วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

เรียนสนุกในโลกกว้าง เล่นกับวิทยาศาตร์ที่ Sci Tech (๒)


เครื่องเล่นในโซนเด็กเล็ก ให้เด็กขี่จักรยานและเห็นการหมุนของใบพัดที่อยู่ในตู้ เพื่อพิสูจน์เรื่องการทำงานของแกน

ของเล่นเรื่องฟาร์ม ในโซนเด็กเล็กสอนเรื่องชีวิตในฟาร์ม

ของเล่นในโซนเด็กเล็กที่สอนเรื่องแรงลม

ของเล่นในโซนเด็กเล็กที่สอนเรื่องเสียงสูงต่ำ สัมพันธ์กับความยาวของท่อ

ของเล่นในโซนเด็กเล็กที่สอนเรื่องแม่เหล็กและแรง

ของเล่นในโซนเด็กเล็กที่สอนเรื่องปั๊มและการทำงานของปั๊มและแรง

สอนเรื่องเงาในกระจกรูปทรงต่างๆ
มุมเด็กเล่นที่สอนเด็กเล็กเรื่องการทำงานของพวงมาลัยและการทำงานของระบบเฟือง
ทุกๆเครื่องเล่น จะมีการอธิบายสั้นๆ พร้อมทั้งมีคำถามไว้ ให้เด็กคิดหาคำตอบระหว่างที่เล่นอยู่

มุมที่ให้เด็กเล่นเรื่องการงานก่อสร้าง เริ่มตั้งแต่การขนอิฐโฟม ขึ้นรถเข็นแล้วเข็นขึ้นทางชันไปก่อสร้างกำแพง



โซนสอนเด็กเล็กเรื่องโครงกระดูกของมนุษย์

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

เรียนสนุกในโลกกว้าง เล่นกับวิทยาศาตร์ที่ Sci Tech (๑)

Sci Tech ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง Perth ค่ะ อยู่ทาง Westside ซึ่งเดินทางไม่ยากเลย เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เล็กๆ ที่เหมาะสำหรับเด็กเล็กๆ ไปจนถึงเด็กโตเลยค่ะ  มีอุปกรณ์ มีเครื่องมือ และห้องโดมศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ เหมือนท้องฟ้าจำลอง  ขนาดของที่นี่จะเล็กว่า ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพค่ะ แต่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย ไม่เสีย (ของเรา มีเครื่องที่เสียเยอะค่ะ ไม่มีเงินค่าซ่อมบำรุง) เด็กๆตั้งแต่เล็กๆ จนโต สามารถมาเล่น ทำการทดลองด้านวิทยาศาสตร์ ทั้ง ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ได้ที่นี่ค่ะ   บัตรผ่านประตูจำได้ว่าประมาณ ๖๐๐ บาท แต่เล่นได้ทั้งวัน  มาที่นี่ อยู่ทั้งวันเลยค่ะ สนุกมาก

ที่นี่ได้รับรางวัล ยูเรก้า ด้านการส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาตร์ดีเด่นของออสเตรเลียในปี ๒๐๐๙ ค่ะ


ที่นี่สร้างตั้งแต่ปี 1998 ค่ะ นี่เป็นป้ายประกาศเกียรติคุณ
รางวัลยูเรก้า
รูป Model โครงสร้างและการทำงานของหูกับการได้ยิน
เมื่อเราได้ยินเสียง คลื่นเสียงผ่านหูชั้นนอกเข้าไป





กระดูกสามชิ้นของหูชั้นกลาง ที่จะสั่นให้เห็นยามที่เกิดคลื่นเสียงผ่านมา



สัญญาณสั่นของกระดูกสามชิ้นของหุชั้นกลาง จะทำให้ปุ่มแดงๆที่หูชั้นในสว่างขึ้น ทำให้เกิดการได้ยินและรับรู้เสียงนั้น


ภาพการแสดงการได้ยินในท้องฟ้าจำลองประเทศไทย ดูไม่รู้เรื่องเลยค่ะ ไม่รู้จะสอนเด็กได้อย่างไร


เรียนสนุกในโลกกว้าง เลี้ยงอาหารปลาโลมาที่ Monky Mia

ที่ Monky Mia (อ่านว่า มังกี้ มาย) นี่ถือว่าเป็นเมืองแห่งปลาโลมา ตั้งอยู่ใน Shark Bay ซึ่งเป็นมรดกโลก มีธรรมชาติที่สงบและงดงาม เพราะไปยาก อากาศร้อนและแห้งแล้ง ไม่ค่อยมีน้ำจืด ทำให้เพาะปลูกยาก มีแต่ทะเลทราย จึงไม่ค่อยมีคนไปอาศัยอยู่ เมืองก็เล็กมากค่ะ ระยะทางของเมิองนี้ อยู่ริมทะลทางตอนเหนือของ Perth ประมาณแปดร้อยกว่ากิโลเมตร มาได้ทั้งทางรถและทางเครื่องบิน ตลอดเส้นทางถนนจาก Perth มาที่นี่ จะไม่ค่อยมีที่แวะ ต้องขับไกลหลายร้อยกิโล แต่เส้นทางนี้ มีที่แวะที่น่าสนใจ คือ Pinnacles (ทุ่งหินประหลาด) ที่สวยงามลึกลับ และ แม่น้ำสีชมพู หากจะมาที่นี่ สามารถค้างได้ที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากที่ดูปลาโลมาประมาณ ๒๐ นาที ที่เป็นที่ตั้งของสนามบินมีที่พักหลายราคา หรือจะพักที่ Monky Mia รีสอร์ต นี่ก็ได้ แต่ค่าห้องพัก คืนหนึ่งราคาประมาณ ๖ พันบาทค่ะ

ที่ Monky Mia นี่น้องแชงได้เลี้ยงปลาโลมาอย่างใกล้ชิด เพราะมันว่ายมาถึงฝั่งเลยค่ะ
น้องแชงจับแก้มปลาโลมา



ภาพแห่งความทรงจำของลูกสองคนที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนให้อาหารปลาโลมา




ตอนมาถึง จนท.บอกว่า วันนี้ปลายังไม่มา หากคุณโชคดี ก็อาจจะเห็นเย็นนี้ หรือพรุ่งนี้ แต่ไม่มีใครรู้ โห...คืนนั้น ดิฉันงัดมนตราเรียกปลามาเลย สวดกันใหญ่เลย แม่ลูกสามคน ตอนเช้ามากันแบบเต็มคณะ มารอแต่เช้ามืด

มนต์เรียกปลาได้ผล เพราะสองพระสังข์มาเอง

ปลามารอแต่เช้า หกโมงเศษค่ะ มีคนมายืนรอดูและเล่นกับปลา

ลงมาดูใกล้ๆได้ค่ะ แต่ห้ามว่ายน้ำในบริเวณนี้เด็ดขาด





แต่ที่แย่ๆ ก็คือ ในแถบนี้มีอากาศที่ร้อนและแห้งแล้วมาก มีแต่หญ้าแห้งๆที่ขึ้นในดินทราย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของแมลง Bush Flies  แมลงวันพวกนี้ ชอบตอมคนค่ะ  ตอมหน้า ตอมตา เพราะต้องการโปรตีนที่เหงื่อและน้ำตาของสัตว์และคน ไปเป็นอาหาร เพื่อฟักไข่   ตอนที่ไปนี่ แทบไม่กล้าลงจากรถเลยค่ะ เพราะกองทัพแมลงวันไล่ตอม ไม่งั้นจะได้ภาพสวยๆของ Shark Bay มาฝากอีกมาก   ใครจะไปนี่ต้องระวังมากๆเลยนะคะ สยองมากกก  ตอนที่ถ่ายรูปลูกๆที่หาดนี้ ดิฉันต้องคอยไล่ปัดแมลงวันไปด้วย เท่าที่ัสังเกตเวลาฝนตก หรือ ตอนกลางคืนจะไม่มีแมลงวันค่ะ หากแสงอาทิตย์ขึ้นเมื่อไหร่ มันก็มากันเมื่อนั้น

ภาพจากอินเตอร์เนต แมลงวัน ตามเกาะคนแบบนี้ค่ะ

ต้องป้องกันตัวแบบนี้ค่ะ หากจะเที่ยวโดยไม่ต้องกลัวแมลงวัน อย่ากลัวไม่สวย
หน้าตาแมลงวันค่ะ ภาพจากอินเตอร์เนต



น้องเชียร์เดินเล่นยามเย็นรอปลาโลมา

น้องแชงสร้างงานศิลปะ

พิสูจน์หลักฐานใครเป็นเจ้าของรอยเท้าบนผืนทราย หมา หรือ คน แชงหรือเชียร์

ระหว่างการสร้างผลงานศิลปะบนพื้นทรายของแชง






สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๖)

ในการสร้างลูกให้เป็น Self Learner นั้น มิได้จำเป็นที่จะต้องพาลูกเดินทางท่องเที่ยวอย่างเดียว  การพาลูกเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเที่ยวหลายๆวันในต่างแดนนั้น เป็นแค่กลอุบายหนึ่ง เหมือนพาลูกไปออกค่าย ลูกได้ใกล้ชิดพ่อแม่เป็นเวลานานหลายวัน และทั้งวัน ทำให้มีโอกาสฝึกลูกหลากหลายเรื่อง เป็นองค์รวม    แต่หากเราไม่มีโอกาสพาลูกไปท่องเที่ยว เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่ไม่อำนวย เช่น บ้านอยู่ห่างไกลที่เที่ยว  ต้องทำมาหากิน  ค่าใช้จ่ายสูง   เราก็ยังมีโอกาสฝึกลูกได้เช่นกันค่ะ






ทำอาหารกับลูกค่ะ ให้เขาช่วยทำงานง่ายๆไปด้วย

สิ่งที่ดิฉันนิยมทำกับลูกๆเสมอ ตั้งแต่ลูกเล็กๆ และอยู่ที่ฮานอย ซึ่งเป็นที่ๆไม่มีที่ท่องเที่ยวสนุกๆใกล้ๆ  ดิฉันมักทำอาหารกินเอง  วันสุดสัปดาห์ ดิฉันจะชวนลูกมาทำอาหารสนุก  โดยให้ลูกเลือกเมนูที่ลูกชอบจากหนังสือที่มี  ดิฉันมีหนังสือทำอาหารสำหรับเด็กที่น่ารักเล่มนึงค่ะ  รูปวาดเป็นแบบการ์ตูน น่ารักมาก เด็กๆชอบ หลังจากนั้น ดิฉันก็จะสอนลูกอ่านเมนู เพื่อเตรียมเครื่องปรุง  และมีการค้นคว้าวิธีการปรุงในยูทูปด้วย เพื่อให้ลูกเห็นขั้นตอนการทำ   จากนั้นก็ลงมือทำ และชิม  โดยกิจกรรมนี้ เด็กๆจะได้ช่วยหัดทำอะไรง่ายๆ ไปด้วย เห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่เป็นวัตถุดิบ จนออกมาเป็นอาหาร   สังเกตว่าลูกๆสนุกมากค่ะ กินอาหารอร่อยขึ้นมาก และมีความรู้ความสนใจพอสมควร เกี่ยวกับ โภชนาการ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่    หลังจากการสอนวิธีนี้ เวลาลูกกินอะไร ก็มักจะบอกได้ว่า อาหารที่กิน มีโภชนการอะไร และมีประโยชน์อย่างไร  การฝึกทำอาหารนี่ มีประโยชน์หลายด้านค่ะ เป็นการฝึกลูกให้ช่วยทำงานง่ายๆ รับผิดชอบ เรียนรู้เรื่องวิทยาศาตร์ง่ายๆ ฝึกการอ่านและกินก็อร่อย

ในการที่จะสร้างลูกให้เป็นคนรักการเรียนรู้ สามารถค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองนั้น มีหลักง่ายๆ คือ ต้องมีแหล่งค้นคว้าข้อมูลที่ดี  หลายๆบ้านอาจจะมีห้องหนังสือ ตู้หนังสือที่บ้าน หรือใกล้ห้องสมุด ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะเด็กๆสามารถหยิบอ่านได้เสมอ เวลาว่างๆ  แต่หากไม่มีเราก็สอนลูกให้ค้นคว้าจากอินเตอร์เนต ซึ่งผู้ที่อ่านเวบบล็อกนี้ ต้องมีอยู่แล้ว ดิฉันเองก็แชร์เครื่องคอมกับลูกค่ะ  ไม่ได้ซื้อต่างหาก  แต่ที่สำคัญคือ อ่านแล้ว ต้องสอนลูกวิเคราะห์ข้อมูล  ด้วยการตั้งคำถามให้ลูกตอบ  และ ต้องลงมือทำ หรือ พาไปดูด้วย    ที่บ้านของดิฉันมีหนังสือสวยๆหลายเล่ม เพราะซื้อที่ฮานอยราคาไม่แพง  เป็นหนังสือสารานุกรมสวยๆ เรื่องสัตว์ เรื่องไดโนเสาร์และอื่นๆ   เมื่อให้ลูกอ่านแล้ว ก็ชวนไปลงมือทำ หรือ ดูของจริงไปด้วย  เมื่อดูแล้วก็กลับมาทบทวนอีกรอบว่าตรงกับหนังสือว่าไว้หรือไม่ หรือต่างกันอย่างไร  มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า

หนังสือที่สร้างความเข้าใจและความสนใจเรื่องดาราศาสตร์ ก่อนพาไปท้องฟ้าจำลอง และเรื่อง Gravity

หนังสือที่ให้ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ทะเล ก่อนและหลังไปเที่ยว Aquarium


หนังสือที่ให้ลูกเล่นยามว่างและยามต้องการความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์บางเรื่อง



การพาลูกเที่ยวนี่ ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะแบบใกล้บ้าน หรือ ต่างแดน หากเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น สวนสาธารณะ กลางแจ้ง  การไปเที่ยวป่าเขา หรือ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็สามารถช่วยสร้างเด็กๆให้รักการเรียนรู้จากโลกกว้างได้ แต่ต้องด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง  เพราะเด็กๆ จะตื่นตาตืนใจกับทุกสิ่ง แต่อาจจะไม่ได้สังเกต และจดจำ ยกเว้นเมื่อเราตั้งคำถามให้เขาค้นหาคำตอบ และมีการค้นคว้าศึกษาล่วงหน้ามาบ้างแล้ว  เขาก็จะเริ่มสังเกตสิ่งที่เป็นรายละเอียด

น้องแชงผู้ชอบถ่ายรูปเงาของตัวเองเป็นที่สุด
ลูกสนใจอ่านข้อมูลแผนที่และแผ่นพับของสถานที่ๆไปเที่ยว

สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๕)

ระหว่างเดินทางใน Western Australia ครั้งนี้ ดิฉันมีโอกาสเห็นและสังเกตชีวิตของคนออสเตรเลีย เป็นระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน สังเกตว่า คนออสเตรเลียที่เจอบนท้องถนน เกือบทุกแห่ง จะมีปัญหาโรคอ้วน  อ้วนทั้งคนแ่ก่ แม่บ้าน เด็กๆ ก็อ้วนเหมือนกัน  ตามท้องถนน เต็มไปด้วยร้าน Fish & Ship หรือ ไก่ทอดชื่อดัง เบอเกอร์ชื่อดัง   และคนก็นิยมบริโภคอาหารพวกนี้ เพราะเป็นอาหารที่ราคาถูกกว่าอาหารตามภัตราคาร กินง่าย

ในภูมิภาคนี้ของออสเตรเลีย เป็นพื้นที่ค่อนข้างกันดาร เป็นดินปนทราย สีน้ำตาลอ่อน  ซึ่งไม่มีความอุดมสมบูรณ์เลย  ตอนเหนือของเมืองเพิร์ต แทบจะไม่ค่อยเห็นต้นไม้ใหญ่ เห็นแต่ทรายและพุ่มไม้เล็กๆ  เต็มไปด้วยแมลงวัน  การทำฟาร์มก็จะเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ทนอากาศแล้ง เช่น วัวเนื้อ แกะ แพะ เข้าใจว่า การปลูกพืชอาหารพวกผัก ผลไม้คงทำไม่ได้ง่ายๆ  ไปเดินในซุปเปอร์ เห็นแต่ผลไม้จาก อเมริกา อิตาลี หรือ ประเทศอื่นๆ มีผักออสเตรเลียไม่กี่อย่าง   และอาหารที่ขายในซุปเปอร์ก็ล้วนแต่เป็น อาหารกระป๋อง อาหารประเภทสำเร็จรูป Preserved Food ซึ่งมีเกลิอ หรือ น้ำตาลเยอะมาก อาจจะเป็นจากสาเหตุนี้ ที่ทำให้ นิสัยการกินอาหารของคนออสเตรเลียในแถบนี้มีปัญหา คือ เป็นโรคอ้วนกันมากเลยค่ะ
มีเพื่อนชาวเวียดนามที่ย้ายมาที่นี่ เล่าว่า แถบนี้มีปัญหาเรื่องน้ำจืด เพราะมีแม่น้ำไม่กี่สาย และที่ดินก็ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก แม้ว่าอยู่ริมทะเล แต่ก็ไม่ค่อยมีฝนตก ดังนั้นจึงต้องประหยัดน้ำกันอย่างหนัก  บ้านที่มีสวน จะได้รับอนุญาตให้รดนำ้สัปดาห์ละ ๓ วันในเวลากลางคืน หรือก่อนสว่างเท่านั้น เวลาโฆษณาขายบ้านจะมีบอกว่า มีค่าน้ำประมาณเท่าไหร่  เข้าใจว่าค่าน้ำคงแพงมาก   และเวลาจะเพาะปลูก ต้องใส่ปุ๋ย เตรียมดินกันสุดฤทธิ์ ไม่งั้นจะไม่ได้ผล 

ร้านขายสารพัดเมล็ดกาแฟใน Frementle Market

ร้านขายเครื่องหอมใน Frementle Market

ตลาด Frementle ที่เหมือนสวนจตุจักรเล็กๆในบ้านเรา


เวลาไปที่เมืองต่างๆในแถบนี้จะไม่ค่อยเห็นคน เห็นแต่คนแก่ และเมืองเล็กมากค่ะ  เท่าที่ดูนี่ ประชากร ในแถบนี้มีไม่ถึง สิบล้านคน  เฉลี่ยพื้นที่ต่อคน นี่ คือ หนึ่งตร.กม.ต่อคน  โหรงเหรงมาก  ดังนั้น ค่าครองชีพที่นี่จึงสูงมาก เพราะคงหนักที่ค่าแรง  แรงงานไม่พอ  ที่ตลกก็คือ เวลาไปกินข้าวที่ร้าน เขาจะถามว่าจะนั่งกินในร้านไม๊ หรือจะเอากลับ  หากกินในร้านต้องจ่ายค่าใช้จาน ประมาณใบละ ๒ ดอลลาร์ หรือ หกสิบบาท (อาจจะเป็นค่าแรงและค่าน้ำล้างจานก็ได้) ห่อกลับบ้านจะถูกกว่า ที่นี่จึงส่งเสริมสนับสนุนพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆเลี้ยงลูกเอง เพราะเด็กเล็กๆเวลาเข้าโรงเรียน ต้องการกำลังคนที่ดูแลเยอะมาก  หากเด็กเข้าเรียนในชั้นประถม จะใช้กำลังคนน้อยกว่า   ภาครัฐจึงพยายามสร้างสถานที่ แหล่งเรียนรู้  เทคนิคต่างๆเป็นการติดอาวุธให้พ่อแม่ เพื่อนำไปใช้ในการปลูกฝังลูกน้อย


การแสดงการทำงานของการได้ยินใน SciTech



เลี้ยงจิงโจ้ตามสบายที่ Willdlife Park



น้องแชงและน้องเชียร์ดูปลากระเบนยักษ์ที่ AQWA

พิพิธภัณฑ์เรือ ที่ Frementle


หลายปีที่ผ่านมา ดิฉันเป็นแฟนรายการทีวีของ Australian Network ชื่อ Playschool (ซึ่งเพื่อนๆสามารถ Search จาก youtube ได้)  รายการนี้ดูเหมือนเป็นรายการเด็กปฐมวัยถึงอนุบาล เล่น เล่านิทาน ร้องเพลง ทำกิจกรรมศิลปะ  ซึ่งสอนพ่อแม่ ให้เล่น และทำกิจกรรมกับลูก เป็นการสอนลูกไปด้วย  นี่เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่รัฐบาลออสเตรเลีย สอนพ่อแม่ให้พัฒนาด้านการศึกษา สร้างนิสัย Self Learner ให้กับลูกน้อย สังเกตจากสถานที่ๆดิฉันพาลูกไปเที่ยวหลายๆแห่ง เช่น สวนสัตว์  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ล้วนมีแต่แม่ หรือ พ่อ และลูกๆ ไปเที่ยว  พ่อแม่ได้พบปะพูดคุยกัน  และหลายๆคนก็เป็น Playgroup กัน สอนลูกด้วยกัน ผลัดกันไปเจอกันในบ้านต่างๆ แล้วนัดมาเล่นกัน เรียนรู้กัน ตามสถานที่ที่เป็นที่ให้ความรู้กับเด็กๆ

ภาพคุณแม่ชาวออสเตรเลียสาธิตการทดลองเรื่องแรงดึงเก้าอี้ และเมื่อปล่อย เก้าอี้ก็ตกลงมาอย่างเร็ว

ภาพพ่อแม่ชาวออสเตรเลียหย่อนใจคุยกัน ในเวลาลูกเล่นอย่างสนุกสนาน

ภาพแม่ชาวออสเตรเลีย สอนลูกเรื่องการเล่นการก่อสร้าง

ดิฉันเคยเจอเพื่อนๆที่มาจากออสเตรเลียหลายคนในเวียดนาม หลายคนเล่าว่า คนออสเตรเลียไม่ค่อยนิยมให้ลูกเข้าโรงเรียนแต่เล็กๆ แต่เลี้ยงเอง และไปเล่นกับเพื่อนๆ ตาม Playgroup  ทางรัฐบาลให้เงินเดือนจำนวนหนึ่ง ในการเลี้ยงลูกอยู่บ้าน เป็นเวลาหลายปี  ซึ่งมากพอที่จะอยู่อย่างประหยัดและดูแลลูกเล็ก จนกว่าจะเข้าโรงเรียน  เด็กๆที่นี่ได้รับการปกป้องจากสังคมสูงมาก เช่นหากคนใด ทำร้ายเด็ก หรือ ให้เด็กกินเหล้า สูบบุหรี่ ก่อนวัย ๑๘ ปี  จะมีความผิดหนักมาก


เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะคิดอิจฉาเพื่อนๆชาวออสเตรเลีย  แต่เท่าที่ดิฉันสังเกต ชีวิตคนที่นี่คงเครียดมากทีเดียว เพราะค่าครองชีพสูงมาก และเงียบเหงา การที่ต้องดูแลลูกวัยทารก ถึงวัยซน เป็นเวลาหลายปี เป็นภาระที่หนักทีเดียว  เวลาเข้าห้องน้ำ หรือ อ่านหนังสือพิมพ์ จะเห็นโฆษณาให้คำปรึกษาด้านจิตเวชเรื่องความเครียด เรื่องครอบครัว ความสำพันธ์ เยอะแยะเลยค่ะ  และสังเกตจากโรคอ้วนที่เป็นกันมาก ก็อาจจะมาจากบริโภคเกินขนาดคลายเครียดก็เป็นได้