนังสือให้ลูกฟัง  เพื่อหวังการพัฒนาเรื่องการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เปิดโลกทัศน์ของเด็กให้เรียนรู้โลกด้วยหนังสือต่างๆ  และ พัฒนาทักษะด้านการฟัง  เรื่องจินตนการ  และพัฒนาด้านอารมณ์  เป็นต้น   ถือว่าเป็นทักษะที่สามารถส่งผลต่อการพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ และปลูกฝังนิสัยที่ดีให้เด็กๆ


แต่การอ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องยาก  และดูเหมือนกันบังคับเด็กมากเกินไป  คุณแม่เจ้าของกระทู้ จึงรู้สึกอีดอัดใจ เหมือนกับโรงเรียนยัดเยียด จนเด็กๆไม่มีเวลา ไปทำอย่างอื่น เพราะการบ้านมากเกินไป   ดิฉันมานั่งคิดวิเคราะห์ ถึงปัญหาของการเรียนในเมืองไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองนั้น เด็กๆส่วนมาก เรียนสัปดาห์ละ ๖ วัน ๆละ กว่า 10 ชม.  ซึ่ง 20% ในนี้ คือการติว กวดวิชา และเีรียนพิเศษ    ในขณะที่ต่างประเทศนั้น แม้จะใช้หลักสูตร คล้ายๆกับเมืองไทย  แต่เด็กที่นั่น เลิกเรียนเร็ว  บ้านใกล้โรงเรียน เด็กเลิกเรียนตั้งแต่บ่ายสอง  เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ค่อยไปเรียนพิเศษ  เด็กๆมีเวลามากมายในการทำการบ้าน อ่านหนังสือ ค้นคว้าตามที่ครูมอบหมาย  และมีเวลาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากที่บ้าน  (เพราะในต่างประเทศหาคนทำงานบ้านยาก เด็กๆต้องช่วยพ่อแม่ดูแลงานบ้านด้วย) 


เด็กในต่างประเทศนั้น แม้ในตอนเรียนอาจจะมีผลการเรียนไม่ได้เป็นเลิศ   แต่เมื่อออกมาทำงาน มีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่า เพราะมีทักษะที่หลากหลายจากการฝึกฝนให้รับผิดชอบตั้งแต่เล็กๆ  หนำซ้ำหลายๆคน ยังทำงาน Part-time ช่วงปิดเทอม หรือวันหยุด เพื่อหารายได้เสริม ในการเรียนหรือ ใช้จ่ายส่วนตัว   ดิฉันมีเพื่อนท่านหนึ่ง ทำงานบริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติ เป็นคนอังกฤษ  ซึ่งจากประวัติของท่าน ท่านไม่ได้จบปริญญาด้วยซ้ำ  แต่ท่านเรียนในสถาบันอาชีพ ที่ฝึกเด็กให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ทำงานด้านภาษีศุลากร  แต่ท่านมีความสามารถมาก จนสามารถก้าวขึ้นในตำแหน่งผู้บริหารได้ ทั้งๆที่อายุน้อย เพราะในโลกของการทำงานนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าใบประกาศ ใบปริญญา คือ ความสามารถในการรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมาย และสร้างผลกำไรให้ธุรกิจได้




ในขณะที่การศึกษาในประเทศไทยนั้น ประเทศของเรา มีกระแสของการแข่งขันสูงมาก พ่อแม่และเด็กๆ หัวปั่น กับการสอบจัดอันดับ การสอบแข่งขันสารพัดสนาม รวมทั้งการแข่งขันสอบเข้ามหาิวิทยาลัย  ทั้งๆที่ ผลการสำรวจ และความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ก็ไม่ได้ พึงพอใจ กับศักยภาพและคุณภาพของเด็กๆ ที่เรียนจบออกมา   หนำซ้ำ มีการกล่าวกันว่า คุณภาพแย่ลงเรื่อยๆ แทบจะเข้าขั้นวิกฤต  ในสภาพการแข่งขันของโลก และปัญหาเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ หากเหตุการณ์ยังดำรงสภาพเช่นนี้ ต่อไป เ็ด็กๆคงหางานได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ   การเปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนาเด็ก จึงมีความจำเป็น


โดยส่วนตัว ดิฉันจึงเห็นด้วยกับการผลักดันของทางโรงเรียน เรื่องการมอบหมายให้เด็กๆ อ่านหนังสือมากๆเทอมละ ไม่น้อยกว่า 40 เล่ม รวมทั้งการค้นคว้าต่างๆ การทำงานจิตอาสา เดือนละครั้ง ซึ่งข้อกำหนดต่างๆเหล่านี้   เป็นมาตรฐานที่ทัดเทียมกับหลักสูตรนานาชาติ  พ่อแม่และเด็กๆ ต่อไปอาจะะต้องปรับเวลา และจัดตารางเวลาใหม่  และคิดดีๆ ว่า จะผลักดันลูกไปในทิศทางใด ให้ลูกออกมามีคุณภาพเช่นใด

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาส ไปเดินดูหนังสือต่างๆ ที่มีในท้องตลาด  ก็เห็นหนังสือเล่มที่แปะรูปให้ดูกันค่ะ ลองเปิดอ่านแล้วก็น่าสนใจมากค่ะ  เทคนิคก็ไม่ยาก   "10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้่างลูกรักการอ่าน"   อยากแบ่งปันให้ฟังค่ะ   เผื่อเพื่อนที่ตกอยู่สภาพนี้ จะได้ไม่ตกใจ

อ่านหนังสือเทอมละ 40 เล่ม ลูกก็ทำได้ค่ะ








วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จ่ายไหวไม๊ เรียนโรงเรียนไทย หรือ อินเตอร์ดีหนอ (3)

ในเรื่องการบริหารการเงินของพ่อแม่ ที่นอกจากจะต้องประหยัดเงินให้ได้เดิอนละ ๗๒๐๐๐ บาท ค่อลูกหนึ่งคน อาจจะไม่ต้องหนักขนาดนั้น หากวางแผนชีวิตให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง ในแบบที่ดิฉันแนะนำมาข้างต้น แต่หากพ่อแม่ยังต้องการประคับประคองลูกต่อไป เพราะไม่มั่นใจว่าลูกจะเก่งพอที่จะทำได้ดังที่แนะนำหรือไม่ ก็คงต้องหาทางค่ะ

มีหลายทางที่อาจจะทำได้อีก เช่น

การซื้อประกันชีวิต + การออม จะมีผลิตภัณฑ์ของประกันที่ออมเพื่อการศึกษา จ่ายเงินปีละเท่าไหร่ เมื่อครบกำหนด ก็จะมีเงินคืน ตามจำนวนที่ระบุไว้ หรือหากเราเสียชีวิตก่อน ประกันก็จะจ่ายต่อจนครบกำหนด แล้วให้ลูกตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งลูกใช้เป็นค่าเล่าเรียนได้ ในระดับปริญญาตรี หรือ โท
นี่ก็เป็นทางหนึ่งค่ะ ที่ลดความเสี่ยง ค่าเบี้ยก็เป็นหลักหมื่นขึ้นไปต่อปี

ซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุม คนในครอบครัว เวลามีใครป่วย จะได้ไม่กระทบการเงินของครอบครัว

ป้องกันความเสี่ยง ให้กระจายการลงทุน อย่าเป็นหุ้น หรือ ทอง หรือ ฝากแบงก์อย่างเดียว ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ มีคำแนะนำที่น่าสนใจค่ะ ลองศึกษาดู

สอนลูกเรื่องการลงทุนและการออมค่าขนม และการทำงานอดิเรกที่สร้างรายได้ พอลูกอยู่ชั้นมัธยม ก็จะมีเงินก้อนโตพอสมควร ที่เขาจะคิดเอาเงินไปลงทุน เพื่อให้ออกดอกออกผล และช่วยเรื่องการศึกษาในระดับสูงของลูกได้เอง

ลองศึกษาช่องทางการประหยัดภาษี ซึ่งรัฐบาลมักมีการออกกฎใหม่ๆ มาตรการใหม่ๆทุกปี ต้องคอยอัพเดทค่ะ และใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด เช่นการซื้อ RMF LTF ก็ต้องเลิอกซื้อค่ะ ต้องคอยศึกษาว่า กองใด ให้ผลตอบแทนดี แต่ละบริษัท มีความสามารถในการบริหารกองทุนไม่เท่ากัน และในช่วงเวลาแต่ละช่วง เศรษฐกิจผันผวน ต้องเลิอกว่าจะลงทุนในสิ่งใด ที่เสี่ยงต่ำ และให้ผลตอบแทนดี นี่ต้องศึกษาตลอดค่ะ ไม่งั้น ทำไม่ได้แน่ ปีละ ๑๐%
เรื่องการทำงานไปเรียนไป ในระดับปริญญาตรี นี่ พ่อแม่ต้องทำใจนะคะ งานที่ได้อาจจะเป็นงานไม่มีตำ่แหน่ง แต่คิดเสียว่าให้เด็กๆได้ฝึกตั้งแต่พื้นฐาน ตอนที่เรียนตปท. ดิฉันทำงานเป็นแม่บ้านค่ะ ทำความสะอาดหอพัก เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ซักผ้าม่าน ผ้าปูเตียง ทุกอย่าง วันละ ๓๐ กว่าห้องทุกวัน ทำงานวันละ ๔ ชม. ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เจ้านายก็สอนค่ะ ว่าต้องทำงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ทำงานเร็ว สะอาด ทันเวลา นี่เป็นประสบการณ์ล้ำค่า ที่ใช้บริหารพนักงานมาจนถึงทุกวันนี้เหมือนกัน

ตอนที่ใกล้จบ ดิฉันได้ทำงานในออฟฟิต ทำงานเป็นพนักงานถ่ายเอกสารทางกม. วันหนึ่งเป็นร้อยๆชุด ต้องเรียนเหมือนกันว่า ทำอย่างไร จึงจะเร็วและถูกต้อง เพราะเป็นเอกสารสำคัญ ต่อมาได้เลื่อนเป็นพนักงานรับโทรศัพท์ จัดเอกสาร ก็เรียนรู้เหมือนกัน ว่า ต้องทำอย่างไร จึงจะทำแบบ Professional หาง่าย ถูกต้อง แบบมืออาชีพ

ตอนกลับมาเมืองไทย การงานและเงินเดือนจึงก้าวหน้ากว่า เพื่อนๆในวัยเดียวกันมากค่ะ

ในเรื่องประกันชีวิต หรือ เงินออมด้านการศึกษา เคยมีเพื่อนๆหลายคน มาปรึกษาว่า จะซื้อเท่าไหร่ดี การวางแผนการเงินเรื่องการซื้อประกันนี่ หากซื้อมากเกินไป ก็อาจจะเป็นภาระ หากจ่ายไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง ต้องมาเปลี่ยนประเภทกรมธรรม์ หรือ ทิ้งไปไม่จ่ายต่อนี่ เงินออมจะเสียหายมาก อีกทั้งดอกผลที่ได้จากการฝากประกัน ก็น้อยมาก ไม่คุ้มกับการออมเงิน เพราะจุดประสงค์ของการซื้อประกัน คือ ความคุ้มครอง และป้องกันความเสี่ยง มิได้หวังผลเรื่องดอกผลงอกเงย

ในหนังสือเล่มนี้ คือ "ปั้นเศรษฐีน้อยจากร้อยสู่ล้าน" ก็มีคำแนะนำที่น่าสนใจ คือ ให้ซื้อทีละน้อย สูตรคือ ประมาณ ๑๐% ของรายได้

เช่นตอนที่รายได้ เดือนละ ไม่กี่หมื่น ก็คำนวณว่า ปีหนึ่งมีรายได้รวมเท่าไหร่ และซื้อประกันที่จ่ายเบี้ยประมาณ ๑๐% ของรายได้ ต่อมาเมื่อรายได้เพิ่ม ก็ค่อยซื้อกรมธรรม์เพิ่ม วิธีนี้จะทำให้มีการบังคับออม อย่างน้อยปีละ ๑๐% หากคำนวณดอกเบี้ยอาจจะไม่มาก แต่หวังผลเรื่องการคุ้มครองในกรณีที่เสียชีวิต หรือ เจ็บป่วย หรือได้เงินก้อนมาเป็นค่าเล่าเรียนลูก ตอนที่ลูกโตและเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

ในตอนแรกอาจจะมุ่งซื้อประกันที่จ่ายเบี้ยระยะยาว ได้เงินคืนตอนลูกเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อหาเงินให้ลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

เมื่อเราทำงานนานขึ้น หน้าที่การงานสูงขึ้น อายุงานสั้นลง ก็ซื้อแบบจ่้ายเบี้ยระยะสั้นลง เพื่อหาเงินให้ลูกเรียนในระดับมัธยม ต่อไป

มีอีกหลายเทคนิคค่ะเรื่องการซื้อประกันเหล่านี้ ลองศึกษาจากหนังสือเล่มนี้ดูนะคะ

หากเป็นรร.นานาชาติอื่นๆที่ยังนับเป็นรร.ที่ดี แต่อาจไม่เก่าแก่เท่าบางรร. มี accreditation ที่ดีจากตปท.และได้การรับรองจากกระทรวงศึกษาของไทย มีคุณครูที่มีคุณภาพ เครือข่ายผปค.ที่ดี ฯลฯ ก็ตกปีละประมาณ ๓-๔ แสนบาทในระดับประถม...และ ๕-๖ แสนในระดับมัธยม (รร.นานาชาติHarrow ก็อยู่ในระดับประมาณนี้) รวมแล้ว ๑๒ ปี ก็ยังไม่ถึง ๑๐ ล้านบาท (แน่นนอนค่ะว่า ยังแพงลิ่วอยู่ดี)

ส่วนตัวแล้ว การที่ให้ลูกเรียนต่อรร.นานาชาติในระดับประถม โดยเริ่มต้นตั้งแต่อนุบาล เรื่องภาษาอังกฤษไม่ใช่ปัจจัยสำคัญประการแรก เนื่องจากในครอบครัวเราใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตปจว.กับลูกอยู่แล้ว และอยุู่ในเมืองไทย ซึ่งภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นภาษาราชการ ความรู้ภาษาอังกฤษจริงๆเอาแค่พอประมาณ ฟัง พูด อ่าน เขียนได้ดี มีทักษะการใช้ภาษาที่ดี...ความจริง น่าจะเพียงพอแล้วในการทำงานในบริษัทข้ามชาติ

ส่วนตัวแล้วคิดว่า รร.นานาชาติ ไม่ใช่รร.สอนภาษา แต่เป็นการเรียนรู้ทักษะ วิชาการ และการสร้างทัศนคติต่างๆของเด็กในสังคมที่เป็นนานาชาติ ("อืนเตอร์" ไม่ใช่ "ไฮโซ") รร.มีข้อดีในการช่วยปลูกฝังพื้นฐานให้เด็กเป็น global citizen จากการได้เรียนร่วมกับเพื่อนต่างชาติ ศึกษาเรื่องราวเกี่่ยวกับปท.ต่างๆและวัฒนธรรมของต่างปท.ไปพร้อมๆกัน ได้เรียนวรรณคดีของต่างปท.ในวิชาหลักตั้งแต่ระดับประถม ฯลฯ (ไม่ได้หมายความว่า เด็กในรร.ไทยจะเป็นไม่ได้หากได้รับการหล่อหลอมที่ดี)

แน่นอนว่าเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างแพง...แต่เด็กไทยที่ประสบความสำเร็จ จากการเรียนในระบบนี้เท่าที่ทราบ มีไม่น้อยค่ะ เพียงแต่ผปค.ของเด็กเหล่านั้น อาจไม่ได้เข้ามาในเว็บนี้เท่านั้น...ซึ่งก็เป็นแนวทางของแต่ละบ้าน

นี่เป็นข้อมูลความคิดเห็นของเพื่อนๆท่านหนึ่งในเวบบอร์ดค่ะ จากประสบการณ์จริงของครอบครัวของเธอ

และความเห็นข้างล่างนี้ก็เป็นความเห็นของเพื่อนอีกท่านหนึ่งในเวบบอร์ด

ผมเคยลองคิดเล่นๆในมุมของตัวเงินอย่างเดียว ได้ตัวเลขที่น่าสนใจครับ

ผมเริ่มที่สมมุติฐานที่ว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯเป็น Flat Rate ที่ 1 ล้านบาทต่อปี นับตั้งแต่ประถมหนึ่งถึงมหาวิทยาลัย รวมแล้ว 16 ปี แล้วคิดเทียบดูว่าถ้าเราสามารถนำเงินจำนวนเดียวกันไปลงทุนและได้ผลตอบแทน เฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี และผลตอบแทนที่ได้ผมจะลงทุนรวมเข้าไปด้วยกับเงินลงทุนเดิม

ได้ตัวเลขออกมาว่าเมื่อครบ 16 ปี เงินกองนี้จะมีมูลค่า 39,544,702.85 บาท

เมื่อครบ 16 ปี ถ้านำผลตอบแทนจากเงินกองนี้มาใช้ปีละ 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 3 เปอร์เซ็นต์ยังให้คงอยู่ในกองทุนนี้สำหรับเผื่อค่าเงินเฟ้อ

จะมีเงินรายเดือนสำหรับใช้จ่าย เดือนละ 230,677.43 บาท

ผมไม่แน่ใจว่าเงินเดือนสำหรับปริญญาตรีในอีก 16 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่พอจะมั่นใจได้ว่าเงินรายเดือนสองแสนเศษนี้น่าจะพออยู่ได้อย่างไม่ขัดสน

ทั้งหมดนี้คือคิดในแง่ตัวเงินเท่านั้นครับ แต่การศึกษามีอะไรมากไปกว่าการเรียนเพื่อจบมาทำงาน มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในระหว่างการศึกษา ก็คงต้องชั่งน้ำหนักกันดูสำหรับแต่ละครอบครัวครับ

น่าคิดนะคะ หากเงินก้อนนี้ นำไปเพื่อสร้างประชาชนที่แข็งแกร่ง และสร้างคุณค่าให้กับสังคมและประเทศชาติ เงินจำนวนนี้ ถือว่าคุ้มค่าที่ลงทุนในตัวลูก

แต่หากเลี้ยงลูกไม่เป็น ไม่ได้อบรมให้เป็นคนดี มีศีลธรรมจรรยา มีคุณค่าต่อสังคม ก็เหมือนเอาเงินกองนี้ ไปทิ้งโถส้วม เสียดายเหมือนกัน

จ่ายไหวไม๊ เรียนโรงเรียนไทย หรือ อินเตอร์ดีหนอ (2)

หากอ่านเรื่องราว ตัวเลขค่าใช้จ่ายข้างต้น ในฐานะลูกจ้าง มนุษย์เงินเดือนคงมึนไปเหมือนกัน แต่หากวางแผนทางการเงินดีๆ ก็มีเทคนิคหลายๆทางที่พอจะผ่อนหนักเป็นเบาได้

การเรียนในระบบปริญญาตรี และโทนั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่หนักมาก ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทย แต่ในตปท.เอง ก็ถือว่าเป็นภาระที่หนักเช่นกัน ดังนั้น พ่อแม่จึงมักจะให้ลูกช่วยเหลิอตัวเอง เก็บเงินเรียนค่อเอง และเรียนไปทำงานไป

เช่น เคท มิดเดิลตัน ที่กำลังจะกลายเป็นเจ้าหญิงในวันนี้ เธอเคยทำงานที่ประเทศ อาฟริกาใต้ ตอนเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ๑ ปี เพื่อฝึกงาน แล้วจึงเดินทางกลับมาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่บ้านเกิด จนพบรักกับเจ้าชายวิลเลี่ยม ว่าที่พระสวามีในเช้าวันนี้

ทอ มลินสัน ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทเรือเช่าดังกล่าว เล่าถึงวันที่ เคต ไปทำงานเป็น “เบ๊” ที่นั่น ก่อนจะกลับอังกฤษเพื่อเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย เซนต์ แอนดรูส์ ในเดือนกันยายน ปี 2001

“ประมาณหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมงเช้า เราต้องตื่นมาขัดถูเรือให้พร้อมสำหรับใช้งาน มันเป็นงานสกปรก และใช้แรงมากพอควร” ทอมลินสัน เล่า และเสริมว่า ค่าตอบแทนก็ต่ำต้อยไปตามประเภทงานด้วย

“เป็นคุณหนูหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เคต ไม่กลัวงานหนักเลย”

“เธอชินกับการทำงานสกปรก เช่น ขัดท่าเรือหรือใต้ท้องเรือ พอเลิกงานก็มักจะมาดื่มกับพวกเรานิดหน่อยเสมอ”

ลูกเรือทุกคนต้องทำงานวันละ 10 ชั่วโมง แลกกับค่าตอบแทน 40 ปอนด์ (1,900 บาท) บนเรือยอตช์ 26 ลำ ที่ให้เช่าสำหรับจัดงานเลี้ยงต้อนรับนอกชายฝั่งตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งหน้าที่ของ เคต ก็คือ เตรียมเรือให้พร้อม และคอยต้อนรับแขกบนเรือ

ทั้งนี้ ตามความนิยมของนักเรียนในอังกฤษ และโลกตะวันตกในปัจจุบัน หลังจบการศึกษาระดับมัธยมปลายแล้ว จะยังไม่เข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในทันที แต่จะออกมาทำงานและท่องเที่ยวสัก 1 ปีก่อน สำหรับ เคต นอกจากใช้เวลา 1 ปีดังกล่าวที่แอฟริกาใต้แล้ว เธอยังไปพำนักที่เมืองฟลอเรนซ์ ในอิตาลี และที่ประเทศชิลีด้วย
พ่อแม่ในตปท.ส่วนมาก จะให้ลูกๆทำงานไปเรียนไป เมื่อเรียนชั้นปริญญาตรีและโท ซึ่งดิฉันมีเพื่อนๆหลายคน ที่ไปทำงานร้านค้าต่างๆ หรือบริษัทต่างๆในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ และมาเรียนในตอนกลางคืน หรือ ทำงานในวันที่ไม่มีเรียน เืพื่อหาเงินส่งเสียตัวเอง และหลายๆคนก็ขอทุนจากมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงาน ที่ทำงานอยู่ไปด้วย เพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

หากพ่อแม่ปูพื้นฐานให้ลูกเป็นคนเก่ง มีความสามารถตั้งแต่ระดับเล็กๆ การเรียนต่อในระดับปริญญาตรี หรือโท ด้วยการช่วยเหลิอตัวเองไปด้วย ไม่ใช่เรื่องยากเลย และเป็นการฝึกฝนที่ดียิ่ง ที่จะเป็นพื้นฐานให้เด็กประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการทำงาน ยิ่งเรียนไปทำงานไป จะสามารถประยุกต์เอาวิชาความรู้ไปเชื่อมโยงกับการงานได้ และเอาเคสที่เจอ มาหารือกับอจ. จะยิ่งเก่งทั้งการงาน และการเรียนก็ได้คะแนนสูงค่ะ เพราะอจ.ชอบให้แสดงความเห็นในห้อง
 
ญหาหลักๆ น่าจะเป็นเรื่องการเรียนในวัยประถม ถึงมัธยม ที่พ่อแม่คงต้องหาทางรับผิดชอบเอง และส่งเสริมทักษะลูกๆให้รอบด้าน เมือเรียนในระดับปริญญาตรี หากต้องช่วยตัวเอง หางานไป เรียนไป จะได้ไม่ลำบากจนเกินไป เพราะผ่านการฝึกฝนมาแล้ว

ดิฉันมานั่งคิดถึงค่าใช้จ่ายที่คุณธีระประมาณการไว้ ก็อาจจะใกล้เคียง แต่หากพ่อแม่ให้เรียนพิเศษสารพัด เสริมทักษะด้านดนตรี กีฬา ก็อาจจะหนักกว่านี้ หากพ่อแม่ส่งเสริมลูกด้วยตัวเองบ้าง ก็อาจจะพอประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

ตัวอย่างนึงในหนังสือนี้ คือ พ่อท่านนึง ส่งเสริมลูกให้เป็นโปรกอล์ฟ ตั้งแต่ลูกอายุ ๙ ปี เพราะลูกชอบ ท่านเล่าว่า ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมลูกๆ ให้เป็นโปรกอล์ฟนี่ ปีละ ประมาณ ๒ แสนบาท

ตอนนี้ลูกชายท่าน เข้าสู่มืออาชีพ ระดับนานาชาติ เสียค่าใช้จ่ายไปกว่า ๒๐ ล้านบาทแล้ว ขายที่ ขายทรัพย์สินไปเกือบหมดแล้ว แต่ก็คาดหวังที่เงินรางวัลระดับนานาชาติ ได้ครั้งหนึ่งก็เป็นล้านบาท และหากดังก็มีสปอนเซอร์ใหญ่ๆ มาออกค่าใช้จ่ายในการซ้อม การเดินทางที่พักต่างๆด้วย
รืออีกตัวอย่างนึง ในการส่งเสริมลูกๆด้านดนตรี หากส่งเสริมจริงจัง และลูกมีความชอบ แม้จะเสียค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมหนักพอสมควรในการเริ่มต้น แต่เมือลูกเก่ง และมีความสามารถ ก็อาจจะได้ทุนเรียนในโรงเรียนดีๆ และ มีงานพิเศษทำ มี่รายไ้ด้ประจำ ตั้งแต่เรียนมัธยมก็เป็นได้

เหมือนน้องคนนึงที่เล่าในหนังสือเล่มนี้ ได้ทุนเรียนในโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ ซึ่งค่าใช้จ่าย ๔ แสนบาทต่อปี เพราะเป็นนักดนตรีประจำโรงเรียน และได้รับงานเล่นคอนเสิร์ตร่วมกับซิมโฟนี เยาวชน มีรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาท ในชั้นมัธยม ก็ไม่เลวเลย
 
 

จ่ายไหวไม๊ เรียนโรงเรียนไทย หรือ อินเตอร์ดีหนอ (1)

ที่ผ่านมาหลายปี เห็นทุกปี จะมีกระทู้เพื่อนๆพ่อแม่ หลายๆท่าน ที่พิจารณาเรื่องการเลือกโรงเรียนของลูก การเรียนในโรงเรียนไทย หรือ สองภาษา หรือ อินเตอร์ดี แม้ว่าหลายๆคนก็คิดว่า เรียนอินเอตร์ดีกว่า เพราะได้เปรียบเรื่องภาษา เทคนิคการสอน ส่วนมาก ก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อวานดิฉันได้หนังสือเล่มใหม่ มาเล่มนึง คือ

"ปั้นเศรษฐีน้อยจากร้อยสู่ล้าน" โดยทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

มีการเขียนเรื่องนี้พอดีค่ะ จะขอก็อปเน้นๆมาให้อ่านกัน

ใครสนใจเรื่องการสอนลูกเรื่องการเงิน ไปซื้อมาอ่านได้นะคะ เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ชอบเลยค่ะ เพราะเรื่องการบริหารเงิน เป็นเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องนึง ที่เราต้องสอนลูกๆของเรา ไม่งั้นเรียนเก่งแค่ไหน ทำงานเก่งแค่ไหน ก็ล้มละลายถังแตกอยู่ดี หากบริหารเงินไม่เป็น
"การ เรียนในโรงเรียนนานาชาติในไทย หรือ เรียนต่างประเทศ จะเป็นภาระผูกพันระยะยาวนานถึง ๒๐ ปี ขณะที่ค่าใช่จ่ายในการเล่าเรียนจะเพิ่มขึ้นทุกๆปี ราว ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเรื่องที่ผปค. ต้องเตรียมตัว" ธีระ ภู่ตะ...ล ประธานกรรมการบลจ. ฟินันซ่า กล่าว


การเลือกเรียนโรงเรียนของลูก ปัจจุบัน แบ่งคร่าวๆได้ ๓ ระบบ คือ

แบบประหยัด คือ เรียนโรงเรียนของไทย

แบบ Deluxe คือ ส่งไปเรียนนานาชาติในเมืองไทย

แบบ Luxury คือ ส่งไปเรียนในต่างประเทศ




ระบบ Deluxe คือ การเรียนในโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย งบประมาณตั้งแต่อายุ ๓-๒๓ อยู่ในราว ๒๙-๓๒ ล้านบาท

แยกเป็นระดับอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ๑๐.๘ ล้านบาท

ระดับปริญญาตรี ๑๓.๔๔ ล้านบาท และปริญญาโท ๕-๘ ล้านบาท

"หากคิดจะให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย ตั้งแต่อายุ ๑๐ ปี ไปจนถึง ๑๘ ปี ในช่วงเวลา ๙ ปีนั้น ต้องใช้งบประมาณ เฉลี่ยปีละ ๕ แสนบาท"

ค่า ใช้จ่ายในระบบ Luxuary หรือ ส่งลูกไปเรียนตปท.แบบเรียนประจำ ทั้งระบบอเมริกัน และอังกฤษ ตั้งแต่อนุบาล ถึงปริญญาโท ต้องใช้งบประมาณสูงถึง๔๑-๔๔ ล้านบาท

แยกเป็นประดับอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ๒๓ ล้านบาท
ปริญญาตรี ๑๓.๔๔ ล้านบาท และปริญญาโท ๕-๘ ล้านบาท

ขณะที่ ไฟแนนซ์เชียลไทม์ ได้รายงานว่า ถ้าส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนประจำในระบบอังกฤษ ต้องใช้งบประมาณปีละ ๑.๗๒ ล้านบาท รวมค่ากินอยู่

ถ้าเรียน ๑๐ ปี ค้องใช้งบประมาณ ๑๗-๒๐ ล้านบาท ถ้าเรียน ๒๐ ปี เงินที่ต้องใช้ประมาณ ๔๐ ล้านบาท
ธีระให้แนวทางการบริหารเงินว่า พ่อแม่ ต้องออมเงินปีละ ๙ แสนบาท หรือ ๗๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน และต้องทำให้เงินก้อนนี้โต ๑๐ เปอร์เซ็นต์ทุกปี จึงจะได้รับเงิน ๒๙-๓๒ ล้านบาท เพื่อครอบคลุมการศึกษาของลูกในอีก ๒๐ ปีข้่างหน้า

"ถ้าบอกว่าออมเงินเดือนละ ๗๕,๐๐๐ บาท จะไม่มากเกินไป แต่ถ้าบอกว่าคุณต้องเตรียมเงิน ๓๐ ล้าน ถือว่าเยอะเหลิอเกิน ต้องดูว่า ตอนนี้ลูกคุณอายุเท่าไหร่แล้ว ถ้าทำให้เงินโตเป็นสองเท่า เช่นได้รับผลตอบแืทน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี จะต้องใช้เวลาราวๆ ๗.๒ ปี แต่หากเอาไปฝากธนาคารได้ ๔ เปอร์เซ็นต์ จะใช้เวลานานถึง ๑๘ ปี"


วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดเรื่องพ่อค้าวาณิช นักปราชญ์และนักศึกษาหนุ่ม

มีนิทานอีกเรื่องนึง จากหนังสือ "มีลูกกี่คนก็รวยได้ ถ้าใช้เงินเป็น" ของคุณสุวิภา เจริญยิ่ง


นานมาแล้ว บนเรือโดยสารเพื่อข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง มีคนโดยสารอยู่กว่า 10 คน คือ พ่อค้าวาณิช นักปราชญ์และ นักศึกษาหนุ่ม และคนอื่นๆ  สามคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มาร่วมชะตากรรมด้วยกันในเรือลำนี้

การเดินทางครั้งนี้ พ่อค้าพกพาสมบัติมาด้วยมากมาย เพราะคิดว่าจะห่างบ้านหลายวัน ด้วยความห่วงกังวล เลยเอาติดตัวมาด้วย  ในขณะที่นักปรารชญ์ และ นักศึกษา ไม่ได้พกอะไรมาด้วยมากมาย  ซึ่งพ่อค้าก็ได้แต่เยาะเย้ย เฝ้าแต่โอ้อวดความสำเร็จ ความร่ำรวยของตน

ขณะที่พ่อค้ากำลังโอ้อวดความร่ำรวยของตนอยู่นั้น ก็มีโจรสลัดมาประชิดเรือและปล้นเอาทรัพย์สินของคนในเรือไปหมด รวมทั้งของพ่อค้าวาณิชนี้ด้วย ทำให้ทรัพย์สินมากมายที่ติดตัวมานั้น ถูกนำไปจนหมดสิ้น ในขณะที่นักปรารชญ์และนักศึกษาหนุ่ม กลับไม่มีทรัพย์สินให้ปล้น

พ่อค้าวาณิชฟูมฟายด้วยความเสียใจ ต่อว่านักปราชญ์และนักศึกษาหนุ่มว่า "เจ้าคงไม่เสียใจ เพราะเจ้าไม่ได้นำทรัพย์สินติดตัวมา จึงไม่ถูกปล้น"

แต่นักปราชญ์ และนักศึกษาหนุ่ม กลับตอบว่า สิ่งที่พวกเขาติดตัวมานั้น คือสติปัญญา และความรู้ที่ติดตัวพวกเขาไปทุกแห่ง และไม่มีใครปล้นไปได้


ในยุคปัจจุบัน บุคคลที่ทำรายได้เป็นจำนวนมาก โดยไม่ีมีข้อจำกัดเรื่องวัย หรือ ปริญญาที่มี คือ  ผู้ที่ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอาวุธ  ไม่ว่าจะเป็น บิลล์ เกตต์   เจ้าของไมโครซอฟต์   สตีฟ จอบส์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Apple   หรือ มาร์กซัคเกอร์เบิร์กผู้ก่อตั้งเครือข่ายเฟซบุ๊ก  หรือแม้แต่วอร์เร็ต บัฟเฟตต์  ทุกท่าน แม้จะต่างวัย แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ สิ่งที่สร้างความสำเร็จ และความร่ำรวยของพวกเขา ไม่ได้มาจากใบปริญญาจากสถาบันดัง  หรือ มาจากทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอด   แต่หากเป็น "ทรัพย์สินทางปัญญา"  ที่นำพาความรู้ความสามารถ มาสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบัน

การปลูกฝังลูกให้มีนิสัยรักการเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะต่างๆทั้งทฤษฎีและปฎิบัติ  กล้าคิด กล้าลองทำ ให้เด็กๆมีโอกาสค้นหาเคล็ดลับความสำเร็จเฉพาะตัวของตัวเอง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ติดตัวลูกไป และไม่มีใครจะมาปล้น หรือแย่งชิงไปได้ค่ะ








ข้อคิดจากผีเสื้อ

ช่วงนี้ ดิฉันกำลังอ่านหนังสือดีเล่มนึง ที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆได้อ่าน คือ เรื่อง " มีลูกกี่คนก็รวยได้ ถ้าใช้เงินเป็น"  The Rich Famiy  ผู้เขียนคือ คุณ สุวภา เจริญยิ่ง  ซึ่งถือเป็นเป็นผู้หญิงเก่งด้านการบริหารการเงิน และเชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากท่านนึงในประเทศไทย  ดิฉันเป็นแฟนหนังสือหลายเล่มของเธอค่ะ งานเขียนหลายๆเล่มของเธอนั้น ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า การลงทุน การออมเงินนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก และเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นสำหรับทุกๆครอบครัว  มีตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ เธอพูดถึงเรื่อง ผีเสื้อ

ในสวนผีเสื้อแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นเพื่อเพาะเลี้ยงผีเสื้อเพื่อการขยายพันธุ์  ตามธรรมชาติของผีเสื้อนั้น ถือกำเนิดมาจากไข่  แล้วฟักออกมาเป็น หนอนผีเสื้อ  เมื่อเป็นหนอนผีเสื้อ ก็จะกลายสภาพเป็นดักแด้ มีใยหนาห่อหุ้มตัวหนอนของมัน จนถึงเวลาที่มันแข็งแรงกลายเป็นผีเสื้อ   เมื่อต้องการลอกคราบออกจากดักแด้ ผีเสื้อต้องขยับปีก ให้หลุดออกจากดักแด้ที่ห่อหุ้มตัวของมันไว้  ซึ่งในขั้นตอนนี้ อาจจะทำให้ปีกของผีเสื้อฉีกขาด ไม่สวยงาม

ผู้ที่เลี้ยงผีเสื้อ อาจจะด้วยความสงสาร หรือ ความปรารถนาดี เกรงว่าปีกผีเสื้อจะได้รับความเสียหาย เป็นที่ไม่พอใจของเจ้าของ จึงพยายามช่วยมันด้วยการช่วยตัดเปลือกดักแด้ที่ห่อหุ้มผีเสื้อไว้  เพื่อให้ผีเสื้อไม่ต้องออกแรงขยับปีกเหมือนเดิม   แต่ผีเสื้อที่ได้รับการช่วยเหลือแบบนี้  จะมีสภาพปีกที่แม้ว่าจะสวยงาม แต่อ่อนแรง  ไม่มีแรงกล้ามเนื้อที่จะบินต่อไปได้  เพราะไม่ได้ออกแรงขยับปีกเพื่อให้ออกมาจากดักแด้ตามธรรมชาติ  และในที่สุดผีเสื้อที่อ่อนแอเหล่านี้ ก็ต้องร่วงตกลงมา ไม่สามารถมีชีวิตรอดในธรรมชาติได้



เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูกที่เราพ่อแม่ แม้จะรักและทะนุถนอมห่วงใยลูกเพียงใด  ก็ต้องพยายาม เปิดโอกาสให้ลูกมีโอกาสฝึกฝนทักษะที่สำคัญต่างๆ  ได้ช่วยตัวเองในเรื่องส่วนตัว เช่นการอาบน้ำ การกินอยู่   รวมทั้งทักษะต่างๆด้านการเรียน ฝึกฝนลูกให้รับผิดชอบและมีวินัยใน หน้าที่ของตนทั้งในเรื่องชีวิตส่วนตัว การบ้าน การเรียน และการเงิน   ซึ่งล้วนแต่เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญในการที่ลูกจะอยู่รอด และเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานในอนาคต   


การประคับประคอง ประคบประหงมลูกจนเกินพอดี การให้ความช่วยเหลือลูกตลอดเวลา ทั้งเรื่องการบ้าน การกินอยู่ชีวิตประจำวัน ไม่เคยเผชิญปัญหา ไม่เคยล้มเหลวผิดพลาด จะทำให้เด็กนั้น โตแต่ตัว  แต่ขาดประสบการณ์การแก้ปัญหา  ขาดความอดทน และความเพียร และขาดวิธีคิด วิจารณญาณในการจัดการกับปัญหาต่างๆด้วยตัวเอง  ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่  และอาจจะไม่สามารถทนทานต่อปัญหาและอุปสรรคในภายภาคหน้่าได้





วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หนังสือเล่มแรกของ MNSHANG






เมื่อวานได้มีโอกาสเห็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตของตัวเองเป็นครั้งแรก  หนังสือ สอนลูกให้ชนะ "โลก"  วางเด่นเป็นสง่าในร้านหนังสือ ซีเอ็ดบุ๊ค ใกล้บ้าน  ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเหมือนกันว่า จะมีวันใดในชีวิตที่มีโอกาสเป็นเจ้าของผลงานเขียนที่มีความหมายกับตัวเองเช่นนี้


หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมผลงานที่เขียนกระทู้ยาว ที่เขียนมาตลอดเวลากว่า ๔ ปี ในเวบบอร์ด ห้องเรียนของลูก และคุยกันฉันพ่อแม่  ในเวบไซด์โมมี่พีเดีย   เป็นการทำงานแบบจิตอาสา  แบ่งปันความเห็น ความรู้ และมุมมอง ในฐานะ มนุษย์ทำงานในองค์กรหลายๆองค์กร  ทั้งในฐานะผู้บริหาร ในฐานะครู ในฐานะที่ปรึกษา ในประเทศไทย และประเทศเวียดนาม    ในฐานะมุมมองของผู้ที่ต้องร่วมงานกับคนทำงาน รุ่นน้อง รุ่นหลาน  พบเห็นปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ที่คนทำงานธุรกิจต้องเผชิญอย่างมาก ทำให้รู้ว่า  การที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จในอนาคตนั้น   แค่เก่ง...มีความรู้สูง มันไม่เพียงพอ  การที่คนเราจะสามารถดำรงชีิวิตอย่างมีความสุขได้ในอนาคต ที่มีการแข่งขันในเรื่องอาชีพการงานสูงนั้น คนเราต้องมีทักษะรอบด้าน มีทักษะชีวิต และมีกำลังใจที่แข็งแกร่ง และมีสติปัญญาในการพลิกแพลง แก้ปัญหาให้ได้

ในฐานะแม่ของเด็กเล็กๆสองคน  ดิฉันเองก็เฝ้าคิดหาวิธี ที่จะปลูกฝัง ฝึกลูกให้รับมือ กับการแข่งขันในอนาคต   จึงเกิดกระทู้ขึ้นมากมายในเวบบอร์ดโมมี่พีเดีย ที่ได้กระตุ้นเตือนให้ิเพื่อนๆพ่อแม่ ให้หันมาฝึกทักษะลูกๆให้รอบด้าน  เพื่อให้เด็กๆ สามารถ ชนะ "โลก"  และสามารถมีชีวิตที่มีความสุข และประสบความสำเร็จตามศักยภาพของเขาได้ในอนาคต

สารบัญในหนังสือ



  • ความรู้สึกของคนเริ่มทำงาน ที่เราเคยฟัง แต่ไม่ได้ยิน
  • สอนเด็กให้ค้นหาเป้าหมายในชีวิต
  • มองเห็นสิ่งที่ตัวเองคิด
  • เป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่า ต้องมีความหมายต่อสังคม
  • เล่าเรื่องความสำเร็จของคนรุ่นใหม่
  • เลือกทำในสิ่งที่รัก
  • ล้มเหลวได้ แต่ไม่ล้มเลิก
  • Self Learner รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกทักษะรอบด้าน
  • CRM
  • อย่ากลัวลูกลำบาก เพราะลำบากแน่ๆในภายหลัง
  • ทำงานในยุคโลกาภิวัฒน์ แค่เก่งไม่พอ
  • ค้นหาการยอมรับนับถือตนเอง
  • รู้ใช้ เข้าใจเรื่องการบริหารเงิน
เป็นต้น

อยากขอบคุณทางทีมงานเวบบอร์ด และเวบมาสเตอร์ของเวบไซด์รักลูกกรุ๊ป และ โมมี่พีเดียในปัจจุบัน รวมทั้งเวบบอร์ด Managerroom ของอาจารย์วรภัทร ภู่เจริญ ที่เป็นเวทีที่เปิดกว้าง และเปิดโอกาสให้ดิฉันได้แสดงความเห็นอย่างเปิดเผย และตรงไปตรงมา มาหลายปี  จนได้มีโอกาสเสนอผลงานต่อทางสำนักพิมพ์  การฝึกฝนทักษะด้านการเขียนที่ทิ้งร้างไปหลายปีในวัยเด็ก ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเวทีสาธารณะที่เปิดกว้างสองแห่งนี้

ดิฉันขอขอบพระึคุณทางผู้บริหาร และทีมงานบริษัท แฮปปี้บุ๊ค พับลิชชิ่ง จำกัด ที่ได้ให้เกียรติและให้โอกาสดิฉันในการได้ร่วมงานกับทางสำนักพิมพ์  และได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ ได้น่าอ่าน เกินกว่าที่ดิฉันจะจินตนาการได้  ทางสำนักพิมพ์ และบริษัทจัดจำหน่ายได้ ทำให้ข้อมูลที่ดิฉันตั้งใจนำเสนอต่อสังคมไทย ได้กระจายออกไปกว้างขวางออกไปในสังคม  ซึ่งก็เป็นความตั้งใจของดิฉันที่จะเห็นครอบครัวไทย ช่วยกันสร้างเยาวชนของชาติให้มีคุณภาพ มีความสามารถรอบด้าน และสามารถที่จะต่อสู้ แข่งขันได้ในอนาคต ซึ่งเป็นทางรอดที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นกัน

สุดท้ายนี้ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดช่วยคุ้มครองเพื่อนๆในสังคมทุกๆครอบครัวให้มีสติปัญญาที่แจ่มใส เบิกบาน มีกำลังใจที่เปี่ยมพลัง และนำพาประเทศชาติและครอบครัวของพวกเราไปสู่ความรุ่งเรือง เบิกบาน และไม่พ่ายแพ้แก่ชนชาติใดในโลกค่ะ