วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๖)

ในการสร้างลูกให้เป็น Self Learner นั้น มิได้จำเป็นที่จะต้องพาลูกเดินทางท่องเที่ยวอย่างเดียว  การพาลูกเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเที่ยวหลายๆวันในต่างแดนนั้น เป็นแค่กลอุบายหนึ่ง เหมือนพาลูกไปออกค่าย ลูกได้ใกล้ชิดพ่อแม่เป็นเวลานานหลายวัน และทั้งวัน ทำให้มีโอกาสฝึกลูกหลากหลายเรื่อง เป็นองค์รวม    แต่หากเราไม่มีโอกาสพาลูกไปท่องเที่ยว เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่ไม่อำนวย เช่น บ้านอยู่ห่างไกลที่เที่ยว  ต้องทำมาหากิน  ค่าใช้จ่ายสูง   เราก็ยังมีโอกาสฝึกลูกได้เช่นกันค่ะ






ทำอาหารกับลูกค่ะ ให้เขาช่วยทำงานง่ายๆไปด้วย

สิ่งที่ดิฉันนิยมทำกับลูกๆเสมอ ตั้งแต่ลูกเล็กๆ และอยู่ที่ฮานอย ซึ่งเป็นที่ๆไม่มีที่ท่องเที่ยวสนุกๆใกล้ๆ  ดิฉันมักทำอาหารกินเอง  วันสุดสัปดาห์ ดิฉันจะชวนลูกมาทำอาหารสนุก  โดยให้ลูกเลือกเมนูที่ลูกชอบจากหนังสือที่มี  ดิฉันมีหนังสือทำอาหารสำหรับเด็กที่น่ารักเล่มนึงค่ะ  รูปวาดเป็นแบบการ์ตูน น่ารักมาก เด็กๆชอบ หลังจากนั้น ดิฉันก็จะสอนลูกอ่านเมนู เพื่อเตรียมเครื่องปรุง  และมีการค้นคว้าวิธีการปรุงในยูทูปด้วย เพื่อให้ลูกเห็นขั้นตอนการทำ   จากนั้นก็ลงมือทำ และชิม  โดยกิจกรรมนี้ เด็กๆจะได้ช่วยหัดทำอะไรง่ายๆ ไปด้วย เห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่เป็นวัตถุดิบ จนออกมาเป็นอาหาร   สังเกตว่าลูกๆสนุกมากค่ะ กินอาหารอร่อยขึ้นมาก และมีความรู้ความสนใจพอสมควร เกี่ยวกับ โภชนาการ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่    หลังจากการสอนวิธีนี้ เวลาลูกกินอะไร ก็มักจะบอกได้ว่า อาหารที่กิน มีโภชนการอะไร และมีประโยชน์อย่างไร  การฝึกทำอาหารนี่ มีประโยชน์หลายด้านค่ะ เป็นการฝึกลูกให้ช่วยทำงานง่ายๆ รับผิดชอบ เรียนรู้เรื่องวิทยาศาตร์ง่ายๆ ฝึกการอ่านและกินก็อร่อย

ในการที่จะสร้างลูกให้เป็นคนรักการเรียนรู้ สามารถค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองนั้น มีหลักง่ายๆ คือ ต้องมีแหล่งค้นคว้าข้อมูลที่ดี  หลายๆบ้านอาจจะมีห้องหนังสือ ตู้หนังสือที่บ้าน หรือใกล้ห้องสมุด ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะเด็กๆสามารถหยิบอ่านได้เสมอ เวลาว่างๆ  แต่หากไม่มีเราก็สอนลูกให้ค้นคว้าจากอินเตอร์เนต ซึ่งผู้ที่อ่านเวบบล็อกนี้ ต้องมีอยู่แล้ว ดิฉันเองก็แชร์เครื่องคอมกับลูกค่ะ  ไม่ได้ซื้อต่างหาก  แต่ที่สำคัญคือ อ่านแล้ว ต้องสอนลูกวิเคราะห์ข้อมูล  ด้วยการตั้งคำถามให้ลูกตอบ  และ ต้องลงมือทำ หรือ พาไปดูด้วย    ที่บ้านของดิฉันมีหนังสือสวยๆหลายเล่ม เพราะซื้อที่ฮานอยราคาไม่แพง  เป็นหนังสือสารานุกรมสวยๆ เรื่องสัตว์ เรื่องไดโนเสาร์และอื่นๆ   เมื่อให้ลูกอ่านแล้ว ก็ชวนไปลงมือทำ หรือ ดูของจริงไปด้วย  เมื่อดูแล้วก็กลับมาทบทวนอีกรอบว่าตรงกับหนังสือว่าไว้หรือไม่ หรือต่างกันอย่างไร  มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า

หนังสือที่สร้างความเข้าใจและความสนใจเรื่องดาราศาสตร์ ก่อนพาไปท้องฟ้าจำลอง และเรื่อง Gravity

หนังสือที่ให้ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ทะเล ก่อนและหลังไปเที่ยว Aquarium


หนังสือที่ให้ลูกเล่นยามว่างและยามต้องการความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์บางเรื่อง



การพาลูกเที่ยวนี่ ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะแบบใกล้บ้าน หรือ ต่างแดน หากเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น สวนสาธารณะ กลางแจ้ง  การไปเที่ยวป่าเขา หรือ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็สามารถช่วยสร้างเด็กๆให้รักการเรียนรู้จากโลกกว้างได้ แต่ต้องด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง  เพราะเด็กๆ จะตื่นตาตืนใจกับทุกสิ่ง แต่อาจจะไม่ได้สังเกต และจดจำ ยกเว้นเมื่อเราตั้งคำถามให้เขาค้นหาคำตอบ และมีการค้นคว้าศึกษาล่วงหน้ามาบ้างแล้ว  เขาก็จะเริ่มสังเกตสิ่งที่เป็นรายละเอียด

น้องแชงผู้ชอบถ่ายรูปเงาของตัวเองเป็นที่สุด
ลูกสนใจอ่านข้อมูลแผนที่และแผ่นพับของสถานที่ๆไปเที่ยว

สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๕)

ระหว่างเดินทางใน Western Australia ครั้งนี้ ดิฉันมีโอกาสเห็นและสังเกตชีวิตของคนออสเตรเลีย เป็นระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน สังเกตว่า คนออสเตรเลียที่เจอบนท้องถนน เกือบทุกแห่ง จะมีปัญหาโรคอ้วน  อ้วนทั้งคนแ่ก่ แม่บ้าน เด็กๆ ก็อ้วนเหมือนกัน  ตามท้องถนน เต็มไปด้วยร้าน Fish & Ship หรือ ไก่ทอดชื่อดัง เบอเกอร์ชื่อดัง   และคนก็นิยมบริโภคอาหารพวกนี้ เพราะเป็นอาหารที่ราคาถูกกว่าอาหารตามภัตราคาร กินง่าย

ในภูมิภาคนี้ของออสเตรเลีย เป็นพื้นที่ค่อนข้างกันดาร เป็นดินปนทราย สีน้ำตาลอ่อน  ซึ่งไม่มีความอุดมสมบูรณ์เลย  ตอนเหนือของเมืองเพิร์ต แทบจะไม่ค่อยเห็นต้นไม้ใหญ่ เห็นแต่ทรายและพุ่มไม้เล็กๆ  เต็มไปด้วยแมลงวัน  การทำฟาร์มก็จะเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ทนอากาศแล้ง เช่น วัวเนื้อ แกะ แพะ เข้าใจว่า การปลูกพืชอาหารพวกผัก ผลไม้คงทำไม่ได้ง่ายๆ  ไปเดินในซุปเปอร์ เห็นแต่ผลไม้จาก อเมริกา อิตาลี หรือ ประเทศอื่นๆ มีผักออสเตรเลียไม่กี่อย่าง   และอาหารที่ขายในซุปเปอร์ก็ล้วนแต่เป็น อาหารกระป๋อง อาหารประเภทสำเร็จรูป Preserved Food ซึ่งมีเกลิอ หรือ น้ำตาลเยอะมาก อาจจะเป็นจากสาเหตุนี้ ที่ทำให้ นิสัยการกินอาหารของคนออสเตรเลียในแถบนี้มีปัญหา คือ เป็นโรคอ้วนกันมากเลยค่ะ
มีเพื่อนชาวเวียดนามที่ย้ายมาที่นี่ เล่าว่า แถบนี้มีปัญหาเรื่องน้ำจืด เพราะมีแม่น้ำไม่กี่สาย และที่ดินก็ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก แม้ว่าอยู่ริมทะเล แต่ก็ไม่ค่อยมีฝนตก ดังนั้นจึงต้องประหยัดน้ำกันอย่างหนัก  บ้านที่มีสวน จะได้รับอนุญาตให้รดนำ้สัปดาห์ละ ๓ วันในเวลากลางคืน หรือก่อนสว่างเท่านั้น เวลาโฆษณาขายบ้านจะมีบอกว่า มีค่าน้ำประมาณเท่าไหร่  เข้าใจว่าค่าน้ำคงแพงมาก   และเวลาจะเพาะปลูก ต้องใส่ปุ๋ย เตรียมดินกันสุดฤทธิ์ ไม่งั้นจะไม่ได้ผล 

ร้านขายสารพัดเมล็ดกาแฟใน Frementle Market

ร้านขายเครื่องหอมใน Frementle Market

ตลาด Frementle ที่เหมือนสวนจตุจักรเล็กๆในบ้านเรา


เวลาไปที่เมืองต่างๆในแถบนี้จะไม่ค่อยเห็นคน เห็นแต่คนแก่ และเมืองเล็กมากค่ะ  เท่าที่ดูนี่ ประชากร ในแถบนี้มีไม่ถึง สิบล้านคน  เฉลี่ยพื้นที่ต่อคน นี่ คือ หนึ่งตร.กม.ต่อคน  โหรงเหรงมาก  ดังนั้น ค่าครองชีพที่นี่จึงสูงมาก เพราะคงหนักที่ค่าแรง  แรงงานไม่พอ  ที่ตลกก็คือ เวลาไปกินข้าวที่ร้าน เขาจะถามว่าจะนั่งกินในร้านไม๊ หรือจะเอากลับ  หากกินในร้านต้องจ่ายค่าใช้จาน ประมาณใบละ ๒ ดอลลาร์ หรือ หกสิบบาท (อาจจะเป็นค่าแรงและค่าน้ำล้างจานก็ได้) ห่อกลับบ้านจะถูกกว่า ที่นี่จึงส่งเสริมสนับสนุนพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆเลี้ยงลูกเอง เพราะเด็กเล็กๆเวลาเข้าโรงเรียน ต้องการกำลังคนที่ดูแลเยอะมาก  หากเด็กเข้าเรียนในชั้นประถม จะใช้กำลังคนน้อยกว่า   ภาครัฐจึงพยายามสร้างสถานที่ แหล่งเรียนรู้  เทคนิคต่างๆเป็นการติดอาวุธให้พ่อแม่ เพื่อนำไปใช้ในการปลูกฝังลูกน้อย


การแสดงการทำงานของการได้ยินใน SciTech



เลี้ยงจิงโจ้ตามสบายที่ Willdlife Park



น้องแชงและน้องเชียร์ดูปลากระเบนยักษ์ที่ AQWA

พิพิธภัณฑ์เรือ ที่ Frementle


หลายปีที่ผ่านมา ดิฉันเป็นแฟนรายการทีวีของ Australian Network ชื่อ Playschool (ซึ่งเพื่อนๆสามารถ Search จาก youtube ได้)  รายการนี้ดูเหมือนเป็นรายการเด็กปฐมวัยถึงอนุบาล เล่น เล่านิทาน ร้องเพลง ทำกิจกรรมศิลปะ  ซึ่งสอนพ่อแม่ ให้เล่น และทำกิจกรรมกับลูก เป็นการสอนลูกไปด้วย  นี่เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่รัฐบาลออสเตรเลีย สอนพ่อแม่ให้พัฒนาด้านการศึกษา สร้างนิสัย Self Learner ให้กับลูกน้อย สังเกตจากสถานที่ๆดิฉันพาลูกไปเที่ยวหลายๆแห่ง เช่น สวนสัตว์  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ล้วนมีแต่แม่ หรือ พ่อ และลูกๆ ไปเที่ยว  พ่อแม่ได้พบปะพูดคุยกัน  และหลายๆคนก็เป็น Playgroup กัน สอนลูกด้วยกัน ผลัดกันไปเจอกันในบ้านต่างๆ แล้วนัดมาเล่นกัน เรียนรู้กัน ตามสถานที่ที่เป็นที่ให้ความรู้กับเด็กๆ

ภาพคุณแม่ชาวออสเตรเลียสาธิตการทดลองเรื่องแรงดึงเก้าอี้ และเมื่อปล่อย เก้าอี้ก็ตกลงมาอย่างเร็ว

ภาพพ่อแม่ชาวออสเตรเลียหย่อนใจคุยกัน ในเวลาลูกเล่นอย่างสนุกสนาน

ภาพแม่ชาวออสเตรเลีย สอนลูกเรื่องการเล่นการก่อสร้าง

ดิฉันเคยเจอเพื่อนๆที่มาจากออสเตรเลียหลายคนในเวียดนาม หลายคนเล่าว่า คนออสเตรเลียไม่ค่อยนิยมให้ลูกเข้าโรงเรียนแต่เล็กๆ แต่เลี้ยงเอง และไปเล่นกับเพื่อนๆ ตาม Playgroup  ทางรัฐบาลให้เงินเดือนจำนวนหนึ่ง ในการเลี้ยงลูกอยู่บ้าน เป็นเวลาหลายปี  ซึ่งมากพอที่จะอยู่อย่างประหยัดและดูแลลูกเล็ก จนกว่าจะเข้าโรงเรียน  เด็กๆที่นี่ได้รับการปกป้องจากสังคมสูงมาก เช่นหากคนใด ทำร้ายเด็ก หรือ ให้เด็กกินเหล้า สูบบุหรี่ ก่อนวัย ๑๘ ปี  จะมีความผิดหนักมาก


เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะคิดอิจฉาเพื่อนๆชาวออสเตรเลีย  แต่เท่าที่ดิฉันสังเกต ชีวิตคนที่นี่คงเครียดมากทีเดียว เพราะค่าครองชีพสูงมาก และเงียบเหงา การที่ต้องดูแลลูกวัยทารก ถึงวัยซน เป็นเวลาหลายปี เป็นภาระที่หนักทีเดียว  เวลาเข้าห้องน้ำ หรือ อ่านหนังสือพิมพ์ จะเห็นโฆษณาให้คำปรึกษาด้านจิตเวชเรื่องความเครียด เรื่องครอบครัว ความสำพันธ์ เยอะแยะเลยค่ะ  และสังเกตจากโรคอ้วนที่เป็นกันมาก ก็อาจจะมาจากบริโภคเกินขนาดคลายเครียดก็เป็นได้

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๔)

พวกเราคงทราบกันพอสมควรว่า การเรียนการสอนของเด็กปฐมวัยถึงอนุบาลนั้น เน้นวิธีการทำซ้ำๆ  เด็กๆต้องท่องจำซ้ำๆ  ดูซ้ำๆ อ่านซ้ำๆ จนจำติดในใจ และเด็กวัยนี้ก็ชอบอะไรซ้ำๆ   ดังนั้น การพาลูกไปดูอะไรซ้ำๆ เป็นการตอกย้ำการเรียนรู้ เด็กจะค่อยๆเรียนรู้ทีละน้อย แล้วเริ่มสังเกต และจดจำ เข้าใจลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ   เด็กๆไม่เหมือนเราที่โตๆแล้ว ที่ขี้เบื่อ และอยากหาอะไรใหม่ๆตลอดเวลา

เรื่องการสอนเด็กให้การอ่านแผนที่ ให้ใช้แผนที่นั้น ดิฉันเคยเห็นในรายการทีวีของญี่ปุ่น ที่แข่งขันให้เด็กอายุไม่เกิน ๖ ปี แข่งขันเดินออกจากบ้าน ไปซื้อของที่ตลาดสามอย่างให้คุณแม่  วิธีที่แม่ๆสอนลูก คือ การฝึกลูกซ้ำๆ และสอนลูกให้ฟังคำสั่ง จำ และไปซื้อของให้คุณแม่    ตอนที่เด็กๆไปซื้อของ  เด็กต้องเดินห่างจากบ้านไปเป็นกิโล  เด็กๆจดจำว่า เมื่อถึงจุดนี้ สะพานนี้ จะต้องเลี้ยวซ้าย หรือ เลี้ยวขวา เป็นต้น  ต้องมีจุดสังเกตเป็นระยะ  เด็กๆที่เข้าแข่งขันมีอายุประมาณ ๔-๖ ขวบ ซึ่งมีทักษะไม่แพ้กันเลยเรื่องทิศทาง แผนที่ ไปถึงตลาดและร้านค้าทุกคน แต่อาจจะซื้อของไม่ครบ หรือ ทำของตกหายก็มี  จึงจะเห็นว่า การสอนเด็กให้รู้จักแผนที่ การจดจำ และใช้แผนที่ในชีวิตประจำวันง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าความสามารถของเด็กที่จะทำได้เลย  การจะฝึกให้ลูกอ่านแผนที่เป็น หากฝึกอยู่บ้าน ไม่มีเป้าหมาย เด็กๆอาจจะเบื่อและต่อต้าน แต่หากฝึกด้วยการออกไปท่องเที่ยว หรือ ทำแรลลี่ ทำลายแทง หาของตามเส้นทาง การเรียนแผนที่จะกลายเป็นเรื่องสนุกสนาน และท้าทายมาก

เรื่องการพาเด็กๆไปเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือในยามว่าง  เป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญและวางแผนให้ดี หากพ่อแม่ มีนิสัยชอบเดินห้าง ช๊อปปิ้ง หาของกินอร่อยๆ  ดูทีวีละคอนน้ำเน่า หรือคอนเสิร์ท เด็กๆก็จะติดนิสัย และมีกิจวัตรแบบนั้น   อยากให้ลูกเป็นนักผจญภัย สนุกกับโลกกว้าง ชอบออกกำลังกาย รักการเีรียนรู้ ช่างคิด ช่างสังเกต  ก็อาจจะยาก เพราะไม่ได้ฝึกแต่เล็กๆ  เด็กสูญเสียความสามารถตามธรรมชาติด้านนั้นไปแล้ว

แม้ว่าพ่อแม่จะชอบพาลูกไปเที่ยวสถานที่ต่างๆในวันหยุด หรือแม้แต่เดินทางไปในต่างประเทศ  หากไม่มีขั้นตอนการเรียนรู้เป็นขั้นเป็นตอน  ฝึกลูกให้อ่าน ค้นหา ศึกษาข้อมูลก่อนไปเที่ยว วางแผนไปเที่ยว และกลับมา ทำการศึกษา เพื่อสรุปสิ่งที่เรียนรู้  การเดินทางเหล่านั้น ก็จะเป็นแค่ ความสนุก รื่นรมย์ ของครอบครัวเท่านั้น  ผ่านมาแล้ว แม้มีรูปถ่าย เด็กก็อาจจะไม่จดจำ และจำรายละเอียดไม่ได้ เพราะไม่มีการตอกย้ำเรื่องการเรียนรู้   กลายเป็นเที่ยวเสียเงินไป

เทคนิคการสร้่างเด็กให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้างนี้ ดิฉันสังเกตและจดจำมาจากการจัด Field Trip ของโรงเรียนน้องแชง ที่ เวียดนามค่ะ  คุณครูจะวางแผนเรื่องทริป ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปีการศึกษา  ในช่วงเวลาที่เด็กๆเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น ไปเที่ยว Organic Farm ตอนที่เด็กๆเรียนรู้เรื่องผักและผลไม้    ไปเที่ยว Ethnic Museum ตอนที่เด็กๆเรียนเรื่องบ้าน   ก่อนไปเที่ยว คุณครูสอนเด็กในเรื่องเหล่านั้น ในแง่มุมต่างๆ ผ่านนิทาน ผ่านการอ่านหนังสือในห้องสมุด  การค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต  จนเด็กมีความรู้ความเข้าใจในระดับหนึ่ง     ตอนไปเที่ยว คุณครูจะให้คำถามเด็ก ให้เด็กๆเตรียมสังเกต จดจำแล้วมาตอบคำถาม   และตอนกลับมา คุณครูก็ให้เด็กๆวาดรูป สิ่งที่ตัวเองเห็นในการท่องเที่ยว และเขียนเรียงความสั้นๆ   แต่ในวัยอนุบาลก็เขียนแค่คำเดียวก็พอ

ดิฉันได้มีโอกาสเดินทาง ไปกับเพื่อนๆน้องแชง หลายครั้งที่เวียดนาม และช่วยเหลือคุณครูในการดูแลเด็กๆ ดิฉันสังเกตว่า เด็กทุกคนสนุกสนาน สนใจ และสังเกต  เวลาถามคำถามก็ตอบได้ และจะช่างซัก ช่างถาม และสนใจที่จะดูโน่นนี่ ตลอดเวลา  เพราะเด็กได้อ่านหนังสือมาแล้ว  แต่จินตนาการ จากการอ่าน หรือ ชมวีดีโอคลิป  มันไม่เหมือนกับของจริงที่เห็น  ซึ่งให้เด็กๆตื่นเต้น และสนใจกันมาก    หากเด็กไม่ได้ัรับการปูพื้น ก่อนเดินทางท่องเที่ยว   เด็กก็จะไม่ได้เตรียมใจในการจะเห็นอะไรแปลก ทำให้กลัว หรือ เหินห่าง และต้องปรับตัวก่อนที่จะซึมซับข้อมูลที่ควรได้เรียนรู้ไปค่ะ

ดิฉันเคยคุยกับคุณครูของลูกเรื่องการเรียนรู้ของเด็กอนุบาล  เธอเล่าว่า เด็กอนุบาลนั้น เป็นวัยที่เราต้องปลูกฝังนิสัยการเรียนรู้ให้เด็กๆ  ให้  Be good Learner, Be Responsible, Be Safe  และ Be Polite. ในวัยประถม เด็กต้องเรียนรู้ และจดจำข้อมูลต่างๆมากมายในวิชาการต่างๆ เด็กจะได้มีเทคนิคที่ดีในการเรียน และซึมซับข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นได้   การที่เราพาเด็กๆออกไปเรียนรู้นอกสถานที่ เป็นการสอนเด็กหลายเรื่อง  ไม่ใช่ แค่เรื่องบ้าน เรื่องผัักผลไม้  แต่เป็นเรื่องธรรมชาติรอบๆตัวเด็ก  การเชื่อมโยงของข้อมูลต่างๆก็เกิดขึ้นไปด้วย  และเป็นการฝึกทักษะการเข้าสังคม มรรยาทสังคม  การระมัดระวังตัวเอง การช่วยเหลือตนเอง และอื่นๆอีกด้วย 





ในประเทศไทยนั้น เนื่องจากชั้นเรียนมีนักเรียนมาก ทำให้การเดินทาง การรักษาความปลอดภัยของเด็กๆเป็นเรื่องยาก เพราะครูไม่พอ  ทำให้โรงเรียนหลายๆแห่ง ละเลยเรื่องการพาเด็กออกไปเที่ยวนอกสถานที่ ดังนั้น เราในฐานะพ่อแม่คงต้องช่วยกันให้โอกาสลูก พาลูกไปเรียนรู้ และฝึกลูกด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อสร้างนิสัย Self Learner ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่วัยเล็กๆ

สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๓)

รูปปั้นแป้งโดว์รูปสัตว์ทะเลที่ไปเห็นมาจากการท่องเที่ยว

ปลาหมึกที่มีพิษในท้องทะเล ที่หัวจะมีลายสีฟ้าๆ ต้องระวัง (แต่ขาเยอะไปนะ)
น้องแชงดูแผนที่สวนสัตว์ใน Perth Zoo

น้องแชงลองถ่ายรูปตัวเอง

น้องแชงถ่ายรูปมูลแกะใน Wildlife Park

ฝีมือถ่ายภาพของน้องแชง

ฝีมือถ่ายภาพของน้องเชียร์วัย ๓.๖ ปี

รูปถ่ายของคนขับเรือเฟอรี่ที่ South Perth ฝีมือของน้องแชง

ภาพถ่ายก้นสัตว์ฝีมือน้องเชียร์

น้องเชียร์ผู้ชอบถ่ายรูปรองเท้าของตัวเอง

ภาพถ่ายหอประภาคาร ฝีมือน้องแชง


ภาพถ่ายมุมล่าง ตามความสูงของคนถ่ายรูป

อีกหลายสิ่งที่ลูกได้ฝึกและเรียนรู้ในการเดินทางเรียนสนุกในโลกกว้าง คือ การใช้แผนที่  และการถ่ายภาพ เพื่อบันทึกข้อมูลความทรงจำ  น้องแชงหัดดูแผนที่เมื่อต้นปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นครอบครัวของเราไปท่องเที่ยวฮ่องกง ด้วยตั๋วราคาประหยัดของแอร์เอเชีย  น้องแชงในวัยเกือบ ๔ ขวบในเวลานั้น ขอดูแผนที่ที่พ่อของเขาถืออยู่ แผนที่ของดิสนีย์แลนด์มีภาพสวยงาม และใช้ภาพวาดเป็นการแสดงตำแหน่งสถานที่   เขาก็สามารถดูแผนที่ได้ว่า เรากำลังอยู่ที่ไหน และเราต้องการไปที่ใด ต้องเดินไปถนนเส้นไหน

ในคราวนี้น้องแชงวัย ๕ ขวบเศษ เริ่มอ่านภาษาอังกฤษได้เก่งและคล่อง  ทำให้เขาสามารถอ่านแผนที่สวนสัตว์เพิร์ตได้ไม่ยาก และตลอดการเดินทาง ลูกจะขอดูแผนที่และให้ชี้ตำแหน่งเส้นทางหรือสถานที่ๆเราอยู่ และกำลังจะไป และขอดูเครื่อง GPS ตลอดเวลา  เข้าใจว่า เขาคงจะสามารถใช้ GPS ได้ในปีหน้่า เมื่อเขาสามารถอ่านประโยคได้คล่องขึ้นกว่านี้  ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนที่สำคัญของเด็กๆ  เด็กๆในต่างประเทศ มีการฝึกฝนใช้เทคโนโลยี Google Map และเครื่อง GPS นำทาง  ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางๆรถ หรือ ไปในป่า ก็ใช้เพื่อป้องกันการหลงทาง  และประหยัดเวลาในการเดินทาง รวมทั้งความปลอดภัยในยามที่ต้องการความช่วยเหลือด้านต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง  การฝึกเด็กให้เข้าใจเรื่องการใช้แผนที่ มีประโยชน์หลายอย่าง นอกเหนือจากความปลอดภัย ยังช่วยกระตุ้นนิสัยรักการเรียนรู้ การผจญภัย และการแก้ปัญหาต่างๆให้เด็กๆได้ด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ลูกได้ฝึก คือ การจดจำและบันทึกเหตุการณ์ต่างๆด้วยการถ่ายภาพ ตลอดการเดินทาง ดิฉันต้องแบ่งกล้องถ่ายรูปของดิฉันให้ลูกๆเป็นระยะ เพื่อให้เขาถ่ายรูปตามที่ชอบและสนใจ หลายๆครั้งดิฉันก็อดขำและแปลกใจที่เห็นรูปถ่ายของเขา  และทำให้เขาใจมุมมองของลูกในหลายๆเรื่อง เช่น ลูกถ่ายภาพมูลของแกะมา  เมื่อดิฉันถาม ลูกก็บอกว่า "มันแปลกดี เป็นเม็ดๆ ลูกอยากรู้ว่ามันเป็นอะไร"   และเขาชอบถ่ายภาพเงาของตัวเอง และรองเท้าของเขาเอง เพราะว่ามันดูตลกดี  บางทีก็ได้ภาพก้นของแม่ ภาพก้นของสัตว์  หรือใบไม้ ต้นไม้ ในมุมล่างที่เขาเห็นจากตัวเล็กๆของเขา

อีกสิ่งหนึ่งที่เรามักจะำทำ คือการทบทวน การเดินทาง  ซึ่งตอนนี้ลูกยังเขียนไม่เก่ง เราจึงใช้วิธีให้ลูกปั้นแป้งโดว์ ถึงสิ่งที่เขาประทับใจ และจำได้  และ เล่าเรื่องราวว่ามันคืออะไร  เช่น หลังจากการไปเที่ยวที่ AQWA  ลูกปั้นแป้งโดว์รูปปลาหมึก มีลายสีฟ้า ซึ่งเ็ป็นปลาหมึกมีพิษในทะเล  เพราะลูกจำได้ถึงพิษร้ายของมัน

สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๒)







วิธีการต่อมา ที่ดิฉันใช้เมื่อตอนที่ย้ายกลับมาประเทศไทยเมื่อปลายเดือนมกราคม  คือ การพาลูกสองคนออกไปเที่ยวในที่ต่างๆในกรุงเทพ เป็นการปูพื้น การไปท่องเที่ยวที่ประเทศออสเตรเลีย  สถานที่แรกที่พาไป คือ  Siam Ocean World ซึ่งเด็กๆได้สนุกสนาน ไปกับการเรียนรู้เรื่องปลาทะเลนานาชนิด การจัด Layout รวมทั้งการอธิบาย ใกล้เคียงกับแบบ AQWA ใน Western Australia  คราวแรกที่ไปที่ Siam Ocean World เด็กๆดูจะตื่นตาตื่นใจ แต่ยังไม่ Get อะำไรมากมาย ออกจะกลัวๆ กลัวความมืด กลัวปลาแปลกๆที่ไม่ค่อยได้เห็น   แต่ดิฉันก็บอกว่า นี่จะคล้ายสิ่งที่เราจะเห็นในออสเตรเลีย  ซึ่งมีผลมากค่ะ ตอนที่ลูกมา AQWA นั้น ลูกดูคุ้นเคย ไม่กลัว และสนุกกับการดู สังเกต และสัมผัสสัตว์น้ำต่างๆ อย่างใกล้ชิด  และอยากรู้อยากเห็นไปหมด ว่าชื่อปลาอะไร กินอะไรเป็นอาหาร อันตรายหรือไม่ และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เหล่านั้นนานๆ 

สถานที่อีกที่พาลูกไปบ่อยๆ ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย คือ ซาฟารีเวิร์ด ฟาร์มจระเข้ คอกม้าของเพื่อน  (ไม่ได้ไปสวนสัตว์ดุสิต เพราะติดเรื่องประท้วง)   เด็กๆได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องสัตว์ต่างๆครั้งแล้วครั้งเล่า ที่คอกม้าของเพื่อนของครอบครัวเรา เด็กๆได้เห็นการอาบน้ำ แปรงขนม้า เห็นคอกม้า อาหารที่ม้ากิน อย่างใกล้ชิด ตอนแรกๆก็กลัวและเหม็น ไม่ยอมเข้าใกล้  แต่ดูๆำไปก็กล้าจับ กล้าดูใกล้ๆ   ผลก็คือ การมาเที่ยวที่ Western Australia คราวนี้ เด็กแทบจะกระโดดไปกอดสัตว์เลยค่ะ กล้าจับ กล้าดูใกล้ๆ ไปถ่ายรูปในฟาร์มสัตว์ในระยะประชิด  แถมกลับมายัง Search Youtube ดูเรื่องราว อิริยาบทของสัตว์เหล่านั้น  เวลาสะกดคำไม่เป็น Search ไม่ได้ ก็อาจจะถามสามีหรือดิฉัน หรือ ไปเปิดหนังสือที่ตัวเองมี    เป็นการจดจำเรื่องตัวสะกดไปด้วย  ฟังภาษาอังกฤษ อ่านภาษาอังกฤษไปด้วย

สถานที่อีกแห่งที่ดิฉันและสามีเพิ่งพาลูกไปไม่นานนี้ คือ ท้องฟ้าจำลองที่รังสิต  ที่นั่นมีศูนย์วิทยาศาสตร์เล็กๆด้วย  ทุกทริปที่กลับบ้าน ดิฉันมักพาลูกไปเที่ยวท้องฟ้าจำลองที่เอกมัย หรือที่ พิพิธภัณฑ์องค์การวิทยาศาสตร์ นับแล้ว ปีละหลายครั้ง  แรกๆเด็กๆก็ไม่่รู้เรื่องหรอกค่ะ กลัวกลิ่นอับๆ และของรูปร่างหน้าตาประหลาด บางชิ้น ก็พังแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอะไร  แต่พอดูไปบ่อยๆหลายๆครั้ง ลูกก็สนุกและเริ่มสนใจ ไปแล้วไม่ค่อยยอมกลับ   คราวนี้ ตอนที่ไปชม Science Tech และ Gravity Discovery Center ลูกๆ โดยเฉพาะน้องแชง ที่อยู่ในวัยพร้อมจะเรียนรู้อย่างเต็มที่ ก็ลุยเล่นลองทุกอย่าง สังเกต และจดจำ ไม่กลัวเลย  และอยากให้อธิบาย อยากให้อ่านให้ฟัง ในการลองเล่นการทดลองต่างๆ   แม้แต่การปีนขึ้นหอเอน 220 ขั้น ที่ Gravity Discovery Center  เพื่อทำการทดลองของกาลิเลโอ เขาก็อยากทำ    ไปชมห้องโดมดูเรื่องราวของท้องฟ้า ดวงดาว ก็ชอบค่ะ  เล่นทั้งวัน ไม่ยอมกลับเหมือนกัน

สร้างลูกให้เป็น Self Learner ด้วยการเรียนสนุกในโลกกว้าง (๑)




ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ดิฉันและสามีได้หารือกันเรื่องการเรียนและพัฒนาการของลูกชายทั้งสอง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์หลายอย่างเข้ามาเหมาะเจาะในเวลาเดียวกัน คือ การโยกย้ายกลับประเทศ  ซึ่งทำให้ลูกทั้งสองต้องเปลี่ยนโรงเรียน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม และระบบการเรียนอีกครั้ง  รวมทั้งลูกทั้งสองกำลังอยู่ในวัยพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่ ทักษะทางร่างกาย สติปัญญา พร้อมที่จะได้รับการฝึกฝนหลายๆด้าน การวางแผนพัฒนาลูกในขึ้นต่อไป จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ในการฝึกวินัย และปลูกฝังนิสัยการเป็น Self Learner ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากของความสำเร็จของมนุษย์   ที่ยากก็คือ การปลูกฝังและฝึกนิสัยเหล่านี้ ต้องทำอย่างนุ่มนวล และทำจนเป็นนิสัย ทีละเล็กละน้อย เพื่อให้แทรกซึมลงไป จนเป็นสันดานของลูก

ดิฉันและสามีจึงวางแผนในการท่องเที่ยวของครอบครัว ในวันสุดสัปดาห์ และวันหยุดต่างๆในสถานที่ต่างๆที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆของลูก เช่น ห้องสมุดต่างๆ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง  ฟาร์มต่างๆ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ ทั้งไกลและใกล้  สงกรานต์ปีนี้ เราเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมแม่และเด็ก รวมทั้งการศึกษาแบบโฮมสคูล   ดังนั้นประเทศนี้ โดยเฉพาะในถิ่นที่แห้งแล้งกันดาร จะมีสถานที่ชั้นดีที่น่าสนใจสำหรับเด็ก และประชาชน  เพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้กับประชาชนของชาติที่ห่างไกลความเจริญ



การวางแผนการเดินทางได้วางล่วงหน้ามากว่าครึ่งปี ทำให้เราสามารถจองตั๋วเครื่องบินในราคาที่ถูกมาก และดิฉันเองก็ได้ศึกษาวางแผนไว้ส่วนหนึ่งว่า อยากจะพาลูกมาเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง  ดิฉันและลูกๆ ได้ทำการศึกษาจากอินเตอร์เนต และแผนที่ ซึ่งเป็นการสอนเด็กๆให้ค้นคว้าหาข้อมูลไปด้วย มีการปูพื่นลูกๆเรื่องทวีปต่างๆ และมหาสมุทรต่างๆ ด้วยการใช้แผนที่และลูกโลก  อ่านหนังสือข้อมูลภูมิประเทศของประเทศไทย และประเทศออสเตรเลีย เป็นการเปรียบเทียบกัน  และศึกษาว่าในประเทศออสเตรเลียมีสัตว์อะไรบ้างที่เด่นๆเป็นสัญญลักษณ์  และศึกษาว่าใน Western Australia ซึ่งเราจะเดินทางไป มีอะไรเที่ยวบ้าง ซึ่งก็ศึกษาจาก หนังสือท่องเที่ยว และ Website เป็นหลัก




เมื่อเด็กๆได้มีข้อมูลคร่าวๆแล้วถึงแผนการเดินทางที่จะมาถึงในอีกหลายเดือนข้างหน้า เด็กๆก็มักจะสนใจ เอาหนังสือมาอ่านบ่อยๆ สนใจ Search youtube เพื่อดูสัตว์ต่างๆในออสเตรเลีย  และ หาเืรื่องราวเกี่ยวกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการพัฒนาที่เราเห็นได้ชัดเจนค่ะ  เขาทำด้วยตนเองในยามว่างของเขา  น้องแชงเป็นเด็กชอบงานศิลปะ เวลาว่างที่เขาวาดรูป หรือปั้นแป้งโดว์ ก็มักจะทำเป็นรูปสัตว์น้ำต่างๆในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีค่ะ ที่เห็นเด็กๆเริ่มมีทักษะในการค้นคว้า หาข้อมูล จดจำเรื่องราว ด้วยตัวของเขาเอง โดยที่เราพ่อแม่ ไม่ต้องยัดเยียด เราแค่เปิดโอกาสให้ลูกเท่านั้น

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เด็กจบ ม.6 จากปัญโญทัย แล้วไปไหนต่อ

มีเพื่อนๆพ่อแม่หลายๆท่าน ที่กำลังสนใจโรงเรียนแนวทางเลือก เช่น แนววอลดอร์ฟ  มักมีคำถามว่า เด็กๆที่เรียนในแนวทางนี้ จะไปเรียนต่อที่ไหน  สามารถเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้หรือไม่  ดิฉันได้อ่านพบคำตอบจากเวบหนึ่งค่ะ  เอามาฝาก และหากเพื่อนๆท่านใด สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ก็มาอ่านได้ในลิงค์นะคะ  เพราะมีอีกหลายประเด็น ที่น่าสนใจ

ตอนนี้เป็น ตอนที่ 7 สำหรับการตอบคำถามของผู้ปกครอง โดยหมอพร เนื่องในกิจกรรม Parent Education จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม 2553 กิจกรรมนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้ตั้งคำถามและขอคำแนะนำในเรื่อง ต่างๆที่เกี่ยวกับการดูแลลูก ทั้งของโรงเรียนและของครอบครัว ผมได้นำมาลงเป็นประเด็นๆไปที่ละตอน

คำถาม: เด็กจบ ม.6 แล้วไปไหนต่อ เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้หรือไม่

คำตอบ: เด็กม.6 ปัญโญทัยรุ่นแรก ที่เรียนจบไปเมื่อต้นปีที่แล้ว  แต่ละคนมีเส้นทางที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น

รายที่1 ไปฝึกงาน กับ หนังสือพิมพ์เครือ เนชั่น แล้วเปลี่ยนมาฝึกงานกับกองถ่ายภาพยนตร์ จนพบว่าการทำงานภาพยนตร์ทำให้ได้มีโอกาสศึกษาความคิดของมนุษย์ผ่านตัวละคร ในภาพยนตร์ ซึ่งตรงกับความต้องการของนักเรียนคนนี้  จนในที่สุดจึงตัดสินใจที่จะเรียนต่อด้านภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยใน สหรัฐอเมริกา  ขณะนี้กำลังจัดเตรียม ข้อมูลและจัดสร้างหนังสั้น พร้อมทั้งเข้าสอบภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ได้คะแนนสอบที่ผ่านเกณฑ์ ในครั้งเดียว เพื่อจัดส่งไปและรอผลคำตอบกลับมา


รายที่2 หลังจากเรียนจบม.6 จากปัญโญทัย ก็ได้ไปเป็นอาสาสมัคร ที่ Camphill (คลิกดูเพิ่มเติม ) ซึ่งเป็นชุมชนเด็กพิเศษ ในสหรัฐอเมริกา  โดยได้รับมอบหมายให้ดูแลเด็กพิเศษกลุ่มหนึ่งในเรื่องส่วนตัวต่างๆและพาเด็ก ไปส่งโรงเรียน  ขณะนี้นักเรียนคนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะศึกษาต่อด้านใด อาจจะศึกษาต่อด้านการศึกษาบำบัดที่โน่นเลย หรืออาจกลับมาเรียนสาขาอื่นที่ประเทศไทย

รายที่3 ได้จัดตั้งวงดนตรีเครื่องสาย(ไวโอลิน เชลโล วิโอล่า )  โดยรวบรวมนักเรียนรุ่นน้องในปัญโญทัย  ไปแสดงในโบสถ์เมื่อช่วงคริสต์มาส และยังได้มาเป็นครูช่วยสอนไวโอลินให้แก่นักเรียนในโรงเรียน และขณะนี้ได้เตรียมการที่จะไปเรียนต่อสาขาดนตรีในต่างประเทศ
รายที่ 4 หลังจากเรียนจบ ได้ไปฝึกงานที่สวนสัตว์ดุสิต เป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ (ดูวิดีโอประกอบ) จนมั่นใจว่าอยากเป็นสัตวแพทย์  จึงได้เตรียมตัวและเข้าสอบในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย

อีกรายหนึ่ง  หลังจากเรียนจบได้ไปศึกษาโยคะ ทำได้ดีจนกระทั่งได้ไปเป็นครูสอน  พร้อมกับลงทะเบียนเรียนที่รามคำแหงไปด้วย
จะเห็นว่าเด็กๆมีความหลากหลายในแนวทางที่จะเลือกเดินต่อไป  ส่วนคำถามที่ว่า แล้วนักเรียนจากปัญโญทัยจะสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ ในระบบการคัดเลือกที่เป็นอยู่ได้หรือไม่

หมอพร เห็นว่า ระบบการคัดเลือกด้วยวิธีการสอบในแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสอบตรงหรือ Admissionกลาง ก็ตาม ทำให้เด็กในโรงเรียนทั่วไปส่วนใหญ่ขาดความสนใจในชั้นเรียน แต่มุ่งไปที่การเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบ  ซึ่งสำหรับเด็กปัญโญทัย ที่ให้การศึกษาเด็กในแนวทางที่ต้องการให้เด้กเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจตนเอง ค้นพบตนเอง และมีวุฒิภาวะอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่ได้มุ่งเน้นในการให้การศึกษาไปเพื่อหวังผลในการสอบ  ดังนั้นหากให้นักเรียนม.6 ปัญโญทัยไปเข้าสอบมหาวิทยาลัยอย่างที่เป็นอยู่ในทันที จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำคะแนนได้ดี ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาสักระยะในการเตรียมตัวให้เพียงพอในการฝึกฝนการทำข้อ สอบ

ขณะเดียวกันในขณะนี้ โรงเรียนปัญโญทัยโดยหมอพร ก็ได้ติดต่อเข้าพูดคุยกับคณบดีในคณะวิชาต่างๆหลายแห่ง เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนให้เข้าใจแนวคิดการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟของโรงเรียน และให้เห็นปัญหาของการรับเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน   ที่ได้นักเรียนที่สอบเก่งแต่อาจไม่มีคุณสมบัติตรงตามสาขาที่เด็กเลือกเข้า เรียน  คณบดีหลายๆท่านมีความรู้สึกและเห็นด้วยกับปัญหานี้อยู่ก่อนแล้ว  รวมทั้งเห็นด้วยกับการจัดการศึกษาที่โรงเรียนดำเนินการอยู่ ทางปัญโญทัยจึงได้เสนอให้คณะวิชาต่างๆปรับมาทดลองใช้ระบบรับตรงโดยวิธีอื่นๆ เช่นการประเมินจากงาน(Portfolio) ที่เคยทำมาในสมัยเรียนมัธยม หรือการให้เด็กได้มีโอกาสร่วมในกิจกรรมของคณะวิชานั้น เพื่อให้คณะสามารถประเมินความถนัดและความพร้อมได้  ซึ่งแนวทางที่เสนอไปนี้ ก็ได้รับการตอบรับที่ดี จากหลายแห่ง ขณะนี้อยู่ในช่วงประสานงาน เพื่อให้เกิดผลในทางปฎิบัติต่อไป
หมายเหตุ: การสรุปเนื้อหาข้างต้นของผู้เขียนเป็นการจับประเด็นหลักๆที่หมอพร ตอบในที่ประชุม และได้เสริมเพิ่มเติมเนื้อหาเองบางส่วนที่ผู้เขียนได้รับรู้มาก่อนหน้านั้น เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้มากขึ้น ซึ่งก็อาจมีข้อผิดพลาดตกหล่นไปบ้าง จึงถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน

ปัญโญทัย