ท่าม กลางวิกฤติทางสังคมและวิกฤติโลกร้อน หลายสถานศึกษาอาจยังไม่ตระหนักว่าการศึกษาเป็นอีกแนวทางในการข้ามพ้นวิกฤติ เหล่านี้ได้ ขณะเดียวกันอาจกลายเป็นเงื่อนไขให้วิกฤติยิ่งเลวร้ายขึ้น สำหรับ "สัตยาไส" ที่นี่พร้อมเป็นอีกทางเลือกสู่ทางรอดของสังคม
ขณะ ที่ทีวีมีข่าวนักเรียนหญิง ม.ต้น ตบกันเพื่อแย่งผู้ชาย และนักเรียนชาย ม.ปลายต่อยกันแค่ข้อหาถูกมองหน้า แต่ โรงเรียนแห่งนี้เด็กนักเรียนรุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง และเพื่อนฝูงดูแลซึ่งกัน ขณะที่เด็กอนุบาลบางโรงเรียนเริ่มพูดจาหยาบคายมีกิริยาก้าวร้าว แต่ที่นี่เด็กทุกชั้นเรียนยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนอย่างนอบน้อมแม้ไม่เคย รู้จัก
ขณะ ที่วัยรุ่นรอซื้อบัตรคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลีตั้งแต่ตี 3 แต่ทุกคนที่โรงเรียน นี้ลุกขึ้นมาสวดมนต์นั่งสมาธิตั้งแต่ตี 5 ขณะที่เด็กสยามต่อแถวแย่งซื้อ iPhone 3G แต่นักเรียนที่นี่ไม่พกมือถือและเงินตามกฎโรงเรียน ขณะที่นักเรียน ม.ปลายกรุงเทพฯ ต้องติวเข้มเพื่อเตรียมเอ็นทรานซ์ เมื่อผิดหวังก็ฆ่าตัวตาย แต่เด็ก ม.6 ที่นี่เรียนไปเล่นไปอย่างมีความสุขแล้วเอ็นติดทุกคน
...ยัง มีอีกหลายความดีงามที่หาได้จากสังคมนักเรียนที่นี่ แต่อาจหาได้ยากหรือหาไม่เจอในโรงเรียนและสังคมทั่วไป โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
ด้วย เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงแง่มุมที่สวยงามของชีวิตเด็กนักเรียนที่ นี่ เป็นส่วนสำคัญทำให้พ่อแม่และผู้ปกครองยุคใหม่ที่กำลังมองหาโรงเรียนทางเลือก ให้ลูกหลานอันเป็นที่รัก อยากพาลูกหลานของตนเข้ามาเรียน ณ โรงเรียน "สัต ยาไส" แห่งนี้
อ่านต่อที่ความคิดเห็น
ปลุกพลังอัจฉริยภาพให้ลูก สอนลูกให้ชนะโลก ให้อยู่รอดในโลกใบนี้ได้อย่างสนุกสนาน ในแบบที่ลูกเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เราต้องการให้ลูกเป็น ด้วยพลังแห่งความรักความอบอุ่นของครอบครัว
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
คู่มือหาโรงเรียนให้ลูก (ฉบับย่อ) กับ 12 โรงเรียนทางเลือก
อ่่านเจอที่นี่ค่ะhttp://www.wiseknow.com/blog/2009/01/01/1584/ น่าสนใจดี เอามาเก็บไว้
แม้ในตลาดการศึกษาจะมีทางเลือกให้กับผู้ปกครองมากมาย หากถึงเวลาต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสาธิต โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนนานาชาติ หรือจะส่งไปเรียนต่างประเทศ แต่ละแบบ ก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่หากพ่อแม่อยากจะหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเรียน สักแห่ง คงไม่ใช่แค่ว่าเพราะโรงเรียนนั้นมี ชื่อเสียง มากกว่านั้นโรงเรียนที่เลือกจะต้องสร้างให้เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง มีความสุขทั้งในวันนี้และอนาคต
โรงเรียนทางเลือกจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่สำหรับผู้ปกครองที่ได้รับความ นิยมต่อเนื่องถึงวันนี้ก็ยังต้องไปจองเรียนกันแบบข้ามปี
ด้วยวิธีการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกที่ต่างจากโรงเรียนปกติที่ทำ ให้เด็กเข้าใจเรื่องของความเป็นธรรมชาติ และโรงเรียนก็คือสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่อยู่ในวิถีการดำเนินชีวิตที่ทำให้เด็ก รู้จักตนเองและรู้หน้าที่ในการค้นหาความจริงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะปรับพื้นฐานจิตใจให้อยู่ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนทางเลือก 12 โรงเรียนที่แม้จะมีบุคลิกแตกต่างกันแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ความเป็นธรรมชาติ”ที่ผู้ปกครองสามารถเลือกได้
4 โรงเรียนทางเลือกคนกรุง
สำหรับคนกรุงเทพฯโรงเรียนทางเลือกกระจุกตัวอยู่ในย่านสุขุมวิทมีแนวคิด ต่างกันไป คลองตันเหนือเป็นที่ตั้งของ โรงเรียนทอสี โดยเริ่มแรกผู้ก่อตั้งได้นำนวัตกรรมจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาใช้อย่าง หลากหลาย แต่สุดท้ายก็ค้นพบว่า หลักไตรสิกขาของพระพุทธศาสนาเป็นทางที่การศึกษาไทยต้องเดิน จึงนำการศึกษาวิถีพุทธมาเป็นหลักในการสอนและมีกิจกรรมร่วมกันระหว่าง โรงเรียน นักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับโรงเรียนสยามสามไตร ย่านพระโขนงที่ใช้วิถีพุทธมาเป็นหลักในการเรียนการสอน โดยให้เด็กรู้จักใช้ปัญญาอย่างไทยและมีมาตรฐานทางวินัย ฝึกให้อดทนพร้อม ปลูกฝังให้มีคุณธรรม
ไม่ไกลกันนักที่ซอยสุขุมวิท 40 โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อบอุ่น มีบรรยากาศเสมือนบ้านและให้ความอิสระกับ “ความเป็นเด็ก” ที่ไม่รีบเร่งให้โตเกินวัยตามแนวทางการศึกษาแบบมนุษยปรัชญา และสามารถเข้าใจธรรมชาติในตัวเอง เข้าใจความเป็นมนุษย์อันจะนำไปสู่ความสุขของเด็กได้
นอกจากนี้คนฝั่งกรุงเทพฯยังมีอีกทางเลือกที่ โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก โรงเรียนที่ชาวบึงกุ่มรู้จักกันเพราะเกิดขึ้นจากศรัทธาของชุมชนที่ให้ เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี และต้องไม่มีห้องเรียนหรือมุ่งเน้นวิชาการแต่ฝึกให้เด็กทำงานเป็น เอาตัวรอด และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกกับผู้ที่มีความเก่งในการทำงานเพื่อให้ค้นพบ ตัวเองว่าชอบและสนใจอะไร
เรียนวิชาการบวกวิชาคนที่ฝั่งธนฯ
ย่านชานเมืองมีโรงเรียนทางเลือกตั้งอยู่รวมๆ กันในแถบตลิ่งชันและพระรามที่ 2 โรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) ตั้งอยู่ย่านตลิ่งชัน ที่ทางโรงเรียนเลือกใช้ศิลปะและดนตรีมาพัฒนาเด็ก เพราะสามารถเปิดใจรับรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนจึงมีลักษณะที่บูรณาการทั้งนวัตกรรม สื่อ ศาสตร์ และเทคนิค โดยยึดมั่นเป้าหมายในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ในขณะที่ โรงเรียนเพลินพัฒนา ในเขตทวีวัฒนาเน้นเรื่องของการเปลี่ยนสภาวะของชีวิต และการเรียนรู้ที่ฝังลึกลงไปในกายและจิตของเด็กบนวิถีชีวิตจริง โดยใช้ “ดนตรี” ช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์และสังคมให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันและยอม รับซึ่งกันและกัน
ย่านพระรามที่ 2 โรงเรียนรุ่งอรุณ ใช้ความหลากหลายของนักเรียนเป็นโจทย์สำคัญทางการศึกษา ใช้การเรียนแบบ project based learning ที่ครูต้องมีสายตาที่จะจินตนาการเห็นภาพของการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นที่ตัว ผู้เรียนในทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจและปัญญา นอกจากนี้ยังได้ใช้ดนตรี ศิลปะ และศิลปะการป้องกันตัวแบบไทยเป็นเครื่องกล่อมเกลาและขัดเกลาจิตใจ ในละแวกไม่ไกลกันนัก โรงเรียนวรรณสว่างจิต มีวิธีสอนให้เด็กเป็นผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณ โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุขและการเรียนรู้ที่จะดำรงตนให้ สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น ฤดูกาล สภาพท้องถิ่น และวัฒนธรรมประเพณี ขณะที่ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ย่านบางมดเน้นให้ผู้เรียน “สร้างองค์ความรู้” ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติโดยการทำโครงงานบูรณาการด้วยเทคโนโลยี วิชาการ ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นไทย ตลอดจน คุณธรรม จริยธรรม เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เด็กจะมีความสุขในการเรียนทุกๆ วัน เพราะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองชอบผ่านการลงมือปฏิบัติและการทดลองที่สอด คล้องกับวิธีการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก
ออกนอกเมืองเรียนรู้ธรรมชาติมนุษย์
ที่จังหวัดกาญจนบุรี โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มีรูปแบบของการศึกษาเพื่อค้นหา เป้าหมายให้ชีวิตโดยมีแนวคิดที่ผสมผสานจากปรัชญาการศึกษาของเอ เอส นีล นักการศึกษาชาวสกอตแลนด์กับปรัชญาทางพุทธศาสนาที่อยู่บนพื้นฐานของสังคมไทย และเพราะเด็กที่มาอยู่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาสจึงต้องแก้ไข ด้วยความรัก ความไว้ใจ และค่อยๆ ให้เด็กพัฒนาตนเองด้วยกิจกรรมเสริมต่างๆ เพื่อให้เด็กได้ค้นพบความสามารถของตนเอง
ใจกลางเมืองนครปฐม โรงเรียนนานาชาติเมธา มีแนวคิดที่จะพัฒนาเด็กให้เป็นผู้นำแบบภาคพลเมือง (civic leader) โดยพัฒนาตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ให้อิสรภาพทางการเรียนรู้ โดยการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขและสนุกจากอุปกรณ์ที่มี อยู่ตามธรรมชาติ บูรณาการความรู้เป็นองค์รวมทั้งโรงเรียน บ้าน ชุมชน และสังคมและเข้าใจวัฒนธรรมมิติตะวันตกและตะวันออก และมีการใช้ภาษาอังกฤษ ไทย จีน เป็นสื่อการเรียนการสอน และโรงเรียนสุดท้าย โรงเรียนสัตยาไส จังหวัดลพบุรี ที่จัดการเรียนการสอนด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้บริหาร ครู และนักเรียน เพื่อยกระดับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ทุกเช้าเด็กจะถูกขัดเกลาจิตใจโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และสอนให้เด็กเป็นทั้งคนเก่ง ดี มีสุข สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้บุกเบิกแนวคิดการศึกษาทางเลือกมากว่า 30 ปี เคยบอกว่า “การเรียนรู้โดยเอาตำราเป็นตัวตั้ง โดยไม่เอาสถานการณ์ของชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่มีพลังพอที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจสถานการณ์ความเป็นจริงที่ซับซ้อนและ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถเผชิญกับสถานการณ์ความเป็นจริงได้ นำไปสู่วิกฤตการณ์ทั้งในตัวมนุษย์เอง ในสังคมและในสิ่งแวดล้อม อันเป็นวิกฤตการณ์แห่งยุคสมัย”
นี่อาจเป็นทางเลือกของการเรียนรู้ที่ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นทิศทาง น่าสนใจ ว่าสุดท้ายแล้วจุดสูงสุดของการเรียนรู้ก็คือการเรียนรู้แบบเดิมที่อยู่กับ ธรรมชาติให้มากที่สุดหรือไม่
ข้อมูลจาก – หนังสือหลอมรวมการเรียนรู้เพื่อความเป็นไทเล่ม 1เครือข่ายโรงเรียนไทยไท กลุ่มการศึกษาขั้นพื้นฐานแนวใหม่
7 คำถาม ทำไมต้องโรงเรียนทางเลือก
โรงเรียนทางเลือกเป็นการศึกษาแนวใหม่ที่ได้ลุกขึ้นสลัดความเป็นโรงเรียน ในระบบ (de-schooling) และเรียนรู้ใหม่ (re-learning) อย่างมีชีวิตชีวาและตื่นตัวไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนให้นักเรียนที่คุณครูสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันเสมือน “หุ่นยนต์กระป๋อง” มาเป็น “มนุษย์” รู้จักคิดและสนุกไปกับการสร้างสรรค์ พร้อมกับคุณครูเพื่อนๆ และนี่เป็นคำตอบว่า ทำไมถึงต้องเลือกเรียนในโรงเรียนทางเลือก
1.แนวการสอนอย่างไรที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ?
- ต้องสอนให้ผู้เรียนรู้จักตนเองก่อน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ต่างๆ ที่มีความหมายต่อตนเองสู่ภายนอกและเชื่อมโยงความรู้เหล่านั้นมาเป็นประโยชน์ ต่อตนเอง เพราะฉะนั้นหากไม่รู้จักตนเองความรู้ที่เรียนไปมากมายก็ไม่มีประโยชน์
2.ไม่มีระบบโรงเรียน มนุษย์ยังเรียนรู้อยู่หรือไม่ ?
- จริงๆ แล้วการเรียนรู้ของมนุษย์เริ่มต้นจากสิ่งที่ตนเองสนใจ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 แต่โรงเรียนมีความจำกัดในการเปิดการรับรู้ของเด็ก การเรียนรู้จึงสมควรจะเกิดขึ้นในทุกๆ ที่
3.เมื่อไหร่คือเวลาที่เหมะสมกับการเรียนรู้
- ตอนที่ผู้เรียนมีโอกาสในการตัดสินใจว่าสิ่งที่ใดที่เขาสนใจหรืออะไรที่เขา อยากเรียนรู้มากที่สุด เคยไหมที่เห็นเด็ก 2 คนใช้เวลาในการรับรู้เรื่องราวที่ต่างกัน นั่นเพราะผู้เรียนจะเรียนในสิ่งที่ตนไม่ได้รักหรือสนใจได้ไม่ดี
4.เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างไร ?
- จริงๆ แล้วเด็กทุกคนมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากภายใน และพร้อมจะถ่ายทอดออกมาโดยไม่ใช่แค่ต้องรอการถ่ายทอดจากผู้อื่น การให้ความรู้ทางวิชาการที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เด็กในโรงเรียนสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทุกที
5.อะไรคือ “ความรู้” อะไรที่ “มิใช่ความรู้” ดังนั้นควรเรียนอะไร ?
- ที่ผ่านมาการเรียนรู้เป็นการถ่ายทอดตำราจากประสบการ์ของคนอื่น แต่การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นต้องนำตนเองเข้าไปมีประสบการณ์กับเรื่องต่างๆ และสร้างองค์ความรู้และความหมายใหม่ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการตีความ
6.เมื่อความรู้ที่มีอยู่ในโลกและวิธีการแก้ปัญหาล้วนเชื่อมโยงถึงกันหมด แต่ทำไมการเรียนการสอนจึงแบ่งแยกออกเป็นวิชาตายตัว ?
- นั่นเพราะการสอนส่วนใหญ่เอาวิชาเป็นตัวตั้งซึ่งขาดความเชื่อมโยงกับชีวิต เพราะเป็นการศึกษาอยู่บนพื้นฐานของความคิดหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ แบ่งคนตามความชำนาญเฉพาะด้าน การเรียนแบบนี้จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันหมดได้
7.ใครควรเป็นผู้ประเมินผลการเรียนรู้ ?
- การวัดผลด้วยระบบการสอบนั้น เป็นเพียงการตอบคำถามว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ครูต้องการหรือไม่ แต่ในการดำเนินชีวิตการประเมินผลเกิดขึ้นในทุกขณะและเป็นเรื่องจำเป็นต่อการ เรียนรู้และเติบโต เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเติบโตได้ต้องรู้จักประเมินได้ด้วยตนเอง
โฮมสคูลสำหรับเด็กประถมขึ้นไป

รูปจากอินเตอร์เนต
ช่วงนี้ดิฉันกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการโฮมสคูลสำหรับเด็กประถมขึ้นไป เผื่ออาจจะต้องใช้ ก็ไปเจอข้อมูลที่คุณอ๊อด แม่น้องปาล์มเขียนไว้ในเวบของคุณนำทาง เอามาเก็บไว้แถวนี้ เผื่อใครจะใช้ได้
เรื่องข้อกฏหมายที่ป้าธรถามมา คงเกี่ยวกับ พรบ การศึกษาภาคบังคับ ก็จะมีพวกค่าปรับสำหรับเด็กที่ไม่ได้เข้า รร น่ะค่ะ แต่พอดี แม่น้องปาล์มไม่ได้สนใจตรงนี้ จะมีจดหมายขู่เข็ญมากี่ฉบับจากเขตก็ปล่อยผ่านไป ปรับปีหนึ่งก็ไม่กี่บาท พอรับไหว แต่เค้าไม่ได้ตามจิกหรอกค่ะ บางบ้านตกสำรวจด้วยซ้ำ ไม่ต้องซีเรียส
ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา สำหรับผู้ที่ต้องการเพื่อนำไปใช้ซึกษาในระบบต่อก็ทำได้หลายวิธี เช่น
1.ไปขึ้นทะเบียนกับเขตการศึกษาที่มีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ ว่า ต้องการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ทางเขตจะจัดเจ้าหน้าที่เพื่อมาติดตามวัดผล ประเมินผลตามช่วงชั้นการศึกษา ช่วงชั้นละ 3 ปี คือ ป.1-3 , ป.4-6 , ม.1-3 , ม.4-6
ทาง ผปค จะต้องจัดทำแผนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเกณฑ์ประเมินผลของเจ้า หน้าที่ .................วิธีนี้ น้องปาล์มไม่ได้ใช้ค่ะ
2.นำชื่อไปฝากไว้กับ รร ที่คุยกันเข้าใจ ว่าลูกเราจะไม่มาเรียนนะ แต่จะมาร่วมสอบหรือวัดผลรายปีเพื่อเลื่อนระดับชั้น อาจจะต้องเสียค่าเทอมหรือค่ากิจกรรมเหมือนเด็กคนอื่นใน รร นั้น ๆ .............วิธีนี้ น้องปาล์มก็ไม่ได้ใช้ค่ะ
3.ไปสอบเทียบหรือวัดผลกับข้อสอบวัดผล ตปท เช่น อเมริกา แล้วนำผลกลับมาเทียบโอนในไทย มีสอบออนไลน์ด้วยค่ะ
ข้อดี - สะดวก รวดเร็ว
ข้อเสีย - ผู้สอบต้องใช้ภาษาอังกฤษในระดับอ่านออกเขียนได้ ตามระดับการศึกษาที่ไปสอบ ตั้งแต่เกรด 1 - 12 หรือ ป.1- ม.6 นั่นเอง และมีค่าใช้จ่ายในการข้อเข้าสอบแต่ละครั้งแพงเอาการค่ะ
.....................วิธีนี้ น้องปาล์มก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันค่ะ
4.ไปรอสอบเทียบกับ กศน เอาวุฒิ ป.6 , ม.3 , ม.6 เมื่ออายุครบตามเกณฑ์ที่ให้สอบได้ คือ 16 ปี............แม่ปาล์มเลือกวิธีนี้ไว้ค่ะ ตอนนี้เลยไปเรื่อย ๆ เรียนมั่งเล่นมั่งเที่ยวมั่งช่วยแม่ทำงานมั่ง เอาแค่ปาล์มอ่านออกเขียนได้ แม่ก็ดีใจจะแย่แล้ว
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เรื่องทาครีมกันแดดของ ลูก

เรื่องนี้ดิฉันได้โพสต์ถามเพื่อนๆในเวบบอร์ดโมมี่พีเดียค่ะ เรื่องการป้องกันแดดให้กับลูกๆ ที่ว่ายน้ำ เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี ที่อาจจะทำอันตรายก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ขอขอบคุณ คุณ bluesky คุณ Myson711 และคุณ Babyploy มา ณที่นี้ด้วยสำหรับคำแนะนำที่มีค่า
อันนี้เป็นของคุณ bluesky เรื่องประเภทของครีมกันแดด
สารกันแดด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. กลุ่มสะท้อนแสง (Protection by Reflection)
สารในกลุ่มนี้เป็นสารกันแดดซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง (Physical barrier) ป้องกันไม่ให้รังสี (UV) ผ่านผิวหนังได้ สารเหล่านี้ได้แก่ Titanium dioxide ,Zinc oxide ,Magnesium carbonate ,Calcium carbonate ,Iron oxide ,Magnesium oxide เป็นต้น
พวกนี้ ก่อการแพ้และระคายเคืองน้อยกว่ากลุ่มที่สอง แต่ทาแล้วขาววอก ถ้าทาแล้วไม่วอก คือไม่ได้ผล ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เป็นอนุภาคที่เล็กลงเพื่อไม่ให้วอกมาก แต่ประสิทธิภาพในการกันแดดก็ลดไปด้วย
เหมาะกับเด็กเล็ก
แต่เท่าที่เคยมองหา เจอแบบกันน้ำยี่ห้อเดียวคือของสมูทอี spf 50 ราคาต่อหลอดแพง ทาทั้งตัวทุกวัน อาจไม่เหลือค่ารถค่าลงสระ^^;
2. กลุ่มดูดซับแสง (Protection by Absorption)
ประเภทนี้จะสามารถดูดกลืนรังสี อุลตร้าไวโอเลตไว้ได้ บางชนิดดูดกลืนได้เฉพาะรังสี UVA หรือ UVB อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่บางชนิดสามารถดูดกลืนได้ทั้ง UVA และ UVB
กลุ่มนี้จะระคายเคืองหรือทำให้แพ้ง่ายกว่ากลุ่มแรก
ยี่ห้อเรือกล้วยที่ฮิตๆกัน สำหรับเด็กเฉพาะ ก็มีสารกลุ่มนี้ค่ะ ถ้าลูกไม่แพ้ก็ใช้ได้
แต่เลือกแบบที่ระบุว่า water resistant
spf ประมาณ 30 ก็พอ แล้วขยันทาซ้ำทุกๆหนึ่งชั่วโมง
(ตัวเลข spf ยิ่งสูง จะกันได้นานขึ้น แต่ปริมาณสารเคมีก็มากตามไปด้วย ระคายผิวเปล่าๆ)
เวลาซื้อ ดูที่ข้างหลอด มองหาสารกันแดดที่สามารถกันได้ครบทั้งยูวีเอและบี ลองดูจากชาร์ตข้างล่างนะคะ
ตัวช่วยที่ดีมาก คือชุดว่ายน้ำ เลือกแบบบอดี้สูท แขนขายาว ช่วยได้เยอะมาก มากกว่าครีมกันแดดอีก
ลืมบอกว่าเวลาทาซ้ำ เช็ดตัวให้แห้งก่อนนะคะ ไม่งั้นทาไม่ติดค่ะ
การว่ายน้ำของเด็กๆ

ภาพจากอินเตอร์เนต
เรื่องนี้เป็นการแบ่งปันของคุณ myson711 ที่เวบบอร์ดโมมี่พีเดียค่ะ เธอและเพื่อนๆหลายๆท่านแนะนำเรื่องการฝึกว่ายน้ำของเด็กๆ ซึ่งเป็นการแบ่งปันที่มีค่ามาก อยากเอามาเก็บไว้ เผื่อพ่อแม่รุ่นหลังๆจะค้นหาข้อมูล จะได้ง่ายต่อการค้น
เริ่มเรียนว่ายน้ำอายุเท่าไรดี
จากประสบการณ์ที่เห็นเด็กๆ เรียนว่ายน้ำ
อายุ ยิ่งน้อย กล้ามเนื้อจดจำง่าย แต่เข้าใจคำพูดคุณครูยาก
อายุ ยิ่งมาก เข้าใจคำพูดง่าย แต่ปฏิบัติ อาจจะฝืนๆ บ้าง
ถ้าเริ่มอายุน้อย อาจใช้ระยะเวลานานกว่า แต่เป็นเร็ว (เพราะเริ่มเร็ว)
ค่าใช้จ่ายเยอะกว่า แต่ถ้าน้องไม่พร้อม อาจกลายเป็นต่อต้านได้
ทำให้นึกถึงเวลาน้อง เรียนคณิต วิทย์ ฯลฯ ถ้าพร้อมที่จะรับ
ก็จะเร็วมาก กระตือรือร้น อยากพัฒนาให้เป็นเร็วๆ ประมาณนั้น
สรุปว่า ว่ายเมื่อพร้อม ขอให้น้องรู้สึกว่าสนุก
เราคิดว่า อายุต่ำกว่า 7 ปี เป็นโอกาสทอง
น้องขอเรียนว่ายน้ำตอน 5 ขวบ เพราะเพื่อนๆ เรียนกันค่ะ
คุณครูสอนว่ายน้ำ
ถ้าเด็กเยอะ ครูจะดูไม่ค่อยทั่วถึง
(แม่ควรดูแลด้วย เพื่อไม่ให้เกิดประสบการณ์ฝังใจให้กลัวน้ำ)
จิตวิทยาเด็กสำคัญมาก การให้คำชม
การสอนด้วยคำพูดที่เด็กเข้าใจ
บางครั้ง น้องไม่เข้าใจภาษาครู เราต้องพยายามจูน
ภาษาครู กับความเข้าใจของลูก
คล้ายๆ กับการเรียนในห้องเรียน หรือเรียนเสริม
บางอย่าง น้องเข้าใจง่ายแสนง่าย บางอย่างดูจะเข้าใจยากเหลือเกิน
(จริงๆ น้อง คงคิดตรงกันข้ามกับเราอยู่ในใจเค้าเหมือนกัน)
แม่ ช่วยทบทวนให้นิดนึง ก็จะคืบหน้าเร็ว
และทำให้น้อง พยายามจะเข้าใจคุณครูมากขึ้นด้วยค่ะ
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
โรคชอบเปรียบเทียบ
การเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคน อื่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เรา มักจะอยากรู้ว่าคนอื่นโดยเฉพาะเพื่อนฝูงของเราได้ดิบได้ดีไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้เขาขับรถอะไร
ได้ตำแหน่งระดับไหนแล้ว ลูกๆ ของเขาเรียนโรงเรียนอะไร สอบเข้าอะไรได้
แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเรา เองว่าเราดีกว่าหรือด้อยกว่า และก็เป็นธรรมดาที่
ใครๆ ก็อยากจะดีกว่าคนอื่น แต่หลายๆ ครั้งการเปรียบเทียบทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่น
ความรู้สึกแบบนี้มักเกิดเมื่อเรา เอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ มีดีมากกว่าเรา
โดยเฉพาะเป็นการมีในสิ่งที่เรา อยากมี แต่ยังไม่มี หรือยังมีไม่พอ
และโดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกว่าคน คนนั้นเป็นคู่แข่ง ด้วย เช่น เราคงไม่รู้สึกด้อยเวลาได้ข่าวนักเรียนไทยได้เหรียญทองชีวโอลิมปิค เราชื่นชมว่าเขาเก่ง แต่ความรู้สึกอาจต่างกัน ถ้านักเรียนคนนั้นเป็นลูกของญาติของเรา และเรียนชั้นเดียวกับเรา
เปรียบ เทียบตัวเราในปัจจุบันกับอดีตที่เคยรุ่งโรจน์
แต่ก่อนเราอาจจะเป็นนักกีฬาที่ เก่งกาจแต่เดี๋ยวนี้ร่างกายอาจจะไม่ไหวแล้ว แต่ก่อนเราอาจเคย
เรียน เก่งมากแต่เดี๋ยวนี้ด้วยปัญหาต่างๆ ทำให้เราเรียนได้แค่ปานกลาง
แต่ก่อนเราเคยมีเงินมากมายแต่ ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้เรามีหนี้มากมาย
ถ้าเราหมกมุ่นครุ่นคิด เรื่องเหล่านี้เราก็จะรู้สึกแย่ รู้สึกว่าเรากำลังตกอับ
และมักจะคิดไปเองว่าคนอื่นก็มอง ว่าเรากำลังตกอับด้วย
เราเปรียบเทียบปัจจุบันกับความฝันที่ ยังไม่เป็นจริง เช่น อยากมีบ้านสวยๆ
แต่ก็ยังไม่มีสักทีทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่ด้อยกว่าคนอื่น
หลายๆ ครั้งเราก็อยู่ของเราดีๆ แต่คนอื่นชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งแล้วก็มาตัดสินว่าเราด้อยกว่า
และ มาพูดให้เราได้ยินด้วย เช่น บรรดาแม่ๆ มักจะเอาลูกของคนอื่นที่เรียนเก่งมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองแล้วบ่นให้ ลูกฟัง เพราะหวังจะกระตุ้นให้ลูกเกิดความมานะ เอาอย่างคนเก่งๆ นั่น แต่ลูกอาจกลับเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่าคนอื่น บางครั้งการที่คนอื่นเอาเราไปเปรียบเทียบ แล้วมาพูดให้เราได้ยิน อาจเป็นการเหน็บแนมไม่ใช่ความหวังดีแบบนี้ก็ได้
การเปรียบเทียบนั้น บางครั้งก็ช่วยให้เราพัฒนาตนเองขึ้นมา ถ้าเรารู้สึกด้อยกว่าแล้วเราพยายามปรับปรุงตนเอง หรือเมื่อเราอยากเป็นแบบบุคคลที่เราชื่นชมแล้วพยายามพัฒนาตนเอง หรือพยายามเอาชนะคำสบประมาทของคนอื่น แต่ถ้าการเปรียบเทียบทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ยอมแพ้ เลิกพยายามต่อ หรือเกิดความคิดหาทางกลั่นแกล้งทำลายคู่แข่งแทนที่จะพยายามปรับปรุงตนเอง หรือยอมทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อให้มีอย่างคนอื่นเขา แบบนี้ท่าทางเราจะเกิดภาวะการเปรียบเทียบที่เป็นพิษเสียแล้ว
การ พบว่าจริงๆ แล้วเราด้อยกว่าคนอื่นนั้นเป็นความเจ็บปวด แต่การเปรียบเทียบที่ไม่ตรงกับ ความเป็นจริง เกินจริง และเป็นไปในแง่ลบนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อรู้สึกตัวว่าเรากำลังเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบอยู่ให้ลองถามตัว เองว่า กำลังเปรียบเทียบ อะไร เช่น ความสวย ความเก่ง ความรวย ความเด่นดัง ฯลฯ เพราะบางครั้งเราจะ "มึน" แยกประเด็นไม่ออกแล้วสรุปรวมว่าตัวเราโดยรวมทั้งหมดนั่นแหละที่ด้อย สู้เขาไม่ได้ ข้อมูลแม่นแค่ไหน รู้แน่หรือเดาเอา เรารู้แน่แล้วหรือรถที่เขาขับน่ะ ใช่รถของเขา เพื่อนเราไปเรียนเมืองนอกเพราะเก่งหรือเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองไทยไม่ ได้
เรา รู้หมดทุกแง่ทุกมุมหรือยัง? หรือเห็นแต่แง่ดีของเขาเพียงด้านเดียว เวลาเห็นคนที่ร่ำรวยเรามักคิดว่าเขาคงจะมีความสุข ที่จริงแล้วคนที่ร่ำรวยไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขเสมอไป คนที่มีแฟนแล้วหรือคนที่ "ขายออก" แต่งงานแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขมากกว่าสาวโสด คนที่มีเงินเหลือเก็บมากเพราะประหยัดมากๆ ก็ไม่น่าจะมีความสุขเท่าไร โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกเป็นภรรยา
เมื่อพิจารณาความเป็นจริงแล้วลองคิด ต่อไปว่า เขาดี กว่าเราแล้วมันจะเป็นอะไรไป ถึงเขาจะมีเงินมากกว่า แต่เราก็ยังมีเงินเท่าเดิม เงินที่ เรามีอยู่มันไม่ได้หดหายไป ถึงคนข้างบ้านจะสวยกว่าเรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสวยน้อยลง เราก็ยังคงเป็นคนสวยคนหนึ่งเหมือนกัน
ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เราพร้อมที่จะแลกด้วยอะไรบางอย่างเหมือนที่เขาทำหรือไม่ เพื่อนของเราอาจจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาดูแลลูก ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีเวลาไปว่ายน้ำหลังเลิกงานจึงมีเงินขนาดนั้นได้ จะทำอย่างนั้นหรือไม่
เปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวังต่อไป เราอาจเปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ โดยเปรียบเทียบตัวเราตอนนี้กับตัวเราในอีก 1 ปีข้างหน้า ถ้าเราลงมือทำอะไรบางอย่าง เช่น ออกวิ่งสัปดาห์ละ 3 ครั้ง 1 ปีผ่านไปเราน่าจะหุ่นดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ดีขนาดคนข้างบ้านก็ตาม
การเปรียบเทียบจะเป็นปัญหาเมื่อ มันไม่สมเหตุผล มากเกินไป บ่อยเกินไป
ลดการเปรียบเทียบลงแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น
ที่มา : ผศ.น.พ.สเปญ อุ่นอนงค์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี
เรา มักจะอยากรู้ว่าคนอื่นโดยเฉพาะเพื่อนฝูงของเราได้ดิบได้ดีไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้เขาขับรถอะไร
ได้ตำแหน่งระดับไหนแล้ว ลูกๆ ของเขาเรียนโรงเรียนอะไร สอบเข้าอะไรได้
แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเรา เองว่าเราดีกว่าหรือด้อยกว่า และก็เป็นธรรมดาที่
ใครๆ ก็อยากจะดีกว่าคนอื่น แต่หลายๆ ครั้งการเปรียบเทียบทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่น
ความรู้สึกแบบนี้มักเกิดเมื่อเรา เอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ มีดีมากกว่าเรา
โดยเฉพาะเป็นการมีในสิ่งที่เรา อยากมี แต่ยังไม่มี หรือยังมีไม่พอ
และโดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกว่าคน คนนั้นเป็นคู่แข่ง ด้วย เช่น เราคงไม่รู้สึกด้อยเวลาได้ข่าวนักเรียนไทยได้เหรียญทองชีวโอลิมปิค เราชื่นชมว่าเขาเก่ง แต่ความรู้สึกอาจต่างกัน ถ้านักเรียนคนนั้นเป็นลูกของญาติของเรา และเรียนชั้นเดียวกับเรา
เปรียบ เทียบตัวเราในปัจจุบันกับอดีตที่เคยรุ่งโรจน์
แต่ก่อนเราอาจจะเป็นนักกีฬาที่ เก่งกาจแต่เดี๋ยวนี้ร่างกายอาจจะไม่ไหวแล้ว แต่ก่อนเราอาจเคย
เรียน เก่งมากแต่เดี๋ยวนี้ด้วยปัญหาต่างๆ ทำให้เราเรียนได้แค่ปานกลาง
แต่ก่อนเราเคยมีเงินมากมายแต่ ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้เรามีหนี้มากมาย
ถ้าเราหมกมุ่นครุ่นคิด เรื่องเหล่านี้เราก็จะรู้สึกแย่ รู้สึกว่าเรากำลังตกอับ
และมักจะคิดไปเองว่าคนอื่นก็มอง ว่าเรากำลังตกอับด้วย
เราเปรียบเทียบปัจจุบันกับความฝันที่ ยังไม่เป็นจริง เช่น อยากมีบ้านสวยๆ
แต่ก็ยังไม่มีสักทีทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่ด้อยกว่าคนอื่น
หลายๆ ครั้งเราก็อยู่ของเราดีๆ แต่คนอื่นชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งแล้วก็มาตัดสินว่าเราด้อยกว่า
และ มาพูดให้เราได้ยินด้วย เช่น บรรดาแม่ๆ มักจะเอาลูกของคนอื่นที่เรียนเก่งมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองแล้วบ่นให้ ลูกฟัง เพราะหวังจะกระตุ้นให้ลูกเกิดความมานะ เอาอย่างคนเก่งๆ นั่น แต่ลูกอาจกลับเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่าคนอื่น บางครั้งการที่คนอื่นเอาเราไปเปรียบเทียบ แล้วมาพูดให้เราได้ยิน อาจเป็นการเหน็บแนมไม่ใช่ความหวังดีแบบนี้ก็ได้
การเปรียบเทียบนั้น บางครั้งก็ช่วยให้เราพัฒนาตนเองขึ้นมา ถ้าเรารู้สึกด้อยกว่าแล้วเราพยายามปรับปรุงตนเอง หรือเมื่อเราอยากเป็นแบบบุคคลที่เราชื่นชมแล้วพยายามพัฒนาตนเอง หรือพยายามเอาชนะคำสบประมาทของคนอื่น แต่ถ้าการเปรียบเทียบทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ยอมแพ้ เลิกพยายามต่อ หรือเกิดความคิดหาทางกลั่นแกล้งทำลายคู่แข่งแทนที่จะพยายามปรับปรุงตนเอง หรือยอมทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อให้มีอย่างคนอื่นเขา แบบนี้ท่าทางเราจะเกิดภาวะการเปรียบเทียบที่เป็นพิษเสียแล้ว
การ พบว่าจริงๆ แล้วเราด้อยกว่าคนอื่นนั้นเป็นความเจ็บปวด แต่การเปรียบเทียบที่ไม่ตรงกับ ความเป็นจริง เกินจริง และเป็นไปในแง่ลบนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อรู้สึกตัวว่าเรากำลังเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบอยู่ให้ลองถามตัว เองว่า กำลังเปรียบเทียบ อะไร เช่น ความสวย ความเก่ง ความรวย ความเด่นดัง ฯลฯ เพราะบางครั้งเราจะ "มึน" แยกประเด็นไม่ออกแล้วสรุปรวมว่าตัวเราโดยรวมทั้งหมดนั่นแหละที่ด้อย สู้เขาไม่ได้ ข้อมูลแม่นแค่ไหน รู้แน่หรือเดาเอา เรารู้แน่แล้วหรือรถที่เขาขับน่ะ ใช่รถของเขา เพื่อนเราไปเรียนเมืองนอกเพราะเก่งหรือเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองไทยไม่ ได้
เรา รู้หมดทุกแง่ทุกมุมหรือยัง? หรือเห็นแต่แง่ดีของเขาเพียงด้านเดียว เวลาเห็นคนที่ร่ำรวยเรามักคิดว่าเขาคงจะมีความสุข ที่จริงแล้วคนที่ร่ำรวยไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขเสมอไป คนที่มีแฟนแล้วหรือคนที่ "ขายออก" แต่งงานแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขมากกว่าสาวโสด คนที่มีเงินเหลือเก็บมากเพราะประหยัดมากๆ ก็ไม่น่าจะมีความสุขเท่าไร โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกเป็นภรรยา
เมื่อพิจารณาความเป็นจริงแล้วลองคิด ต่อไปว่า เขาดี กว่าเราแล้วมันจะเป็นอะไรไป ถึงเขาจะมีเงินมากกว่า แต่เราก็ยังมีเงินเท่าเดิม เงินที่ เรามีอยู่มันไม่ได้หดหายไป ถึงคนข้างบ้านจะสวยกว่าเรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสวยน้อยลง เราก็ยังคงเป็นคนสวยคนหนึ่งเหมือนกัน
ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เราพร้อมที่จะแลกด้วยอะไรบางอย่างเหมือนที่เขาทำหรือไม่ เพื่อนของเราอาจจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาดูแลลูก ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีเวลาไปว่ายน้ำหลังเลิกงานจึงมีเงินขนาดนั้นได้ จะทำอย่างนั้นหรือไม่
เปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวังต่อไป เราอาจเปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ โดยเปรียบเทียบตัวเราตอนนี้กับตัวเราในอีก 1 ปีข้างหน้า ถ้าเราลงมือทำอะไรบางอย่าง เช่น ออกวิ่งสัปดาห์ละ 3 ครั้ง 1 ปีผ่านไปเราน่าจะหุ่นดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ดีขนาดคนข้างบ้านก็ตาม
การเปรียบเทียบจะเป็นปัญหาเมื่อ มันไม่สมเหตุผล มากเกินไป บ่อยเกินไป
ลดการเปรียบเทียบลงแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น
ที่มา : ผศ.น.พ.สเปญ อุ่นอนงค์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี
นิทานธรรมะ ฝึกอีคิว
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า...
จิตของคนเรานั้นเหมือนลิง
เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมาย จากพฤติกรรมของลิง
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายไปในที่สุด
จนกลายเป็นว่า "กะปิถึงจะร้าย" ก็ไม่ร้ายเท่าความเกลียดกะปิ
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะไม่ใช่เพราะกะปิ
แต่เป็นความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก
สิ่งที่เราเกลียดนั้น
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่าความเกลียดชังในจิตใจเรา
ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูก คือความรู้สึกอยากผลักใส
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว
แต่นั้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว
ความยึดติดเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน
กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง
โดยใช้กล่องไม้ที่มีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ
พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิง เป็นเหยื่อล่อ
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ ก็ไม่ออก
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว สุดท้ายก็ถูกคนจับได้
ลิงบางตัวมีลูกเล็กบนหลัง คนก็จะฆ่าแม่ เพื่อพรากลูกของมันไปขาย
ลูกลิงหลายตัวเสียชีวิตเพราะแม่ตาย
เรียกว่า เสียชีวิตของตนและลูก เพราะกำถั่วไ้ว้ไม่ปล่อย
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันและอยากได้
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น
เวลาประสบกับปัญหา
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดไว้เสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย ไม่คุ้มกับสิ่งที่ยึดติด
ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
มันก็จะเบาทางไปได้เยอะ
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น
หากแต่เป็นทางออกของปัญหาเลยทีเดียว
ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง
ก็เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง
ทั้งๆที่ลิงพยายามถู กำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดม หากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย
ดังลิงหวงถั่วนั่นเอง
จิตของคนเรานั้นเหมือนลิง
เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมาย จากพฤติกรรมของลิง
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายไปในที่สุด
จนกลายเป็นว่า "กะปิถึงจะร้าย" ก็ไม่ร้ายเท่าความเกลียดกะปิ
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะไม่ใช่เพราะกะปิ
แต่เป็นความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก
สิ่งที่เราเกลียดนั้น
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่าความเกลียดชังในจิตใจเรา
ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูก คือความรู้สึกอยากผลักใส
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว
แต่นั้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว
ความยึดติดเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน
กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง
โดยใช้กล่องไม้ที่มีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ
พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิง เป็นเหยื่อล่อ
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ ก็ไม่ออก
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว สุดท้ายก็ถูกคนจับได้
ลิงบางตัวมีลูกเล็กบนหลัง คนก็จะฆ่าแม่ เพื่อพรากลูกของมันไปขาย
ลูกลิงหลายตัวเสียชีวิตเพราะแม่ตาย
เรียกว่า เสียชีวิตของตนและลูก เพราะกำถั่วไ้ว้ไม่ปล่อย
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันและอยากได้
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น
เวลาประสบกับปัญหา
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดไว้เสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย ไม่คุ้มกับสิ่งที่ยึดติด
ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
มันก็จะเบาทางไปได้เยอะ
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น
หากแต่เป็นทางออกของปัญหาเลยทีเดียว
ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง
ก็เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง
ทั้งๆที่ลิงพยายามถู กำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดม หากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย
ดังลิงหวงถั่วนั่นเอง
พ่อแม่รังแกฉัน
มี ซินแสแก่เฒ่าได้เล่าไข
ถึงเรื่องงิ้วว่าเล่นกันเช่นไร
มีข้อใหญ่ นั้นก็เป็นเช่นละคร
แต่ข้อหนึ่งแกเล่าเขาประสงค์
มุ่งจำนงในข้าง เป็นทางสอน
ชี้ทางธรรม์มรรยาทแก่ราษฎร
เหมือนละครสุภาษิตไม่ผิดกัน
เราบวชนาคโกนจุกในยุคก่อน
มีกล่าวกลอนเพราะพริ้งทำมิ่งขวัญ
การ ขันหมากยุคเก่าท่านเล่ากัน
มีสวดฉันท์เรียกว่าสวดมาไลย์
เค้า ก็คือท่านหวังจะสั่งสอน
แต่ผันผ่อนตามนิยมสมสมัย
มีเฮฮาพาสนุกเครื่อง ปลุกใจ
สมกับได้มีงานการมงคล
ในหมู่บ้านย่านกลางเมื่อปางก่อน
มี โรงสอนธรรมทานการกุศล
เพื่อเป็นเครื่องเรืองปัญญาประชาชน
ในตำบลอัต คัตไกลวัดวา
เรียกศาลาโรงธรรมประจำบ้าน
เหมือนสถานที่ฝึก ทางศึกษา
บางคราวมีการกุศลปนเฮฮา
เพื่อให้พาเพลิดเพลินเจริญใจ
ฝ่ายจีนเขาได้มีอย่างที่ว่า
เอางิ้วมาฝึกหัดดัดนิสัย
ย่อมดูด ดื่มซึมซาบปลาบปลื้มใจ
เหมือนอย่างได้รู้เห็นที่เป็นจริง
งิ้ว เรื่องหนึ่งแกเล่าครั้งเยาว์อยู่
ได้ไปดูจำไว้ได้ทุกสิ่ง
เกาะในจิต ติดแน่นแม้นกับปลิง
เลยเป็นสิ่งสอนใจจนใหญ่มา
ตามเรื่องนั้น ว่ามีเศรษฐีหนึ่ง
เป็นคนซึ่งสูงชาติวาสนา
มีทรัพย์สินเหลือล้นคณนา
มี บ้างช่องแน่นหนาด้วยข้าไท
ท่านเศรษฐีมีบุตรสุดที่รัก
แก ฟูมฟักใฝ่จิตพิสมัย
บุตรคนเดียวแสนจะห่วงดังดวงใจ
หวังจะให้สืบวงศ์ ดำรงไป
มีโรงเรียนไกลบ้านอาจารย์สอน
กลัวลูกอ่อนลำบากไม่พราก ได้
อุตส่าห์จ้างครูบามาแต่ไกล
ให้สอนในบ้านตนสู้ปรนปรือ
ฝ่าย ลูกเรียนผู้เดียวให้เปลี่ยวจิต
มักเบือนบิดเบื่อชังเรื่องหนังสือ
อยาก ได้เพื่อนพูดจาและหารือ
พ่อก็อือออตามด้วยความรัก
เกณฑ์พวก เด็กในบ้านให้อ่านด้วย
ก็เพื่อช่วยชวนใจให้สมัคร
ครั้นมีเพื่อนเรียน ล้อมอยู่พร้อมพรัก
กลับชวนชักเล่นกันไม่หมั่นเรียน
ครูก็ ดีจี้ไชมิได้หยุด
แกเห็นสุดเอาใจจึงได้เฆี่ยน
หวังให้กลัวอาญาตั้ง หน้าเพียร
แต่กลับเพี้ยนผิดคาดถึงขาดกัน
คือบุตรท่านเศรษฐี หนีไปหา
พ่อฟ้องว่า ครูนี้แกตีฉัน
ปลอบให้เรียนก็ไม่ไปจนใจครัน
ต้อง เป็นอันเลิกกับครูที่อยู่มา
อุตส่าห์จ้างครูใหม่ตามใจลูก
แต่ ไม่ถูกใจบุตรสุดจะหา
ครูคนนั้นฉันเข็ดไม่เมตตา
คนนี้ว่าจู้จี้พิรี้ พิไร
แต่เปลี่ยนครูอยู่ฉะนี้ไม่มีเหมาะ
มักทะเลาะเลิกเรียน ต้องเปลี่ยนใหม่
พวกครูๆ เข็ดกลัวกันทั่วไป
ถึงจะให้เงินมากไม่อยาก เอา
บิดาผู้รักบุตรสุดจะกลุ้ม
ลูกเป็นหนุ่มใหญ่โตยังโง่ เง่า
เที่ยวจ้างครูอยู่...งต่างลำเนา
ค่าจ้างเท่าไรนั้นไม่พรั่นกลัว
แต่ก็ไม่ยืดไปเท่าไรนัก
ประเดี๋ยวชักเหหันต้องสั่นหัว
เผอิญมา ปะครูที่รู้ตัว
แกหวังชั่วค่าสอนสู้ผ่อนตาม
ศิษย์จะรู้ เท่าไรไม่ธุระ
ชื่อเสียงจะเสียไปก็ไม่ขาม
ศิษย์ผู้ใดตั้งหน้าพยายาม
สอน ให้ตามแต่รักสมัครเรียน
ครูคนนี้ถูกใจอยู่ได้ยืด
ถึงจะจืดจาง การเรื่องอ่านเขียน
ก็ถูกจิตศิษย์ตนย่อมวนเวียน
อยู่จำเนียรโตใหญ่ไร้ วิชา
ฝ่ายพ่อแม่รักบุตรสุดจะรัก
บุตรสมัครทางไหนมิได้ว่า
ใช้ เงินทองกอบกำไม่นำพา
อยู่ไม่ช้าแกก็ตายทำลายชนม์
ทรัพย์ สมบัติมรดกตกแก่ลูก
ไม่ต้องปลูกเปลืองแรงแสวงผล
มีเพื่อนมาฮาฮือ นับถือตน
เฝ้าแต่ขนทรัพย์จ่ายสบายจริง
เอาอะไรได้ทุกอย่าง ช่างสะดวก
จะหยิบหมวกหมวกรี่เหมือนผีสิง
ทุกอย่างรู้เอาใจไม่ประวิง
ดู เหมือนชิงกันมาคราต้องการ
ไม่ช้านักทรัพย์ลดหมดสะดวก
จะหยิบ หมวกหมวกกระเดียดข้างเกียจคร้าน
ถ้าเผลอหน่อยคอยหนีตะลีตะลาน
วิ่ง เข้าร้านโรงจำนำไม่อำลา
เพื่อนทั้งมวลล้วนหายเหมือนตายจาก
ที่ มีมากคือสหายพวกนายหน้า
บ้านของท่านขายเท่าไร? ให้ราคา
ผมช่วยค้าขาย ให้ด้วยไมตรี
เพื่อนสนุกพลุกพล่านขายบ้านช่อง
พอเงินทองหมด เรียบก็เงียบจี๋
ต่อนี้ไปใครเยือนคือเพื่อนดี
ไม่เช่นนี้เพื่อนโหล่ โง่ร-ยำ
บุตรเศรษฐีเป็นมาถึงครานี้
ไม่เห็นมีมิตรสหาย มากรายกล้ำ
ผิวผู้ดีมีกระดากพะอากพะอำ
จะคิดทำการอะไรก็ไม่เป็น
ต้องตรำตรากจากย่านถิ่นบ้านเก่า
ขอทานเขาเลี้ยงตนด้วยข้นเข็ญ
พัก สถานศาลเจ้าทุกเช้าเย็น
ค่อยคิดเห็นโทษตัวที่ชั่วมา
คิด ถึงเรื่องเก่าแก่พ่อแม่รัก
สู้ฟูมฟักใฝ่ฝึกให้ศึกษา
ตามใจลูกเหลือล้น คณนา
ทุกสิ่งสารพัดไม่ขัดใจ
คิดถึงครูผู้สอนแต่ก่อนเก่า
บาง คนเฝ้าฝึกฝนพ้นวิสัย
บางคนเฝ้าจู้จี้พิรี้พิไร
ไม่ถูกใจฟ้องพ่อก็ออ อือ
จนเหลวไหลได้เข็ญถึงเช่นนี้
พ่อแม่ที่รักลูกทำถูกหรือ
สิ่ง ใดพาเสียคนกลับปรนปรือ
ร้องไห้ฮือบ่นว่าเหมือนบ้าบอ
วันหนึ่ง ไปถึงถิ่นบ้านซินแส
ก็เดินแร่เข้าไปหาตรงหน้าหมอ
ร้องขอทานทันทีไม่ รีรอ
ฝ่ายท่านหมอมองหน้าไม่ว่าไร
ลงท้ายแกกลอกหน้าหาว่า หลอก
เฮ้ย. เจ้าวอกเอ็งอย่ามาไถล
หลอกดูลูกสาวข้าหรือว่าไร
หรือ เข้าใจว่า...ไม่รู้ที
ข้าหมอดูรู้จักลักษณะ
อย่างเมิงน่ะบอก เพศเป็นเศรษฐี
รูปลักษณ์พักตร์เจ้าเผ่าผู้ดี
ทำเช่นนี้ตั้งใจอย่างไร กัน
ลูกเศรษฐีฟังว่าน้ำตาหลั่ง
ตอบเสียงดัง "พ่อแม่รังแกฉัน!"
ร้องไห้โฮซบหน้าพลางจาบัลย์
คนบ้านนั้นต่างพากันมา ดู
ท่านเจ้าข้า! พ่อแม่รังแกฉัน
เขาใฝ่ฝันฟูมฟักฉันอักขู
ฉัน ทำผิดคิดร-ยำกลับค้ำชู
จะว่าผู้รักลูกถูกหรือไร
ท่านทาย ฉันนั้นถูกลูกเศรษฐี
ผู้กลีเลวกว่าบรรดาไพร่
ซึ่งยังรู้กอบการงานใด ๆ
เลี้ยง ชีพได้เพียงพอไม่ขอทาน
โอ๊ย! ยิ่งเล่ายิ่งช้ำระกำเหลือ
โปรด จุนเจือเถอะท่านหมอขอข้าวสาร
เหมือนช่วยชีพข้าเจ้าให้เนานาน
จักเป็น การบุญล้นมีผลงาม
ฝ่ายท่านหมอฟังเล่าสิ้นเค้าเงื่อน
แกจึง เอื้อนโอษฐ์มีวจีถาม
ข้าฟังเจ้าเล่าไปก็ได้ความ
จึงเห็นตามพ่อแม่ รังแกตรง
เข็ดหรือไม่ใครรังแกอย่างแม่พ่อ
หรือว่าพอทนดอกบอก ประสงค์
โอ๊ย! หนเดียวชีวิตแทบปลิดปลง
ถ้าซ้ำสองต้องลงอวิจี
อย่ารังแกอีกเลยลูกเคยเข็ด
ขอจงเมตตาเถิดประเสริฐศรี
ท่านหมอ ฟังยิ้มเยื้อนเอื้อนวจี
เจ้าว่าดีสมจริงทุกสิ่งอัน
ข้าไม่ อยากรังแกเช่นแม่พ่อ
ที่เจ้าขอข้าไม่อ่อนตามผ่อนผัน
แม้เจ้าขอสิ่งใด ข้าให้ปัน
ก็เป็นอันข้าทำซ้ำรังแก
เจ้าจะตกอวิจีไม่ดีดอก
เจ้า จะออกปากพ้ออย่างพ่อแม่
ลูกเศรษฐีตกตะลึงทะลึ่งแล
โอ๊ย! ผมแย่ถูกล่อลงบ่อตม
เมื่อไม่ให้ใครจะว่าเจ้าข้าเอ๋ย
นี่กลับ เย้ยยกคำทิ่มตำผม
จะไล่ไปก็ไม่ไล่ให้ระทม
ว่าแล้วซมซานกลับด้วยคับใจ
หมอขยับจับบ่าช้าซีเจ้า
คำที่เล่าบอกข้าน่าเลื่อมใส
พ่อแม่รัก ลูกผิดชนิดไร
เขาก็ได้ทุกข์ถมจนล้มตาย
เวลานั้นตัวเจ้ายัง เยาว์อยู่
จึงไม่รู้ยั้งตนจนฉิบหาย
เดี๋ยวนี้เจ้ารู้สึกสำนึกกาย
จง ขวนขวายฝึกหัดดัดสันดาน
ข้าจักเป็นพ่อแม่ช่วยแก้ให้
ต้อง ตามใจแต่ข้าจะว่าขาน
ถ้ายอมตามข้าว่าไม่ช้านาน
จักไม่ต้องขอทานเขาต่อ ไป
ลงท้ายลูกเศรษฐียินดีรับ
ไปอยู่กับซินแสแก้นิสัย
ไม่ ว่ามีกิจการสถานใด
แกใช้ให้ทำสิ้นจนชินการ
แกปรานีจี้ไช ด้วยใจรัก
จนรู้จักค้าขายหลายสถาน
อยู่กับหมอต่อมาไม่ช้านาน
ก็พ้น การทุรพลเป็นคนแคลน
ชาวเราเอ๋ยพ่อแม่มุ่งแต่รัก
สู้ ฟูมฟักในบุตรนั้นสุดแสน
แต่ความรักมักเดินจนเกินแกน
เลยเข้าแดนทุกข์ ถมระทมกาย
ดังเศรษฐีรักบุตรสุดสวาท
บุตรอุบาทว์มิได้รัก สมัครหมาย
เอาแต่ใจใฝ่ตามความสบาย
พ่อแม่ตายก็เพราะตรมระทมใจ
ยัง มิหนำซ้ำว่าด่ากระดูก
หาว่าถูกพ่อแม่รังแกได้
แต่ชาวเราเนาเขตประเทศ ไทย
คงจะไม่พบปะขอประกัน
เพราะพระราชบัญญัติอุบัติแล้ว
เหมือน ดวงแก้วส่องสว่างทางสวรรค์
บังคับให้ศึกษาทั่วหน้ากัน
พระคุณธรรม์ข้อ นี้ไม่มีเทียม
ที่สุดนี้ชาวเราน้อมเกล้าฯ นบ
พระจอมภพ ภูบดินทร์พระปิ่นเสียม
พระปลุกใจไทยทั่วตั้งตัวเตรียม
ทุกอย่างเยี่ยม ยิ่งคุณวิบุลเอย.....
ถึงเรื่องงิ้วว่าเล่นกันเช่นไร
มีข้อใหญ่ นั้นก็เป็นเช่นละคร
แต่ข้อหนึ่งแกเล่าเขาประสงค์
มุ่งจำนงในข้าง เป็นทางสอน
ชี้ทางธรรม์มรรยาทแก่ราษฎร
เหมือนละครสุภาษิตไม่ผิดกัน
เราบวชนาคโกนจุกในยุคก่อน
มีกล่าวกลอนเพราะพริ้งทำมิ่งขวัญ
การ ขันหมากยุคเก่าท่านเล่ากัน
มีสวดฉันท์เรียกว่าสวดมาไลย์
เค้า ก็คือท่านหวังจะสั่งสอน
แต่ผันผ่อนตามนิยมสมสมัย
มีเฮฮาพาสนุกเครื่อง ปลุกใจ
สมกับได้มีงานการมงคล
ในหมู่บ้านย่านกลางเมื่อปางก่อน
มี โรงสอนธรรมทานการกุศล
เพื่อเป็นเครื่องเรืองปัญญาประชาชน
ในตำบลอัต คัตไกลวัดวา
เรียกศาลาโรงธรรมประจำบ้าน
เหมือนสถานที่ฝึก ทางศึกษา
บางคราวมีการกุศลปนเฮฮา
เพื่อให้พาเพลิดเพลินเจริญใจ
ฝ่ายจีนเขาได้มีอย่างที่ว่า
เอางิ้วมาฝึกหัดดัดนิสัย
ย่อมดูด ดื่มซึมซาบปลาบปลื้มใจ
เหมือนอย่างได้รู้เห็นที่เป็นจริง
งิ้ว เรื่องหนึ่งแกเล่าครั้งเยาว์อยู่
ได้ไปดูจำไว้ได้ทุกสิ่ง
เกาะในจิต ติดแน่นแม้นกับปลิง
เลยเป็นสิ่งสอนใจจนใหญ่มา
ตามเรื่องนั้น ว่ามีเศรษฐีหนึ่ง
เป็นคนซึ่งสูงชาติวาสนา
มีทรัพย์สินเหลือล้นคณนา
มี บ้างช่องแน่นหนาด้วยข้าไท
ท่านเศรษฐีมีบุตรสุดที่รัก
แก ฟูมฟักใฝ่จิตพิสมัย
บุตรคนเดียวแสนจะห่วงดังดวงใจ
หวังจะให้สืบวงศ์ ดำรงไป
มีโรงเรียนไกลบ้านอาจารย์สอน
กลัวลูกอ่อนลำบากไม่พราก ได้
อุตส่าห์จ้างครูบามาแต่ไกล
ให้สอนในบ้านตนสู้ปรนปรือ
ฝ่าย ลูกเรียนผู้เดียวให้เปลี่ยวจิต
มักเบือนบิดเบื่อชังเรื่องหนังสือ
อยาก ได้เพื่อนพูดจาและหารือ
พ่อก็อือออตามด้วยความรัก
เกณฑ์พวก เด็กในบ้านให้อ่านด้วย
ก็เพื่อช่วยชวนใจให้สมัคร
ครั้นมีเพื่อนเรียน ล้อมอยู่พร้อมพรัก
กลับชวนชักเล่นกันไม่หมั่นเรียน
ครูก็ ดีจี้ไชมิได้หยุด
แกเห็นสุดเอาใจจึงได้เฆี่ยน
หวังให้กลัวอาญาตั้ง หน้าเพียร
แต่กลับเพี้ยนผิดคาดถึงขาดกัน
คือบุตรท่านเศรษฐี หนีไปหา
พ่อฟ้องว่า ครูนี้แกตีฉัน
ปลอบให้เรียนก็ไม่ไปจนใจครัน
ต้อง เป็นอันเลิกกับครูที่อยู่มา
อุตส่าห์จ้างครูใหม่ตามใจลูก
แต่ ไม่ถูกใจบุตรสุดจะหา
ครูคนนั้นฉันเข็ดไม่เมตตา
คนนี้ว่าจู้จี้พิรี้ พิไร
แต่เปลี่ยนครูอยู่ฉะนี้ไม่มีเหมาะ
มักทะเลาะเลิกเรียน ต้องเปลี่ยนใหม่
พวกครูๆ เข็ดกลัวกันทั่วไป
ถึงจะให้เงินมากไม่อยาก เอา
บิดาผู้รักบุตรสุดจะกลุ้ม
ลูกเป็นหนุ่มใหญ่โตยังโง่ เง่า
เที่ยวจ้างครูอยู่...งต่างลำเนา
ค่าจ้างเท่าไรนั้นไม่พรั่นกลัว
แต่ก็ไม่ยืดไปเท่าไรนัก
ประเดี๋ยวชักเหหันต้องสั่นหัว
เผอิญมา ปะครูที่รู้ตัว
แกหวังชั่วค่าสอนสู้ผ่อนตาม
ศิษย์จะรู้ เท่าไรไม่ธุระ
ชื่อเสียงจะเสียไปก็ไม่ขาม
ศิษย์ผู้ใดตั้งหน้าพยายาม
สอน ให้ตามแต่รักสมัครเรียน
ครูคนนี้ถูกใจอยู่ได้ยืด
ถึงจะจืดจาง การเรื่องอ่านเขียน
ก็ถูกจิตศิษย์ตนย่อมวนเวียน
อยู่จำเนียรโตใหญ่ไร้ วิชา
ฝ่ายพ่อแม่รักบุตรสุดจะรัก
บุตรสมัครทางไหนมิได้ว่า
ใช้ เงินทองกอบกำไม่นำพา
อยู่ไม่ช้าแกก็ตายทำลายชนม์
ทรัพย์ สมบัติมรดกตกแก่ลูก
ไม่ต้องปลูกเปลืองแรงแสวงผล
มีเพื่อนมาฮาฮือ นับถือตน
เฝ้าแต่ขนทรัพย์จ่ายสบายจริง
เอาอะไรได้ทุกอย่าง ช่างสะดวก
จะหยิบหมวกหมวกรี่เหมือนผีสิง
ทุกอย่างรู้เอาใจไม่ประวิง
ดู เหมือนชิงกันมาคราต้องการ
ไม่ช้านักทรัพย์ลดหมดสะดวก
จะหยิบ หมวกหมวกกระเดียดข้างเกียจคร้าน
ถ้าเผลอหน่อยคอยหนีตะลีตะลาน
วิ่ง เข้าร้านโรงจำนำไม่อำลา
เพื่อนทั้งมวลล้วนหายเหมือนตายจาก
ที่ มีมากคือสหายพวกนายหน้า
บ้านของท่านขายเท่าไร? ให้ราคา
ผมช่วยค้าขาย ให้ด้วยไมตรี
เพื่อนสนุกพลุกพล่านขายบ้านช่อง
พอเงินทองหมด เรียบก็เงียบจี๋
ต่อนี้ไปใครเยือนคือเพื่อนดี
ไม่เช่นนี้เพื่อนโหล่ โง่ร-ยำ
บุตรเศรษฐีเป็นมาถึงครานี้
ไม่เห็นมีมิตรสหาย มากรายกล้ำ
ผิวผู้ดีมีกระดากพะอากพะอำ
จะคิดทำการอะไรก็ไม่เป็น
ต้องตรำตรากจากย่านถิ่นบ้านเก่า
ขอทานเขาเลี้ยงตนด้วยข้นเข็ญ
พัก สถานศาลเจ้าทุกเช้าเย็น
ค่อยคิดเห็นโทษตัวที่ชั่วมา
คิด ถึงเรื่องเก่าแก่พ่อแม่รัก
สู้ฟูมฟักใฝ่ฝึกให้ศึกษา
ตามใจลูกเหลือล้น คณนา
ทุกสิ่งสารพัดไม่ขัดใจ
คิดถึงครูผู้สอนแต่ก่อนเก่า
บาง คนเฝ้าฝึกฝนพ้นวิสัย
บางคนเฝ้าจู้จี้พิรี้พิไร
ไม่ถูกใจฟ้องพ่อก็ออ อือ
จนเหลวไหลได้เข็ญถึงเช่นนี้
พ่อแม่ที่รักลูกทำถูกหรือ
สิ่ง ใดพาเสียคนกลับปรนปรือ
ร้องไห้ฮือบ่นว่าเหมือนบ้าบอ
วันหนึ่ง ไปถึงถิ่นบ้านซินแส
ก็เดินแร่เข้าไปหาตรงหน้าหมอ
ร้องขอทานทันทีไม่ รีรอ
ฝ่ายท่านหมอมองหน้าไม่ว่าไร
ลงท้ายแกกลอกหน้าหาว่า หลอก
เฮ้ย. เจ้าวอกเอ็งอย่ามาไถล
หลอกดูลูกสาวข้าหรือว่าไร
หรือ เข้าใจว่า...ไม่รู้ที
ข้าหมอดูรู้จักลักษณะ
อย่างเมิงน่ะบอก เพศเป็นเศรษฐี
รูปลักษณ์พักตร์เจ้าเผ่าผู้ดี
ทำเช่นนี้ตั้งใจอย่างไร กัน
ลูกเศรษฐีฟังว่าน้ำตาหลั่ง
ตอบเสียงดัง "พ่อแม่รังแกฉัน!"
ร้องไห้โฮซบหน้าพลางจาบัลย์
คนบ้านนั้นต่างพากันมา ดู
ท่านเจ้าข้า! พ่อแม่รังแกฉัน
เขาใฝ่ฝันฟูมฟักฉันอักขู
ฉัน ทำผิดคิดร-ยำกลับค้ำชู
จะว่าผู้รักลูกถูกหรือไร
ท่านทาย ฉันนั้นถูกลูกเศรษฐี
ผู้กลีเลวกว่าบรรดาไพร่
ซึ่งยังรู้กอบการงานใด ๆ
เลี้ยง ชีพได้เพียงพอไม่ขอทาน
โอ๊ย! ยิ่งเล่ายิ่งช้ำระกำเหลือ
โปรด จุนเจือเถอะท่านหมอขอข้าวสาร
เหมือนช่วยชีพข้าเจ้าให้เนานาน
จักเป็น การบุญล้นมีผลงาม
ฝ่ายท่านหมอฟังเล่าสิ้นเค้าเงื่อน
แกจึง เอื้อนโอษฐ์มีวจีถาม
ข้าฟังเจ้าเล่าไปก็ได้ความ
จึงเห็นตามพ่อแม่ รังแกตรง
เข็ดหรือไม่ใครรังแกอย่างแม่พ่อ
หรือว่าพอทนดอกบอก ประสงค์
โอ๊ย! หนเดียวชีวิตแทบปลิดปลง
ถ้าซ้ำสองต้องลงอวิจี
อย่ารังแกอีกเลยลูกเคยเข็ด
ขอจงเมตตาเถิดประเสริฐศรี
ท่านหมอ ฟังยิ้มเยื้อนเอื้อนวจี
เจ้าว่าดีสมจริงทุกสิ่งอัน
ข้าไม่ อยากรังแกเช่นแม่พ่อ
ที่เจ้าขอข้าไม่อ่อนตามผ่อนผัน
แม้เจ้าขอสิ่งใด ข้าให้ปัน
ก็เป็นอันข้าทำซ้ำรังแก
เจ้าจะตกอวิจีไม่ดีดอก
เจ้า จะออกปากพ้ออย่างพ่อแม่
ลูกเศรษฐีตกตะลึงทะลึ่งแล
โอ๊ย! ผมแย่ถูกล่อลงบ่อตม
เมื่อไม่ให้ใครจะว่าเจ้าข้าเอ๋ย
นี่กลับ เย้ยยกคำทิ่มตำผม
จะไล่ไปก็ไม่ไล่ให้ระทม
ว่าแล้วซมซานกลับด้วยคับใจ
หมอขยับจับบ่าช้าซีเจ้า
คำที่เล่าบอกข้าน่าเลื่อมใส
พ่อแม่รัก ลูกผิดชนิดไร
เขาก็ได้ทุกข์ถมจนล้มตาย
เวลานั้นตัวเจ้ายัง เยาว์อยู่
จึงไม่รู้ยั้งตนจนฉิบหาย
เดี๋ยวนี้เจ้ารู้สึกสำนึกกาย
จง ขวนขวายฝึกหัดดัดสันดาน
ข้าจักเป็นพ่อแม่ช่วยแก้ให้
ต้อง ตามใจแต่ข้าจะว่าขาน
ถ้ายอมตามข้าว่าไม่ช้านาน
จักไม่ต้องขอทานเขาต่อ ไป
ลงท้ายลูกเศรษฐียินดีรับ
ไปอยู่กับซินแสแก้นิสัย
ไม่ ว่ามีกิจการสถานใด
แกใช้ให้ทำสิ้นจนชินการ
แกปรานีจี้ไช ด้วยใจรัก
จนรู้จักค้าขายหลายสถาน
อยู่กับหมอต่อมาไม่ช้านาน
ก็พ้น การทุรพลเป็นคนแคลน
ชาวเราเอ๋ยพ่อแม่มุ่งแต่รัก
สู้ ฟูมฟักในบุตรนั้นสุดแสน
แต่ความรักมักเดินจนเกินแกน
เลยเข้าแดนทุกข์ ถมระทมกาย
ดังเศรษฐีรักบุตรสุดสวาท
บุตรอุบาทว์มิได้รัก สมัครหมาย
เอาแต่ใจใฝ่ตามความสบาย
พ่อแม่ตายก็เพราะตรมระทมใจ
ยัง มิหนำซ้ำว่าด่ากระดูก
หาว่าถูกพ่อแม่รังแกได้
แต่ชาวเราเนาเขตประเทศ ไทย
คงจะไม่พบปะขอประกัน
เพราะพระราชบัญญัติอุบัติแล้ว
เหมือน ดวงแก้วส่องสว่างทางสวรรค์
บังคับให้ศึกษาทั่วหน้ากัน
พระคุณธรรม์ข้อ นี้ไม่มีเทียม
ที่สุดนี้ชาวเราน้อมเกล้าฯ นบ
พระจอมภพ ภูบดินทร์พระปิ่นเสียม
พระปลุกใจไทยทั่วตั้งตัวเตรียม
ทุกอย่างเยี่ยม ยิ่งคุณวิบุลเอย.....
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การเตรียมความพร้อมของลูกก่อนเรียนชั้นประถมหนึ่ง

ภาพจากอินเตอร์เนต
สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันไปประชุมที่โรงเรียนลูก เกี่ยวกับการเรียนต่อในชั้นอนุบาล ๓ ซึ่งมีความแตกต่างกับการเรียนชั้นอนุบาล ๑ และ ๒ ค่ะ เพราะจุดประสงค์ของการเรียนชั้นอนุบาล ๓ นั้น คือ การเตรียมความพร้อมของเด็ก ให้พร้อมรับมือกับการเรียน แบบที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ในชั้น ประถมหนึ่ง เป็นต้นไป
ดังนั้นเป้าหมายในชั้นอนุบาลสาม คือ การฝึกทักษะเด็กในทุกๆด้าน เช่น
- การสื่อสาร เด็กต้องสามารถได้เข้าใจ สามารถฟังและจับใจความได้ เพราะทักษะการฟังและจับใจความให้เข้าใจ จะใช้ในการฟังคำอธิบายบทเรียนของคุณครูในชั้นเรียน ฟังแล้วสามารถตอบคำถามได้ สามารถปฎิบัติตามที่คุณครูสั่งการบ้านได้ครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง
ทักษะการเขียน คือ ต้องสามารถเขียนประโยคง่ายๆได้ เขียนได้ถูกต้อง สะกดได้ถูกต้อง เพื่อใช้ในการจดการบ้าน จดบันทึกที่คุณครูสอนในชั้นเรียน และการตอบการบ้าน การทำข้อสอบ
ทักษะการอ่าน คือ เด็กๆต้องสามารถอ่านและจับใจความได้ ว่าในหนัังสือ นั้นพูดอะไร ใครทำ อะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อใช้ในการเข้าใจหนังสือเรียน หรือ สิ่งที่จดมา อ่านแล้วเข้าใจปฎิบัติได้ และยังต้องฝึกอ่านออกเสียง ให้ชัดเจน เพราะหากออกเสียงไม่ชัด เวลาฟังครูพูด แล้วจด ก็จดผิดจดถูก เพราะสะกดไม่ถูก
ทักษะการพูด คือ สามารถสื่อสารสิ่งที่คิด สิ่งที่ต้องการออกมาได้ ให้คุณครู และผู้อื่นเข้าใจ เพราะหากพูดไม่เป็น ไม่สามารถสื่อสารในสิ่งที่คิดให้คนอื่นเข้าใจได้ ก็ยากจะประเมินว่าเด็กเข้าใจบทเีรียนมากน้อยเพียงใด
- ทักษะด้านคณิต เท่าที่จำได้ แต่ไม่ครบนะคะ คือ เด็กๆจะต้องเรียนรู้เรื่อง
ระบบเงินตรา ว่ามีเหรียญกี่บาท มีธนบัตรอะไรบ้าง ระบบการซื้อขายพีื้นฐาน ทอนเงิน
เรื่องของเวลา สามารถดูนาฬิกาเป็นบอกเวลาได้
เข้าใจเรื่องระยะทาง ใกล้ ไกล และมาตรวัดแบบง่ายๆ รวมทั้งการวัดด้วยไม้บรรทัด
เข้าใจเรื่องน้ำหนัก หนัก เบา และมาตรวัดน้ำหนัก แบบง่ายๆ รวมทั้งเรื่องการชั่งนำ้หนัก
เข้าใจเรื่องรูปทรง สองมิติ สามมิติ เช่น วงกลม ทรงกลม สามเหลี่ยม ปิรามิต และสี่เหลี่ยมแบบต่างๆ หลายเหลี่ยม เป็นต้น และสามารถเชื่อมโยงกับของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หน้าต่างเป็นรูปทรงอะไร นาฬิกาทรงแบบนั้น แบบนี้
- ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เท่าที่จำได้ ก็เช่น การเชื่อมโยงกับธรรมชาติืรอบๆตัว เช่น วงจรชีวิตของมดและแมลง เรื่องใบไม้ เรื่องนำ้ หรือ ฝน อะไรแบบนี้ ซึ่งเท่าที่สังเกตจะรู้สึกว่า เป็นการฝึกวิธีเรียนรู้จากการสังเกต สิ่งรอบตัว ทำให้เกิดกระบวนการคิด และเข้าใจ และจดจำ
- ทักษะด้านสังคม เท่าที่สังเกต คือ ในวัยอนุบาลหนึ่งและสอง ก็อาจจะเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง อวัยวะ แล้วมาที่คนในครอบครัว สัตว์เลี้ยง แต่ในอนุบาลสาม จะเริ่มเชื่อมโยงออกมาที่โรงเรียน คนในสังคม เช่น ใครทำอาชีพ อะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง แบบง่ายๆ ทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องโครงสร้างสังคม แบบง่ายๆ ว่า ในครอบครัว มีญาติพี่น้อง ในสังคมรอบๆ มีเพื่อนบ้าน ทำหน้าที่ต่างๆ
-ทักษะด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ก็มักจะผ่านด้านงานศิลปะ ที่ให้เด็กๆคิดเอง และถ่ายทอดออกมาด้วยการวาด และอาจจะมีการฝึกทำแผนภูมิ เพื่อเชื่อมโยงความคิด
วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
รู้จัก "โอริงามิ" ศิลปะพับกระดาษแสนสนุก ฝึกสมองลูก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 เมษายน 2553
เชื่อว่าเด็กๆ แทบทุกคนจะต้องเคยผ่านการเล่น "พับกระดาษ" กันมาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นการพับแบบง่ายๆ ที่ได้วิชามาจากโรงเรียนบ้าง คุณพ่อคุณแม่สอนบ้าง ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเครื่องบิน นก เต่า กบ เป็นหลัก แต่ปัจจุบันการพับกระดาษเป็นรูปต่างๆ มีความซับซ้อน และแบบแผนมากขึ้น ส่วนหนึ่งด้วยเพราะไทยรับเอาศิลปะการพับกระดาษจากดินแดนซากุระที่มีชื่อ เรียกเฉพาะตัวว่า "โอริงามิ" (Origami) เข้ามาและนำมาผสมผสานจนกลายเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่น้อย และมีพ่อแม่บางครอบครัวนำศิลปะดังกล่าวมาเป็นกิจกรรมในครอบครัว
"ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ" นักวิชาการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การพับกระดาษโอริงามิ อธิบายว่า "โอริงามิ" เป็นชื่อญี่ปุ่นเรียกถึงการพับกระดาษในรูปแบบต่างๆ มีจุดกำเนิดในญี่ปุ่นเมื่อ 50 ปีก่อน เป็นกิจกรรมยามว่าง และศิลปะที่เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ที่สมัยก่อนจะนิยมพับกระดาษ เพื่อนำไปประดับตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา จนกลายเป็นกิจกรรมของคนทั่วไป และโด่งดังระดับโลก
อย่างไรดี มีข้อสันนิษฐานกันว่า เกิดขึ้นในจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ขยายตัวมายังเกาะญี่ปุ่น และเกาหลีในกลุ่มชนชั้นสูง รวมถึงซามูไร จนกระทั่งปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ “อาริกะ โยชิซาวะ” ออกมาโชว์ผลงานที่แหวกแนวคลาสสิก และทำให้นักพับกระดาษในญี่ปุ่น และนักพับกระดาษทั่วโลกเริ่มรู้ว่าการพับกระดาษเป็นอะไรได้มากกว่าการพับนก
สำหรับไทย เมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา การพับถุงใส่กล้วยแขก ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพับกระดาษของไทย จากนั้น 20 ปีต่อมา มีองค์กรญี่ปุ่น (Japan Foundation) เข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย โดยส่งวิทยากรมาสอนพับกระดาษ ทำให้เกิดนักพับกระดาษไทยรุ่นใหม่ และมีการก่อตั้งชมรมนักพับกระดาษไทย จนได้รับความนิยมในไทยเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา
"โอริงามิไม่ใช่แค่การพับเล่นๆ หรือเป็นงานศิลปะเท่านั้น แต่สามารถเปลี่ยนกระดาษ 1 แผ่นธรรมดา ออกแบบการพับให้แยบยลกลายเป็นรูปร่าง 3 มิติที่ใช้เป็นทั้งของเล่น สื่อการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ รวม ทั้งนำไปใช้จำลองนวัตกรรมของแผงพลังงานโซล่าเซลล์ที่ใช้ในอวกาศ โดยญี่ปุ่นนำมาใช้เพื่อประหยัดพื้นที่การบรรจุในจรวด สำหรับการส่งออกไปนอกโลก
นอกจากนี้ ยังนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ สามารถใช้สอนเรื่องสมมาตร รูปร่างรูปทรงเรขาคณิต วิทยาศาสตร์ใช้เป็นสื่อการสอนเรื่องโครงสร้าง แบบจำลอง ส่วนวิชาศิลปะใช้สอนเรื่องการออกแบบรูปร่าง และผลงานที่มีความสวยงาม หรือแม้แต่วิชาอื่นก็ทำได้ ถือเป็นการเชื่อมโยงจินตนาการ และเหตุผลเข้า ด้วยกันได้เป็นอย่างดี
"มีครูอนุบาลที่จังหวัดเชียงใหม่ใช้การพับ กระดาษแบบโอริงามิ พับเป็นรูปปากที่สามารถขยับได้ ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในการอ่านออกเสียงวิชาภาษาไทย ดึงใจให้เด็กนักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเรียน และตั้งใจเรียนหนังสือมากขึ้น ในต่างประเทศได้นำโอริงามิไปรักษาเด็กสมาธิสั้น (ไฮเปอร์) และบำบัดร่างกายให้กับเด็กออทิสติก เพื่อช่วยให้เกิดการขยับกล้ามเนื้อ การสื่อสารกับคนรอบข้าง ที่สำคัญคือ การมีสมาธิที่แน่วแน่" ดร.บัญชากล่าว
อย่างไรก็ดี ดร.บัญชา สะท้อนให้ฟังถึงการใช้ประโยชน์จากโอริงามิกับเด็กยุคใหม่ว่า เด็กอายุ 6-10 ขวบขึ้นไป จะเริ่มติดเกม พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ทั้งเรียนพิเศษ เดินห้างสรรพสินค้า แต่ศิลปะการพับกระดาษแบบโอริงามิ เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะกิจกรรมที่ทำร่วมกันที่บ้าน อีกทั้งมีต้นทุนต่ำ แต่สิ่งที่ทุกคนในครอบครัวจะได้รับอย่างมาก คือ การได้ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน การได้พูดคุยกัน การฝึกให้ลูกคิดสร้างสรรค์
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเด็กเล็ก จะช่วยในเรื่องของการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง รวมทั้งเป็นการพับที่ต้องเกิดจากการสั่งงานของสมองทั้งสองซีก ให้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน ขณะที่มือกำลังพับกระดาษระบบสมองก็มีการคิดตามอย่างเป็นระบบ โดยที่ไม่ต้องให้ลูกไปเรียนพิเศษ หรือทำกิจกรรมที่เคร่งเครียดจนเกินไป
เชื่อว่าเด็กๆ แทบทุกคนจะต้องเคยผ่านการเล่น "พับกระดาษ" กันมาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นการพับแบบง่ายๆ ที่ได้วิชามาจากโรงเรียนบ้าง คุณพ่อคุณแม่สอนบ้าง ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเครื่องบิน นก เต่า กบ เป็นหลัก แต่ปัจจุบันการพับกระดาษเป็นรูปต่างๆ มีความซับซ้อน และแบบแผนมากขึ้น ส่วนหนึ่งด้วยเพราะไทยรับเอาศิลปะการพับกระดาษจากดินแดนซากุระที่มีชื่อ เรียกเฉพาะตัวว่า "โอริงามิ" (Origami) เข้ามาและนำมาผสมผสานจนกลายเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่น้อย และมีพ่อแม่บางครอบครัวนำศิลปะดังกล่าวมาเป็นกิจกรรมในครอบครัว
"ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ" นักวิชาการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การพับกระดาษโอริงามิ อธิบายว่า "โอริงามิ" เป็นชื่อญี่ปุ่นเรียกถึงการพับกระดาษในรูปแบบต่างๆ มีจุดกำเนิดในญี่ปุ่นเมื่อ 50 ปีก่อน เป็นกิจกรรมยามว่าง และศิลปะที่เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ที่สมัยก่อนจะนิยมพับกระดาษ เพื่อนำไปประดับตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา จนกลายเป็นกิจกรรมของคนทั่วไป และโด่งดังระดับโลก
อย่างไรดี มีข้อสันนิษฐานกันว่า เกิดขึ้นในจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ขยายตัวมายังเกาะญี่ปุ่น และเกาหลีในกลุ่มชนชั้นสูง รวมถึงซามูไร จนกระทั่งปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ “อาริกะ โยชิซาวะ” ออกมาโชว์ผลงานที่แหวกแนวคลาสสิก และทำให้นักพับกระดาษในญี่ปุ่น และนักพับกระดาษทั่วโลกเริ่มรู้ว่าการพับกระดาษเป็นอะไรได้มากกว่าการพับนก
สำหรับไทย เมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา การพับถุงใส่กล้วยแขก ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพับกระดาษของไทย จากนั้น 20 ปีต่อมา มีองค์กรญี่ปุ่น (Japan Foundation) เข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย โดยส่งวิทยากรมาสอนพับกระดาษ ทำให้เกิดนักพับกระดาษไทยรุ่นใหม่ และมีการก่อตั้งชมรมนักพับกระดาษไทย จนได้รับความนิยมในไทยเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา
"โอริงามิไม่ใช่แค่การพับเล่นๆ หรือเป็นงานศิลปะเท่านั้น แต่สามารถเปลี่ยนกระดาษ 1 แผ่นธรรมดา ออกแบบการพับให้แยบยลกลายเป็นรูปร่าง 3 มิติที่ใช้เป็นทั้งของเล่น สื่อการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ รวม ทั้งนำไปใช้จำลองนวัตกรรมของแผงพลังงานโซล่าเซลล์ที่ใช้ในอวกาศ โดยญี่ปุ่นนำมาใช้เพื่อประหยัดพื้นที่การบรรจุในจรวด สำหรับการส่งออกไปนอกโลก
นอกจากนี้ ยังนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ สามารถใช้สอนเรื่องสมมาตร รูปร่างรูปทรงเรขาคณิต วิทยาศาสตร์ใช้เป็นสื่อการสอนเรื่องโครงสร้าง แบบจำลอง ส่วนวิชาศิลปะใช้สอนเรื่องการออกแบบรูปร่าง และผลงานที่มีความสวยงาม หรือแม้แต่วิชาอื่นก็ทำได้ ถือเป็นการเชื่อมโยงจินตนาการ และเหตุผลเข้า ด้วยกันได้เป็นอย่างดี
"มีครูอนุบาลที่จังหวัดเชียงใหม่ใช้การพับ กระดาษแบบโอริงามิ พับเป็นรูปปากที่สามารถขยับได้ ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในการอ่านออกเสียงวิชาภาษาไทย ดึงใจให้เด็กนักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเรียน และตั้งใจเรียนหนังสือมากขึ้น ในต่างประเทศได้นำโอริงามิไปรักษาเด็กสมาธิสั้น (ไฮเปอร์) และบำบัดร่างกายให้กับเด็กออทิสติก เพื่อช่วยให้เกิดการขยับกล้ามเนื้อ การสื่อสารกับคนรอบข้าง ที่สำคัญคือ การมีสมาธิที่แน่วแน่" ดร.บัญชากล่าว
อย่างไรก็ดี ดร.บัญชา สะท้อนให้ฟังถึงการใช้ประโยชน์จากโอริงามิกับเด็กยุคใหม่ว่า เด็กอายุ 6-10 ขวบขึ้นไป จะเริ่มติดเกม พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ทั้งเรียนพิเศษ เดินห้างสรรพสินค้า แต่ศิลปะการพับกระดาษแบบโอริงามิ เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะกิจกรรมที่ทำร่วมกันที่บ้าน อีกทั้งมีต้นทุนต่ำ แต่สิ่งที่ทุกคนในครอบครัวจะได้รับอย่างมาก คือ การได้ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน การได้พูดคุยกัน การฝึกให้ลูกคิดสร้างสรรค์
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเด็กเล็ก จะช่วยในเรื่องของการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง รวมทั้งเป็นการพับที่ต้องเกิดจากการสั่งงานของสมองทั้งสองซีก ให้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน ขณะที่มือกำลังพับกระดาษระบบสมองก็มีการคิดตามอย่างเป็นระบบ โดยที่ไม่ต้องให้ลูกไปเรียนพิเศษ หรือทำกิจกรรมที่เคร่งเครียดจนเกินไป
วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553
ที่มาของชื่อเดือนแต่ละ เดือน
เคยสงสัยหรือไม่ว่าชื่อเดือนแต่ ละเดือนที่คนไทยใช้กัน ทั้ง 12 เดือน คือ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน...ไปจนถึงธันวาคมนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ? ใครช่างอัจฉริยะตั้งมาได้ ?
วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553
เก็บของ เจอสรุปหลักภาษาไทย ป.1 มาฝากค่ะ
อันนี้เป็นของฝากของคุณ myson711
"วันนี้ เจอสรุปของลูก ที่ แม่+ลูก เคยช่วยกันทำไว้ นำมาฝากทุกๆท่านค่ะ
เป็นหลักภาษาไทย น่าจะเทียบได้ประมาณ ชั้น ป.1
วิธีการใช้ ให้สนุก เน้นเข้าใจ (ไม่เน้นท่องจำ) เกี่ยวกับอักษร 3 หมู่ "

ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ของดีๆ เอามาเก็บไว้ในนี้ เผื่อเพื่อนๆคนไหนหาอ่าน จะได้ใช้ได้ เป็นประโยชน์กับส่วนรวม
"วันนี้ เจอสรุปของลูก ที่ แม่+ลูก เคยช่วยกันทำไว้ นำมาฝากทุกๆท่านค่ะ
เป็นหลักภาษาไทย น่าจะเทียบได้ประมาณ ชั้น ป.1
วิธีการใช้ ให้สนุก เน้นเข้าใจ (ไม่เน้นท่องจำ) เกี่ยวกับอักษร 3 หมู่ "

ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ของดีๆ เอามาเก็บไว้ในนี้ เผื่อเพื่อนๆคนไหนหาอ่าน จะได้ใช้ได้ เป็นประโยชน์กับส่วนรวม
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโลกของเรา

โลกเกือบกลมใบนี้ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่เมื่อประมาณ 4,540 ล้านปีก่อน ในฐานะดาวเคราะห์ดวงหนึ่งของระบบ สุริยะ (Solar system) ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โลกมีสารพัดเรื่องราวให้มนุษย์ได้ศึกษาทำความเข้าใจกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น หลายๆ เรื่องราว หลายๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่เราอาจไม่เคยรู้หรือแทบจะนึกไม่ถึงมาก่อน แต่ถ้าได้ลองเก็บมานั่งทบทวนดูแล้ว เราจะพบความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ได้อีกมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นเรื่องดังต่อไปนี้
รวมเรื่อง "แรกๆ" ของเมืองไทย
ในสมัยเด็กๆ หลายคนอาจจะต้องท่องจำว่า ใครคือนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายคนก็ยังจำได้อยู่ แต่หลายคนก็อาจจะลืมเลือน ดังนั้น เพื่อเป็นการทบทวนความจำ ทั้งความรู้เก่าและเกร็ดความรู้ใหม่ ที่บางคนอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับประเทศไทย จึงขอนำเกร็ดความรู้บางส่วน มาเพื่อเสนอดังต่อไปนี้
* แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่อ "จินดามณี" แต่งโดย พระมหาราชครู กวีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี พ.ศ.2199 - 2231)
* ถนนสายแรกในเมืองไทย คือ ถนนเจริญกรุง (New Road) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2404 โดยต่อมาได้มีการตัดถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร รวมทั้งถนนพระราม 4 และถนนสีลม ในเขตชานพระนคร
* น้ำแข็งเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ.2410 สันนิษฐานว่า ผลิตที่สิงคโปร์แล้วส่งมาถวาย โดยใส่..บกลบขี้เลื่อย คนเฒ่าคนแก่ในสมัยนั้น ไม่เชื่อว่าจะทำน้ำแข็งได้จริง ถึงกับออกปากว่า "จะปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างไร"
* พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่เสด็จประพาสต่างประเทศคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นแห่งแรก เมื่อปี พ.ศ.2413 และเสด็จชวาด้วย
* ผู้ที่ประพันธ์เพลงสรรเสริญพระบารมี คือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ โดยมี นายปโยตร์ ซูโรฟสกี้ (Pyotr Shchurovsky) ชาวรัสเซีย แต่งทำนองเพลงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2431
* ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลิตขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ออกใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2445 โดยก่อนหน้านั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการผลิตธนบัตร หรือเงินกระดาษออกใช้เป็นครั้งแรก ในเมืองไทยแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2396 แต่เรียกว่า "หมาย" ทำด้วยกระดาษปอนด์สีขาวรูปสี่เหลี่ยม พิมพ์ลวดลายด้วยหมึกทั้งสองด้าน และประทับตรา พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตราจักร และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลสีแดงชาด (ลัญจกร อ่านว่า ลัน-จะ-กอน แปลว่า ตราสำหรับใช้ตีหรือประทับ ราชาศัพท์ใช้คำว่า พระราชลัญจกร)
(คลิ กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
* ผู้ที่คิดออกลอตเตอรี่เป็นคนแรกในเมืองไทย คือ มิสเตอร์ เฮนรี่ อาลบาสเตอร์ (ต้นตระ...ล "เศวตศิลา") ชนชาติอังกฤษ เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรก โดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่" โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
* คนไทยคนแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบิน คือ พระบรม วงศ์เธอ กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน โดยประทับเครื่องบินออร์วิลไรท์ คู่กับกัปตัน มร.เวนเดนเปอร์น ซึ่งขับวนเวียนเหนือสนามราชกรีฑาสโมสร เป็นเวลา 3 นาที 45 วินาที เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2453 เป็นเครื่องบินที่บริษัทฝรั่งเศสนำมาแสดง ณ ราชกรีฑาสโมสร (สนามม้านางเลิ้ง) ซึ่งถือว่าเป็นสนามบินแห่งแรกที่ใช้ในการบินของเมืองไทยด้วย
* พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่ทรงผ่านการศึกษาจากต่างประเทศคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อปี พ.ศ.2436 - 2445 รวมระยะเวลา 9 ปี
* นามสกุลหมายเลข 1 ที่รัชกาลที่ 6 ทรงคิดพระราชทานคือ นามสกุล "สุขุม" พระราชทานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2456 ต้นสกุลคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
* ผู้ที่ให้กำเนิดรถแท็กซี่ขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกคือ พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง) ยี่ห้อออสติน จำนวน 4 คัน เปิดบริการรับจ้างครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ในสมัยนั้นเรียกว่า "รถไมล์"
* ประเทศไทยเริ่มนับเวลา ตามแบบสากลครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแต่เดิมเรานับเวลาตอนกลางวันเป็น "โมง" และตอนกลางคืนเป็น "ทุ่ม" พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้เปลี่ยนมาเรียกว่า "นาฬิกา" (เขียนย่อว่า "น.") และให้นับเวลาทางราชการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมสากลนิยม โดยให้ถือว่าเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นเวลาเปลี่ยนวันใหม่ และให้ถือเวลาที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษเป็นมาตรฐาน ซึ่งเวลาในประเทศไทย เป็นเวลาก่อนหรือเร็วกว่าเวลาที่กรีนิช 7 ชม. เช่น ไทยเป็นเวลา 19.00 น. ทางกรีนิชเท่ากับ 12.00 น. เป็นต้น
* ผู้ที่ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรก คือ มิสเตอร์เอ็ดวิน แมกพาแลนด์ ยี่ห้อเรมิงตัน
* นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยคือ พระยามโน ปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475 - 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 ส่วนนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งคือ นายควง อภัยวงศ์ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2491 ได้ถูกคณะนายทหารเข้าพบ เพื่อขอร้องแกมบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้าเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3
* ยศสูงสุดของทหารไทยคือ ยศจอมพล แต่ปัจจุบันไม่มีการแต่งตั้งแล้ว ยศสูงสุดทางทหารในปัจจุบันคือ "พลเอก" ผู้ที่เป็นจอมพลคนแรกของไทยคือ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นต้นสกุล "ภาณุพันธุ์" ส่วนจอมพลคนแรกในระบอบประชาธิปไตย คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคนสุดท้าย ที่ดำรงตำแหน่งจอมพลในระบอบประชาธิปไตยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2516 (สำหรับพระมหากษัตริย์ จะทรงดำรงตำแหน่ง "จอมทัพไทย")
* ผู้ประพันธ์เพลงชาติไทยในปัจจุบัน คือ พระเจน ดุริยางค์ (ปิติ วาทยากร) เป็นผู้แต่งทำนอง และหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง เมื่อ พ.ศ.2483
* ผู้ที่คิดฝนเทียม หรือ ฝนหลวง ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช โดยได้ทรงค้นคิดและวิจัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 และทรงถ่ายทอดแนวพระราชดำริ และผลการวิจัยแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร จนมีการทำฝนหลวงพระราชทานครั้งแรก ในปี พ.ศ.2512
* มกุฎราชกุมารพระองค์แรก ที่ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกคือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
* สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรก ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงจบอักษรศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2519
* คนไทยคนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสมัชชาใหญ่ แห่งสหประชาชาติคือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2499
* ผู้นำไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ คือ นาย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย ได้รับในสาขางานบริการภาครัฐบาล ประจำปี พ.ศ.2540
* แบบเรียนเล่มแรกของไทยชื่อ "จินดามณี" แต่งโดย พระมหาราชครู กวีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี พ.ศ.2199 - 2231)
* ถนนสายแรกในเมืองไทย คือ ถนนเจริญกรุง (New Road) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2404 โดยต่อมาได้มีการตัดถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร รวมทั้งถนนพระราม 4 และถนนสีลม ในเขตชานพระนคร
* น้ำแข็งเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ.2410 สันนิษฐานว่า ผลิตที่สิงคโปร์แล้วส่งมาถวาย โดยใส่..บกลบขี้เลื่อย คนเฒ่าคนแก่ในสมัยนั้น ไม่เชื่อว่าจะทำน้ำแข็งได้จริง ถึงกับออกปากว่า "จะปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างไร"
* พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่เสด็จประพาสต่างประเทศคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเสด็จประพาสสิงคโปร์เป็นแห่งแรก เมื่อปี พ.ศ.2413 และเสด็จชวาด้วย
* ผู้ที่ประพันธ์เพลงสรรเสริญพระบารมี คือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ โดยมี นายปโยตร์ ซูโรฟสกี้ (Pyotr Shchurovsky) ชาวรัสเซีย แต่งทำนองเพลงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2431
* ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลิตขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ออกใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2445 โดยก่อนหน้านั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการผลิตธนบัตร หรือเงินกระดาษออกใช้เป็นครั้งแรก ในเมืองไทยแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2396 แต่เรียกว่า "หมาย" ทำด้วยกระดาษปอนด์สีขาวรูปสี่เหลี่ยม พิมพ์ลวดลายด้วยหมึกทั้งสองด้าน และประทับตรา พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตราจักร และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลสีแดงชาด (ลัญจกร อ่านว่า ลัน-จะ-กอน แปลว่า ตราสำหรับใช้ตีหรือประทับ ราชาศัพท์ใช้คำว่า พระราชลัญจกร)
(คลิ กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
* ผู้ที่คิดออกลอตเตอรี่เป็นคนแรกในเมืองไทย คือ มิสเตอร์ เฮนรี่ อาลบาสเตอร์ (ต้นตระ...ล "เศวตศิลา") ชนชาติอังกฤษ เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรก โดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่" โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
* คนไทยคนแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบิน คือ พระบรม วงศ์เธอ กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน โดยประทับเครื่องบินออร์วิลไรท์ คู่กับกัปตัน มร.เวนเดนเปอร์น ซึ่งขับวนเวียนเหนือสนามราชกรีฑาสโมสร เป็นเวลา 3 นาที 45 วินาที เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2453 เป็นเครื่องบินที่บริษัทฝรั่งเศสนำมาแสดง ณ ราชกรีฑาสโมสร (สนามม้านางเลิ้ง) ซึ่งถือว่าเป็นสนามบินแห่งแรกที่ใช้ในการบินของเมืองไทยด้วย
* พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่ทรงผ่านการศึกษาจากต่างประเทศคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อปี พ.ศ.2436 - 2445 รวมระยะเวลา 9 ปี
* นามสกุลหมายเลข 1 ที่รัชกาลที่ 6 ทรงคิดพระราชทานคือ นามสกุล "สุขุม" พระราชทานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2456 ต้นสกุลคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
* ผู้ที่ให้กำเนิดรถแท็กซี่ขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกคือ พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง) ยี่ห้อออสติน จำนวน 4 คัน เปิดบริการรับจ้างครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ในสมัยนั้นเรียกว่า "รถไมล์"
* ประเทศไทยเริ่มนับเวลา ตามแบบสากลครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแต่เดิมเรานับเวลาตอนกลางวันเป็น "โมง" และตอนกลางคืนเป็น "ทุ่ม" พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้เปลี่ยนมาเรียกว่า "นาฬิกา" (เขียนย่อว่า "น.") และให้นับเวลาทางราชการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมสากลนิยม โดยให้ถือว่าเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นเวลาเปลี่ยนวันใหม่ และให้ถือเวลาที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษเป็นมาตรฐาน ซึ่งเวลาในประเทศไทย เป็นเวลาก่อนหรือเร็วกว่าเวลาที่กรีนิช 7 ชม. เช่น ไทยเป็นเวลา 19.00 น. ทางกรีนิชเท่ากับ 12.00 น. เป็นต้น
* ผู้ที่ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรก คือ มิสเตอร์เอ็ดวิน แมกพาแลนด์ ยี่ห้อเรมิงตัน
* นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยคือ พระยามโน ปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475 - 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 ส่วนนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งคือ นายควง อภัยวงศ์ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2491 ได้ถูกคณะนายทหารเข้าพบ เพื่อขอร้องแกมบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้าเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3
* ยศสูงสุดของทหารไทยคือ ยศจอมพล แต่ปัจจุบันไม่มีการแต่งตั้งแล้ว ยศสูงสุดทางทหารในปัจจุบันคือ "พลเอก" ผู้ที่เป็นจอมพลคนแรกของไทยคือ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นต้นสกุล "ภาณุพันธุ์" ส่วนจอมพลคนแรกในระบอบประชาธิปไตย คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคนสุดท้าย ที่ดำรงตำแหน่งจอมพลในระบอบประชาธิปไตยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2516 (สำหรับพระมหากษัตริย์ จะทรงดำรงตำแหน่ง "จอมทัพไทย")
* ผู้ประพันธ์เพลงชาติไทยในปัจจุบัน คือ พระเจน ดุริยางค์ (ปิติ วาทยากร) เป็นผู้แต่งทำนอง และหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง เมื่อ พ.ศ.2483
* ผู้ที่คิดฝนเทียม หรือ ฝนหลวง ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช โดยได้ทรงค้นคิดและวิจัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 และทรงถ่ายทอดแนวพระราชดำริ และผลการวิจัยแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร จนมีการทำฝนหลวงพระราชทานครั้งแรก ในปี พ.ศ.2512
* มกุฎราชกุมารพระองค์แรก ที่ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกคือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
* สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรก ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงจบอักษรศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2519
* คนไทยคนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสมัชชาใหญ่ แห่งสหประชาชาติคือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2499
* ผู้นำไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ คือ นาย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย ได้รับในสาขางานบริการภาครัฐบาล ประจำปี พ.ศ.2540
วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553
Problem Solving : ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ในช่วงปฐมวัย
อันนี้เป็นบทความที่คุณ3.14159+ จัดหามาฝากเพืือนๆในเวบบอร์ดค่ะ ดิฉันเห็นว่าเป็นบทความที่ดี เป็นประโยชน์ จึงเอามาเก็บรวบรวมไ้ว้ให้เพื่อนๆรุ่นหลังต่อไป
เทคนิคการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ในมุมมองของเด็กๆ
ได้อ่านเรื่องนี้ในเวบบอร์ด ห้องเรียนของลูกโดยคุณmyson711 เห็นว่าเป็นเรื่องราวที่ดีและเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆรุ่นหลัง จึงขออนุญาตนำเอามาเก็บไว้ในเวบบล็อก จะได้ค้นหาง่ายๆต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552
กิจกรรมการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ปฐมวัย
อ่านเจอจากบทความค่ะ น่าสนใจดี แต่ขออนุญาตตัดเรื่องชื่อโรงเรียนนะคะเพราะไม่อยากให้เป็นการประชาสัมพันธ์ ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วโรงเรียนดีอย่างในบทความหรือเปล่า แต่วิธีการใช้เป็นแนวทางสอนลูกได้ค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552
สอนเด็กให้ควบคุมอารมณ์ด้วย Time Out
เขียนแนะนำแม่ท่านหนึ่งในเวบค่ะ จึงเอามาฝากด้วย เผื่อใครสนใจจะนำไปแก้ไขปัญหาพฤติกรรมลูก คุณแม่ท่านนี้มีลูก ๓ ขวบ เพื่งเข้าโรงเรียน และตัวเองก็เริ่มไปทำงาน หลังจากเลี้ยงลูกเองจนลูกเข้าโรงเรียนค่ะ
เห็นใจคุณแม่มากค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะเด็กในวัยนี้ จะมีช่วงหนึ่งที่จะดื้อมาก พูดอะไรไม่ค่อยฟัง เพราะกำลังลองฝึกต่อต้านค่ะ ประการที่สอง เพื่งเข้าโรงเรียน อาจจะเห็นพฤติกรรมของเพื่อน ที่ทำเช่นนี้แล้วคิดว่าแปลกดี ลองทำดู ประการสุดท้าย คือ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม คือ แม่ที่เคยอยู่บ้าน ต้องไปทำงาน ไ่ม่มีเวลาใูห้ และลูกก็ต้องจากแม่ไปโรงเรียน ทำให้รู้สึกไม่มีความสุขเล็กๆ เพราะไม่ชิน
เห็นใจคุณแม่มากค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะเด็กในวัยนี้ จะมีช่วงหนึ่งที่จะดื้อมาก พูดอะไรไม่ค่อยฟัง เพราะกำลังลองฝึกต่อต้านค่ะ ประการที่สอง เพื่งเข้าโรงเรียน อาจจะเห็นพฤติกรรมของเพื่อน ที่ทำเช่นนี้แล้วคิดว่าแปลกดี ลองทำดู ประการสุดท้าย คือ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม คือ แม่ที่เคยอยู่บ้าน ต้องไปทำงาน ไ่ม่มีเวลาใูห้ และลูกก็ต้องจากแม่ไปโรงเรียน ทำให้รู้สึกไม่มีความสุขเล็กๆ เพราะไม่ชิน
วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552
สูตรทำสี Finger Paint



หามาจากเวบรักลูกค่ะ ขอบคุณ คุณแม่น้องบ้าน สำหรับสูตรนี้
เจอสูตรมา น่าสนใจค่ะ เลยเอามาแปะให้ลองทำเล่นกัน ไม่ยากเลยค่ะ ลองดูนะคะ
...............
สูตรนมผง
1. นมผง 1/2 ถ้วย
2. แป้งข้าวโพด 2 ช้อนชา
3. น้ำอุ่น 1/2 ถ้วย
4. สีผสมอาหาร
เทนมผงและแป้งข้าวโพดลงในชาม คนๆๆให้เข้ากัน
พอเข้ากันดีแล้ว ค่อยๆเติมน้ำอุ่นทีละนิด คนๆๆไปเรื่อยๆจนเนียน
ใส่สีผสมอาหารเข้าไป คนต่อจนสีกระจายทั่ว
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ชวนไปเที่ยวท้องฟ้าจำลอง




เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสพาลูกๆกลับไปเยี่ยมบ้าน เนื่องจากเวียดนามมีการฉลองตรุษจีนยาวๆ เหมือนกับที่บ้านเราหยุดสงกรานต์ค่ะ ตอนที่ไปก็ได้เห็นสภาพเศรษฐกิจ เห็นสีหน้าและแววตาของเพื่อนร่วมชาติยามนี้ เห็นใจเหลือเกิน ข่าวการประกาศไม่ขึ้นเงินเดือน ลดเงินเดือน หรือการปิด หรือลดขนาดกิจการ ของทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยของเรา ทำให้ดิฉันอดที่จะเขียนกระทู้นี้ไม่ได้ เนื่องจากเห็นเพื่อนๆที่เป็นพ่อแม่จำนวนไม่น้อย ต้องพยายามหาเงินส่งลูกเรียนในระบบ และเรียนเสริมทักษะต่างๆ ในสภาวะแบบนี้ หลายๆท่านคงลำบาก จะตัดค่าใช้จ่ายอย่างไรดี อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง ลองพิจารณาดูนะคะ
การประเมินการเีรียนรู้ของเด็กวัยก่อนอ.1
เรื่องที่จะเล่านี้ เพื่อนๆโฮมสคูล และแฟนคลับขาประจำ และขาจรที่มีลูกวัยประมาณ ก่อน ๓ ขวบ หรือก่อนเข้าโรงเรียนเอาไปดูได้ค่ะ ดิฉันได้คุยกะคุณครูของน้องแชง สรุปแล้วชั้นที่น้องแชงเรียน ก็ไม่ถือว่าเป็นอนุบาลหนึงนะคะ เป็นแค่เตรียมอนุบาล น้องแชงจะมีชั้นอนุบาลหนึ่งและสองค่ะ ก่อนเข้าชั้นประถม ดังนั้นแม่ๆที่มีลูกชั้นเตรียมอนุบาล หรือก่อนสามขวบ สามารถใช้เกณฑ์ที่เอามาเล่านี้ เป็นแนวทางในการฝึกสอนลูกได้ค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นับเลข





อันนี้ ข้อมูลและภาพ โดย คุณ mamamol ค่ะ ขอบคุณมา ณที่นี้ด้วยนะคะ คำอธิบาย จะเรียงไปตามภาพนะคะ
อุปกรณ์
- ไม้ทาสีแดง สลับนำ้เงิน ท่อนยาว ประมาณ สิบช่อง หนึ่งท่อน
- การ์ดตัวเลข ติดตัวเลขด้วยกระดาษทราย
- เลขคู่สีน้ำเงิน เลขคี่สีแดงนะคะต้องเริ่มจากสีแดงเสมอ เนื่องจากสีแดงจะเป็นสีที่เด็กมีความประทับใจและจำได้ง่าย เลขหนึ่งคือเลขเริ่มต้น คือสีแดงอันแรก นะคะ
- เรียงไม้ไปตามจำนวน
- แล้วเอาไม้แสดงหมายเลขที่มีตัวเลขเป็นกระดาษทรายไปวางบนไม้ที่มีจำนวนตรงกัน
การทำแป้งโดว์

จากนั้นครูบัวก็สอนให้แม่ๆทำแป้งโดว์ไว้ให้ลูกๆปั้น เล่น งานนี้แม่ๆได้ลงมือกันถ้วนหน้า จะว่าไปการทำแป้งโดว์ก็ไม่ยากเย็น วัตถุดิบก็แค่ไม่กี่อย่าง แต่กว่าจะได้แป้งโดว์มาหนึ่งก้อนก็นวดแป้งกันพอได้เมื่อยมือกันไปถ้วนหน้า เหมือนกัน วัตถุดิบสำหรับทำแป้งโดว์ก็จะมี แป้งเอนกประสงค์(ตราว่าว) เกลือ น้ำมันพืช(หรือใช้เบบี้ออยล์ก็จะทำให้คุณภาพแป้งโดว์อยู่ตัวได้นานขึ้น) สีผสมอาหาร น้ำอุ่น เริ่มจากตวงแป้ง 1 ถ้วยและเกลือ 1 ช้อนชาใส่ชามหรือกาละมังเพื่อความง่ายในการนวด จากนั้นใช้มือคลุกให้ส่วนผสมเข้ากัน พยายามขยี้เม็ดเกลือให้แหลกเพื่อความเนียนของแป้งโดว์ ใส่น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วนวดๆขยำๆ แล้วใส่น้ำมัน 1/2 ช้อนแล้วขยำต่อ ถึงตอนนี้ถ้าเราทำถูกตามขั้นตอนแป้งของเราจะเริ่มจับเป็นก้อนแล้ว จากนั้นก็ใส่สีผสมอาหารแล้วนวดๆขยำๆต่อค่ะ คอยดูเนื้อแป้งว่าเนียนนุ่มชุ่มชื้นดีหรือยัง ถ้ายังมีผิวแห้งๆให้เติมความชุ่มชื้นด้วยน้ำอุ่นหรือเติมสีเพิ่มความเข้มของ สีไปในตัวก็ได้ แต่ถ้าแป้งติดมือให้เติมน้ำมัน หมั่นนวดหมั่นเติมน้ำเติมสีจนได้เนื้อแป้งที่เนียนนุ่มชุ่มชื้น เพียงเท่านี้เราก็ได้แป้งโดว์ไว้เล่นกับลูกแล้วค่ะ การเก็บรักษาก็ไม่ยาก เอาใส่ถุงพลาสติกหรือกระป๋องปิดให้สนิท หรือใครจะเอาใส่ตู้เย็นก็ไม่ว่ากัน แต่เวลาจะเล่นก็ต้องเอาออกมาตั้งให้คลายเย็นก่อน เมื่อไหร่เห็นว่าแป้งแห้งหรือแข็งก็เช่นเดิมค่ะเติมความชุ่มชื้นด้วยน้ำอุ่น หรือสีผสมอาหาร แป้งโดว์นี้จะเก็บไว้เล่นได้ตลอดชั่วกาลนาน ฮี่ ฮี่
อันนี้ก็เป็นคำบรรยายของคุณเก่ง นะคะ ส่วนภาพเป็นของคุณ Nuulynn เจ้าเก่า ผู้เอื้อเฟื้อ
ขอบคุณดาราหน้ากล้องทุกท่านนะคะ แหมอิจฉาจัง
ขอบตาร้อนผ่าววววว
กรอกน้ำ :

อุปกรณ์จำเป็นก็จะมีขวดน้ำ ชามใส่น้ำ กรวย และช้อน งานนี้ก็ให้ลูกเอาช้อนตักน้ำแล้วเอาใส่ขวดโดยใช้กรวยช่วย งานนี้ฝึกความสัมพันธ์ระหว่างมือและตา สำหรับเด็กเล็กแนะนำให้หาขวดฐานกว้างเพื่อความมั่นคงของขวดไม่ล้มได้ง่ายๆ ถ้าเป็นเด็กโตหน่อยใช้ขวดน้ำพลาสติกขนาดเล็กก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นการใช้ขวดเบาลูกจะได้ฝึกการใช้มือสองข้าง เพราะข้างหนึ่งต้องตักน้ก และอีกข้างหนึ่งจะต้องจับขวดน้ำไม่ให้ล้มด้วย
ขอบคุณคุณเก่ง และคุณ Nuulynn สำหรับคำบรรยายและภาพประกอบค่ะ
จมๆลอยๆ :


อุปกรณ์มีกระป๋องน้ำ 1 ใบใส่น้ำค่อนกระป๋อง และวัสดุต่างรูปร่าง ต่างพื้นผิว เช่น ลูกปิงปอง ฟองน้ำ และอื่นๆเท่าที่จะประยุกต์หาได้ในบ้าน งานนี้จะเป็นการนำวัสดุต่างๆทีละชิ้นมาใส่ในกระป๋องน้ำ เช่นนำลูกปิงปองมาใส่ เด็กก็จะได้เห็นว่าลูกปิงปองลอยน้ำ แต่ถ้าใส่ก้อนหินๆก็จะจม เราก็จะอธิบายให้ลูกฟังว่าเพราะลูกปิงปองเบากว่าน้ำจึงลอย ครูบัวบอกให้อธิบายแบบวิทยาศาสตร์เพื่อลูกจะได้เรียนรู้ไปในตัว
ขอบคุณ คุณเก่ง และคุณNuulynn สำหรับคำบรรยาย และภาพประกอบค่ะ
ดูดน้ำเปลี่ยนขวด

: อุปกรณ์ก็จะมีขวดเล็กๆเช่นขวดแบรนด์ 2 ขวด และไซริงค์ที่เราใช้ป้อนยาให้ลูกเลือกมา 1 อัน จากนั้นเอาน้ำผสมสี(แนะนำให้ใช้สีผสมอาหาร)ใส่ขวดใบที่ 1 แม่สาธิตให้ลูกดูโดยใช้ไซริงค์ดูดน้ำสีแล้วถ่ายไปใส่ขวดเปล่า ค่อยๆทำจนน้ำสีหมดขวด ที่แนะนำให้ใช้น้ำสีเพราะจะดึงดูดความสนใจเด็กได้ และเด็กจะได้เห็นปริมาณน้ำที่ถูกดูดหรือถูกยักย้ายถ่ายเทไปมาได้โดยง่าย
ขอบคุณคุณเก่ง และคุณ Nuulynn ค่ะ สำหรับคำบรรยาย และภาพประกอบ
ตำๆหั่นๆ

ครกไม้เล็กๆน้ำหนักไม่มากนักจะเหมาะกับเด็กๆมากกว่าครกหินหนักๆนะคะ จากนั้นก็หาพืชผักใส่ให้ลูกตำ เลือกชนิดที่ไม่เผ็ดไม่แสบร้อนนะคะ เพราะลูกจะต้องมีหยิบชิมแน่ๆ ครูบัวแนะว่าเพิ่มเติมเรื่องการหั่นเข้าไปได้ โดยใช้มีดแบบฝรั่งแบบที่เป็นหยักๆไม่คมๆมาหั่นผัก ผลไม้ เลือกที่นิ่มๆหั่นง่ายนะคะ เช่น ถั่วฝักยาว ถ้าคุณแม่ได้นำพืชผักที่ลูกตำๆหั่นๆไปประกอบเป็นอาหารรับรองว่าลูกต้องอยาก ชิมแน่ๆ ได้ฝึกทักษะแล้วยังได้ความภูมิใจแถมไปอีกกองโตเลยทีเดียว
ขอบคุณคุณเก่ง และคุณnuulynn ค่ะ สำหรับคำบรรยาย และภาพถ่ายประกอบ
จับคู่ตะเกียบ

: มีตะเกียบอยู่หนึ่งกำ คาดว่าประมาณ 10 อัน (5คู่) จากนั้นให้เด็กนำตะเกียบวางและค่อยๆจับคู่ทีละคู่ สำหรับเด็กเล็กให้เริ่มจากปริมาณตะเกียบจำนวนน้อยและใช้ตะเกียบคู่ที่มีสี แตกต่างกันเห็นชัดเพื่อความง่าย และเสริมสร้างกำลังใจนะคะ งานนี้สอนเรื่องการฝึกสังเกตค่ะ
ขอบคุณคุณเก่ง สำหรับคำบรรยาย และภาพของคุณ nuulynn ค่ะ
กำลูกปัด-ตักข้าวสาร:
ในถาดจะมีชาม 2 ใบ ชามใบที่ 1 มีลูกปัดลูกเล็กๆขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตรอยู่ค่อนชาม จากนั้นก็จะให้เด็กกำลูกปัดให้เต็มมือแล้วค่อยๆนำลูกปัดไปใส่ชามใบที่ 2 งานนี้เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือ ประยุกต์มาเป็นการใช้ช้อนตักข้าวสารเปลี่ยนถ่ายใส่ชามก็ได้ประโยชน์ในเรื่อง สมาธิเช่นกัน
ขอบคุณคุณเก่ง สำหรับคำบรรยายค่ะ ไม่มีภาพค่ะ
ขอบคุณคุณเก่ง สำหรับคำบรรยายค่ะ ไม่มีภาพค่ะ
คีบปิงปอง

ขอบคุณ คุณเก่ง Icyrose สำหรับคำบรรยาย และภาพของคุณ Nulynn ค่ะ
ในตะกร้ามีปิงปองอยู่ประมาณ 5 ลูก กระป๋องพลาสติก 2 ใบ และที่คีบน้ำแข็ง 1 อัน ให้เด็กหัดคีบลูกปิงปองจากกระป๋อง 1 ไปใส่กระป๋อง 2 ทีละลูก เน้นว่าให้ทำอย่างช้าๆ ค่อยๆวางลูกปิงปอง ไม่เร่งรีบในการทำแต่ให้ทำด้วยความระมัดระวังและปราณีต งานนี้ได้สมาธิ
การเปิดปิดขวด

ขอบคุณ คุณเก่ง Icyrose สำหรับคำบรรยาย และคุณ Nuulynn สำหรับภาพถ่ายค่ะ ขอบคุณแม่นางฟ้า ที่เป็นเพื่อนที่ช่วยประสานงานมาตลอด และครอบคุณ ครูบัวค่ะ
ไฮไลท์ของวันนี้เป็นการสาธิต"งาน"ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เด็กๆจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในชีิวิตประจำ วันผ่าน"งาน"(กิจกรรม)แต่ละชิ้น อย่าลืมว่าเราต้องปูผ้าก่อนเริ่มทำงานทุกชิ้นนะคะ ถ้าเป็นงานเกี่ยวกับน้ำก็จะใช้ผ้าพลาสติกแทน กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถนำไปประยุกต์ทำและสอนลูกได้เอง ที่บ้านนะคะ ครูบัวฝากดูผ้าพลาสติก
1. เปิด-ปิดขวด: ครูบัวเริ่มจากตะกร้าที่มีขวดพลาสติกลักษณะเหมือนขวดยาอยู่ 2 ใบ ทราบภายหลังว่าเป็นการสอนให้เด็กเปิดปิดขวด พลาดกิจกรรมนี้ไปอย่างน่าเสียดายเพราะพอดีเอาบันบันไปกินนมนอน ใครทราบรายละเอียดช่วยอธิบายวิธีด้วยนะคะเก่งจะได้มาตามอ่าน งานชิ้นนี้ได้ฝึกทักษะการเปิดปิดขวดและกล้ามเนื้อมือ
ต่อไปก็คือสิ่งที่เก่งได้อธิบายไว้นะคะ บังเอิญว่าไม่ได้อยู่ด้วยเนื่องจากลงมาป้อนข้าวลูก เลยอดฟังครูบัวบรรยายอ่ะค่ะ
สามีก็มีเก็บภาพมาให้ แต่อาจจะมีตกหล่นบางภาพไปนะคะ
เริ่มจากรูปแรก ไล่จากที่เก่งสรุปไว้นะคะ เป็นตัวอย่างของขวด
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
โรงเรียนมอนเตสเซอรี่

นี่เป็นที่อยู่และรายละเอียดของโรงเรียนที่จัดกิจกรรม สอนแบบแนวมอนเตสเซอรี่ค่ะ มีเพื่อนๆที่เห็นรูปกิจกรรมและรายละเอียด ถามมา จึงขอรายละเอียดมาลงให้ จากแม่นางฟ้า เวบรักลูกค่ะ
หลายคนที่สนใจในระบบนี้ แล้วไม่มีโอกาสได้มา คุณครูบอกมีโทรมาคุยจากตปท. ก็มี ตัวเองมีโอกาสได้ไปพูดคุยให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนต้น ถึงบางส่วนของที่มาที่ไปในการสัมมนา ก็ยังบอกว่า หาน้อยนะ ที่จะมีรร.มอนเตสเซอรี่ไหนมาจัดสัมมนาให้กับพ่อแม่ทั่วไป ได้มีความรู้ความเข้าใจในการเรียนการสอน (ทั้งที่ลูกก็ยังไม่ได้เข้าเรียนในรร.เขาด้วย) สำหรับตัวเองก็บอกว่า มาเจอที่นี่แหละ ใครสงสัยอะไรถามได้หมด อยู่ที่ใครจะเก็บเกี่ยวเอาไปได้แค่ไหน
สำคัญที่สุด คือ รู้แล้ว ให้รู้จักนำไปใช้
ตอนแรกที่มาเยี่ยมชมรร.นี้ ยังคิดว่า เอาละ จะส่งลูกเข้ารร.นี้แหละ ทั้งพอใจในการเรียนรู้ การดูแล และความเป็นครูของคุณครูที่นี่ ( ถึงได้ขอให้คุณครูช่วยจัดอบรมให้ เป็นคนที่อยากรู้อะไร แล้วขอรู้จริง ๆ ) แต่เผอิญเพิ่งมาเจอทีหลัง ว่าที่ใกล้ ๆ บ้านมีรร.มอนเตสเซอรี่ อีกที่หนึ่ง สะดวกในการเดินทางกว่ามาก ก็เลยขอเลือกอีกที่หนึ่งแทน ยังบอกขอโทษคุณครูไป คุณครูก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าอะไร ยังว่า มีอะไรสอบถามกันได้เหมือนเดิมค่ะ (เทอมนี้รร. มีเด็กรวมทั้งหมด ถึงอ.3 อยู่ 15คน)
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคุณแจง(เจ้าของรร.) และครูบัว ที่ช่วยจัดสัมมนา ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
ขอบคุณMNSHANG ที่จะไปช่วยแจ้งข่าวสารแก่ส่วนรวมไว้ด้วยค่ะ
รร.ที่มีคุณครู ใจดีๆ อย่างนี้ เราก็อยากช่วยประชาสัมพันธ์ไปเหมือนกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณครูที่อุตสาห์เหนื่อยให้พวกเรา
ชายด์มอนเตสเซอรี่โฮม อยู่ซอยเย็นอากาศ 2 ระหว่างถนนนางลิ้นจี่กับถนนพระราม 4 โทร.02-249-2408/ 084-131-2974
วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551
การทำบัตรคำสำหรับลูกน้อย
เห็นกระทู้ของคุณรักเรียนค่ะ ในเวบรักลูก เธอและเพื่อนๆได้แบ่งปันเรื่องการทำบัตรคำ ได้ชัดเจนดี ดิฉันจึงอยากนำมารวบรวมในบล็อกนี้ เผื่อเพื่อนๆ รุ่นหลังๆจะมาหาข้อมูลได้ง่าย
ขอบคุณคุณรักเรียนและเพื่อนๆนะคะ ที่ช่วยแบ่งปันข้อมูลที่มีค่านี้
ขอบคุณคุณรักเรียนและเพื่อนๆนะคะ ที่ช่วยแบ่งปันข้อมูลที่มีค่านี้
วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ลูกปัด 100

ลูกปัด 100เป็นลูกปัดเล็กๆ 10 เม็ดเรียงเป็นแถวติดกันเป็นแท่ง เพราะฉะนั้น 1 แท่งลูกปัดแทนจำนวนเท่ากับ 10 ทั้งหมดจะมี 10 แท่งโดยมีข้อต่อติดแต่ละท่อน ลักษณะออกมาเหมือนเป็นสร้อยยาวร้อยเป็นวง แล้วก็จะมีป้ายลูกศรจำนวนเขียนว่า 10, 20, 30 ไปจนถึง 100 ให้เด็กวางตามข้อต่อ ข้อต่อแรกก็วางป้ายลูกศรว่า 10 ไล่ไปจนครบ 100 ก็คือการฝึกให้เด็กรู้ว่าจะนวนทีละ 10 รวมกัน 10 ครั้งเท่ากับ 100
คำบรรยายโดยคุณ Icyrose ภาพโดยแม่นางฟ้าค่ะ ภาพบนเป็นของ คุณ mamamol ค่ะ
แท่งไม้คณิตศาสตร์
แท่งไม้คณิตศาสตร์เป็นแท่งไม้ทาสีต่างขนาด จะใช้แค่ 2 สีคือสีแดงและสีน้ำเงิน เริ่มจาก 1 เป็นแท่งไม้สีแดงขนาดประมาณ 1 คืบ แท่งไม้ 2 ก็จะเป็นแท่งไม้ขนาด 2 คืบ ทาสีแดง 1 คืบและสีน้ำเงิน 1 คืบ แท่งไม้ 3 ก็จะเป็นแท่งไม้ขนาด 3 คืบทาสีแดงและน้ำเงินสลับอย่างละคืบ ไล่ไปจนถึง 10 คืบจะเป็นแท่งไม้ยาว 10 คืบ สังเกตว่าทุกแท่งจะเริ่มจากสีแดงเราจะยึดเป็นด้านหลัก เราก็จะนำแท่งไม้มาไล่จาก 1 การจับแท่งไม้เราจะกำเต็มมือเพื่อให้เด็กรู้ว่าแท่งไม้ขนาด 1 มือกำได้อันนี้คือ 1 นะ ขณะกำแท่งไม้นับ"หนึ่ง" แล้วจึงวางแท่งไม้ 1 ลงพื้นผ้าที่ปูไว้ ถ้าเป็นแท่งไม้ 2 ก็จะกำสีแดงก่อนแล้วออกเสียงนับ"หนึ่ง"เอามืออีกข้างกำส่วนสีน้ำเงิน ออกเสียงนับ"สอง" แล้ววางแท่งไม้ต่อจากด้านบนของแท่งไม้1 โดยให้สีแดงตรงกัน เมื่อถึงแท่งไม้3ก็ทำเช่นเดียวกันคือเริ่มกำจากส่วนสีแดงนับ"หนึ่ง" มืออีกข้างกำส่วนสีน้ำเงินนับ"สอง" จากนั้นจึงปล่อยมือจากส่วนสีแดงแรกมาจับส่วนสีแดงที่ต่อจากสีน้ำเงินนับ" สาม" แล้วจึงเรียงแท่งไม้ต่อจากแท่ง 2ขึ้นไปข้างบน อย่าลืมว่าสีแดงแรกต้องตรงกันเป็นแนว ไล่ไปจนถึงแท่งไม้ที่ 10 เราก็จะได้ไม้ 10 แท่งเรียงกัน โดยยึดด้านซ้ายเป็นหลักจะเห็นเป็นแนวยาวของแท่งสีแดงของไม้จำนวน 10 แท่งจากนั้นจึงเอาบัตรตัวเลข 1-10 วางกำกับที่แท่งไม้ เริ่มจากแท่งไม้ที่ 1 ก็คือวางบัตรเลข 1 ตรงแท่งสีแดง จากนั้นวางเลข 2 ลงแท่งไม้ที่ 2 ตรงแท่งสีน้ำเงิน วางไล่ไปทางขวาจนครบ 10 เด็กจะได้เรียนรู้ว่าสีแดงคือเลขค่ สีน้ำเงินคือเลขคู่ เป็นการเรียนรู้เรื่องจำนวน ได้เรื่อง sense of number นำมาประยุกต์ต่อได้เช่นถ้าเรานำแท่งไม้1 ไปวางต่อจากแท่งไม้ 2 ก็จะเป็น 2+1 ซืึ่่งเด็กก็จะเห็นเองว่าความยาวมันเท่ากับแท่งไม้ 3
คำบรรยายโดยคุณเก่ง Icyrose ภาพโดยแม่นางฟ้าค่ะ
กล่อง Binomial

กล่อง Binomial ไม่แน่ใจว่าเรียกชื่อถูกหรือเปล่า ได้ยินแม่ๆแถวนั้นเรียก ลักษณะจะเป็นกล่องไม้เปิดด้านข้างได้ 2 ด้าน บรรจุบล็อกทั้งหมด 8 อัน แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดสูง 4 อัน และชุดเตี้ย 4 อัน แต่ละด้านของลูกบาศก์จะระบายสีแตกต่างกันไป ถ้าเด็กไม่มีสมาธิจะงงกับสีและขนาด แล้วจัดเรียงกลับเข้าแบบเดิมไม่ถูก วิธีการสาธิตก็ต้องทำให้ลูกดูเรื่อยๆ เดี๋ยวเค้าก็จะทำได้ อุปกรณ์ชุดนี้เป็นชุดนึงที่เก่งชอบมาก เพราะรู้สึกได้ฝึกหลายอย่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องแบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะ เด็กจะได้ฝึกเรื่องเซ็ทจากการแยกขนาดบล็อกสูงและเตี้ย แล้วก็มีเรื่องสีที่เด็กต้องระวังไม่ให้เกิดความสับสน ชิ้นนี้ต้องเด็กโตหน่อยนะคะ ยากขึ้นไปจะมีอีกก่องคู่กันคือกล่อง Trinomial คือจะเป็น 3 ชั้น ยากขึ้นไปอีกหน่อยค่ะ จะเป็นงานที่ท้าทายขึึ้นไปอีกระดับสำหรับเด็ก
คำบรรยายโดยคุณเก่ง Icyrose ภาพโดยแม่นางฟ้าค่ะ ภาพบนเป็นของ คุณ mamamol ค่ะ
A B C

A B Cถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะเริ่มจาก M P T ตามตำราของอเมริกันว่าเสียงออกง่าย เช่นเดิมค่ะ หาสิ่งของมาเติมตะกร้า เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านตามเสียง Phonetic เช่น ตะกร้า M เวลาเราหยิบพรมจำลองผืนเล็กๆออกมา คำศัพท์ว่า MAT เราจะออกเสียงว่า เมอะ แม็ท
คำบรรยายโดยคุณเก่ง Icyrose ภาพโดย แม่นางฟ้าค่ะ ภาพบนเป็นของ คุณ mamamol ค่ะ
สอน ก ข ค

สอน ก ข คการสอนตัวอักษรในระบบมอนเตสเซอรี่ก็จะเน้นให้เด็กได้หยิบได้สัมผัสเช่นเดิม สอนภาษาไทยเราจะเริ่มจาก ก จ ด เพราะอะไรถึงไม่เป็น ก ข ค ใช่มั๊ยคะ เพราะเราจะสอนตามเสียงอักษร เริ่มจากอักษรกลางก่อน จำได้มั๊ยคะสมัยเด็กที่ท่อง ไก่ จิก เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง นั่นหละค่ะ เพราะอักษรกลางเด็กจะออกเสียงได้ง่ายที่สุด ก็จะมีแผ่นอักษร ก ซึ่งตัวอักษรจะตัดจากกระดาษทรายเบอร์ละเอียด เพื่อให้เด็กฝึกสัมผัสเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสเช่นเดิม ในตระกร้า ก ก็จะมีสิ่งของแทนอักษร ก ซึ่งอาจจะเป็น ตุ๊กตาไก่ กระดุม กางเกง(จำลองไม่ต้องใช้ของจริง) กล้วย(ปลอม) เริ่มจากลากนิ้วตามอักษรก่อน จากนั้นจึงออกเสียงอ่านแต่ละสิ่งของ ก ไก่, ก กระดุม, ก กางเกง, ก กล้วยหอม เป็นต้น สำหรับเด็กเล็กใช้สิ่งของประมาณ 5 อย่างก็พอค่ะ ทำทีละตัวอักษร เมื่อเด็กคล่องจะมีการประยุกต์เอา 2-3 ตะกร้าอักษรรวมกัน แล้วให้เด็กได้แยกสิ่งของตามหมวดอักษรค่ะ
คำบรรยายโดยคุณเก่ง Icyrose ภาพโดยแม่นางฟ้าค่ะ ภาพบนเป็นของ คุณ mamamol ค่ะ
กระดุม

กระดุม 1-10อันนี้เพื่อความปลอดภัยงานนี้เฉพาะเด็กโตหน่อย เพราะกลัวหยิบกระดุมเข้าปากนะคะ จะมีกระดุมจำนวน เม็ดอยู่ในกระป๋อง แผ่นตัวเลข 1-10 และผ้าเย็บเป็นช่องยาว 10 ช่อง แต่ละช่องเราก็จะวางเลขกำกับที่ด้านบนของผ้า แล้วจึงเริ่มวางกระดุมให้ตรงกับจำนวนเลขในแต่ละช่องเริ่มจากเลข 1 หยิบกระดุมออกมา 1 เม็ดจากกระป๋องนับ"หนึ่ง" แล้วจึงวางลงช่องที่ 1 ของผ้า จากนั้นขยับเป็นช่องที่ 2 โดยหยิบลูกปัดเน้นว่าหยิบทีละเม็ดนะคะนับ"หนึ่ง" "สอง"เมื่อในมือมีลูกปัดตามจำนวนจึงวางลงในช่อง 2 โดยวางให้คู่กันซ้ายขวา ไล่ไปจนถึงช่องที่ 10 การวางกระดุมเราจะวางเป็นทีละ 2 เม็ดเรียงลงด้านล่าง ทั้งนี้เพื่อเด็กจะได้เห็นถึงความแตกต่างของเลขคู่และคี่ไปในตัว
คำบรรยายโดยคุณ เก่ง Icyrose ภาพโดย แม่นางฟ้า ภาพบนเป็นของ คุณ mamamol ค่ะ
รูปกิจกรรมมอนเตสซอรี่ Pink Tower
หอคอยสีชมพูเป็นบล็อกไม้ตันไล่ขนาดตั้งแต่ใหญ่ไปเล็ก ก่อนทำงานอย่าลืมเอามือสัมผัสบล็อกไม้รอบด้านด้วยการลูบด้านข้างซ้ายไปด้าน บนและลงด้านข้างขวาก่อนวางบล็อกไม้ทุกชิ้น เราจะซ้อนจากใหญ่ไปเล็ก ถ้าเด็กเล็กเริ่มหัดใช้อุปกรณ์นี้ให้เลือกขนาดที่แตกต่างกัน 3 ชิ้น เมื่อทำคล่องในครั้งต่อๆไปจึงเพิ่มเป็น 4-5-จนครบทุกชิ้น การทำงานทุกชิ้นต้องให้เด็กเห็นว่างานไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเค้ามีสมาธิตั้งใจทำเค้าจะทำงานได้สำเร็จ อย่าให้เด็กเริ่มทำงานยากๆเพราะจะทำให้ท้อต่องานนั้นๆได้ค่ะ
อันนี้สรุปโดยคุณเก่ง Icyrose ภาพโดย แม่นางฟ้าค่ะ
ส่วนคำแนะนำเพิ่มเติมของคุณอุ๊ Babyploy คือ ต่อจากนี้ค่ะ
Pink Tower
สิ่งที่สอนเด็ก จะได้เรื่องของขนาด เล็กใหญ่ ของทรงลูกบาศก์ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการมองสี่เหลี่ยมจัตรัสด้วย ใช้การกะด้วยสายตาคะ
เวลาที่อุ๊สอน ไม่ไกด์ลูกเลยคะ ให้คิดเองเลย เพียงแต่ให้เค้าเห็นตอนที่ต่อเสร็จแล้ว แบบไม่ให้เห็น process การต่อ เพราะอุ๊อยากให้ลูกคิดเองด้วย
แต่ขนาดที่ต่างกันนี้ จะมีเรื่องของน้ำหนักด้วยคะ เพราะPink tower ทำด้วยไม้ ทำให้เด็กเรียนรู้ว่าอันเล้กเบากว่าอันใหญ่
นอกจากนี้ อุ๊มี flash card ประกอบเป็นขนาดที่ตรงกับ Pink tower ให้ลูกดูภาพ 2 มิติ เห็นแบบไม่มีความลึก โดยจะบอกเค้าว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกี่ ตารางเซนติเมตรคะ พุดเป็นภาษาอังฤษคะ ทำสักพัก น้องพลอยจะรู้เลยว่าภาพนี้กี่ตารางเซน (จำได้)
อีกเรื่องที่ได้คือ motor skill การวางเรียงต่อกัน พอดีฝึกอันนี้ตอนเล็กมากคะ น่าจะขวบเศษ ให้เลานเร็วกว่าอายุคะ แต่ไม่มีปัญหาเพราะปูพื้นฐานแนวนี้มาเป็นขั้นตอนคะ
นอกจากต่อเป็นชั้นขึ้นไป อุ๊ยังให้เค้าลองต่อตามราบเหมือนขบวนรถไฟด้วยคะ ให้รู้ว่าทุกอย่างพลิกเพลงได้
การเรียนการสอนระบบมอนเตสซอรี่
ข้อมูลในหัวข้อนี้ ได้รับความกรุณาจากเพื่อนๆหลายๆท่านในเวบไซด์รักลูก เป็นผู้แบ่งปัน และถ่ายทอดข้อมูลให้ ดิฉันเห็นว่า เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากที่จะนำมาใช้พัฒนาลูกได้ จึงขอนำมารวบรวมไว้ ให้เพื่อนๆที่มาอ่านภายหลังค่ะ ขอขอบคุณเพื่อนๆมา ณ ที่นี้ด้วย อันมี แม่นางฟ้า คุณเก่ง Icyrose คุณรดา PS325 คุณอุ๊ babyploy และเพื่อนๆท่านอื่นๆด้วยค่ะ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้สนใจการศึกษาระบบนี้
วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551
รู้ทันไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่
นี่เป็นกระทู้อีกกระทู้หนึ่งที่เขียนไว้ในห้องสุขภาพของแม่ตั้งครรภ์ ในเวบรักลูกค่ะ เป็นข้อมูลที่ดี จึงนำมาเก็บไว้ในเวบบล็อกนี้ค่ะ จะได้หาง่าย ใช้งานสะดวก เพราะกระทู้ของรักลูก จะวิ่งตกหน้า หายไปเร็วมาก
ค้นหายากค่ะ
ค้นหายากค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

