วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เมืองดาลัด เวียดนาม (6)




ภาพวิธีการปักผ้่าไหมด้วยมือ




ภาพจากผ้าปักด้วยไหมหลากสีค่ะ  ภาพนี้ราคาหลายหมื่นดอลลาร์




































XQ Hand Embroidery Center and Historical Museum


สถานที่แห่งนี้ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เพื่อนๆที่มาเที่ยวดาลัด ไม่ควรพลาดค่ะ เำพราะอยู่ห่างจากทางเข้าประตู Valley of Love เำพียงข้ามถนน ไม่ถึง ๕๐ เมตร   ตอนแรกก็ไม่อยากมาค่ะ เพราะคิดว่ามาชมการผลิต ผ้าปักเท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว ในนี้ สวยมากเลยค่ะ  ใหญ่และสวยกว่า  ­พาติโอ ที่เขาใหญ่อีก  ปลูกดอกไม้สวยมาก  เป็นสถานที่ขาย และจัดแสดง ผ้าปักมือที่สวยงาม ซึ่งเอาไปทำผ้าม่าน รูปแขวน หรือ ชุดเวียดนาม   ซึ่งศิลปะนี้ได้รับมาจากประเทศจีนอีกต่อหนึ่ง

ส่วนการจัดสถานที่ เป็นการจัดผสมผสานของศิลปะฝรั่งเศส และการจัดสวนแบบเวียดนามผสมผสาน สวยมากเลยค่ะ  ในนี้มีร้านอาหารเล็ก ๆและร้านกาแฟ เบเกอรี่ รสอร่อย ราคาไม่แพง  แถมนั่งได้เรื่อยๆ เพราะสวยจนไม่อยากไปไหน  เท่าที่ดูจะรายการทัวร์เมืองไทย มักจะไม่มีที่ๆนี่ แต่เพื่อนๆควรต่อรอง เพื่อเข้ามาชมนะคะ ค่าเข้าชมฟรีค่ะ    ส่วนที่ Valley of Love ค่าเข้า จะประมาณ 50 บาทต่อคนค่ะ  เด็กเล็กๆ ไม่คิดค่าเข้าชมค่ะ

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เมืองดาลัด เวียดนาม (5)

 Valley of Love หุบเขาแห่งรัก















ที่นี่ เป็นสถานที่ที่ ไฮไลท์แห่งหนึ่งเลยค่ะ ที่ต้องไปให้ได้ เพราะสวยงาม โรแมนติกมากมาย  อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7  กิโลเมตร เป็นหุบเขา ปกคลุมด้วยไม้สน และมีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง  มีทางเดินริมทะเลสาบแสนโรแมนติก และมีศาลาให้ชมวิว เป็นระยะๆ สามารถนำอาหารและเครื่องดื่ม มาดื่มได้ ปิคนิคได้อารมณ์มากเลยค่ะ  แต่ก็มีศาลาร้านอาหาร และเครื่องดื่มริมทะเลสาบไว้รอรับด้วยนะคะ น่ารัก และเป็นส่วนตัวดี

ตอนแรกดิฉันและสามีไม่อยากมาที่นี่ เพราะด้านบนเห็นเป็นสวนสนุกเล็กๆ นึกว่าเป็นสวนสนุกค่ะ  แต่ที่จริงแล้ว พอเดินพ้นสวนสนุก ก็จะเป็นทางลง ซึ่งปลูกเป็นสวนดอกไม้ สวยมากเลย  เป็นทางลง ผ่านลงมาที่ริมทะเลสาบ  มีรถม้าให้นั่ง หรือจะขี่ม้าเล่น หรือ จะนั่งรถจี๊บชมรอบทะเลสาบก็ได้    แต่พวกเราเลือกที่จะเดินค่ะ  ลมเย็นสบาย  ท้องฟ้าสวยมาก และอุณหภูมิเพียง ๑๕-๑๖ องศาเท่านั้น แต่แดดจัด ควรทาครีมกันแดดด้วยนะคะ

ใช้เวลาเที่ยวเล่นสักครึ่งวันก็น่าจะพอ แต่จะเอาโรแมนติกเล็กๆ อยู่ทั้งวันก็ได้ค่ะ สวยมากๆเลย

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เมืองดาลัด เวียดนาม (4)

Langbiang Mountain

เทือกเขาลางเบียง แ่ห่งนี้ อยู่ห่างจากตัวเมืองดาลัดประมาณ ๑๒ กิโลเมตร อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๒๐๐๐ เมตร   เวลาไปที่นี่ จะต้องซื้อตั๋วนั่งรถจี๊บต่อขึ้นไปยังยอดเขา   ราคาประมาณคันละ ๓๐๐ ๔๐๐ บาท  นั่งได้ประมาณ ๕ คน  เราไม่สามารถขับรถขึ้นไปเองได้ค่ะ แต่ก็ดีมาก เพราะเป็นเรื่องของความชำนาญเส้นทาง และความปลอดภัย เพราะทางที่ขึ้นไปนั้นเป็นถนนแคบๆ แต่ดี  และไต่ไปตามภูเขาที่ชัน  กาำรดูแลนั่งท่องเที่ยวแบบนี้ ทำให้เกิดความปลอดภัย และธรรมชาติไม่เสียหาย  จากนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้มรรยาท

บริเวณยอดเขา เราสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน  ปนทะเลหมอก  มองเห็นสายน้ำ จาก ทะเลสาบ Suoi Vang และมองเห็นตัวเมืองดาลัดได้ทั้งหมด มีร้านอาหารที่มองเห็นทิวทัศน์จากเทือกเขาสูง และสวนหย่อมเล็กๆที่งดงาม ที่นี่เช่นกัน  เป็นอีกที่นึงที่ประทับใจมากค่ะ

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เมืองดาลัด เวียดนาม (3)

Datanla Waterfall

น้ำตกดาตันลาแห่งนี้  อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถกระเช้าไฟฟ้า และวัด Truclam ค่ะ ห่างกันไม่ถึงกิโลเมตรกระมัง  น้ำตกไม่ใหญ่มากนัก แต่มีการบริหารจัดการที่ดี คือ มีรถรางคันเล็กๆ นั่งเล่นคันละสองคน พาขึ้น หรือ ลงไปที่น้ำตก เด็กๆนั่งกันสนุกมากค่ะ   และแน่นอนค่ะ ต้องเต็มไปด้วยสวนดอกไม้ เมืองหนาว สวยงาม ตลอดสองทางเดินลงไปยังน้ำตก ทางที่เดินลงไปที่นำ้ตก ก็สะอาด เดินง่าย เพราะปูด้วยพื้นหิน  และไม่ได้รกไปด้วยหญ้ารกๆ  เวลาไปเที่ยว จะรู้สึกเหมือนเดินไปชมสวนค่ะ  น่าเที่ยวมากเลย  ราคาบัตรเข้าชมก็ไม่แพงค่ะ แค่คนละ ๓๐ บาท

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เมืองดาลัด เวียดนาม (2)









Add caption


Dalat Cable Car and Truclam Temple




















การชมเมืองดาลัดที่น่าสนใจวิธีหนึ่ง คือ การเดินทางขึ้นไปนั่งกระเช้าไฟฟ้า หรือ Cable Car ซึ่งเป็นรถกระเช้าไฟฟ้า จากสวิสเซอร์แลนด์ ใหม่เอี่ยมและใช้เทคโนโลยีของบริษัท Doppelmayr Seibahnen จากประเทศออสเตรีย  มีความปลอดภัยสูง และเห็นความงามของเมืองดาลัด ทิวทัศน์ของเทือกเขา และทุ่งดอกไม้จากมุมสูง  รถกระเช้าไฟฟ้านี้ มีความยาวประมาณ ๒๓๐๐ เมตร และมีความสูงประมาณ ๑๖๕๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่บน Robin Hill ซึ่งเปรียบเสมือนประตูเมืองเข้าสู่ตัวเมืองดาลัด   ระยะทางจาก Robin Hill สู่กลางเมืองดาลัดเอง ก็ไม่ไกลค่ะ แค่ประมาณ ๗ กิโลเมตรเท่านั้น

ปลายทางด้านหนึงของสถานีรถกระเช้าไฟฟ้านี้ มาสิ้นสุดที่วัดที่สวยงามแห่งหนึ่งในเมืองดาลัด คือ วัด Truclam ซึ่งตั้งอยู่เหนือทะเลสาบ Tuyen Lam Lake ที่แสนสวยงาม  ทะเลสาบแห่งนี้ เป็นแหล่งน้ำทางการเกษตรที่สำคัญของเมืองดาลัด ซึ่งจะทำให้เมืองดาลัด มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกไปตลอดทั้งปี

แม้ว่าแต่ละวันจะมีนั่งท่องเที่ยวมากมาย แต่วัดแห่งนี้ก็คงความสงบ และสวยงามไว้ไ้ด้เสมอ  ไม่มีเสียงอีกทึกครึกโครม ป่าวร้องขอเงินบริจาคทำบุญเหมือนเมืองไทย  ดิฉันและเด็กๆมองหากล่องรับบริจาค เพื่อทำบุญ แต่ก็ไม่มีค่ะ  มีแต่ให้ธูปคนละดอก สำหรับผู้ที่ต้องการสักการะพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น  และรอบๆบริเวณวัด มีการจัดสวนดอกไม้ไว้อย่างสวยงาม สะอาดและเป็นระเบียบ  มีม้าหินตามมุมที่เห็นทิวทัศน์ เห็นสวนดอกไม้ ไว้มากมาย เพื่อเป็นที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยว  ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน ไม่เสียค่าบริการ   เห็นแล้วทึ่งค่ะ  ไม่คิดว่าในประเทศเวียดนาม จะมีสถานที่ ที่เรียบร้อย และงดงามน่าเลื่อมใสขนาดนี้

ที่นี่เป็นที่หนึ่ง ที่ผู้ที่มาเที่ยวเมืองดาลัด ไม่ควรพลาดค่ะ  ค่านั่งรถไฟฟ้า เที่ยวเดียว ผู้ใหญ่ ราคาประมาณ ๘๐ บาทค่ะ  เด็ก ๕๐ บาท  จะนั่งไปกลับก็ได้ค่ะ  ราคาประมาณ ๑๐๐ บาท

พาลูกเที่ยวธรรมชาติ เมืองดาลัด เวียดนาม (1)



ปกติแล้ว ปีใหม่ทุกๆปี ดิฉันและสามีจะถือโอกาสพาลูกเที่ยว เพื่อเรียนรู้และชมความงามของแต่ละท้องถิ่น ในการเริ่มต้นปี ๒๐๑๑ เราถือโอกาสพาลูกมาฉลองปีใหม่ที่เมืองดาลัด ประเทศเวียดนาม  เมิองดาลัด เค้าว่ากันว่า เป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในประเทศเวียดนาม เพราะเป็นเมืองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล กว่า ๑๔๐๐ เมตร ทำให้อากาศเย็นสบายตลอดปี ไม่หนาว ไม่ร้อน  เต็มไปด้วยดอกไม้ และผักสดนานาชนิด  ดอกไม้ที่ปลูกที่เมืองดาลัดนี้ เป็นดอกไม้ที่ถูกส่งขายไปทั่วประเทศเวียดนาม และส่งออกไปต่างประเทศ  เพราะเป็นดอกไม้เมืองหนาว คุณภาพดี ได้รับการพัฒนาพันธุ์และการสนับสนุนจากต่างประเทศมาหลายสิบปี  ทำให้ การปลูกดอกไม้ และพืชเมืองหนาวที่นี่ ก้าวหน้ามาก  มีการเพาะปลูกผัก และดอกไม้ในมุ้ง  เปิดไฟสว่างในยามค่ำคืน  ซึ่งถือว่าเป็นการเพาะปลูกแบบมีความรู้  ไม่ใช่ปลูกแบบตามยถากรรม 

การมาเที่ยวในเมืองดาลัดนี้ จึงเต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม จากภูเขาสูง  ทะเลสาบที่ใสสะอาด  ดอกไม้หลากสี นานาพันธุ์  วัฒนธรรมผสมผสานของเวียดนามและฝรั่งเศส  พิ้นที่การเกษตรที่มีระเบียบเรียบร้อย  และบ้านเมืองที่สงบสะอาด   การมาท่องเที่ยวในดาลัด ใช้เวลาประมาณ ๓ วันเต็มๆ ก็น่าจะเที่ยวได้ทั่ว  แต่หากอยากจะลิ้มรสบรรยากาศสบายๆ  สัมผัสชีวิตสงบๆของคนพื้นเมือง จะอยู่เป็นสัปดาห์ก็ยังได้ค่ะ   เมืองดาลัดอยู่ห่างจาก นครโฮจิมินห์ ประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร สามารถเดินทางมาทางรถได้ใช้เวลาประมาณ ๖ ชม.  หรือ มาทางเครื่องบิน และอยู่ห่างจาก เมืองนาจาง  ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม ประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร  ใช้เวลาเดินทางเพียง ๓ ชม. เท่านั้น   ถนนหนทางดีค่ะ  และไม่เหมือนเมืองในเวียดนาม เพราะน่าอยู่มากมาย

สถานที่ท่องเที่ยวในดาลัดนั้น มีหลายแห่งที่น่าสนใจ  และเดินทางไม่ยาก ซึ่งสามารถเดินทางมากับเด็กเล็กได้ค่ะ  เพราะปลอดภัยและกินอยู่ไม่ลำบากเลย

เรียนรู้ การให้รางวัล และ ลงโทษลูกอย่างเหมาะสม

เรียนรู้ การให้รางวัล และ ลงโทษลูกอย่างเหมาะสม (M&C แม่และเด็ก)

          เวลาลูกน้อยแสดงอาการดื้อรั้น หรือไม่ทำตาม คุณแม่จะหาทางออกด้วยการเอาของรางวัลเข้าแลก เพื่อให้ลูกหยุดพฤติกรรมนั้น ๆ วิธีการใช้รางวัลเข้าล่อ มักถูกแย้งอยู่บ่อยครั้ง แม้จะได้ผล เพราะเด็ก ๆ ชอบ และพ่อแม่ก็ไม่ต้องการเสียเวลามาก ซึ่งว่าไปข้อดีก็มีอยู่ นั่นคือ คนให้และคนรับต่างก็มีความสุขด้วยกันทั้งคู่ ลูกก็มีความภาคภูมิใจในตัวเอง และยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี ส่วนข้อเสียคือ อาจทำให้ลูกติดของรางวัล ทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้มา โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งสำคัญที่ควรได้รับ

          ส่วนการลงโทษเด็ก เป็นการสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อทั้งแม่และลูก ทั้งยังเป็นการทำลายความรู้สึกความภาคภูมิใจในตัวลูกด้วย แต่คงไม่มีใครเลี่ยงที่จะลงโทษลูกได้ ถ้าเขาทำผิดจริง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการให้รางวัลหรือการลงโทษ ก็ขึ้นอยู่ที่วิจารณญาณของผู้ปกครองว่าเหมาะสมอย่างไร แต่ก่อนอื่น เรามีข้อคิดในการให้รางวัลหรือลงโทษ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ปกครองค่ะ

ให้รางวัลลูกอย่างไรดี

          เมื่อลูกทำตัวไม่ดี ไม่เหมาะสม คุณแม่ไม่ควรเอารางวัลเข้าล่อ เพื่อให้ลูกหยุดการกระทำนั้นนะคะ เพราะว่านั่นจะยิ่งเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดี เขาอาจคิดว่าถ้าทำผิดซ้ำอีก ก็จะได้รางวัลมาอีก

          คุณแม่ควรสนับสนุนให้ลูกทำความดีด้วยตัวเอง โดยไม่คาดหวังรางวัลมากกว่าค่ะ และแทนที่จะให้รางวัลลูกด้วยวัตถุสิ่งของ ควรให้รางวัลเป็นคำชมเชย การพาไปทานข้าวนอกบ้าน หรือทำอาหารที่เขาโปรดให้ทาน และอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงคุณค่า ความภูมิใจ มากกว่ารางวัลทางวัตถุค่ะ 

          อย่างไรก็ดี ถ้าจะให้เป็นสิ่งของ สิ่งนั้นก็ไม่ควรเป็นของที่แพงเกินไป เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ลูกคิดว่า รางวัลมีความสำคัญมากกว่าการประพฤติตัวดี และความรู้สึกเช่นนี้ อาจจะส่งผลเสียต่อลูกในอนาคตข้างหน้าได้

          ที่สำคัญ ไม่ควรให้รางวัลลูกพร่ำเพรื่อนะคะ ควรให้ตามความเหมาะสม เพื่อรางวัลนั้นจะเป็นรางวัลที่มีคุณค่า และศักดิ์สิทธิ์ เพราะบางทีการที่เด็กทำตัวดีน่ารัก เขาก็ไม่ได้ต้องการรางวัลตอบแทนเสมอไปค่ะ

          คุณแม่ควรเน้นให้รางวัลที่ความพยายามของเขา ไม่ว่าการทำงานนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ซึ่งจะทำให้ลูกมีกำลังใจ และพยายามมากขึ้นในครั้งต่อไปค่ะ

ลงโทษลูกอย่างไรดี

          ควรมีกติกาที่ตั้งขึ้นมาเป็นข้อตกลงระหว่างแม่ และลูก หากเขาทำผิดจากที่ตั้งไว้ ก็ควรลงโทษตามความเหมาะสม ซึ่งถ้าเขายอมรับผิด ก็ควรลดหย่อนผ่อนโทษตามสมควรด้วย

          คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการตีหรือดุว่า เปลี่ยนมาใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่า เช่น หักเงินค่าขนม กักขังบริเวณ ให้เขาทำงานให้เสร็จ เป็นต้น ซึ่งนอกจากคุณแม่จะรู้สึกดีแล้ว ยังทำให้เขารู้จักความรับผิดชอบมากขึ้น

          อย่างไรก็ดี คุณแม่ไม่ควรมองปัญหาของลูกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนะคะ หากเรื่องไหนไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ก็ควรหาทางแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากปล่อยไว้นาน ลูกอาจทำซ้ำ และติดนิสัยไปจนโต หาทางแก้ลำบากค่ะ



https://www.myfirstbrain.com/parent_view.aspx?ID=77441

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Housing

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มาทำความเข้าใจวิธีการจับดินสอก่อนฝึกให้ลูกเขียน (6)

Special Thanks to

http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786

กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
กิจกรรมส่งเสริมความมั่นคงของร่างกาย ( Body Stability )
  • กิจกรรมไถนา,เดินปู,กิจกรรมผลัก ดัน
  • เล่นของเล่นต่างๆ เช่น ดินน้ำมันอ่อนๆและเล่นปีนป่าย ไต่
กิจกรรมส่งเสริมทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก ( Fine Motor Skills )
  • ติดกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ไว้บนผนังให้เด็กใช้ปากกา มาร์คเกอร์อันใหญ่เขียนบนกระดาษ ลากเส้นให้เด็กลากตามครู โดยลากเส้นจากซ้ายไปขวาอย่างน้อย 10 ครั้ง ให้เด็กลากตามทีละเส้นหรือลากจากบนลงล่าง
  • เล่นเกมต่อจุดโดยการลากเส้นต่อจุดจากซ้ายไปขวาหรือบนลงล่าง
  • วางแผ่นฉลุบนกระดาษแล้วใช้มือข้างที่ไม่ถนัดกดแผ่นฉลุไว้อย่าให้เลื่อนได้ แล้วเอามือข้างที่ถนัดจับดินสอลากไปตามขอบของแผ่นฉลุ
  • ติดผ้าสักหลาดไว้ที่ผนังหรือเอากระดานสักหลาดหรือกระดานแม่เหล็กติดไว้ที่ผนัง แล้วให้เด็กเอารูปทรงหรือภาพต่างๆไปติดไว้บนกระดาน
  • ให้เด็กเขียนบนกระดานดำโดยใช้ชอล์กแทนปากกา ลากเส้นจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา
  • ระบายสีบนกระดาษที่วางบนขาตั้งภาพ
กิจกรรมส่งเสริมการควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา ( Ocular Motor Control )
  • ใช้ไฟฉายส่องบนเพดาน โดยให้เด็กนอนหงายแล้วมองตามการเคลื่อนไหวของแสงไฟจาก ซ้ายไปขวา บนลงล่างและทิศทางเฉียง
  • หาภาพที่ซ่อนอยู่ในหนังสือ
  • เล่นเกมเขาวงกต
กิจกรรมส่งเสริมสหสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ( Eye-hand Coordination )
  • โยนลูกบอลหรือของเล่นเข้าไปในห่วงฮูล่าฮูบที่วางอยูบนพื้น เพิ่มความยากโดยการเพิ่มระยะทางในการโยน
  • โยนบอลแล้วรับโดยเริ่มจากการใช้บอลลูกใหญ่แล้วลดขนาดลูกบอลลงเพื่อเพิ่มความยาก
  • โยนโบว์ลิ่งโดยใช้ลูกบอลแทนลูกโบว์ลิ่งแล้วใช้ขวดโซดาแทนพินโบว์ลิ่ง
  • เล่นตีลูกโป่งโดยใช้ลูกโป่งขนาดกลาง

มาทำความเข้าใจวิธีการจับดินสอก่อนฝึกให้ลูกเขียน (5)

Special Thanks to

http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786


กิจกรรมเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก
กิจกรรมกล้ามเนื้อมัดเล็ก ( Fine Motor Activities )
  • ม้วนและกลิ้งแป้งโดเป็นบอลโดยใช้ฝ่ามือและงอนิ้วมือเล็กน้อย
  • กลิ้งลูกบอลให้เป็นลูกบอลจิ๋วโดยใช้ปลายนิ้ว
  • ใช้หมุดหรือไม้จิ้มฟันในการเล่นกับแป้งโด เช่น ปั้นแป้งเป็นลูกชิ้นแล้วเอาไม้จิ้มฟันเสียบเป็นไม้ลูกชิ้น
  • ตัดแป้งโดด้วยมีดพลาสติดหรือที่ตัดพิซซ่าโดยจับในท่าจับมีดหั่นเนื้อ
  • ฉีกหนังสือพิมพ์ให้เป็นชิ้นยาวๆและขยำให้เป็นลูกบอล
  • ขยำกระดาษหนังสือพิมพ์หนึ่งหน้าด้วยมือเดียวซึ่งจะเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ
  • ใช้สเปรย์ฉีดน้ำผสมสี ฉีดไปบนภาพวาดเพื่อระบายสี
  • ใช้คีมหนีบขนาดใหญ่ หนีบเก็บของ เช่น คีบถั่ว คีบเหรียญ คีบลูกบาศก์
  • ประกบมือสองข้างแล้วเขย่าลูกเต๋าที่อยู่ในมือ
  • กิจกรรมการร้อยและการเย็บ เช่น ร้อยลูกปัด ร้อยมักกะโรนี
  • ใช้ที่หยอดตา ดูดน้ำผสมสีแล้วหยดใส่กระดาษให้เป็นภาพ
  • เล่นพลิกการ์ด,เหรียญ,หมากฮอสหรือกระดุม โดยห้ามลากมาที่ขอบโต๊ะแล้วพลิก
  • เล่นหุ่นนิ้วมือ ใส่ที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้และนิ้วกลาง สมมติให้หุ่นเล่าเรื่องคุยกันหรือร้องเพลง
กิจกรรมตัดด้วยกรรไกร ( Scissor Activities )
  • ตัดจดหมายที่ไม่ใช้แล้ว,ตัดกระดาษนิตยสารทำเป็นการ์ด
  • ตัดแป้งโดด้วยกรรไกร
  • ตัดหลอดหรือกระดาษเป็นชิ้นเล็กๆ
กิจกรรมกระตุ้นการรับความรู้สึก ( Sensory Activities )
  • เดินท่าปู (นั่งบนพื้น เอามือวางบนพื้นไว้ข้างหลังแล้วยกก้นขึ้น),เล่นไถนา
  • เล่นเกมตบมือทั้งแบบมีเสียงและไม่มีเสียง หรือตบมือสลับกับตบเข่าด้วย
  • เล่นไล่ตบฟองสบู่โดยใช้มือสองข้างตบเข้าหากัน
  • ดึงดินน้ำมันออกด้วยนิ้วต่างๆกับนิ้วหัวแม่มือ ดึงทีละสองนิ้ว
  • วาดรูปบนทรายเปียก,เกลือ,ข้าวสาร หรือผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำให้มีความหนืดคล้ายกับยาสีฟัน ลากมือไปบนแป้งที่ผสมแล้วซึ่งจะเป็นการส่งความรู้สึกกลับไปที่กล้ามเนื้อและ ข้อต่อด้วย
  • หยิบของชิ้นเล็กๆ เช่น หมุด,เหรียญ หรืออื่นๆออกจากถาดเกลือ,ทราย,ข้าวสารหรือดินน้ำมัน หรือหยิบออกขณะปิดตาจะเป็นการช่วยพัฒนาในด้านการรับรู้ที่มือ
กิจกรรมข้ามแนวกลางลำตัว ( Midline Crossing )
  • ส่งเสริมการเอื้อมข้ามแนวกลางลำตัวของมือแต่ละข้าง เช่น หยิบบล็อคจากซ้ายมือไปใส่กล่องทางขวามือ
  • เลิกห้ามเด็กใช้มือซ้ายในการทำกิจกรรมถ้าเด็กถนัดมือซ้าย ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมในแนวกลางลำตัวแล้วให้เด็กเลือกที่จะใช้มือเอง
  • เริ่มสอนเด็กให้รู้จักซ้ายขวาผ่านการเล่น เช่น เตะบอลด้วยขาขวาหรือซ้าย,เลียนแบบท่าทางคล้ายเกมไซม่อมเซย์ บอกคำสั่งให้มีการเคลื่อนไหวข้ามลำตัว
  • ระบายสีภาพที่วางบนขาตั้งภาพ ให้เด็กระบายเป็นเส้นต่อเนื่องข้ามหน้ากระดาษและระบายในแนวเฉียงจากบนลงล่าง

มาทำความเข้าใจวิธีการจับดินสอก่อนฝึกให้ลูกเขียน (4)

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786

ทักษะที่จำเป็นเมื่อเด็กเริ่มเขียน
  • ทักษะการเคลื่อนไหวประสานกับการ มองเห็นและการควบคุมการเคลื่อนไหวประสานกับการมองเห็น ( Visual Motor Skills and Visual Motor Control ) ...คือ ?
ทักษะการเคลื่อนไหวประสานกับการมองเห็น ( Visual Motor Skills ) คือ
  • ความสามารถในการลอกรูปทรง,ตัวหนังสือหรือตัวเลขโดยใช้การมองเห็น
  • ความสามารถในการจำแนกตัวหนังสือกับตัวเลข
  • ความสามารถในการเขียนตัวหนังสือหรือตัวเลขให้อยู่ในเส้นบรรทัด
การควบคุมการเคลื่อนไหวประสานกับการมองเห็น ( Visual Motor Control ) คือ  ความสามารถด้านสหสัมพันธ์ของตา,แขนและมือ เช่น การลากเส้นหรือระบายสีให้อยู่ในรูปภาพ
  • การรับรู้ทางสายตา ( Visual Perception ) ...คือ ?
การรับรู้ทางสายตา (Visual Perception)
หมายถึง ความสามารถในการแปลผลข้อมูลและรู้ความหมายของสิ่งที่เห็น เด็กจะต้องมีความสามารถในการจดจำตัวหนังสือและแยกแยะตัวหนังสือที่คล้ายกัน เช่น ด กับ ค หรือ ถ กับ ภ
การรับรู้ทางสายตาแบ่งออกเป็นด้านต่างๆ ดังนี้
  • สหสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ( Eye-hand coordination ) คือ สหสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อมือและตา เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านนี้จะส่งผลต่อการเขียนโดยเด็กจะเขียนตัวเล็ก หรือใหญ่เกินเส้นบรรทัด
  • การแยกภาพออกจากพื้น ( Figure-Ground Discrimination ) คือ ความสามารถในการแยกแยะวัตถุหรือรูปทรงออกจากพื้นของรูป เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านนี้จะส่งผลต่อการเขียนโดยเด็กจะไม่สามารถจดจำคำ ที่เขียนได้
  • ความคงที่ของวัตถุ ( Form Constancy ) คือ ความสามารถในการรับรู้รูปทรงที่มีความแตกต่างกันด้าน ขนาด แสงเงา พื้นผิว และทิศทางการจัดวางรูป เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านนี้จะส่งผลต่อการเขียนโดยเด็กไม่สามารถจำตัว หนังสือที่เขียนในขนาดหรือสีที่ต่างกัน
  • ตำแหน่งในที่ว่าง ( Position in Space ) คือ ความสามารถในการรับรู้ตำแหน่ง ทิศทางของภาพที่เหมือนหรือต่างกัน เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านนี้จะส่งผลต่อการเขียนโดยเด็กจะเขียนตัวหนังสือ กลับด้าน
  • มิติสัมพันธ์ ( Spatial Relations ) คือ ความสามารถในการรับรู้ตำแหน่งของร่างกายสัมพันธ์กับที่ว่างและสามารถที่จะ รับรู้ตำแหน่งของวัตถุสัมพันธ์กับตนเองหรือสัมพันธ์กับวัตถุอื่น เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านนี้จะส่งผลต่อการเขียนโดยเด็กจะมีปัญหาในการ เรียงลำดับตัวอักษรในคำต่างๆ
  • การเติมเต็มของภาพที่ขาดหายไป ( Visual Closure ) คือ ความสามารถในการบอกว่ารูปทรงหรือรูบภาพนั้นเป็นอะไรเมื่อมองเห็นรูปภาพที่ ไม่สมบูรณ์ของมัน เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านนี้จะส่งผลโดยเด็กจะไม่สามารถเติมเต็มตัวอักษร หรือคำที่ขาดหายไปบางส่วนได้
  • ความจำทางสายตา ( Visual Memory ) คือ ความสามารถในการจำลักษณะเด่นของรูปภาพหรือสิ่งหนึ่งๆหรือสามารถจำการเรียง ลำดับของรูปภาพหรือสิ่งหนึ่งที่มากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านนี้จะส่งผลโดยเด็กจะไม่สามารถจดจำคำหรือตัว อักษรได้
  • ทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเล็ก ( Fine Motor Skills ) ...คือ ?
เด็กที่มีความบกพร่องในด้านการทำงานกล้ามเนื้อมัดเล็กจะมีความยากลำบากใน การติดกระดุมหรือดีดนิ้ว,จับดินสอไม่ถูก(จับในท่ากำทั้งมือ) และขาดความสามารถในการทำงานที่ละเอียด เช่น การร้อยลูกปัดหรือการต่อเลโก้
  • การควบคุมการทรงท่าของลำตัว ( Trunk Control ) ...คือ ?
หมายถึง ความแข็งแรงและความมั่นคงของลำตัว แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้
  • Posture and Balance คือ การทรงท่าและการทรงตัว เด็กจะต้องนั่งตัวตรง ศีรษะตั้งตรงบนเก้าอี้ โดยไม่มีการประคองด้วยแขน ถ้าเด็กใช้แขนในการนั่งจะทำให้การจับดินสอไม่มีประสิทธิภาพ
  • Upper Extremity Control คือ การควบคุมการทำงานตั้งแต่ไหล่ถึงนิ้วมือให้เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำทั้งใน เรื่องของทิศทาง ระยะทางและการกะแรง เช่น การออกแรงในการดึงเชือกลากของ กับการดึงทิชชู่
จะรู้ได้อย่างไรว่า..... เด็กมีปัญหาด้านการควบคุมการทรงท่าของลำตัว
สังเกตได้จากในระหว่างที่เด็กระบายสีหรือเขียน ตัวเด็กหรือแขนจะค่อยๆเอียงหรือเอนพิงโต๊ะ หรือเอาหัวนอนบนมือ
  • ความมั่นคงของข้อไหล่ ( Shoulder Stability ) ...คือ ?
หมายถึง การทำงานพร้อมกันของกล้ามเนื้อต่างๆรอบไหล่ เพื่อพยุงให้ข้อต่อมั่นคง เมื่อมีการเขียนมันจะทำงานอย่างช้าๆเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของไหล่ ถ้าเด็กมีความบกพร่องด้านนี้จะทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อต่อให้มั่นคงได้ ถ้าข้อต่อนี้หลวมการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กในการเขียนก็จะเป็นไปได้ยากซึ่ง ย่อมส่งผลกระทบกับทักษะการเขียนอย่างแน่นอน
ถ้าไม่มีทักษะเหล่านี้เด็กก็ไม่พร้อมที่จะเขียน เราควรช่วยส่งเสริมทักษะพื้นฐานนี้ได้อย่างไร....

มาทำความเข้าใจวิธีการจับดินสอก่อนฝึกให้ลูกเขียน (3)

ขอบคุณข้อมูลจาก  

http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786

การเขียนไม่ใช่ว่าแค่สอนให้เด็กจับดินสอเขียนอย่างเดียว แล้วจะเขียนได้เลย การที่เด็กเขียนไม่ได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะใดทักษะหนึ่งเท่านั้น หากแต่มันมีทักษะที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันประกอบกันอยู่ซึ่งแยกออกจากกันไม่ ได้
พัฒนาการด้านการเขียน
อายุ
ความสามารถ
10-12 เดือน ขีดเขียนเส้นขยุกขยิก
1-2 ปี พัฒนาจากเส้นขยุกขยิกเป็นการเลียนแบบเส้นแนวตั้ง เส้นแนวนอน (ให้ดูในขณะวาดแล้วให้วาดตาม)
2-3 ปี ลอกแบบเส้นแนวตั้ง เส้นแนวนอน (ไม่ต้องให้ดูในขณะวาด)
3 ปี ลอกแบบรูปวงกลม
3-4 ปี ลอกแบบเครื่องหมายบวกและกากบาท
4-5 ปี ลอกแบบเส้นเฉียงและสี่เหลี่ยมจัตุรัส
5-6 ปี ลอกแบบรูปสามเหลี่ยม,สี่เหลี่ยมผืนผ้า,สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน,ลอกชื่อตัวเอง(เขียนตัวใหญ่ขนาด 1.5-5 ซม.)
6-7 ปี ลอกแบบตัวอักษร,ตัวเลข (เขียนตัวหนังสือได้ในขนาดปกติ 0.5 ซม.)
ทักษะที่จำเป็นก่อนเด็กเริ่มเขียน
  • ความสามารถในการทำงานข้ามแนวกลางลำตัว ...คือ ?
      ความ สามารถในการข้ามแนวกลางลำตัวของร่างกายเป็นพัฒนาการขั้นพื้นฐานของสมองที่ เป็นการประสานสัมพันธ์กันภายในสมอง และเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมองทั้งสองซีก ซึ่งสมองแต่ละซีกจะทำหน้าที่ควบคุมต่างกันแต่จะทำงานร่วมกันเมื่อมีการทำ กิจกรรมที่เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายในแนวข้ามลำตัว ดังนั้นทักษะนี้จึงจะต้องเกิดขึ้นก่อนเพื่อที่จะพัฒนาสหสัมพันธ์ระหว่างตา กับมือและการรับรู้ทางสายตาซึ่งสำคัญกับการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก
  • ความสามารถในการใช้มือทั้งสองข้าง ...คือ?
         ทักษะการทำงานของมือทั้งสองข้างเป็นความสามารถในการใช้มือสองข้างทำงานร่วม กันให้สำเร็จ มือหนึ่งเป็นผู้นำอีกมือหนึ่งเป็นผู้ช่วย การพัฒนาของมือข้างที่ถนัด สังเกตได้จากการที่ชอบใช้มือข้างไหนมากกว่า ตัวอย่างของกิจกรรมที่แสดงถึงการใช้ทักษะนี้ คือ
    • การถือกระดาษในมือข้างที่ไม่ถนัดและใช้มือข้างที่ถนัดจับดินสอเขียน
    • การถือกระดาษในมือข้างที่ไม่ถนัดและใช้มือข้างที่ถนัดจับกรไกรตัด

  • ความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทาง ...คือ?
         การเรียนรู้เรื่องทิศทางเป็นสิ่งสำคัญและมีอยู่ในรูปแบบของการศึกษา ความเข้าใจของคำว่าทิศทางกลายเป็นสิ่งสำคัญในการเขียนซึ่งไม่ว่าจะขณะอ่าน หรือเขียนเด็กจะต้องเริ่มต้นจากทางซ้ายของกระดาษไปทางขวาของกระดาษ
  • ความสามารถในการจำแนกรูปแบบที่เหมือนและแตกต่าง ...คือ?
        การแยกแยะความเหมือน ความแตกต่างของสิ่งของหรือรูปภาพ ซึ่งจะสัมพันธ์กับการรับรู้ เกี่ยวกับตำแหน่งและทิศทาง ของวัตถุ (ภาพหรือสิ่งของ)
  • มือข้างที่ถนัด ...คือ?
         นิสัยโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบใช้มือข้างหนึ่งมากกว่ามืออีกข้างหนึ่ง ซึ่งเป็นการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดเล็กภายในมือที่จะต้องควบคุม เครื่องมือการเขียนให้เหมาะสม มือข้างที่ถนัดจะพัฒนาทักษะและความแม่นยำในการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ในขณะที่มือข้างที่ไม่ถนัดจะคอยประคองและช่วยขณะทำงาน มือข้างที่ถนัดควรจะถูกกำหนดก่อนที่เด็กจะเริ่มเขียน ครูควรจะให้โอกาสเด็กได้สำรวจมือข้างที่ชอบมากกว่า เด็กจะต้องมีการพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดเล็กเพื่อช่วยให้เกิดทักษะการทำงาน ของกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ดี
  • ความถนัดมือซ้าย      พัฒนาการของมือข้างที่ถนัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของเด็ก 10% ของประชากรในขณะนี้ถนัดมือซ้าย มีงานวิจัยเสนอแนะว่าครูควรจะแนะนำการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการทำงานของกล้าม เนื้อมัดเล็กและสังเกตมือข้างที่ถนัดของเด็ก เมื่อเขียนบนพื้นราบหรือตามแนวขวาง เด็กที่ถนัดซ้ายควรจะมีการหมุนกระดาษมุมซ้ายด้านบนขึ้นสูงกว่าและใช้มือข้าง ที่ไม่ถนัดจับกระดาษไว้แทน การทำแบบนี้จะช่วยให้คนที่เขียนข้างซ้ายรักษาท่าทางของข้อมือให้อยู่ในแนว ตรงซึ่งจะเป็นการยับยั้งการเขียนในท่างอข้อมือ
  • ท่าทางการจับดินสอ ...คือ?
ก่อนที่เด็กจะสามารถจับและควบคุมเครื่องเขียนได้นั้น เด็กจะต้องมีสหสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวที่ดีและมีการควบคุมกล้ามเนื้อมัด เล็กภายในมือที่ดี
การจับดินสอที่มีประสิทธิภาพที่สุดเรียกว่า “ การจับ 3 นิ้ว” (Tripod grasp ) การจับในลักษณะนี้ประกอบด้วย
  • เด็กถือดินสอไว้ด้วย 3 นิ้ว คือนิ้วกลาง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้
  • ดินสอจะอยู่บนข้อนิ้วกลาง ขณะที่จะถูกบีบอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้
  • นิ้วก้อยและนิ้วนางจะวางพักอยู่บนโต๊ะ

  • ความสามารถในการลอกแบบของเส้นและรูปทรง ...คือ?
          ความสามารถในการลอกแบบของเส้นและรูปทรง    เมื่อเด็กเริ่มมีการพัฒนาของสหสัมพันธ์ระหว่างตากับมือและการจับดินสอ พวกเขาจะเริ่มใช้ทักษะนี้ในการเขียนแบบขีดไปขีดมา จนในที่สุดการขีดไปมาของเด็กจะรวมอยู่ในเส้นพื้นฐานที่ประกอบกันเป็นรูปทรง และรูปภาพ ก่อนที่จะได้รับการสอนตามรูปแบบเด็กจะต้องลากเส้นพื้นฐานได้ป็นอย่างดี มีทิศทางที่เหมาะสม ตัวอย่างของเส้นพื้นฐาน คือ
    • เส้นแนวตั้ง
    • เส้นแนวนอน
    • เส้นเฉียง
    • วงกลม
    • เส้นโค้ง

มาทำความเข้าใจวิธีการจับดินสอก่อนฝึกให้ลูกเขียน (2)

ตามท้องตลาดจะมีผู้ช่วยคุณพ่อคุณแม่  คือ  ยางฝึกจับดินสอ
วิธีจับดินสอจะมี 2 แบบคะ  คือ แบบที่ 1
แบบวิธีที่ 1 จับแบบสามเหลี่ยม  จับดินสอแบบทั้งสามนิ้ว  เหมาะกับเด็กโตมากกว่า  แบบต้องเกร็งนิ้วมือทั้ง 3 พอสมควร


แบบที่ 2   จับ แบบวงกลม คือ ใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งจับดินสอ  กลางรองรับน้ำหนักด้านล่าง  แบบนี้ฝึกได้ทุกวัย   สำหรับเด็ก ๆ ที่มีปัญหาเจ็บนิ้ว  อาจเกิดจากน้องกดหรือเกร็งกับการเขียนมากเกินไป 



สำหรับน้องเล็กคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกแบบที่ 2 คะ
การจับดินสอที่มีประสิทธิภาพที่สุดเรียกว่า “ การจับ 3 นิ้ว” (Tripod grasp ) การจับในลักษณะนี้ประกอบด้วย

  • เด็กถือดินสอไว้ด้วย 3 นิ้ว คือนิ้วกลาง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

  • ดินสอจะอยู่บนข้อนิ้วกลาง ขณะที่จะถูกบีบอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

  • นิ้วก้อยและนิ้วนางจะวางพักอยู่บนโต๊ะ 

  •   

    การจับในลักษณะนี้มีประสิทธิภาพเพราะ ใช้แรงในการเขียนน้อยซึ่งทำให้มือไม่ล้าง่ายและทำให้มีการเคลื่อนไหวที่สะดวก 

    มาทำความเข้าใจวิธีการจับดินสอก่อนฝึกให้ลูกเขียน (1)

    ทำไมลูกยังเขียนไม่ได้  
      
    โดย จิราวรรณ   พุ่มศรีอินทร์  (ครูเจน)
    http://www.wattanasatitschool.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1217786


    ท่าทางการจับดินสอ
    ก่อนที่เด็กจะสามารถจับและควบคุมเครื่องเขียนได้ นั้น เด็กจะต้องมีสหสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวที่ดีและมีการควบคุมกล้ามเนื้อมัด เล็กภายในมือที่ดี
    เด็กจะเริ่มต้นการจับดินสอแบบกำทั้งมือ ซึ่งจะช่วยให้มีกำลังมาก เมื่อใช้การกำเด็กจะใช้ไหล่ในการเคลื่อนไหว การจับดินสอที่ผิดจะทำให้การเขียนไม่มีประสิทธิภาพเพราะเด็กจะใช้แรงมากใน การจับเป็นเหตุให้มือและแขนจะล้าง่าย
    เมื่ออายุ 4 ปี เด็กจะเริ่มวางนิ้วมือบนดินสอในทิศทางที่แตกต่างกัน จนกระทั่งมีการพัฒนาไปสู่การจับดินสอที่ดีขึ้น การจับดินสอที่มีประสิทธิภาพที่สุดเรียกว่า “ การจับ 3 นิ้ว” (Tripod grasp ) การจับในลักษณะนี้ประกอบด้วย
    • เด็กถือดินสอไว้ด้วย 3 นิ้ว คือนิ้วกลาง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้
    • ดินสอจะอยู่บนข้อนิ้วกลาง ขณะที่จะถูกบีบอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้
    • นิ้วก้อยและนิ้วนางจะวางพักอยู่บนโต๊ะ
    การจับในลักษณะนี้มีประสิทธิภาพเพราะ ใช้แรงในการเขียนน้อยซึ่งทำให้มือไม่ล้าง่ายและทำให้มีการเคลื่อนไหวที่สะดวก
    รูปแบบของการจับดินสอ

    Supinate grasp (Fist grasp )   คือ การกำดินสอไว้ทั้งมือ การกำในลักษณะนี้จะพบในเด็กที่ยังไม่เข้าโรงเรียน

    Pronate grasp (Digital pronate )   คือ แบบฉบับที่ต่อมาจาก supinate grasp เป็นการคว่ำฝ่ามือลงซึ่งนิ้วจะงออยู่รอบดินสอและนิ้วชี้ ชี้ไปข้างหน้า

    Dynamic tripod (Digital tripod )   คือ การจับในลักษณะสามนิ้ว การจับในลักษณะนี้ตามปกติสัณนิษฐานว่าจะพบตอนอายุ 7 ขวบ ซึ่งอายุประมาณนี้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง ได้เจริญเติบโตเต็มที่แล้วที่จะจับแบบสามนิ้วได้
     
    ท่าทางในการจับดินสอที่ผิด

    English Version
    Smart kids All right reserved.
    ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.iamsmartkids.com      


    วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

    คุณกำลังเลี้ยงลูก...ไม่ได้เลี้ยงนก

                               Thank you photo from Internet (Corbis)

    เมื่อวันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง และเผอิญได้ นั่งโต๊ะ ติดกับครอบครัว  หนึ่ง ที่พ่อแม่ลูกมาด้วยกันสามคม ในขณะที่กำลังรออาหารอยู่นั้น ผู้เขียนก็ได้เห็นเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นกับ ครอบครัวคือ แม่หนูน้อยเอื้อม  มือไปตักกับข้าว บังเอิญมือเล็กๆ ของเธอปัดถูกจานอาหาร ทำให้จานตกลงมาแตก คุณแม่ดุว่าแม่หนูน้อย ที่นั่งหน้าซีดด้วยความตกใจ แม่หนูน้อยเริ่มร้องไห้ คุณแม่ก็ยิ่งมีโทสะ และดุว่าลูกให้หยุดร้อง แต่แม่หนูก็  ไม่หยุด จนผู้เป็นพ่อต้องอุ้มลูกออกไปนอกร้านจนเด็กหยุดร้องไห้ จึงนำลูกกลับมานั่งรับประทานต่อ      ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่เห็นนี้มักเกิดขึ้นอยู่เสมอในครอบครัว หลายครั้งที่เด็ก ทำเรื่องที่เป็น ความผิดพลาดและ เกิดการเสียหายโดยไม่ตั้งใจ และเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น ผู้ใหญ่มักจะลงโทษเด็ก แต่จะมีใครสักคนที่รู้บ้างว่า การลงโทษนั้นได้ส่งผลถึงความรู้สึกมีคุณค่าในตัวของเด็กโดยตรง เด็กจะรู้  สึกผิดละอาย เกลียดชัง และหากความรู้สึกนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เด็กก็จะเติบโตเป็นบุคคล ที่ไม่เห็นคุณค่าของ ตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจในตัวเอง
    ผู้เขียนเคยอ่านเรื่องราว ที่เขาไปสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ของโลกท่านหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงในด้านความคิด  สร้างสรรค์ เมื่อนักข่าวถามว่าทำไมท่านจึงมีความคิดกว้างไกลเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องมันเกิดเมื่อสมัยท่านมีอายุได้ราวสองขวบท่านได้ไปเปิดตู้เย็นเพื่อ จะดื่มนม แต่เนื่องจากมือท่านเล็กเกินไป ขวดนมที่ใหญ่ จึงร่วงหล่นบนพื้นนมกระจายเต็มห้อง      ขณะนั้นเองที่แม่ของท่านได้เดินเข้ามาในห้องพอดี และแทนการลงโทษ หรืออบรมสั่ง สอน ร่ายยาวเรื่อง ความซุ่มซ่ามของท่าน แม่ของท่านกลับพูดว่า" โอ้โฮ แม่ไม่เคยเห็นทะเลสีขาวอย่างนี้มาก่อนเลย แต่เอาละ ลูกทำมันหกแล้ว ลูกอยากจะลองเล่น  กับมันดูไหม ก่อนที่เราจะทำความสะอาดบ้านกัน"
    เด็ก ชายซึ่งต่อมาคือนักวิทยาศาสตร์ลือนามได้ทดลองสัมผัสกับน้ำนมที่เลอะเทอะอยู่ นั้น อย่างสนุกสนาน  หลังจากนั้นสักพักแม่ก็ได้นั่งลงข้างๆ เขา พร้อมกับพูดกับเขาว่า

    " ลูกรู้ไหมจ๊ะ เวลาลูกทำของหกเช่นนี้ ลูกต้องทำความสะอาดมัน เราจะช่วยกันทำนะลูกนะ ลูกอยาก  ใช้ผ้าเช็ดหรือกวาดมันก่อนหรือจะใช้ม้อบจ๊ะ"
    เด็กชายเลือกม้อบ และทั้งแม่และลูกก็ใช้เวลาล้างถูทำความสะอาดด้วยกันอย่างมีความสุข   หลังจากนั้น แม่ของท่านได้พูดว่า " เมื่อกี้ สิ่งที่ลูกทำหกนั้น เป็นเพราะลูก พยายามทดลอง จับขวดที่ใหญ่ และลูกจับตรงกลางขวดมันทำให้ลูกจับไม่ถนัด ขวดจึงตกลงมา แม่จะพาลูกไปหลังบ้านเอาขวดใบเดิมที่ ลูกทำตกนี้แหละ เราจะใส่น้ำ และให้ลูกลองหัดถือดูใหม่ เพื่อลูกจะได้ค้นหาวิธีที่จะถือขวดนี้โดยไม่    ตกลงมาอีก"
    ทั้งแม่และลูกชวนกันไปที่หลังบ้าน แม่ได้กรอกน้ำใส่ขวดใบเดิมจนเต็มและให้เด็กชายทดลอง หาวิธีการ  ถือขวด เด็กชายค้นพบว่า ถ้าเขาถือขวดในลักษณะที่ใช้สองมือจับตรงคอขวดแล้ว จะทำให้เขาสามารถ  ถือขวดได้โดยขวดไม่ตกลงมา เด็กชายรู้สึกดีใจและภูมิใจในสิ่งที่เขาค้นพบนักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า ณ วินาทีนั้นเอง เขาค้นพบว่า เขาไม่จำเป็นต้องกลัวความผิดพลาด แทน  การถูกลงโทษในสิ่งที่เขาทำไปเพราะไม่รู้ เขากลับได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นและสามารถนำ   ความผิดพลาดมาใช้เป็นบทเรียนแห่งการค้นคว้าได้ในที่สุด และนี่เองเป็นสาเหตุให้เขา ได้กลายเป็นนัก วิทยาศาสตร์เลื่องชื่อ เพราะการค้นพบทุกอย่างทางวิทยาศาสตร์จะต้องเกิดจาก การลองผิดลองถูกไป  ก่อนเสมอ

    เมื่อได้อ่านเรื่องนี้ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจที่นักวิทยาศาสตร์มีแม่ที่เข้าใจในตัวลูก ทำให้อยากฝันเห็นพ่อแม่ ของเด็กไทยทุกคนให้โอกาสลูก ให้ลูกเรียนรู้จากความผิดพลาดได้บ้าง โดยมีพ่อหรือแม่คอยให้กำลังใจ  ทุกขั้นตอน เด็กๆ ของเราจะมีความสุขเพียงใด

    แต่ใช่ว่าพ่อแม่ จะไม่เข้าใจลูกเสมอไป มีพ่อแม่บางคนที่มองเห็นถึงความสำคัญ ของการประคับประคอง มองความผิดพลาดให้เป็นบทเรียนและไม่ซ้ำเติมลูก ดังครอบครัวของ "สกุลประทีป"

    ในครอบครัวนี้ พ่อเป็นคนที่รักนกเป็นชีวิตจิตใจ จะมีนกเขาเสียงดีอยู่หลายตัวที่พ่อเลี้ยงดูอย่างดี เมื่อมี  การประกวดนก พ่อจะคัดเลือดตัวที่เสียงดีที่สุดไปแข่งขัน ทุกคนในบ้านต่างก็รักนก โดยเฉพาะเด็กชาย  อุดม จะมีหน้าที่ช่วยพ่อดูแลให้อาหารนก อยู่มาวันหนึ่ง ขณะกำลังให้อาหารนก เด็กชายก็ได้ทำนกหลุดออกจากกรงไปโดยบังเอิญ เด็กชายเต็มไป  ด้วยความกลัวพ่อลงโทษ ไม่กล้าบอกพ่อ จนกระทั่งเดินไปหลังบ้าน เมื่อมองไม่เห็นนก ก็เดาเรื่องออก  และเดินกลับมาที่ห้องด้วยความโกรธจัด เรียกหาเด็กชายที่เข้ามายืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ    แต่ก่อนที่พ่อจะแสดงความโกรธเป็นคำพูดหรือการกระทำที่ก้าวร้าวกับลูกนั่นเอง ผู้เป็นแม่ก็เข้าไปจับแขน พ่อ และพูดด้วยเสียงนุ่มนวลให้ผู้เป็นพ่อได้คิดว่า

    " พ่อจ๊ะ ฉันรู้ว่าพ่อโกรธลูกมาก เพราะลูกเราเลินเล่อไม่ระวัง แต่พ่อคิดไหมว่านกมันหลุดไปแล้ว เรา เสียมันไปแล้วก็จริง แต่เรายังมีลูกอยู่ พ่ออย่าทำให้เราต้องสูญเสียลูกไปอีก ชีวิตหนึ่งเลย เราเลี้ยงลูก  น่ะพ่อ เราไม่ได้เลี้ยงนก "                                                                         
    คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ ว่า เด็กๆ ที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความภาคภูมิใจในตนเองทุกคน ต้องการ  พ่อแม่ที่ให้กำลังใจเขา ประคับประคองเขา

    โปรดระลึก ไว้เสมอว่า พ่อแม่ไม่ควรให้วัตถุใดๆ ในโลกมามีความสำคัญยิ่งไปกว่า ความรู้สึกของลูก ว่า   ตัวเองมีคุณค่าในสายตาของพ่อแม่ของเขา

    หาก คุณพ่อคุณแม่จัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง เด็กๆ จะมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีความรู้สึกภาคภูมิ  ใจในตนเอง เขาจะมีดวงใจที่เปี่ยมด้วยความรัก ทั้งกับตัวเขาเอง และบุคคลใกล้ตัว เขาทุกคน 

                                                                                          ที่มา... หนังสือก่อนจะถึงวันนั้น โดย รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์

    วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

    สร้างบทเรียนการเงินให้ลูก "จะใช้อย่างไร" สู่ "จะบริหารอย่างไร"

                              ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต


    เรื่อง ฝึกเด็กให้เข้าใจและรู้จักการ จัดการการเงินเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมมากพอสมควร โรงเรียนบางแห่งถึงกับจัดการเรียนการสอนเป็นเรื่องเป็นราว แต่ผู้รู้กล่าวว่า..ห้องเรียนที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านการ เงินของเด็ก คือที่ "บ้าน" ค่ะ

    สอนโดยพ่อแม่ สอนโดยสภาพแวดล้อม

    อย่าง ไรก็ดี การสอนให้ลูกบริหารเงินเป็นกลับกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ "บางครอบครัว" ต้องทุ่มเถียงกัน เนื่องจากความเห็นของพ่อแม่นั้นไปคนละทาง คุณพ่อสอนทาง คุณแม่กลับเห็นไปอีกทาง เมื่อการสอนไม่ไปในทิศทางเดียวกัน สุดท้ายจึงเป็นการใช้อารมณ์เข้าต่อสู้กัน และจบลงด้วยความเบื่อหน่าย ส่วนเด็กก็ไม่ได้อะไรจากการโต้เถียงครั้งนั้นที่ไม่ได้รับการปูพื้นฐานที่ ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน
    เด็กกลุ่มนี้จึงมีเพียงบทเรียนบทเดียวเกี่ยวกับเงิน ก็คือ "จะใช้มันอย่างไร"

    Anne Ziff นักบำบัดปัญหาครอบครัวกล่าวว่า " การพูดเรื่องเงินในบางครอบครัวเป็นสิ่งที่สร้างความขัดแย้งได้มาก สิ่งที่ควรจะพูดด้วยความสงบ กลับกลายเป็นการใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง พ่อแม่มักจะยืนกันคนละฟาก ให้ข้อมูลในฟากของตัวเอง แทนที่เด็กจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการบริหารเงินอย่างเต็มที่ จึงกลายเป็นว่า เด็กต้องคอยเป็นผู้ผสมแนวคิดของพ่อกับแม่เข้าด้วยกันแทน"

    บทเรียนด้านการบริหารการเงินสำหรับเด็ก ๆ จึงควรเริ่มต้นอย่างง่าย ๆ ด้วยการเรียนรู้พื้นฐาน 4 ประการดังต่อไปนี้ค่ะ ได้แก่ การได้มาซึ่งเงิน - การใช้จ่ายเงิน, การออมเงิน และเมื่อลูกต้องขอยืมเงิน

    การได้มาซึ่งเงิน - การใช้จ่ายเงิน

    เริ่ม แรกที่การได้มาซึ่งเงิน พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจ่ายเงินค่าขนมเป็นรายสัปดาห์ให้เด็กฝึกบริหารเงินก้อน เล็ก ๆ นั้นด้วยตัวเอง เขาจะเริ่มเรียนรู้การบริหารเงิน การใช้จ่าย และการเก็บออม และเริ่มเข้าใจถึงขีดจำกัดเมื่อเขาไม่อาจได้ทุกอย่างที่ต้องการอีกต่อไป

    จาก นี้ หากเขาอยากได้ของขวัญสักชิ้น จะไม่ใช่หน้าที่ของพ่อแม่อีกต่อไปที่จะจ่ายเงินค่าของขวัญชิ้นนั้น (คุณพ่อคุณแม่หลายอาจแอบยิ้มดีใจ) หากแต่ต้องเป็นเด็กที่จะนำเงินที่เขาเก็บออมมาใช้ด้วยตนเอง เด็กจะได้ฝึกถ่วงน้ำหนักระหว่างความอยากได้กับความจำเป็นในการใช้จ่ายเงิน ของเขามากขึ้น

    สำหรับคำถามที่ว่าควรจะให้เงินเท่าไร ถึงจะเหมาะสม อาจพิจารณาจากปัจจัยหลาย ๆ ด้าน เช่น อายุของเด็ก สภาพแวดล้อมของเด็ก (อยู่ในโรงเรียนแบบไหน เดินทางไปโรงเรียนอย่างไร ฯลฯ) ตลอดจนเพื่อน ๆ ของเขา

    เมื่อสอนให้เขารู้จักพิจารณาก่อนใช้จ่ายแล้ว ก็ควรมีการฝึกทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

    ลอง นึกภาพลูกน้อยวัย 4 - 6 ขวบที่อยากได้ของเล่นสักชิ้น แทนที่จะบอกเด็กไปว่า คุณซื้อให้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็นประโยคที่ว่า เราต้องมีการวางแผนกเก็บเงินซื้อกันแล้วล่ะ อาจหากระปุกออมสินสักใบ วางภาพของ ๆ เล่นที่อยากได้แปะสก็อตเทปติดไว้บนกระปุก และให้ลูกนำเงินเหรียญมาหยอดสะสมไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเมื่อมันมีมากพอ ก็ได้ฤกษ์ทุบกระปุก นำเงินในกระปุกไปซื้อของเล่นที่ต้องการ ประสบการณ์ครั้งนี้จะสอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของการเก็บเงิน และการใช้จ่ายเงินมากขึ้น

    สร้างสมดุลระหว่างการออมและการใช้จ่ายเงิน

    นอก จากจะกระตุ้นให้เด็กรู้จักออมเงินแล้ว การสอนให้เด็กรู้จักใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่าก็เป็นสิ่งจำเป็น แผนในการใช้จ่ายเงินจะทำให้เด็กเข้าใจว่า ที่ออมเงินมาตลอดนี้ก็เพื่อจะได้มีใช้จ่ายในอนาคต และจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    เมื่อต้องเอ่ยปากขอยืม

    เมื่อ พูดถึงการขอยืม ทีมงาน Life & Family ได้มีการกล่าวถึงว่าควรทำอย่างไรเมื่อญาติ - เพื่อนเอ่ยปากขอยืมเงินไปหยก ๆ แล้วสำหรับเด็ก การสอนเรื่องการขอยืมเงินจะเหมาะสมหรือเปล่า ประเด็นนี้อาจตอบได้ไม่ยาก แต่ การสอนให้เด็กรู้จักการขอยืม ไม่ใช่เพื่อให้เด็กเตรียมตัวไปขอยืมเงินคนอื่น แต่เขาจะได้รู้เท่าทันเกี่ยวกับดอกเบี้ย และการจ่ายเงินคืน ไปในตัว เขาจะได้รู้ว่า ต่อให้จ่ายดอกเบี้ยเท่าไร หากไม่ยอมจ่ายส่วนของเงินต้นด้วย ยอดหนี้ของเขาก็จะไม่มีวันลดลง และเขาก็หมดโอกาสที่จะเก็บเงินไปซื้อของเล่นดี ๆ อย่างอื่นที่ต้องการ

    เรียบเรียงจาก kidsmoney.org

    แหล่งที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

    วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

    เทคนิคเด็ดติวเข้มก่อนสอบ

    เดือน หน้าน้องฮักจะมีสอบเก็บคะแนนทั้งสัปดาห์เลยค่ะ น้องฮักเรียนอยู่ ป.2 แล้วค่ะ ก็ต้องมีเตรียมตัวอ่านหนังสือ เตรียมตัวสอบบ้างเป็นธรรมดา แต่คุณแม่อยากได้เทคนิคการติวเข้มให้ลูกว่าควรเริ่มอย่างไร ช่วงเวลาไหนเหมาะที่สุด ทบทวนครั้งละกี่ชั่วโมง หรือจะมีเทคนิคอื่นๆ อีกไหมคะ



    คุณแม่น้องฮัก / นนทบุรี



    จาก คำถามข้างต้นรู้สึกได้ว่าคุณแม่มีเวลาเอาใจใส่การเรียนของลูกและพร้อมที่จะ ช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จ คราวนี้เรามาดูกันว่าเราจะทำอย่างไรกันต่อดีกว่าค่ะ



    คุณ แม่คงเห็นด้วยนะคะว่าความสำเร็จในการเรียนระยะยาวนั้น ลูกต้องมีความสุขกับการเรียน รู้สึกว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ และหากเขาได้ประสบความสำเร็จไปทีละขั้นตอน เขาจะมีแรงจูงใจใฝ่รู้ใฝ่เรียนต่อไปอย่างไม่รู้จบ

    ดัง นั้น มาเปลี่ยน ‘ติวเข้มแบบเดิมๆ’ สู่การติวเข้มแบบใหม่ไฉไลกว่าเดิมกันดีกว่าค่ะ หากเราเอาใจใส่กับการเรียนของลูกบนทัศนคติและท่าทีที่ดี ผลที่ตามมาคือแม่ลูกจะเบิกบานและสนุกไปด้วยกันกับการเรียนของลูก แทนที่จะเป็นการติวเข้มแบบเชิงลบ ที่ลูกจะรับรู้ถึงความเข้มงวดกวดขันที่อาจส่งผลให้ลูกเบื่อหน่าย เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณแม่ แล้วก็ไม่ได้รับประกันว่าการเรียนจะดีขึ้นในระยะยาว แม้บางครอบครัวอาจได้ลูกที่เรียนเก่ง แต่ผลข้างเคียงคือความกังวลกับการสอบและผลสอบ ควบคู่กับบรรยากาศในบ้านที่เคร่งเครียดค่ะ



    แนว ทางที่คุยกันต่อไปนี้จะส่งผลระยะยาวต่อการรับผิดชอบและการสร้างแรงจูงใจใน การเรียนรู้ด้วยตนเองของลูก โดยมีคุณแม่อยู่เคียงข้างความสำเร็จและเป็นผู้ส่งเสริมให้เขามีแนวทางการ จัดการกับการเรียนด้วยตนเองค่ะ



    1. แสดงความใส่ใจและสนุกไปกับสิ่งที่ลูกเรียนรู้มา ความกระตือรือร้นต่อสิ่งที่ลูกเรียนจะทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นอยากบอกเล่าให้ เราฟัง คุณแม่ก็มีหน้าที่ต่อยอดจากสิ่งที่ลูกเรียนในห้องเรียนสู่โลกและสังคมรอบตัว ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น พาไปดูของจริง ช่วยกันค้นคว้าเพิ่มเติม ลองเอาความรู้มาทดลองใช้ เป็นต้น ลูกจะรู้สึกว่าการเรียนของเขาสร้างสัมพันธภาพที่ดี มีเรื่องคุยมีเรื่องทำร่วมกันกับคุณแม่ค่ะ



    2. กำหนด ‘เวลาเรียนรู้ด้วยตนเอง’ กำหนดเวลาและสถานที่ที่แน่นอนทุกวัน สำหรับการทำการบ้าน และทบทวนบทเรียน เป็นการสร้างวินัยและความรับผิดชอบของลูกไปพร้อมๆ กันค่ะ แรกๆ ต้องฝึกและกำกับลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เขาเกิดความเคยชิน รู้เวลารู้หน้าที่ ในที่สุดเขาจะทำโดยอัตโนมัติค่ะ

    ส่วน ระยะเวลาขึ้นกับการเรียนในแต่ละโรงเรียน ถ้าโรงเรียนไหนให้การบ้านมากแล้ว ก็อาจเหลือเวลาทบทวนเรื่องอื่นประมาณ 15 นาทีก็พอ ระหว่างที่ลูกทำงานคุณแม่ควรแวะเวียนมาให้กำลังใจและชื่นชมความตั้งใจในการ ทำงานของเขาบ่อยๆ จะได้สังเกตว่าลูกติดขัดหรือต้องการความช่วยเหลือหรือไม่



    3. ฝึกลูกวางเป้าหมาย และจัดการกับเวลา ลองถามเขาดูว่าวันนี้ สัปดาห์นี้เขาต้องทำอะไรบ้าง ฝึกให้เขาทำรายการสิ่งที่ต้องทำพร้อมกับลงตารางเวลาและติดไว้บนบอร์ด ให้เขาเช็กสิ่งที่ทำแล้ว คุณแม่ก็มีบทบาทคอยชมเชยการวางแผนงานของเขา ขอดูผลงานที่ทำสำเร็จแล้ว และให้กำลังใจในสิ่งที่เขายังทำไม่สำเร็จ อาจสอบถามหรือชี้แนะแนวทางเพื่อให้เขาประสบความสำเร็จกับงานตามที่วางแผนไว้



    4. ช่วงใกล้สอบ ทำให้การติวเข้มเป็นเกมที่สนุกสนาน ลูกวัยนี้ชอบความท้าทาย เรามาชวนลูกเล่นเกมถามตอบ เกมต่อคำศัพท์ แข่งคิดเลขเร็ว เป็นต้น ลูกจะได้ความรู้และความสนุกไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ในชีวิตประจำวัน เวลานั่งรถไปไหนด้วยกันคุณแม่อาจชวนลูกเล่นเกมเหล่านี้ก็จะทำให้เวลาในรถ ทั้งสนุกทั้งได้ฝึกคิดไปด้วยค่ะ

    เทคนิคง่ายๆ แค่ 4 ข้อ ก็จะช่วยให้น้องติวข้อสอบอย่างสนุก และได้ความรู้ค่ะ เป็นกำลังใจให้คุณแม่ และขอให้น้องสอบผ่านฉลุยนะคะ



    โดย: อ.ธิดา พิทักษ์สินสุข